Wat Phrasriratanaram, Buddhist Temple & Meditation Center

Wat Phrasriratanaram, Buddhist Temple & Meditation Center Thai Buddhist Temple of Greater St. Louis

For Taxable deductible Donation to our temple using PayPal, please click the donation link below:
https://www.paypal.com/donate?hosted_button_id=HAU7UVBDKDVYU
Thank you for your support!

06/18/2026

🇹🇭 #ประวัติข้าวเหนียวมะม่วง👇 The History of Mango Sticky Rice: Thailand’s Iconic Dessert. “Mango Sticky Rice”( Khao Niao Mamuang / ข้าวเหนียวมะม่วง) is a traditional Thai dessert consisting of sweet sticky rice served with ripe mango. Although there is no definitive evidence indicating exactly when it originated or who first created it, historical records suggest that Thai people have long enjoyed sweet sticky rice (glutinous rice mixed with coconut milk) paired with fruits since the early Rattanakosin period.
As evidenced in the royal literary work "Kap He Chom Khrueang Khao Wan", (กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน) composed by King Rama II, which poetically praises a wide variety of Thai savory and sweet dishes, as well as traditional snacks. One passage reads:

“…longing for the golden-fleshed durian and the fragrant Ok Rong mango, their exquisite taste lingering even in dreams, held close to the heart…” This reflects references to fruits particularly mango varieties such as Ok Rong and Monthong (Monthong variety of durian) renowned for their rich flavor and fragrance. Another passage reads, “…Thai custard topped with egg, sticky rice delicately tinted in a soft greenish-yellow hue…,” reflecting the use of sticky rice in Thai desserts. This illustrates the consumption of sticky rice within the context of desserts.
However, although the poem mentions both “mango” and “sticky rice,” it does not explicitly state that they were consumed together. Nevertheless, the text reflects a culinary culture in early Thai society that embraced both fruits and coconut-based sticky rice desserts an important foundation that may have eventually led to the development of mango sticky rice as it is known today.
Although there is no definitive evidence that sticky rice and mango were directly consumed together, it is hypothesized that if sweet sticky rice was paired with other fruits in a similar manner during the early Rattanakosin period, it may have evolved from earlier practices of eating sticky rice with fruit dating back to the Ayutthaya period (1350–1767). During this time, Ayutthaya then the former capital of Thailand engaged extensively in trade with foreign nations, leading to significant culinary influences, particularly the use of coconut milk and sugar in desserts.
Some sources also indicate that during the reign of King Chulalongkorn (Rama V), there were clearer references to the pairing of mango with sweet sticky rice. Traditionally, the Ok Rong mango variety was preferred, along with “Khao Niao Kiao Ngu” (a type of glutinous rice), prepared with coconut milk.
Over time, this dessert gradually evolved into one of Thailand’s most beloved sweets, known for its harmonious blend of sweetness, richness, and fragrance, as well as its refreshing quality in a tropical climate.
Note: It is generally believed that Mango Sticky Rice likely originated in the central or southern regions of Thailand rather than the north or northeast, as coconut milk an essential ingredient is more commonly used in central and southern Thai cuisine, while it is less prevalent in the northern and northeastern regions.
________________________________________
“ข้าวเหนียวมะม่วง” คือขนมไทยที่เกิดจากการรับประทานคู่กันระหว่างข้าวเหนียวมูนกับมะม่วงสุก แม้จะไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่ามีมาตั้งแต่เมื่อใด หรือใครเป็นผู้คิดค้น แต่มีหลักฐานยืนยันว่าคนไทยนิยมรับประทานข้าวเหนียวมูน (ข้าวเหนียวที่คลุกเคล้ากับน้ำกะทิ) คู่กับผลไม้มาตั้งแต่ต้นสมัยรัตนโกสินทร์
ดังปรากฏใน “กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน” บทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 2 ซึ่งมีตอนหนึ่งกล่าวว่า “…หวนห่วงม่วงหมอนทอง อีกอกร่องรสโอชา คิดความยามนิทรา อุราแนบแอบอกอร…” สะท้อนถึงการกล่าวถึงมะม่วงพันธุ์ต่าง ๆ เช่น อกร่อง และหมอนทอง รวมถึงอีกตอนที่ว่า “…สังขยาหน้าตั้งไข่ ข้าวเหนียวใส่สีโศกแสดงเป็นนัยไม่เคลือบแคลง แจ้งว่าเจ้าเศร้าโศกเหลือ…” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการบริโภคข้าวเหนียวในบริบทของของหวาน
อย่างไรก็ตามยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่ามีการนำข้าวเหนียวและมะม่วงมารับประทานร่วมกันโดยตรง แต่มีข้อสันนิษฐานว่าหากมีการรับประทานในลักษณะนี้ตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ก็อาจมึความเป็นไปได้ว่ามีการกินข้าวเหนียวกับผลไม้มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ. 1893-2310) ซึ่งเป็นช่วงที่อยุธยาซึ่งเป็นราชธานีเดิมของไทย เริ่มมีการค้าขายกับต่างชาติมากมาย จึงได้รับอิทธิพลทางด้านอาหารต่างชาติหลายอย่าง โดยอฉพาะการใช้กะทิและน้ำตาลในขนมหวาน
นอกจากนี้ยังมีข้อมูลบางแหล่งระบุว่าในสมัยรัชกาลที่ 5 เริ่มมีการกล่าวถึงการรับประทานมะม่วงคู่กับข้าวเหนียวมูนอย่างชัดเจน โดยนิยมใช้มะม่วงพันธุ์ “อกร่อง” และข้าวเหนียวพันธุ์ “เขี้ยวงู” คลุกเคล้ากับน้ำกะทิ และสันนิษฐานว่าขนมชนิดนี้น่าจะค่อยๆ พัฒนารูปแบบการบริโภคมาอย่าง
หมายเหตุ มีข้อสันนิษฐานว่า “ข้าวเหนียวมะม่วง” น่าจะมีต้นกำเนิดในภาคกลางหรือภาคใต้มากกว่าภาคเหนือและภาคอีสาน เนื่องจากอาหารภาคกลางและภาคใต้นิยมใช้กะทิ ในขณะที่ภาคเหนือและภาคอีสานใช้กะทิน้อยกว่า
📌 บทความนี้เรียบเรียงและแปลโดยเพจ Thai Cuisine History
💥Cr. ขอบคุณภาพข้าวเหนียวมะม่วงจากเว็บ food.trueid
________________________________________
#ขนมไทย #ข้าวเหนียวมะม่วง

“รำลึกถึงอดีต  แห่งความทรงจำ“Street food สมัยเมื่อประมาณ70-80ก่อนทั้งถูก ทั้งสะดวก ทั้งอร่อย บริการถึงหน้าบ้าน…….ฯลฯ
06/18/2026

“รำลึกถึงอดีต
แห่งความทรงจำ“

Street food สมัยเมื่อ
ประมาณ70-80ก่อน
ทั้งถูก ทั้งสะดวก ทั้งอร่อย
บริการถึงหน้าบ้าน…….ฯลฯ

06/18/2026
06/18/2026

👻 เปิดมิติลี้ลับ! “หลวงปู่มั่น” เล่าเรื่องเมืองภูตผี... มีทั้งผีอันธพาลและคุกคุมขังไม่ต่างจากมนุษย์

ยามใดที่องค์บูรพาจารย์สายพระป่าอย่าง “หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต” ได้เมตตาบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเทวดาและภูตผีชนิดต่าง ๆ ให้ศิษยานุศิษย์ฟัง บรรยากาศในยามนั้นจะเต็มไปด้วยความน่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก ผู้ฟังต่างพากันเคลิบเคลิ้มจนลืมวันเวลา ลืมความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าไปตาม ๆ กัน นำมาซึ่งความกระหยิ่มยิ้มย่องและมุ่งมั่นที่จะประพฤติปฏิบัติธรรมเจริญรอยตามองค์อาจารย์

แต่ในบางครั้ง เมื่อจิตของสัปบุรุษหลงเพลินไปกับเรื่องราวอดีตชาติหรือเรื่องราวเหนือธรรมชาติจนลืมเป้าหมายแห่งการพ้นทุกข์ ก็ต้องคอยสะดุ้งตื่นและดึงสติปราบปรามตัวเองอยู่เรื่อย ๆ ว่าตนกำลังจะหลงงมงายในเงาอดีต แทนที่จะมุ่งตรงสู่พระนิพพานตามคำสอน

⛓️ คุกเมืองผี! สยบผีอันธพาลใจโหดด้วยหลักเกณฑ์แห่งกรรม

เรื่องเล่าเกี่ยวกับ “เมืองภูตผี” ของหลวงปู่มั่นนั้นมีความพิสดารและน่าฟังเป็นอย่างยิ่ง ท่านเล่าว่าในโลกของจิตวิญญาณหรือที่มนุษย์เรียกกันว่าภูตผีนั้น ความจริงแล้วพวกเขาก็คือ “สัตว์โลกชนิดหนึ่ง” ที่ดำเนินไปตามกรรมและภูมิของตนเอง

ที่น่าอัศจรรย์ใจคือ ในเมืองผีนั้นมีบ้านเมืองใหญ่โต มีหัวหน้าปกครอง และมีระบบระเบียบคล้ายคลึงกับโลกมนุษย์อย่างไม่น่าเชื่อ!

ห้องขังภูตผี: ใช่ว่าโลกวิญญาณจะมีแต่ความสงบ เพราะในเมืองผีก็มี “ผีอันธพาล” ทั้งหญิงและชายที่ชอบก่อความไม่สงบและคอยรบกวนผู้อื่นให้เดือดร้อน หากผีตนใดทำผิดและมีใจโหดร้ายทารุณ จะถูกจับมาขุมขังแยกไว้ในคอกหรือ "ห้องขัง" เป็นพวก ๆ เป็นห้อง ๆ ตามแต่โทษหนักเบาของตน

แผ่เมตตาไม่ยอมรับ: หน้าตาของผีอันธพาลและผีใจทารุณเหล่านี้ บ่งบอกอย่างชัดแจ้งว่าแผ่เมตตาให้ก็ไม่ยอมรับ จิตใจยังคงเต็มไปด้วยมิจฉาทิฐิและวิบากกรรมบดบัง

⚖️ สัจธรรมแห่งปรโลก “บุญมีอำนาจเหนือบาป” และความเที่ยงธรรมของกฎกรรม

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่หลวงปู่มั่นได้ไปพบเห็นและนำมาเป็นพยานยืนยันสัจธรรมคือ เรื่องที่ว่า “บาปมีอำนาจน้อยกว่าบุญ” ในเมืองผีนั้น มีผีบางตนที่เป็นผู้มีอุปนิสัยใจคอใฝ่ในบุญกุศลมาแต่เดิม แม้ในวาระนั้นจะต้องมาเสวยวิบากกรรมกำเนิดเป็นภูตผี แต่นิสัยทางบุญความดีไม่เคยเปลี่ยนแปลง ด้วยอํานาจแห่งบุญบารมีและวาสนา จึงทำให้ผีจำพวกนี้มีฤทธาศักดานุภาพมาก เป็นที่เคารพเกรงกลัวและนอบน้อมของผีธรรมดารวมถึงผีอันธพาลทั้งหลาย โดยเกิดขึ้นจากหลักธรรมชาติของบุญฤทธิ์ มิใช่การประจบประแจง

"เมืองผีไม่มีการถือพรรคถือพวกเหมือนเมืองมนุษย์เรา แต่ถืออำนาจตามหลักธรรมเป็นสำคัญ"

อำนาจ ยศศักดิ์ หรือพรรคพวกที่เคยยิ่งใหญ่ในเมืองมนุษย์ จึงไม่สามารถนำไปใช้ในปรโลกได้เลย ทุกจิตวิญญาณต้องขึ้นอยู่กับ “กรรมดีและกรรมชั่ว” ที่ตนเองสร้างไว้ เป็นหลักตายตัวและเที่ยงธรรมที่สุด

🚶‍♂️ พระจาริกโปรดสัตว์ในมิติวิญญาณ

ยามที่หลวงปู่มั่นออกเที่ยวจาริกโปรดสัตว์ตามบ้านเรือนของพวกผีโดยทางสมาธิภาวนา ทันทีที่พวกภูตผีมองเห็นแสงแห่งบารมีธรรมของท่าน พวกเขาจะรีบโฆษณาป่าวร้องและบอกต่อ ๆ กัน เพื่อมาตั้งแถวทำความเคารพกราบนมัสการอย่างเนืองแน่น

แม้กระทั่งยามที่ท่านเดินผ่านไปยังที่คุมขังผีอันธพาลหญิงชาย “หัวหน้าผี” ก็จะเป็นผู้พานำทางเดินชมด้วยความเคารพเลื่อมใสศรัทธาในองค์หลวงปู่ พร้อมทั้งอธิบายสภาพความเป็นอยู่และกฎเกณฑ์การรับโทษให้ท่านฟังอย่างละเอียด เป็นประจักษ์พยานว่าคุณงามความดีและจิตที่บริสุทธิ์นั้น ทรงอานุภาพและได้รับการยำเกรงในทุกภพภูมิอย่างแท้จริง

#หลวงปู่มั่น #หลวงปู่มั่นภูริทัตโต #เรื่องลี้ลับสายพระป่า #กฎแห่งกรรม #เมืองภูตผี #สมาธิภาวนา #กรรมดีกรรมชั่ว #ธรรมะสอนใจ #ปรโลก #สัจธรรมชีวิต

06/18/2026

คำอุทานที่เศร้าที่สุดของพระพุทธเจ้า: เมื่อสมาธิขั้นสูงสุด กลับกลายเป็น "กรงขัง" ที่ทำให้พลาดนิพพาน

หลายคนเชื่อว่าการทำสมาธิให้จิตสงบ นิ่งดิ่งจนไม่รับรู้อะไร คือจุดหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา แต่รู้ไหมว่าในประวัติศาสตร์ มีมหาฤาษีสองตนที่ทำสมาธิได้ลึกซึ้งที่สุดในโลก ควบคุมจิตได้ล่วงพ้นทุกข์ทางกายทั้งหมด แต่ในวันที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ พระองค์กลับต้องอุทานถึงพวกเขาด้วยความสลดใจว่า... "ฉิบหายใหญ่หลวงแล้ว!"

เรื่องราวนี้ไม่เพียงแต่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์พุทธศาสนา แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญที่อธิบายว่า "ทำไมสมาธิอย่างเดียว จึงยังไม่พ้นทุกข์?"

คืนที่ผู้เป็นอาจารย์สิ้นใจ
ย้อนกลับไปในคืนวันเพ็ญเดือน 6 หลังจากพระสิทธัตถะทรงบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงพิจารณาหาบุคคลที่จะรับฟังธรรมะที่ทรงเกื้อกูลและเข้าใจได้เร็วที่สุด จิตของพระองค์นึกถึงบุคคลสองคนแรกทันที นั่นคือ "อาฬารดาบส กาลามโคตร" และ "อุททกดาบส รามบุตร" อดีตอาจารย์ผู้สอนการทำสมาธิให้แก่พระองค์ก่อนการตรัสรู้

อาจารย์ทั้งสองท่านนี้คือ "ที่สุด" ของยุคในเรื่องของการทำสมาธิแบบ สมถกรรมฐาน
อาฬารดาบส บรรลุฌานขั้นที่ 7 (อากิญจัญญายตนะ - ความไม่มีอะไรเลย)

อุททกดาบส บรรลุฌานขั้นที่ 8 (เนวสัญญานาสัญญายตนะ - มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่) ซึ่งเป็นสมาธิขั้นสูงสุดที่มนุษย์ปุถุชนจะทำได้

พวกเขาสามารถนั่งนิ่งสนิทจนแม้มีกองเกวียน 500 เล่มขับผ่านข้าง ๆ ก็ไม่ได้ยิน จิตสงบระงับจากกิเลสอย่างหยาบโดยสิ้นเชิง จนทั้งสองท่านเข้าใจผิดคิดว่านี่แหละคือ "การพ้นทุกข์ที่แท้จริง" (นิพพาน)

จุดพีค: คำอุทานท่ามกลางความมืด
แต่เมื่อพระพุทธเจ้าทรงใช้ทิพยจักษุ (ตาทิพย์) ตรวจดูว่าปัจจุบันอาจารย์ทั้งสองอยู่ที่ไหน เทพยดาก็ตกลงมาบอกข่าวร้ายที่น่าใจหายที่สุด...
"อาฬารดาบสสิ้นใจไปได้ 7 วันแล้วพระเจ้าข้า..."
"ส่วนอุททกดาบส เพิ่งสิ้นใจไปเมื่อตอนหัวค่ำวันนี้เอง..."

เมื่อทรงทราบเช่นนั้น พระพุทธเจ้าทรงเปล่งอุทานออกมาว่า "ความฉิบหายใหญ่หลวงเกิดแก่บุคคลทั้งสองนั้นแล้ว" (ภาษาบาลีใช้คำว่า มหาหานิ แปลว่า เสียประโยชน์อันใหญ่หลวง)

หลายคนอาจสงสัยว่า การที่มหาฤาษีผู้ทรงศีลและสมาธิขั้นสูงตายไป ย่อมต้องไปเกิดในสวรรค์ชั้นฟ้า แล้วทำไมพระพุทธเจ้าจึงทรงใช้คำที่รุนแรงและสลดใจขนาดนั้น?

ความจริงที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้: กรงขังแห่งมหาพรหม
ความจริงก็คือ ด้วยอำนาจแห่งสมาธิขั้นสูงสุด (อรูปฌาน) ส่งผลให้อาจารย์ทั้งสองไปเกิดใน "อรูปพรหมโลก"
ดินแดนนี้มีแต่จิต ไม่มีรูปร่าง ไม่มีเนื้อหนัง
ที่สำคัญคือ ไม่มีหูไว้ฟังธรรม ไม่มีตาไว้ดูพระพุทธองค์

และพวกเขามีอายุขัยที่ยาวนานอย่างมหาศาลถึง 60,000 และ 84,000 มหากัป! (นานจนโลกนี้เกิดและดับทำลายล้างไปรอบแล้วรอบเล่า)

นี่คือเหตุผลที่พระพุทธเจ้าทรงสลดพระทัย เพราะตลอดระยะเวลาแสนนานนั้น อาจารย์ทั้งสองจะต้องนั่งนิ่งเป็นพรหมลูกฟัก

พลาดโอกาสที่จะได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า พลาดโอกาสเจริญปัญญา และเมื่อหมดบุญจากพรหมโลก จิตที่ยังไม่ได้ถอนรากถอนโคนกิเลส ก็ต้องเวียนว่ายตายเกิดตกลงมาสู่อบายภูมิได้อีกรอบ สมาธิที่พวกเขาเพียรสร้างมาทั้งชีวิต จึงกลายเป็น "กรงขังชั้นเลิศ" ที่กักขังพวกเขาไว้จากนิพพาน

เชื่อมโยงหลักธรรม: สมถะ (หินทับหญ้า) vs วิปัสสนา (ถอนราก)
เหตุการณ์นี้กลายเป็นเส้นแบ่งสำคัญที่ทำให้พระพุทธศาสนาแตกต่างจากลัทธิฤาษีดาบสในอินเดียโบราณอย่างสิ้นเชิง พระพุทธเจ้าทรงชี้ให้เห็นว่า สมาธิมี 2 แบบ:

สมถกรรมฐาน (สมาธิเพื่อความสงบ): เปรียบเสมือน "การเอาหินก้อนใหญ่ไปทับหญ้าไว้" ตราบใดที่หินยังทับอยู่ หญ้า (กิเลส ความโลภ ความโกรธ ความหลง) ก็จะไม่โต ดูเหมือนพื้นดินนั้นสะอาดเรียบเนียน แต่รากของหญ้ายังอยู่ครบ วันใดที่ยกหินออก (เสื่อมจากฌาน) หญ้าก็พร้อมจะโตขึ้นมาใหม่

วิปัสสนากรรมฐาน (ปัญญาเห็นแจ้ง): คือสิ่งที่มีเฉพาะในพระพุทธศาสนา คือการใช้จิตที่นิ่งสนิทจากสมาธิ มาเป็นแว่นขยายส่องดูความจริงของกายและใจ เพื่อให้เห็น "ไตรลักษณ์" (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) ว่าไม่มีอะไรเที่ยงแท้ ควบคุมไม่ได้ การเห็นแจ้งแบบนี้ต่างหากที่เป็นการ "ถอนรากถอนโคนหญ้า" ให้ตายสนิทอย่างแท้จริง

สมาธิในชีวิตคนปัจจุบัน
หลายคนในยุคนี้หันมาฝึกสมาธิเพื่อลดความเครียด เพื่อให้ใจว่าง เพื่อหนีจากโลกที่วุ่นวาย ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ดีมากครับ แต่อยากให้ระวังว่า... ถ้าเราเสพติด "ความนิ่ง" เสพติด "ความว่าง" จนไม่อยากรับรู้อะไร ไม่อยากคิดอะไรเลย เรากำลังเดินตามรอยอดีตอาจารย์ทั้งสองของพระพุทธเจ้า

ความสงบจากสมาธิเป็นเพียง "ที่พักเหนื่อย" ให้จิตมีกำลัง แต่ไม่ใช่ "เป้าหมาย"

เมื่อจิตของเราสงบและมีกำลังแล้ว หน้าที่ของเราคือการนำจิตนั้นมามองความจริงของชีวิต ยอมรับความผันผวน ความผิดหวัง และความพลัดพรากด้วยใจที่เข้าใจโลก นั่นต่างหากคือปัญญาที่จะทำให้เราพ้นทุกข์ได้อย่างแท้จริง

คติธรรมสรุป: "สมาธิที่ปราศจากปัญญา เป็นได้เพียงที่พักเหนื่อยชั่วคราว แต่ไม่ใช่บ้านที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง"
💬 คุณเคยมีความรู้สึกไหมว่า ยิ่งพยายามทำสมาธิให้ใจว่างเท่าไหร่ พอกลับมาสู่โลกความจริงก็ยังเป็นทุกข์เหมือนเดิม? คิดว่าบทเรียนจากมหาฤาษีทั้งสองท่านนี้ให้อะไรกับชีวิตคุณบ้าง มาร่วมแบ่งปันมุมมองกันได้ในคอมเมนต์ครับ

📚 แหล่งอ้างอิง

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม 1 ภาค 2 - อริยปริเยสนาสูตร (ว่าด้วยการแสวงหาอันประเสริฐ)

พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม 4 ภาค 1 - มหาขันธกะ (ตอนทรงนึกถึงอาฬารดาบสและอุททกดาบสหลังตรัสรู้)

คัมภีร์ชั้นอรรถกถา มโนรถปูรณี (อรรถกถาอังคุตตรนิกาย) และ สารัตถปกาสินี (อรรถกถาสังยุตตนิกาย)

#ประวัติศาสตร์พุทธ #เรื่องเล่าในพระไตรปิฎก #ธรรมะในชีวิต #ธรรมะพระพุทธเจ้า #สมถะและวิปัสสนา

Address

890 Lindsay Lane
Florissant, MO
63031

Alerts

Be the first to know and let us send you an email when Wat Phrasriratanaram, Buddhist Temple & Meditation Center posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

Contact The Place Of Worship

Send a message to Wat Phrasriratanaram, Buddhist Temple & Meditation Center:

Share