สวนป่ากรรมฐานญาณวโร (พรหมรังสี)

สวนป่ากรรมฐานญาณวโร (พรหมรังสี) สถานธรรมนำใจให้สู่"พุทธภูมิ" สวนป่ากรรมฐานญาณวโร (พรหมรังสี) สำหรับผู้มีใจในทางธรรมขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนเจ็ด (๗) 🌕 ☸ วันวิสาขบูชาScheduled: 31 May BE 2569วันอาทิตย์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนเจ็ด (๗) ปีมะเมียวันวิสาข...
31/05/2026

ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนเจ็ด (๗) 🌕 ☸ วันวิสาขบูชา
Scheduled: 31 May BE 2569
วันอาทิตย์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนเจ็ด (๗) ปีมะเมีย

วันวิสาขบูชา (บาลี: วิสาขปุณณมีปูชา; อังกฤษ:Vesak) มีอีกชื่อว่า พุทธชยันตี,") พุทธปูรณิมา และ วันพระพุทธเจ้า เป็นวันสำคัญทางศาสนาพุทธสำหรับพุทธศาสนิกชนทุกนิกายทั่วโลก ทั้งเป็นวันหยุดราชการในหลายประเทศ และวันสำคัญในระดับนานาชาติตามข้อมติของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ เพราะเป็นวันคล้ายวันที่เกิดเหตุการณ์สำคัญที่สุดในศาสนาพุทธ 3 เหตุการณ์ด้วยกัน คือ การประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระโคตมพุทธเจ้า โดยทั้งสามเหตุการณ์ได้เกิด ณ วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 หรือวันเพ็ญแห่งเดือนวิสาขะ (ต่างปีกัน) ชาวพุทธจึงถือว่า เป็นวันที่รวมเกิดเหตุการณ์อัศจรรย์ยิ่ง และเรียกการบูชาในวันนี้ว่า "วิสาขบูชา" ย่อมาจาก "วิสาขปุรณมีบูชา" แปลว่า "การบูชาในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ" อันเป็นเดือนที่สองตามปฏิทินของอินเดีย ซึ่งตรงกับวันเพ็ญเดือน 6 ตามปฏิทินจันทรคติของไทย และมักตรงกับเดือนพฤษภาคมหรือมิถุนายนตามปฏิทินจันทรคติของไทย โดยในประเทศไทย ถ้าปีใดมีเดือน 8 สองหน ก็เลื่อนไปทำในวันเพ็ญเดือน 7 แต่ประเทศอื่นที่นับถือพระพุทธศาสนาเถรวาท และไม่ได้ถือคติตามปฏิทินจันทรคติไทย จะจัดพิธีวิสาขบูชาในวันเพ็ญเดือน 6 แม้ในปีนั้นจะมีเดือน 8 สองหนตามปฏิทิน จันทรคติไทยก็ตาม ส่วนในกลุ่มชาวพุทธมหายานบางนิกายที่นับถือว่า เหตุการณ์ทั้ง 3 นั้นเกิดในวันต่างกันไป จะมีการจัดพิธีวิสาขบูชาต่าง วันกันตามความเชื่อในนิกายของตน ซึ่งไม่ตรงกับวันวิสาขบุชาตามปฏิทินของชาวพุทธเถรวาท

🙏ปัจจุบัน ประเทศไทยได้ประกาศให้วันวิสาขบูชาเป็นวันหยุดราชการ โดยพุทธศาสนิกชนทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ พระสงฆ์ และประชาชน จะมีการประกอบพิธีต่าง ๆเช่น การตักบาตร การฟังพระธรรมเทศนาการเวียนเทียน เป็นต้น เพื่อเป็นการบูชารำลึกถึงพระ รัตนตรัยและเหตุการณ์สำคัญ 3 เหตุการณ์ดังกล่าว ที่ถือได้ว่าเป็นวันคล้ายวันที่ "ประสูติ" ของเจ้าชาย สิทธัตถะ ผู้ซึ่งต่อมาได้ "ตรัสรู้" เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงกอปรไปด้วย "พระบริสุทธิคุณ", "พระปัญญาคุณ" ผู้ซึ่งได้ทรงสั่งสอนประกาศพระสัจธรรม คือ ความจริงของโลก แก่ชนทั้งปวงโดย "พระมหากรุณาธิคุณ" จวบจนทรง "เสด็จดับขันธปรินิพพาน" ในวาระสุดท้าย ทั้งสามเหตุการณ์ที่เกิด ขึ้นสืบเนื่องในวันเพ็ญเดือน 6 นี้ทำให้พระพุทธศาสนาได้บังเกิดและสืบต่อมาอย่างมั่นคงจนถึงปัจจุบัน

Date 24-5-69🌓 วันพระ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนเจ็ด (๗)Scheduled: 24 May BE 2569วันอาทิตย์ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนเจ็ด (๗) ปีมะเมีย
24/05/2026

Date 24-5-69
🌓 วันพระ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนเจ็ด (๗)
Scheduled: 24 May BE 2569
วันอาทิตย์ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนเจ็ด (๗) ปีมะเมีย

14 พฤษภาคม 2569 ครบรอบ 21 ปีแห่งการสร้าง“ญาณวโร”ร่วมบุญร่วมกุศลถวายผ้าป่าสร้างกุฎิพระสงฆ์🙏🙏🙏การสร้างกุฏิถวายพระสงฆ์จัดเป...
15/05/2026

14 พฤษภาคม 2569 ครบรอบ 21 ปีแห่งการสร้าง“ญาณวโร”
ร่วมบุญร่วมกุศลถวายผ้าป่าสร้างกุฎิพระสงฆ์
🙏🙏🙏การสร้างกุฏิถวายพระสงฆ์จัดเป็น "วิหารทาน" ซึ่งเป็นทานอันเลิศในพระพุทธศาสนา อานิสงส์หลักคือช่วยให้ชีวิตมีความร่มเย็น มั่นคง มีที่อยู่อาศัยเพียบพร้อม ไม่อดอยากยากไร้ ทั้งยังเป็นการสืบต่ออายุพระพุทธศาสนาให้พระสงฆ์มีสถานที่ปฏิบัติธรรมจำวัดอย่างสงบสุขอานิสงส์ของการสร้างกุฏิพระ สามารถแบ่งออกเป็นผลบุญทั้งในปัจจุบันและภพภูมิต่อไป ดังนี้ครับ:ด้านความเป็นอยู่: มีบ้านเรือนหรือที่อยู่อาศัยที่มั่นคง ชีวิตสุขสบาย ไม่ต้องเร่ร่อนหรือเช่าบ้านด้านทรัพย์สิน: บังเกิดความมั่งคั่ง เงินทองไหลมาเทมา หยิบจับทำสิ่งใดก็เจริญรุ่งเรืองด้านสติปัญญา: เป็นผู้มีปัญญาเฉียบแหลม เรียนรู้สิ่งใดก็ทะลุปรุโปร่ง และมีสมาธิดีด้านสุขภาพและอายุขัย: มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ปลอดภัยจากโรคภัยไข้เจ็บและสัตว์ร้ายอานิสงส์ในภพหน้า: เมื่อละโลกไปแล้วย่อมได้เสวยสุขในวิมานทิพย์ เป็นผู้มีวาสนาบารมีสูงในทางธรรม พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญว่าวิหารทาน เช่น การสร้างกุฏิ วิหาร หรือศาลาการเปรียญนั้น มีอานิสงส์สูงมาก เพราะเป็นสถานที่ที่ช่วยให้พระภิกษุสงฆ์ได้ใช้ปฏิบัติศาสนกิจ พักผ่อน และบำเพ็ญสมณธรรมได้อย่างสะดวก

ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนหก (๖) 🌕 วันพระScheduled: 1 May BE 2569วันศุกร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนหก (๖) ปีมะเมีย
01/05/2026

ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนหก (๖) 🌕 วันพระ
Scheduled: 1 May BE 2569
วันศุกร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนหก (๖) ปีมะเมีย

'ดูจิต' จิตมีอะไรให้เราดูบ้าง | ทำความเข้าใจการฝึกสติแบบ 'ไม่หลงทาง' ตามหลัก 'สติปัฏฐาน'

วันที่ 6 เมษายน ของทุกปีเป็น “วันจักรี ”ด้วยในวันที่ 6 เมษายน ของทุกปีเป็น “วันจักรี” เป็นวันที่ระลึกถึงพระบาทสมเด็จพระพ...
06/04/2026

วันที่ 6 เมษายน ของทุกปีเป็น “วันจักรี ”
ด้วยในวันที่ 6 เมษายน ของทุกปีเป็น “วันจักรี” เป็นวันที่ระลึกถึงพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมบรมราชวงศ์จักรี เสด็จปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ทรงรับอัญเชิญขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ ดำรงราชอาณาจักรสยามประเทศ และทรงสร้างกรุงเทพมหานคร ให้เป็นเมืองหลวงของประเทศไทยมาจนถึงทุกวันนี้
วันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเสด็จปราบดาภิเษกขึ้นครองราชสมบัติ เป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีองค์แรก ซึ่งสืบทอดต่อจากสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และทรงสถาปนากรุงเทพมหานครเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย ซึ่งเมื่อครั้นที่สิ้นรัชกาลในสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีแล้ว
ต่อมาในวันที่ 6 เมษายน พ.ศ.2325 ตรงกับวันเสาร์ วันแรม ๙ ค่ำเดือนห้า(๕) ปีขาล จ.ศ.
๑๑๔๔ สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกได้ขึ้นเสวยราชสมบัติทรงพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีพระองค์แรก ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างกรุงรัตนโกสินทร์ขึ้น โดยมีการสืบทอดศิลปกรรม และส ถ า ปั ต ย ก ร ร ม จ า ก พ ร ะ ร า ช วั ง ห ล ว ง ข อ ง ก รุ ง ศ รี อ ยุ ธ ย า ปั จ จุ บั น คือ กรุงเทพมหานคร พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงทำนุบำรุงบ้านเมืองให้เจริญ รุ่งเรืองเหมือนเมื่อครั้งบ้านเมืองยังดี ทรงฟื้นฟูการพระศาสนา พระราชภารกิจที่สำคัญยิ่งของพระองค์คือ ทรงสร้างพระนคร ป้อม ปราสาทราชมณเฑียร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พร้อมทั้งโปรดเกล้าฯ ให้มีการพระราชพิธีเฉลิมฉลองพระนคร พระราชทานนามพระนครที่สร้างใหม่นี้ว่า “กรุงเทพ มหานคร บวรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุทธยา มหาดิลกภพ นพรัตนราชธานีบูรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกะทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์” พระองค์ทรงมีพรมหากรุณาธิคุณต่อชาวไทยเป็นอเนกนานัปประการ
ในโอกาสที่ได้มาพร้อมกันต่อหน้าเบื้องพระพักตร์ พระบรมราชานุสรณ์ของพระองค์ในวันนี้ เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระองค์ ซึ่งเป็นพระปฐมบรมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี นับว่าเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทิตาธรรมอันแท้จริง จึงให้คณะศิษยานุศิษย์สวนป่ากรรมฐานญาณวโร(พรหมรังสี) ทั้งหลายจงพร้อมใจกัน รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่มีต่อพวกเราและพสกนิกรทุกคน จงตั้งจิตปณิธานอันแน่วแน่ เพื่อตอบสนองพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ด้วยการประพฤติตนเป็นพลเมืองดี เพื่อเป็นกำลังอันสำคัญแก่ประเทศชาติ สมดังพระราชประสงค์ของพระองค์ท่านต่อไป
ข้าแต่พระวิญญาณอันทรงศิริเสาวภาคย์ กอร์ปด้วยพระเมตตา พระกรุณาและพระปัญญาคุณของพระปฐมบรมกษัตริย์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช แม้จะเสด็จประทับอยู่ ณ สรวงสวรรค์ชั้นใด ขอพระองค์ทรงพระกรุณาทราบว่า บัดนี้ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะยึดมั่นในกตัญญูกตเวทิตาธรรม รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์อยู่เสมอและจะปฏิบัติหน้าที่ให้ดีที่สุด ประพฤติชอบด้วยศีลและประพฤติชอบด้วยธรรมะแห่งพระพุทธองค์ เพื่อให้ประเทศชาติอันเป็นที่รักและหวงแหนของปวงชนชาวไทย ได้เจริญก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไป ตลอดกาลนาน
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า
คณะศิษยานุศิษย์สวนป่ากรรมฐานญาณวโร(พรหมรังสี)

ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนห้า (๕) 🌕 วันพระScheduled: 2 Apr BE 2569วันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนห้า (๕) ปีมะเมีย
02/04/2026

ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนห้า (๕) 🌕 วันพระ
Scheduled: 2 Apr BE 2569
วันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนห้า (๕) ปีมะเมีย

ขอต้อนรับสู่ช่อง ฟังธรรมะวันละเรื่องธรรมะสั้นๆ วันละหนึ่งเรื่องเพื่อเตือนใจ คลายความคิด และเข้าใจชีวิต.....

วันเลิกทาส (1 เมษายน)———————▪ ประวัติวันเลิกทาส : 1 เมษายน พ.ศ. 2435 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประกาศใช้ “...
01/04/2026

วันเลิกทาส (1 เมษายน)
———————
▪ ประวัติวันเลิกทาส : 1 เมษายน พ.ศ. 2435 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประกาศใช้ “พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124” และ “พระราชบัญญัติลักษณะเกณฑ์ทหาร รัตนโกสิทร์ศก 124”
เนื่องจากในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น (ร.3) เมืองไทยมีทาสเป็นจำนวนกว่าหนึ่งในสามของพลเมืองของประเทศ เนื่องจากพ่อแม่เป็นทาสแล้ว ลูกที่เกิดจากพ่อแม่ที่เป็นทาสก็ต้องตกเป็นทาสต่อไป ทาสนั้นจะต้องหาเงินมาไถ่ตัวเอง มิฉะนั้นแล้วก็จะต้องเป็นทาสไปตลอดชีวิต เพราะตามกฎหมายถือว่ายังมีค่าตัวอยู่ (ทาสในเรือนเบี้ย)
ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) ทรงประกาศ “พระราชบัญญัติพิกัดกระเษียรลูกทาสลูกไทย” เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2417 แก้พิกัดค่าตัวทาสใหม่ โดยให้ลดค่าตัวทาสลงตั้งแต่อายุ 8 ขวบ จนกระทั่งหมดค่าตัวเมื่ออายุได้ 20 ปี เมื่ออายุได้ 21 ปี ผู้นั้นก็จะเป็นอิสระ มีผลกับทาสที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2411 เป็นต้นมา และห้ามมิให้มีการซื้อขายบุคคลที่มีอายุมากกว่า 20 ปี เป็นทาสอีก
ประเทศ ไทยมีการใช้ทาสมาเป็นเวลานานเพื่อใช้ทำกิจการต่างๆ ในบ้านเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ที่สูงศักดิ์ พระองค์ทรงใช้ความวิริยะอุตสาหะที่จะทำให้สิ่งเหล่านี้หมดไป ด้วยทรงพระราชดำริกับเสนาบดีและข้าราชการเกี่ยวกับเรื่องทาส พระองค์ทรงคิดหาวิธีปลดปล่อยทาสให้ได้รับความเป็นไท ด้วยวิธีการละมุนละม่อม ทำตามลำดับขั้นตอน ข้าทาสและไพร่ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ซึ่งหลุดพ้นจากระบบดั้งเดิม ได้กลายเป็นราษฎรสยามและต่างมีโอกาสประกอบอาชีพหลากหลาย
เมื่อถึง พ.ศ. 2448 ทรงออก “พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124” ให้ลูกทาสทุกคนเป็นไทยในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2448 ส่วนทาสประเภทอื่นที่มิใช่ทาสในเรือนเบี้ย ทรงให้ลดค่าตัวเดือนละ 4 บาท นับตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2448 เป็นต้นไป นอกจากนี้ยังมีบทบัญญัติป้องกันมิให้คนที่เป็นไทยแล้วกลับไปเป็นทาสอีก และเมื่อทาสจะเปลี่ยนเจ้าเงินใหม่ ห้ามมิให้ขึ้นค่าตัว
▪ เกร็ดความรู้ : ทาสมีกี่ประเภท
ทาส มี 7 ประเภท (ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นต้นมา)

1. ทาสสินไถ่ : เป็นทาสที่มีมากที่สุดในบรรดาทาสทั้งหมด โดยเงื่อนไขของการเป็นทาสชนิดนี้ คือ การขายตัวเป็นทาส เช่น พ่อแม่ขายบุตร สามีขายภรรยา หรือขายตัวเอง ดังนั้น ทาสชนิดนี้จึงเป็นคนยากจน ไม่สามารถเลี้ยงดูครอบครัวหรือตนเองได้ จึงได้เกิดการขายทาสขึ้น โดยสามารถเปลี่ยนสถานะกลับไปเมื่อมีผู้มาไถ่ถอน และทาสชนิดนี้ที่ปรากฏในวรรณคดีไทยคือนางสายทองซึ่งขายตัวให้กับนางศรีประจันนั่นเอง

2. ทาสในเรือนเบี้ย : เด็กที่เกิดขึ้นระหว่างที่แม่เป็นทาสของนายทาส ทาสชนิดนี้ไม่สามารถไถ่ถอนตนเองได้

3. ทาสที่ได้รับมาด้วยมรดก : ทาสที่ตกเป็นมรดกของนายทาส เกิดขึ้นก็ต่อเมื่อนายทาสคนเดิมเสียชีวิตลง และได้มอบมรดกให้แก่นายทาสคนต่อไป

4. ทาสท่านให้ : ทาสที่ได้รับมาจากผู้อื่น

5. ทาสที่ช่วยไว้จากทัณฑ์โทษ : ในกรณีที่บุคคลนั้น เกิดกระทำความผิดและถูกลงโทษเป็นเงินค่าปรับ แต่บุคคลนั้น ไม่มีความสามารถในการชำระค่าปรับ หากว่ามีผู้ช่วยเหลือให้สามารถชำระค่าปรับได้แล้ว ถือว่าบุคคลนั้น เป็นทาสของผู้ให้ความช่วยเหลือในการชำระค่าปรับ

6. ทาสที่ช่วยไว้ให้พ้นจากความอดอยาก : ในภาวะที่ไพร่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองให้ประกอบอาชีพได้แล้ว ไพร่อาจขายตนเองเป็นทาสเพื่อให้ได้รับการช่วยเหลือจากนายทาส

7. ทาสเชลย : ภายหลังจากได้รับการชนะสงคราม ผู้ชนะสงครามจะกวาดต้อนผู้คนของผู้แพ้สงครามไปยังเมืองของตน เพื่อนำผู้คนเหล่านั้นไปเป็นทาสรับใช้
▪ การพ้นจากความเป็นทาส
• โดยการหาเงินมาไถ่ถอน
• การบวชเป็นสงฆ์โดยได้รับความยินยอมจากนายทาส
• ไปการสงครามและถูกจับเป็นเชลย หลังจากนั้น สามารถหลบหนีออกมาได้
• แต่งงานกับนายทาสหรือลูกหลานของนายทาส
• ไปแจ้งทางการว่านายทาสเป็นกบฏ และผลสืบสวนออกมาว่าเป็นจริง
• การประกาศไถ่ถอนจากพระมหากษัตริย์ ในช่วงของการเลิกทาส
ปี 2448 ก็ได้ออกพระราชบัญญัติเลิกทาสที่แท้จริงขึ้น เรียกว่า พระราชบัญญัติทาส ร.ศ.124 (พ.ศ. 2448) วันเลิกทาส ทุกวันที่ 1 เมษายน ของทุกปี ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของคนไทยอย่างล้นพ้น ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงให้มีการเลิกทาสนับแต่นั้นมา ไทยจึงเป็น ‘ไท’ จนถึงทุกวันนี้
———————
โรงเรียนสงครามพิเศษ ร่วมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตรา "พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ.124"

ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนห้า (๕) 🌓 วันพระScheduled: 26 Mar BE 2569วันพฤหัสบดี ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนห้า (๕) ปีมะเมีย
25/03/2026

ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนห้า (๕) 🌓 วันพระ
Scheduled: 26 Mar BE 2569
วันพฤหัสบดี ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนห้า (๕) ปีมะเมีย

#คติธรรม #คติสอนใจ #คติเตือนใจ #คติธรรมนำชีวิต #คติเตือนตน #คติธรรมสอนใจ #คติ #คติธรรมเตือนใจ #คติธรรมวันนี้ #คต.....

02/03/2026

“วันมาฆบูชา”
ปีนี้ตรงกับ วันอังคาร ที่ ๓ มีนาคม ๒๕๖๙ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนสี่ (๔)
ความสำคัญของ “ วันมาฆบูชา ”
….. คําว่า “มาฆบูชา” เป็นชื่อของพิธีบูชาและการทําบุญในพระพุทธศาสนาอย่างหนึ่ง ซึ่งปรารภการประชุมใหญ่ของพระสาวก ที่เรียกว่า “จาตุรงคสันนิบาต”
….. “มาฆบูชา” ย่อมาจาก “มาฆปุณณมีบูชา” หรือ “มาฆบูรณมีบูชา” แปลว่า การบูชาในวันเพ็ญเดือน ๓
….. วันเพ็ญเดือน ๓ นี้ เป็นวันสําคัญในพระพุทธศาสนา คือ เป็นวันที่พระพุทธองค์ประทาน “โอวาทปาติโมกข์” ในที่ประชุมพระสาวก ซึ่งประกอบด้วยองค์สี่ ที่เรียกว่า “จาตุรงคสันนิบาต” เพื่อให้พระสาวกเหล่านั้นมีหลักการร่วมกันในการประกาศพระศาสนา คือสั่งสอนธรรมแก่ประชาชนตามท้องถิ่น บ้านเมือง และประเทศต่างๆ ทั่วไป
….. คําว่า “จาตุรงคสันนิบาต” แปลว่า การประชุมพระสาวกซึ่งประกอบด้วยองค์สี่ หรือ การประชุมพร้อมด้วยองค์สี่ กล่าวคือ...
๑. พระสาวกทั้งหลายที่มาประชุมวันนั้นล้วนเป็น “เอหิภิกขุ” คือ ได้รับอุปสมบทโดยตรงจากพระพุทธเจ้า
๒. พระสาวกเหล่านั้นล้วนเป็น “พระอรหันต์ ผู้ได้อภิญญา ๖” ทั้งสิ้น
๓. พระสาวกที่ประชุมวันนั้น ซึ่งมีจํานวนถึง ๑,๒๕๐ องค์ มาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย
๔. วันนั้นเป็น วันอุโบสถ ขึ้น ๑๕ ค่ำ วันเพ็ญ เดือนมาฆะ พระจันทร์เต็มดวงบริบูรณ์
….. การประชุมครั้งสําคัญที่สุดในสมัยพุทธกาล ที่เรียกว่า “จาตุรงคสันนิบาต” นี้ ได้มีขึ้น ณ พระเวฬุวันมหาวิหาร ใกล้กรุงราชคฤห์ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคว้นมคธ เริ่มแต่ตะวันบ่าย ก่อนค่ำ ของวันเพ็ญเดือน ๓ ในปีแรกที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ คือ หลังจากวันตรัสรู้ไป ๙ เดือน
….. การประชุมเช่นนี้ มีครั้งเดียวในศาสนานี้ เป็นการประชุมครั้งสําคัญที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง “โอวาทปาติโมกข์”
….. คําว่า “โอวาทปาติโมกข์” แปลว่า โอวาทที่เป็นประธาน หรือ คําสอนที่เป็นหลักใหญ่ หมายถึง ธรรมที่เป็นหลักสําคัญของพระพุทธศาสนา สาธุชนนิยมเรียก โอวาทปาติโมกข์ นี้ว่าเป็น “หัวใจของพระพุทธศาสนา”
….. ความใน “โอวาทปาติโมกข์” แบ่งออกเป็น ๓ ตอน พระพุทธองค์ตรัสเรียงลําดับต่อกันเป็น ๓ คาถาครึ่ง
….. คาถาแรกว่า ความอดทน คือความอดกลั้นเป็นตบะอย่างยิ่ง พระพุทธะทั้งหลายกล่าวพระนิพพานว่ายอดเยี่ยม ผู้ทําร้ายผู้อื่นเป็นบรรพชิตไม่ได้ทีเดียว ผู้เบียดเบียนผู้อื่นเป็นสมณะไม่ได้
….. คาถาที่สองว่า การไม่ทําบาปทั้งปวง ๑ , การยังกุศลให้ถึงพร้อม ๑ , การทําจิตของตนให้ผ่องใส ๑ นี่คือ คําสั่งสอนของพระพุทธะทั้งหลาย
….. คาถาที่สามว่า การไม่กล่าวร้าย ๑ , การไม่ทําร้าย ๑ , ความสํารวมในพระปาติโมกข์ ๑ , ความเป็นผู้รู้จักประมาณในอาหาร ๑ , ที่นอนที่นั่งอันสงัด ๑ , การประกอบความเพียรในอธิจิต ๑ นี่คือคำสั่งสอนของพระพุทธะทั้งหลาย
….. ความในคาถาแรก พระพุทธเจ้าตรัสเพื่อแสดงหลักการและแนวทางที่เป็นลักษณะเฉพาะของพระพุทธศาสนา ซึ่งทําให้สามารถแยกจากลัทธิศาสนาที่พระพุทธศาสนาไม่ยอมรับ
….. ตอนแรกที่ตรัสว่า ความอดทน คือทานไว้ ยืนหยัดอยู่ได้ เป็นตบะอย่างยิ่ง พระองค์ตรัสเพื่อแสดงให้เห็นว่า การบําเพ็ญตบะของนักบวชทั้งหลายที่นิยมทรมานตนเองด้วยวิธีการต่างๆนั้นไม่ใช่เป็นวิธีการเผาผลาญบาปชนิดที่พระพุทธศาสนายอมรับ สาระสําคัญของตบะที่พระพุทธเจ้าทรงยอมรับ หรือตบะที่ถูกต้อง ก็คือ ขันติธรรม ความอดทนที่จะดําเนินตามมรรคาที่ถูกต้องไปจนถึงที่สุด มีความเข้มแข็งทนทานอยู่ในใจ ดํารงอยู่ในหลักปฏิบัติที่ถูกต้องนั้นไม่ระย่อท้อถอย
….. สิ่งที่จะพึงอดทนที่สําคัญ คือ
๑. ความเหนื่อยยากลําบากตรากตรําในการปฏิบัติกิจหน้าที่ การงาน รวมทั้งความหนาว ร้อน หิวกระหาย และสิ่งรบกวนก่อความไม่สบายต่างๆ
๒. ทุกขเวทนา เช่น ความเจ็บปวดเมื่อยล้า ความเสียดยอก ระบมบาดเจ็บ ที่เกิดแก่ร่างกาย ในยามป่วยไข้ เป็นต้น
๓. อาการกิริยาท่าทีวาจาของผู้อื่น ที่กระทบกระทั่งหรือไม่น่าพอใจ เช่น ถ้อยคําที่เขาพูดไม่ดี เป็นต้น
….. ความอดทน อดกลั้น หรือ อดได้ ทนได้ หมายถึง การยอมรับได้ต่อสิ่งกระทบกระทั่งหรือไม่สบายฝืนใจเหล่านั้น ไม่ขึ้งเคียดขัดเคือง ไม่แสดงอาการผิดปกติ สามารถดํารงไมตรี คงอยู่ในเมตตา หรือรักษาอาการอันสงบมั่นคง ในการทํากิจหรือบําเพ็ญกุศลธรรม ทําความดีงามสืบต่อไป
….. ในหลายถิ่นและหลายยุคสมัย มนุษย์ทั้งหลายอดไม่ได้ ทนไม่ได้ แม้ต่อการที่มนุษย์กลุ่มอื่นพวกอื่นมีความเชื่อถือ สั่งสอน และปฏิบัติกิจพิธีตามประเพณีนิยมและลัทธิศาสนา รวมทั้งอุดมการณ์ที่แตกต่างจากตน มนุษย์เหล่านั้นไม่สามารถสัมพันธ์กันด้วยวิธีการแห่งปัญญา เช่น พูดจากันด้วยเหตุผล จึงทําให้เกิดการขัดแย้ง ทะเลาะวิวาท ตลอดจนสงครามมากมาย การขาดขันติธรรมได้กลายเป็นปัญหาใหญ่ของมนุษยชาติ
….. หากมนุษย์ปฏิบัติตามหลักโอวาทปาติโมกข์ข้อแรกนี้ ก็จะช่วยให้โลกดํารงอยู่ในสันติ และมนุษย์แต่ละพวกนั้นก็จะมีโอกาสพัฒนาชีวิตและสังคมของตนไปสู่ความดีงามที่สูงขึ้นไป
….. ตอนที่สอง ที่ตรัสว่า พระพุทธะทั้งหลายกล่าวพระนิพพานว่ายอดเยี่ยมนั้น ตรัสเพื่อชี้ชัดลงไปว่า จุดหมายของพระพุทธศาสนาคือ “นิพพาน” อันได้แก่ ความดับกิเลสและกองทุกข์ทั้งปวงได้ หรือ ความเป็นอิสระหลุดพ้นจากอํานาจครอบงําของกิเลส คือ โลภะ โทสะ และโมหะ ไม่ใช่สวรรค์ ไม่ใช่การเข้ารวมกับพระพรหมผู้เป็นเจ้า เป็นต้น
….. ตอนที่สาม ที่ตรัสว่า ผู้ทําร้ายผู้อื่นเป็นบรรพชิตไม่ได้ทีเดียว ผู้เบียดเบียนผู้อื่นเป็นสมณะไม่ได้ นี้ตรัสเพื่อแสดงลักษณะของนักบวชในพระพุทธศาสนา คือ ชี้ให้เห็นว่า ความเป็นสมณะหรือนักบวช มิใช่อยู่ที่การประกอบพิธีกรรมเป็นเจ้าพิธี หรืออยู่ที่ความศักดิ์สิทธิ์ มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ สามารถบันดาลผลให้แก่คนที่อ้อนวอนปรารถนา มิใช่อยู่ที่การบําเพ็ญตบะ ประพฤติเข้มงวด หรือการปลีกตัวออกไปอยู่ในป่าในเขา ตัดขาดจากผู้คน มิใช่อยู่ที่การทําหน้าที่เป็นสื่อกลางคอยบอกแจ้งข่าวสารและความต้องการระหว่างสวรรค์กับหมู่มนุษย์ แต่อยู่ที่ความเป็นผู้ไม่เบียดเบียน ไม่ก่อความทุกข์ยากเดือดร้อนแก่ใครๆ มีแต่เมตตา กรุณา บําเพ็ญตนเพื่อประโยชน์สุขของคนทั้งปวง พูดสั้นๆ ว่า นักบวชหรือพระภิกษุสงฆ์ในความหมายของพระพุทธศาสนา คือเครื่องหมายของความไม่มีภัย เป็นสัญลักษณ์แห่งความร่มเย็น ปลอดภัย และการชี้นํามรรคาแห่งสันติสุข
….. ความใน คาถาที่สอง พระพุทธองค์ตรัสสรุปข้อปฏิบัติในพระพุทธศาสนาทั้งหมดลงเป็นหลักการสําคัญ ๓ ประการ คือ
๑. ไม่ทําบาปทุกอย่าง ได้แก่ ละเว้นความชั่วทุกชนิด ทุกระดับ ตั้งต้นแต่ประพฤติตามหลักศีล ๕ เช่น ไม่ทําลายชีวิต ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม เป็นต้น
๒. ยังกุศลให้ถึงพร้อม ได้แก่ บําเพ็ญความดีให้บริบูรณ์ เช่น มีศรัทธา มีเมตตากรุณา ฝึกจิตให้เข้มแข็ง มีสมาธิ มีความเพียร มีสติรอบคอบ ซื่อสัตย์สุจริต มีความเสียสละ เป็นต้น
๓. ทําจิตของตนให้ผ่องใส ได้แก่ ชําระจิตให้บริสุทธิ์ สะอาด ให้หลุดพ้นจากกิเลส เช่น ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความฟุ้งซ่าน ความหดหู่ซึมเซา เป็นต้น ด้วยการฝึกอบรมเจริญปัญญา ให้เกิดความรู้ความเข้าใจสิ่งทั้งหลายตามเป็นจริง จนกิเลสและความทุกข์ครอบงําจิตใจไม่ได้
….. จําง่ายๆ สั้นๆ ว่า เว้นชั่ว ทําดี ทําใจให้บริสุทธิ์
….. หลักปฏิบัติที่ตรัสในคาถาที่สองนี้ เป็นทั้งแนวทางและขอบเขตในการที่พระสาวกทั้งหลายจะไปอบรมสั่งสอนประชาชน ให้ตรงตามหลักการของพระพุทธศาสนา และสอนได้เป็นแนวเดียวกัน มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในการเผยแผ่
….. ความใน คาถาที่สาม พระพุทธองค์ตรัสเพื่อเป็นหลักความประพฤติและการปฏิบัติตน หรือหลักปฏิบัติในการทํางาน สําหรับผู้ที่จะไปประกาศพระศาสนา หมายความว่า ทรงวางระเบียบในการไปสั่งสอนธรรมแก่ประชาชน ว่าผู้สอนต้องเป็นผู้ไม่กล่าวร้าย ต้องเป็นผู้ไม่ทําร้าย คือ ไม่ก่อความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น ไม่ว่าด้วยกาย หรือวาจา มีวจีกรรมและกายกรรมบริสุทธิ์สะอาด พูดและทําด้วยเมตตากรุณา มีความสํารวมในพระปาติโมกข์ คือประพฤติเคร่งครัดในระเบียบแบบแผน รู้จักประมาณในภัตตาหาร ที่นอนที่นั่งก็ให้สงบสงัด เหมาะแก่สมณะ คือ ต้องไม่เห็นแก่กินแก่นอน และต้องมีใจแน่วแน่เข้มแข็ง ไม่ท้อถอย ฝึกอบรมจิตใจของตนอยู่เสมอ
….. รวมความว่า ไปทํางานก็ให้ไปทํางานจริงๆ ทํางานเพื่องาน มุ่งประโยชน์สุขของประชาชนเป็นสําคัญ ไม่ใช่ไปหาความสุขสนุกสบาย
….. เนื้อความ ๓ คาถาของโอวาทปาติโมกข์นี้ แสดงให้เห็นวิธีสั่งงานของพระพุทธเจ้า การที่พระองค์ทรงส่งพระสาวกไปประกาศพระศาสนานั้น ก็คือ พระองค์ส่งพระสาวกให้ไปทํางาน ความจริงพระองค์เคยส่งพระสาวกออกไปแล้ว ๒ รุ่น รุ่นแรกเป็นพระอรหันต์ล้วน มีจํานวน ๖๐ องค์ รุ่นที่สอง เป็นพระอริยบุคคล ชั้นเสขภูมิ คือ ยังไม่เป็นพระอรหันต์ มีจํานวน ๓๐ องค์ ทั้งหมดนั้นพระองค์ทรงส่งไปอย่างธรรมดา คือ ตรัสสั่งเพียงว่า “จงจาริกไปประกาศพระศาสนา เพื่อประโยชน์และความสุขของพหูชน” และลงท้ายว่า “ด้วยเมตตาการุณย์แก่ชาวโลก” มิได้มีพิธีการพิเศษแต่อย่างใด
….. แต่ในการซักซ้อมงานคราวนี้ พระสาวกมีจํานวนมากถึง ๑,๒๕๐ องค์ ซึ่งเป็นการชุมนุมครั้งใหญ่และครั้งสําคัญ พระองค์จึงทรงสั่งงานหรือนัดหมายงานอย่างชัดเจน และละเอียดถี่ถ้วน พระองค์ทรงสั่งงานอย่างนี้ ศาสนาของพระองค์จึงแพร่หลายไพศาลอย่างรวดเร็ว และยั่งยืนอยู่อย่างมั่นคงจนทุกวันนี้
….. โอวาทปาติโมกข์ที่พระพุทธเจ้าตรัสนี้ จึงเป็นตัวอย่างที่ดีของการสั่งงาน เพราะในการสั่งงานนั้น ถ้าผู้สั่งสั่งให้ชัดลงไปว่า ทําอะไร เพื่ออะไร ทําอย่างไร ดังนี้แล้ว ผู้ปฏิบัติย่อมปฏิบัติสะดวก และงานก็จะสําเร็จเป็นผลดีตามความมุ่งหมายเสมอ
….. โดยเหตุที่พระพุทธเจ้าประทานโอวาทปาติโมกข์ในวันเพ็ญเดือน ๓ ฉะนั้น วันเพ็ญเดือน ๓ จึงเป็นวันสําคัญทางพระพุทธศาสนา เป็นวันที่พุทธศาสนิกชนจัดทําพิธีสักการบูชาเป็นพิเศษ ที่เรียกว่า “มาฆบูชา”
….. พิธีมาฆบูชานี้ แต่ก่อนก็มิได้ทํากัน เพิ่งมาทําในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ แห่งพระราชวงศ์จักรี นี่เอง
….. พิธีมาฆบูชานี้ มีทั้งพระราชพิธีและพิธีของพุทธศาสนิกชนทั่วๆไป
….. ในที่นี้ จะกล่าวเฉพาะพิธีของพุทธศาสนิกชนทั่วๆไป เมื่อถึงวันมาฆบูชา ในตอนเช้า นอกจากจะมีการทําบุญตักบาตรตามปรกติแล้ว สาธุชนอาจรับอุโบสถศีลและฟังเทศน์ ตามวัดที่ใกล้เคียงหรือคุ้นเคย
….. ในตอนค่ำ นําธูปเทียน ดอกไม้ ไปประชุมพร้อมกันที่โบสถ์ หรือเจดียสถานแห่งใดแห่งหนึ่ง ที่ทางวัดจัดไว้ เมื่อพระสงฆ์ประชุมพร้อมแล้ว ยืนหันหน้าเข้าหาสิ่งที่เคารพ คือพระประธาน หรือสถูปเจดีย์อย่างใดอย่างหนึ่ง คฤหัสถ์ทั้งหลายยืนถือธูป เทียน ดอกไม้ ประนมมืออยู่ถัดพระสงฆ์ออกไป เมื่อพระภิกษุที่เป็นประธานกล่าวนําคําบูชา ที่ประชุมทั้งหมดว่าตามพร้อมๆกัน เมื่อกล่าวคําบูชาเสร็จแล้วพระสงฆ์เดินนําหน้า เวียนขวา รอบพระอุโบสถหรือพระสถูปเจดีย์ ๓ รอบ ซึ่งเรียกว่า เวียนเทียน คฤหัสถ์เดินตามอย่างสงบ
….. ขณะเวียนรอบแรก ให้ระลึกถึงพระพุทธคุณ รอบที่ ๒ ระลึกถึงพระธรรมคุณ รอบที่ ๓ ระลึกถึงพระสังฆคุณ ไม่เดินคุยกัน ไม่หยอกล้อกัน หรือแสดงอาการไม่สุภาพอื่นๆ ในขณะเวียนเทียน เพราะเป็นการขาดความเคารพพระรัตนตรัย
….. เมื่อเวียนเทียนครบ ๓ รอบแล้ว เข้าในพระอุโบสถ สวดมนต์ ฟังเทศน์ กัณฑ์แรกจะได้ฟังเรื่องจาตุรงคสันติบาต กัณฑ์ต่อๆไป อาจเป็นเรื่อง โพธิปักขิยธรรม หรือเรื่องอื่นๆ ที่ทางวัดเห็นสมควร บางวัดมีเทศน์จนตลอดรุ่ง
….. ข้อที่ควรทําเป็นพิเศษในวันนั้น ก็คือ ควรพิจารณาความหมายของ การเว้นชั่ว ทําดี ทําจิตใจให้บริสุทธิ์ ให้เข้าใจ ชัดเจนลึกซึ้ง แล้วตั้งใจปฏิบัติให้ได้ตามนั้น”
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ( ป. อ. ปยุตฺโต )
ที่มา : จากหนังสือชื่อ “วันสำคัญของชาวพุทธไทย” ของ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ( ป. อ. ปยุตฺโต ) ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๖ พ.ศ. ๒๕๕๖ หน้า ๑-๙
# ท. ส. ปัญญาวุฑโฒ - รวบรวม/ตรวจพิมพ์ #
#วันมาฆบูชา #มาฆบูชา #มาฆปุณณมีบูชา
#มาฆบูรณมีบูชา #วันเพ็ญเดือน๓ #เดือนมาฆะ
#โอวาทที่เป็นประธาน #คําสอนที่เป็นหลักใหญ่ #หัวใจของพระพุทธศาสนา
#ราชวงศ์จักรี #รัชกาลที่
#การประกาศพระศาสนา #การเผยแผ่พระพุทธศาสนา #การเผยแพร่พระสัทธรรม

ที่อยู่

สวนป่ากรรมฐานญาณวโร (พรหมรังสี) ต. ตลุกดู่ อ. ทัพทัน
Uthai Thani
61120

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สวนป่ากรรมฐานญาณวโร (พรหมรังสี)ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง สวนป่ากรรมฐานญาณวโร (พรหมรังสี):

แชร์