หลวงตามหาบัว ญาณสัมปัญโณ เทศน์อบรมพระสงฆ์

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปัญโณ เทศน์อบรมพระสงฆ์ เผยแพร่คำสอนขององค์หลวงตามหาบัวเพื่อเป็นธรรมทานแก่พระภิกษุ สามเณร ชี ฆราวาส

24/02/2026
17/02/2026
เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาดเมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๒๓ #ตามเสด็จด้วยข้อปฏิบัติ        คำว่า อนุตฺตโร ปุริสทมฺ...
17/02/2026

เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด
เมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๒๓
#ตามเสด็จด้วยข้อปฏิบัติ
คำว่า อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ คือทรงฝึกบุรุษ บุรุษก็หมายถึงพระองค์ มหาบุรุษ ทรงสั่งสอนพระองค์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว รู้แจ้งเห็นจริงทุกสิ่งทุกอย่างแล้วจึงได้ให้การอบรมสั่งสอนสัตว์โลก ไม่มีใครเหมือนพระพุทธเจ้าเรา เราอย่างมากก็สอนเฉพาะพวกคนด้วยกันก็ยังไม่หวาดไม่ไหว พระพุทธเจ้ายังสอนพวกเทวบุตรเทวดา ที่มนุษย์ทั้งหลายไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเนื้อได้เลย ที่ไม่ใช่วิสัยของมนุษย์พระองค์ก็สามารถสั่งสอนได้ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ ท่านทรงฝึกพระองค์เรียบร้อยแล้ว ทรงมีความสามารถ สอนคนก็สอนได้ และสอนถึงเทวบุตรเทวดาอินทร์พรหมพระองค์ก็สอนได้
เราก็เหมือนกันถ้ามีความสามารถในการสั่งสอนตนได้แล้ว จะมีความสามารถสั่งสอนผู้อื่นได้อีกมากตามนิสัยวาสนาของแต่ละราย พระสาวกก็ได้รับการฝึกฝนอบรมจากพระพุทธเจ้าแล้วทำหน้าที่ตนโดยเฉพาะ งานของตนรีบเร่งขวนขวายทำไม่หยุดไม่หย่อน อยู่ที่ไหนทำแต่งานทางด้านจิตตภาวนา จนสำเร็จตามความมุ่งหมาย
งานของท่านคืองานรื้อถอนกิเลสอาสวะ งานรื้อภพรื้อชาติ รื้อวัฏสงสาร ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ซึ่งเป็นสาเหตุมาจากอวิชชา ตัณหาอุปาทาน เป็นต้น พระองค์ทรงชี้วิธีการให้ ซึ่งไม่มีโลกใดคนใดสามารถชี้แนวทางแก้หรือถอดถอนกิเลสที่เป็นข้าศึกได้ เพราะโลกทั้งหลายไม่มีความสะดุดใจว่า สิ่งที่เกี่ยวข้องอยู่ภายในจิตใจนั้นคือกิเลส ท่านให้ชื่อว่ากิเลส และเป็นภัยแก่สัตว์ จึงไม่มีใครสะดุดใจ แต่พระองค์ทรงทราบ ทรงค้นจนพบตัวภัยที่มีอยู่ภายในพระทัยของพระองค์ จึงถอดถอนออกหมดสิ้นโดยประการทั้งปวงไม่มีเหลือเลย ในวันเพ็ญเดือน ๖ ตรงกับวันตรัสรู้ นั่นละพระองค์ทรงค้นพบสิ่งที่เป็นข้าศึก และรื้อถอนออกจนหมดจากพระทัย กลายเป็นพระทัยที่บริสุทธิ์สุดส่วน
ธรรมะซึ่งเป็นของมีอยู่ดั้งเดิม ตั้งแต่โลกไหนโลกไรมานานขนาดไหน ไม่มีสิ่งใดจะสามารถสัมผัสรับรู้ได้ แต่พระจิตของพระองค์สามารถสัมผัสรับรู้ได้หมดในธรรมทั้งหลาย ไม่ว่าส่วนหยาบ ส่วนกลาง ส่วนละเอียด สูงสุดวิมุตติพระนิพพาน ธรรมเป็นคู่ควรกันกับใจเท่านั้น ใจเป็นคู่ควรกันกับธรรมเท่านั้น ไม่มีสิ่งใดที่จะเป็นคู่ควรกันกับธรรมได้ยิ่งกว่าใจ
เพราะฉะนั้นการที่จะพิสูจน์เรื่องศาสนธรรมหรือธรรมแท้ ที่พระองค์ทรงแสดงออกมาเพียงเป็นกิริยา ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์นี้ เรียกว่ากิริยา เราไม่สามารถที่จะค้นพบได้ด้วยการจดจำ จะเรียนมามากมาน้อยเพียงไร ก็ได้แต่ชื่อของกิเลสตัณหาอาสวะประเภทต่าง ๆ และชื่ออรรถชื่อธรรมชื่อมรรคผลนิพพาน ได้แต่ชื่อของธรรมชาตินั้น ไม่ได้ตัวของธรรมชาตินั้นแล้วก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร เช่นเดียวกันกับเรารู้ชื่อจำชื่อพวกเสือร้ายต่าง ๆ ที่ก่อความไม่สงบและทำความเสียหายแก่ประชาชนสังคมต่าง ๆ ได้นั่นแล
จำชื่อมันได้เท่าไรก็ตาม ไม่เพียงแต่จำชื่อเท่านั้น แม้แต่จำโคตรจำแซ่มันได้ไว้ในแฟ้มหนาเป็นปึก ๆ ก็ตาม ก็พวกเสือร้ายเหล่านั้นแหละ เป็นผู้ทำลายความเสียหายแก่สังคมต่าง ๆ ต่อเมื่อได้มีภาคปฏิบัติจับตัวมันได้แล้วนั้นแล เสือร้ายเหล่านั้นจึงจะหมดฤทธิ์หมดเดช ไม่สามารถทำอันตรายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดได้ นี่กิเลสเราจำได้แต่ชื่อ ความโลภก็ดี ความโกรธก็ดี ความหลงก็ดี ราคะตัณหาก็ดี จำได้จนปากฉีก เรียนจบพระไตรปิฎกมาก็มีแต่เอาชื่อมาอวดกัน ไม่ได้เอาตัวกิเลสที่ฆ่าตายแล้วมาอวดกัน เหมือนพระพุทธเจ้าและสาวกทั้งหลาย ท่านฆ่าให้ตายแล้วนำมาประกาศสอนโลก จะว่าอวดหรือท้าทายก็ได้
ประหนึ่งว่า นี่ความจริงประกาศอยู่ที่ใจเราทุกท่าน เห็นไหมท่านทั้งหลาย หรือพวกท่านทั้งหลายหูหนวกตาบอดอยู่เหรอ จึงไม่เห็นสิ่งเหล่านี้ซึ่งเป็นข้าศึกต่อจิตใจ ไม่อยู่ที่ไหนอยู่ที่ใจ ทุกขณะที่แสดงออกมีแต่กิเลสเหยียบย่ำทำลายภายในจิตใจ ไม่ได้มองดูบ้างเหรอ เดี๋ยวความโลภแสดงออกมาเหยียบย่ำทำลายจิตใจ เดี๋ยวความโกรธความฉุนเฉียวความไม่พอใจ แสดงตัวออกมาเพื่อเหยียบย่ำจิตใจ เดี๋ยวโมหะความลุ่มหลงงมงาย ไม่รู้ดีรู้ชั่วลืมเนื้อลืมตัว แสดงออกมาแต่ละอย่าง ๆ ก็มาเหยียบย่ำทำลายหัวใจให้ได้รับความเดือดร้อน ไม่ว่าความรักความกำหนัดยินดีเกิดขึ้นมา ก็มาเหยียบหัวใจนั้นให้บอบช้ำอยู่ตลอดเวลาไม่ว่างเว้นแต่ละดวงใจ
ทุกขณะจิตที่เคลื่อนไหว มีแต่เรื่องของกิเลสออกเหยียบย่ำทำลายจิตใจทั้งนั้น เรายังไม่สามารถที่จะรู้ได้เห็นได้ ทั้ง ๆ ที่สิ่งเหล่านี้มีอยู่กับหัวใจทุกคน แต่ทำไมพระพุทธเจ้าทรงรู้ได้เห็นได้ ตลอดถึงการรื้อถอนออกหมดไม่มีสิ่งใดเหลือ นั่นละพระองค์ฆ่ากิเลสฆ่าข้าศึก ให้ตายพินาศฉิบหายจากพระทัยแล้วอยู่สบาย จากนั้นก็นำวิธีการนี้ออกสอนโลกให้รู้เรื่องรู้ราว ว่ารู้ไหมเวลานี้ข้าศึกเต็มหัวใจทุก ๆ ท่าน บรรดาสัตว์โลกที่หมุนเวียนเกิดแก่เจ็บตายนี้เป็นสาเหตุมาจากไหน พวกท่านทั้งหลายรู้แล้วยัง เหมือนอย่างประกาศถามอย่างนั้นเอง ซักกันอย่างนั้น อันนี้มันอยู่ที่ไหนท่านทั้งหลายรู้ไหม มันเหยียบย่ำทำลายอยู่ในหัวใจทุก ๆ ขณะจิตที่เคลื่อนไหวออกมา พากันทราบแล้วยัง อันนี้คือตัวข้าศึก อย่าเพลิดเพลิน อย่าลุ่มหลงกับมันจนเกินเหตุเกินผล
จากนั้นก็ยกขึ้นเป็นภาษิตเพื่อเป็นสักขีพยานต่อกันว่า โก นุ หาโส กิมานนฺโท นิจฺจํ ปชฺชลิเต สติ อนฺธกาเรน โอนทฺธา ปทีปํ นคเวสถ เมื่อโลกสันนิวาสนี้มีความรุ่มร้อนเผาลนอยู่ตลอดเวลา ด้วยอำนาจแห่งกิเลสตัณหาอาสวะประเภทต่าง ๆ เหยียบย่ำทำลายจิตใจอยู่ ทำไมพวกท่านทั้งหลาย จึงเพลิดเพลินรื่นเริงกันไม่รู้เนื้อรู้ตัว จนไม่ทราบว่าจะตายวันไหน เหมือนกับโลกนี้จะไม่มีป่าช้า ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น พากันมืดดำกำดำกำขาวอยู่ยังไง หัวใจมีความรู้มีทำไมไม่คิดไม่อ่าน สติปัญญามีทำไมไม่คิดเหมือนอย่างนั้น ทำไมท่านทั้งหลายไม่เสาะแสวงหาที่พึ่ง เมื่อโลกสันนิวาสมันวุ่นวายกันอยู่ด้วยอำนาจของกิเลสบีบบี้หัวใจ และเหยียบย่ำทำลายหัวใจอยู่ตลอดเวลาเช่นนี้ ยังไม่เห็นโทษของมันอยู่หรือ ถ้าเห็นโทษแล้ววิธีการที่จะนำออก เราตถาคตก็ชี้แจงไว้แล้วนี้ ทราบแล้วยัง เชื่อหรือยังเชื่อตถาคต ตถาคตฆ่ากิเลสทั้งหลายประเภทต่าง ๆ ที่เป็นข้าศึกนี้ให้ตายฉิบหายลงไปแล้วจากใจ ด้วยวิธีการอย่างนี้ ๆ มีมัชฌิมาปฏิปทาเป็นต้น
นั่นท่านฆ่าตัวเสือร้ายได้แล้ว ก็มาบอกวิธีการ ท่านเองก็อยู่เป็นสุขและนำอุบายวิธีการไปสั่งสอนสัตว์โลก ผู้ที่มีหูมีตาตื่นอกตื่นใจบ้าง ก็ได้ตามเสด็จพระพุทธเจ้าด้วยการประพฤติปฏิบัติ กำจัดกิเลสที่เป็นข้าศึกอันใหญ่หลวงอยู่ภายในจิตใจมาตั้งกัปตั้งกัลป์นั้นให้สลายตายไปจากจิตใจ กลายเป็น สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ของพวกเราขึ้นมา ท่านเหล่านี้เป็นผู้เอาจริงเอาจังในการประพฤติปฏิบัติ ไม่ว่าพระสาวกองค์ใด ออกมาจากสกุลพระราชามหากษัตริย์ เศรษฐี กุฎุมพี พ่อค้า ประชาชน กระทั่งถึงคนธรรมดา ท่านผู้ใดออกมาได้รับพระโอวาทจากพระพุทธเจ้าแล้วถึงใจ ถึงใจทั้งทางโทษถึงใจทั้งทางคุณ
เรื่องของกิเลสตัณหาอาสวะพระองค์ก็ชี้แจงให้เห็นอย่างชัด ๆ ว่ามันฝังอยู่ที่หัวใจนี้ เหมือนหนามฝังจมอยู่ในพื้นเท้านั่นเอง ถ้าจะถอดก็ถอด ถ้าไม่ถอด อยากทรมานอยู่นี้ตั้งกัปตั้งกัลป์หาเงื่อนต้นเงื่อนปลายไม่ได้ก็เอา ไม่ใช่ผู้อื่นผู้ใดที่จะมารับผิดชอบรับความทุกข์ความทรมานจากความประมาทของตน นอกจากตัวเองเท่านั้นจะรับผลแห่งความประมาทของตน ถ้าผู้ใดมีความไม่ประมาท พยายามแก้ไขหรือถอดถอนออกก็ถอดถอนได้ ทำไมถอดถอนไม่ได้ ตถาคตเป็นผู้หนึ่งแล้วที่ถอดถอนให้เห็นเป็นตัวอย่างนี้เห็นไหม
ถ้าเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ตถาคตก็เป็นตถาคตไม่ได้ เป็นผู้บริสุทธิ์ไม่ได้ นี่เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ ตถาคตได้ทำเรียบร้อยแล้ว ทั้งเหตุก็ถูกต้องดีงามทั้งผลก็เป็นที่พอใจ พวกท่านทั้งหลายเชื่อแล้วยังเวลานี้เหมือนอย่างนั้น ทำไมสาวกทั้งหลายจะไม่ถึงใจ คนเราหาของจริงอยู่แล้วต้องรู้ของจริงเห็นของจริง ประพฤติปฏิบัติอย่างถึงใจ มีความมุ่งมั่นเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ฟาดฟันหั่นแหลกกันลงไป เอ้า อดเป็นอด อิ่มเป็นอิ่ม ลูกศิษย์ตถาคตไม่ยอมตายด้วยความอดอิ่มเพียงเท่านี้ จะยอมตายในการเข้าสงครามเท่านั้น สู้กับกิเลส เอ้า ตายเป็นตาย ชีวิตเหลือมาให้ได้ครองอรรถครองธรรม เป็นธรรมสมบัติขึ้นภายในจิตใจ ได้ธรรมมาครองหัวใจ
ด้วยเหตุนี้สาวกทั้งหลายเมื่อได้ยินได้ฟังแล้วด้วยดีจากพระองค์ จึงเที่ยวบำเพ็ญสมณธรรมอยู่ตามสถานที่ต่าง ๆ ทั้งวันทั้งคืนยืนเดินนั่งนอน ไม่สนใจกับเรื่องจตุปัจจัยไทยทานทั้งสี่ จะมีมากมีน้อย ที่อยู่ที่อาศัย เครื่องใช้ไม้สอย การขบการฉันเป็นมายังไง ทั้ง ๆ ที่ออกมาจากสกุลกษัตริย์ละเอียดอ่อนที่สุดก็มี แต่เวลาเข้ามาสู่ความเป็นลูกศิษย์ตถาคตปรากฏเด่นในเพศของพระทางพุทธศาสนาแล้ว บำเพ็ญเต็มเม็ดเต็มหน่วยเต็มที่เต็มฐาน เอาเป็นเอาตายเข้าว่า
ผลที่ได้รับก็องค์นั้นสำเร็จพระโสดา องค์นี้สำเร็จพระสกิทาคา องค์นั้นสำเร็จพระอนาคา องค์นี้สำเร็จพระอรหันต์ในป่านั้น ในถ้ำนั้น ในภูเขาลูกนั้นเรื่อยมาไม่หยุดหย่อน จนกระทั่งวันพระพุทธเจ้าปรินิพพาน ก็ยังบรรลุตามหลังเรื่อย ๆ มา เพราะตามเสด็จพระพุทธเจ้าด้วยข้อปฏิบัติ สุปฏิปนฺโน อุชุ ญาย สามีจิปฏิปนฺโน คือปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตรงแน่วแน่ต่อมรรคผลนิพพาน แน่วแน่ต่ออรรถต่อธรรม ปฏิบัติสมควรแก่ธรรมไม่ยิ่งไม่หย่อน เป็นที่เหมาะสมกับการปราบกิเลสทุกประเภทด้วยข้อปฏิบัติทั้งหลายที่กล่าวมานี้
นั่นละผลของท่านที่ได้มาจึงร่ำลือมาจนกระทั่งทุกวันนี้ ว่าพุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ไม่ร่ำลือไม่กระเทือนหัวใจชาวพุทธเราจะกระเทือนหัวใจใคร ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ เกิดขึ้นมาจากความรอดล้มรอดตายของผู้บำเพ็ญทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าทรงเป็นพระองค์แรก สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ก็ได้โผล่ขึ้นมา เพราะความตะเกียกตะกายของสาวกทั้งหลาย ที่เชื่ออรรถเชื่อธรรมพระพุทธเจ้าอย่างถึงใจ
นี่พวกเราทั้งหลายที่มาประพฤติปฏิบัติกำจัดกิเลสเวลานี้ เป็นการกำจัดกิเลสหรือมาสั่งสมกิเลสกันแน่ ให้พิสูจน์ตัวเองด้วยดี อย่ามาทำเล่น ๆ อันเป็นเรื่องการขายศาสนา เหยียบย่ำทำลายศาสนาทั้ง ๆ ที่ไม่มีเจตนา แต่ความประมาทนั้นแลคือตัวกิเลสที่ทำลายศาสนาทำลายตัวเองอยู่เวลานี้ จะเป็นอะไรไปเสียถ้าไม่ใช่อันนี้
ธรรมะพระพุทธเจ้านั้นไม่มีแล้วที่จะสงสัย สมในนามแห่งธรรมที่ว่า สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม ตรัสไว้ชอบแล้วทุกสิ่งทุกประการไม่มีอะไรผิดเพี้ยน บรรดาธรรมทั้งหลายนี่ควรแก่การแก้กิเลส ถอดถอนกิเลส ฟาดฟันหั่นแหลกกิเลสให้แหลก ทุกประเภทของกิเลสไม่มีเหลือได้ทั้งนั้น จึงเรียกว่าสวากขาตธรรม ชอบแล้ว เครื่องมือประเภทนี้ชอบแล้ว เครื่องมือนี้ชอบแล้วกับการปราบกิเลสประเภทนั้น ๆ เครื่องมือนี้สำหรับฟาดฟันกิเลสประเภทนั้นๆ ให้ฉิบหายวายปวงไม่มีสิ่งใดเหลือ ชอบไปหมด นิยยานิกธรรม ถ้าได้ปฏิบัติตามหลักแห่งสวากขาตธรรมแล้ว ธรรมนี้ต้องนำออก ขนกิเลสออกจากจิตจากใจจนไม่มีกิเลสตัวใดมีอำนาจมาต่อสู้ได้เลย ไม่มีกิเลสตัวไหนมาอวดดีได้ เหลือตั้งแต่พระทัยและใจที่บริสุทธิ์เท่านั้น นั่นพระพุทธเจ้าท่านทรงปฏิบัติอย่างนั้น
การบวชนี้เป็นเพศอันหนึ่ง ประกาศให้โลกได้ทราบ พร้อมกับเป็นความรู้สึกตัวของตัวเองอย่างชัดเจนว่า เวลานี้เราบวชมาในศาสนา นักบวชก็คือนักเสียสละ นักบวชก็คือนักประกอบคุณงามความดี นักบวชก็คือผู้ไม่ประมาท นักบวชของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างนั้น ไม่ใช่กินแล้วนอน กอนแล้วนินอยู่เฉย ๆ อยากทำอะไรก็ทำ ไม่อยากทำก็ไม่ทำ อยากคุยอยากมั่วอยากสุมกันก็คุยกันไปมั่วสุมกันไป เอาการบ้านการเมืองเรื่องของกิเลสตัณหาเข้ามาสุมในหัวใจ มันเป็นการอบรมธรรมะเข้าสู่ใจได้ยังไงยังงั้น มันตรงกันข้าม
เพราะฉะนั้นศาสนาจึงถูกตำหนิติเตียน เพราะหัวใจของผู้ปฏิบัติศาสนาสกปรกเลวทราม เมื่อสิ่งใดที่เป็นของเลวทราม สิ่งอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องก็ต้องสกปรกไปด้วย เช่นอย่างอาหารควรแก่การรับประทานแล้ว แต่พลัดตกจากมือลงไปคลุกเคล้ากันกับสิ่งสกปรกโสโครกทั้งหลาย อาหารประเภทนั้น ๆ ก็เป็นน่าสะอิดสะเอียนไม่สมควรแก่การรับประทานได้เลย นี่ธรรมะคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เมื่อเข้ามาสิงสถิตอยู่กับหัวใจที่ลามกจกเปรตก็ต้องเป็นอย่างนั้นเหมือนกัน นี่โลกเขาตำหนิติเตียนพระเณรหรือศาสนาเป็นอย่างนั้น ๆ มันก็ควร เพราะผู้นั้นทำให้เขาตำหนิติเตียน ตัวทำไม่ตรงตามหลักธรรมหลักวินัยพระพุทธเจ้า
ถ้าพูดถึงเรื่องความละเอียดอ่อน อะไรจะละเอียดอ่อนยิ่งกว่าศาสนธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้แล้ว ดั้งเดิมพระองค์ก็เป็นกษัตริย์ ขนบธรรมเนียมประเพณีระเบียบแบบแผนทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นสิ่งละเอียดลออมาจากความเป็นกษัตริย์แล้ว เวลามาประพฤติปฏิบัติอรรถธรรมเพื่อบรรลุมรรคผลนิพพาน พระองค์ก็ทรงทำอย่างเอาจริงเอาจัง ปรากฏว่าสลบถึง ๓ ครั้ง นั่นทุกข์หรือไม่ทุกข์การบำเพ็ญหรือการต่อสู้กับกิเลส
อะไรจะเหนียวแน่นมั่นคงยิ่งกว่ากิเลส อะไรจะแก้ยากยิ่งกว่ากิเลส ฆ่ายากยิ่งกว่ากิเลส ชำระยากยิ่งกว่ากิเลสไม่มี ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีแบบมีฉบับไว้เสมอ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ นี่ละคือแบบฉบับวิธีการ ทั้งเครื่องมือทั้งอุบายวิธีที่จะต่อสู้กับกิเลสประเภทใด ๆ พระองค์ทรงสอนไว้หมดอย่างละเอียดลออถี่ถ้วน ไม่มีอะไรที่จะแย้งได้เลย จึงเรียกว่าสวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบแล้วทุกอย่าง ขอให้ปฏิบัติโดยชอบธรรมตามที่สอนไว้แล้วนี้เถิด นิยยานิกธรรม การนำสิ่งเลวร้ายทั้งหลายออก นำผลดีเข้าสู่จิตใจเพื่อความพ้นทุกข์นั้นไม่ต้องสงสัย เหตุกับผลเป็นไปด้วยกัน จึงควรถึงใจผู้ปฏิบัติทั้งหลาย
อย่างบวชเข้ามาทีแรกท่านสอน อย่าเข้าใจว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ ไม่ว่าจะไปบวชในอุปัชฌายะใด กรรมฐาน ๕ ซึ่งเป็นภาคปริยัติบอกสอนเบื้องต้นนี้ต้องมอบให้เสมอก่อนอื่น ผมเป็นยังไง ขนเป็นยังไง เล็บเป็นยังไง ฟันเป็นยังไง หนังเป็นยังไง พิจารณาไปถึงหนังแล้วครอบหมดในส่วนร่างกายนี้ พิจารณาให้เห็นความเป็นของปฏิกูลโสโครก ป่าช้าผีดิบผีสุกอะไรอยู่นี้หมด ไม่ทราบว่ากี่ซากกี่ศพที่เข้ามาบรรจุไว้ในตัวของเรานี้ อาหารการบริโภคไม่เอามาจากเนื้อสัตว์ต่าง ๆ จะเอามาจากไหน มันเต็มอยู่นี้หมด ไม่ว่าผักว่าหญ้ากองกันอยู่นี้แหละ นี่ป่าช้าผีดิบผีสดมันอยู่ที่นี่ พิจารณาให้เห็นความปฏิกูล พิจารณาให้เห็นความ อนิจฺจํ คือความไม่เที่ยงความแปรสภาพ เพราะจิตของเรามันฝืนความจริงอยู่เสมอ ไม่สวยไม่งามมันก็ว่าสวยว่างามเสกสรรปั้นยอเอง ว่าอนิจฺจํ ไม่เที่ยง มันก็ฝืนว่าเที่ยงมันฝืนเอา เพราะกิเลสกับธรรมเป็นข้าศึกกัน กิเลสต้องพาให้ฝืน
การที่จิตใจของเรายังไม่หยั่งถึงความจริงแห่งธรรมได้ ก็เพราะกิเลสกีดขวางนั่นเอง อันนี้ไม่งามมันก็บอกว่างามเสีย เราก็เชื่อไปตามกิเลสเสียเพราะเคยเชื่อกิเลสมานานแล้ว ไม่เคยรู้สึกตัวเพราะกิเลสทำพิษเลย เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ต้องยอมจำนนต่อมันเรื่อยไป แล้วขนเอาทุกข์ขึ้นมาเพราะอำนาจแห่งกิเลสบังคับบัญชา ให้ทำให้คิดตลอดไม่มีเงื่อนต้นเงื่อนปลายเรื่อยมา เหตุใดจึงจะเชื่อถือธรรมของพระพุทธเจ้าอย่างง่ายดายล่ะ เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงต้องได้ทุ่มเทสติกำลังความพากความเพียรลงอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เอาเป็นเอาตายเข้าว่า
เราไม่เชื่อตถาคตเราจะเชื่อใคร การเชื่อกิเลส โลกสงสารนี้เชื่อกิเลสมานานแล้ว ใครเป็นคนวิเศษวิโสบ้าง เชื่อความโลภหนึ่งความโกรธหนึ่งความหลงหนึ่ง จนตายกับความโลภความโกรธความหลง เชื่อความรักความชังความเกลียดความโกรธ เชื่อมาโดยลำดับลำดา ใครได้รับความวิเศษเพราะการเชื่อกิเลสบ้างมีไหม ถ้าเชื่อธรรมเป็นยังไง ให้พยายามละความโลภ ให้พยายามละความโกรธ ให้พยายามละความหลง ให้พยายามละราคะตัณหา ซึ่งล้วนแล้วแต่สิ่งเป็นภัย เหมือนลูกศรทิ่มแทงหัวใจอยู่ตลอดเวลานั่นแล
รักก็ทุกข์ เกลียด โกรธ ก็ทุกข์ อะไรทุกข์ทั้งนั้นขึ้นชื่อว่ากิเลสผลิตขึ้นมาแล้ว ไม่มีอะไรเป็นสุข มีแต่ความทุกข์ทั้งนั้น นอกจากมันเคลือบด้วยน้ำตาลล่อนิดหนึ่ง เหมือนกับเขาเสียบเหยื่อใส่ปลายเบ็ดแล้วก็ล่อปลา ถ้ามีแต่เบ็ดล้วน ๆ ปลาก็ไม่กิน ต้องเอาเหยื่อล่อ พอเหยื่อล่อปลากินแล้วก็ตวัดทีเดียวเสร็จไม่มีเหลือ นี่ก็เหมือนกัน กิเลสมันล่อเรามาตั้งนานเท่าไร เมื่อไรเราจะเห็นโทษของมันกันบ้างเล่า
พิสูจน์ให้เห็น กิเลสทั้งมวลภพชาติทั้งมวลไม่อยู่นอกเหนือไปจากหัวใจดวงเดียวนี้เลย อันนี้ละพระพุทธเจ้าท่านพิสูจน์ด้วยการปฏิบัติ พวกเราทั้งหลายพิสูจน์ด้วยการเรียนการจดการจำมาเฉย ๆ มันเข้ากันไม่ได้ การเรียนก็ได้แต่เรียน การจดการจำก็ได้แต่จดจำถ้าไม่มีภาคปฏิบัติเป็นภาคพิสูจน์แล้วจะไม่เห็นความจริงขึ้นมา พระพุทธเจ้าทรงดำเนินมาแล้วในการปฏิบัติ พระสาวกทั้งหลายก็เหมือนกัน ท่านผู้ที่เป็นอรหัตอรหันต์ พุทฺธํ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ ล้วนแล้วตั้งแต่ได้รับการพิสูจน์มาแล้วทั้งนั้น จึงได้ปรากฏเป็นสรณะของพวกเรา ไม่งั้น พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ นี้เกิดขึ้นไม่ได้ ธมฺมํ ก็หาทางเกิดขึ้นไม่ได้เหมือนกัน
เมื่อพุทธะผู้รู้นี้ไม่รู้ถึงธรรม ธรรมจะเกิดขึ้นได้อย่างไร สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ก็เกิดขึ้นไม่ได้ถ้ามีแต่ความจดความจำเฉย ๆ ไม่มีภาคปฏิบัติ แต่ท่านเหล่านั้นปฏิบัติทั้งนั้น ฟังซิว่าท่านองค์นั้นสำเร็จอยู่ในทางจงกรม ท่านเหล่านั้นสำเร็จอยู่ในท่านั่ง อยู่ในเขาลูกนั้น ถ้ำนั้น เงื้อมผานั้น ป่านั้น มีตั้งแต่อย่างนั้นทั้งนั้น มีแต่ภาคปฏิบัติ ยืนก็ตาม เดินก็ตาม นั่งก็ตาม นอนก็ตาม มีสติสตังระมัดระวังรักษาตัวเสมอ ด้วยท่าความเพียรไม่ให้ขาดวรรคขาดตอน สติติดแนบไปกับตัว กำหนดอะไรมาสัมผัสสัมพันธ์ดีชั่ว ให้กำหนดรู้เท่าทันมันเสมอ นั่นจึงเรียกว่าคนรักษาใจด้วยสติ เป็นคนที่จะสะสางกิเลสออกจากใจ
เมื่อไรมีความเผลอ ไม่สนใจกับอรรถกับธรรม สติห่างเหินจากจิตใจ แต่ไปใกล้ชิดกับกิเลส นั้นแลคือเวลากอบโกยเอากิเลสเอาทุกข์ขึ้นมาเผาตัวเอง เพราะการสนใจกับกิเลสใกล้ชิดกับกิเลสนั้น เป็นการสร้างเหตุขึ้นมาแล้ว เพื่อให้ผลคือความทุกข์ คือความเดือดร้อนเกิดขึ้นมาแก่จิตใจของตน แล้วตรงกันไหมกับ สุปฏิปนฺโน อุชุ ญาย สามีจิปฏิ ฯ เราต้องย้อนเข้ามาหาตัวของเรา อย่าไปตำหนิผู้หนึ่งผู้ใด เพราะเราต่างคนต่างมาแก้กิเลสซึ่งเป็นพิษเป็นภัยอยู่ในหัวใจของตน ต้องดูที่หัวใจนี้
พระพุทธเจ้าท่านสอนให้ดูที่นี่ เอ้า พิสูจน์ใจนี่เป็นยังไง ตายแล้วเกิดหรือตายแล้วสูญ เอ้า พิสูจน์ เพียงเรียนจำเฉย ๆ นี่จบ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ก็มีแต่ใบลานเปล่า ๆ นั้นแหละ หนังสือเปล่า ๆ กระดาษเปล่า ๆ ถ้าไม่มีภาคปฏิบัติเข้าแล้ว ไม่มีทางที่จะพิสูจน์เห็นความจริงได้เลย ให้พึงทราบว่าพระพุทธเจ้าเป็นตัวอย่างอันดี สาวกทั้งหลายเป็นตัวอย่างอันดี ได้พิสูจน์มาแล้วเป็นที่พอพระทัย จึงได้นำสิ่งที่ทรงพิสูจน์เรียบร้อยแล้วนั้นมาสั่งสอนสัตว์โลก เช่นเดียวกับหมอที่ได้เรียนวิชายาตลอดถึงเรื่องอาการของคนไข้มาทุกสิ่งทุกอย่าง และยาแต่ละขนาน ๆ นี้ ได้พิสูจน์ทดลองกันเรียบร้อยได้ผลเป็นที่พอใจแล้ว จึงนำมาใช้แก่คนไข้ นี่พระพุทธเจ้าก็เหมือนกัน ไม่ใช่พระพุทธเจ้าด้นเดา เป็นผู้ที่เอาจริงเอาจัง ค้นเห็นเหตุเห็นผลแล้วจึงมาสั่งสอนโลก
เอ้า พิสูจน์ ใจดวงนี้เป็นยังไง อย่างท่านอาจารย์มั่นท่านว่าใจนี้คือนักท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวก็ได้แก่เกิดแก่เจ็บตาย ตายที่นี่แล้วไปเกิดที่นั่น ตายที่นั่นไปเกิดที่นั่น มันมีสาเหตุมาอย่างไร เอ้า ค้นเข้าไป ไม่พ้นจากความขุดความค้นในภาคปฏิบัตินี้ จะต้องถึงความจริงเข้าไปโดยลำดับ ๆ เอ้า เบื้องต้นมันเป็นยังไง จิตใจกับตัวเองกลายเป็นอันเดียวกันหมด ร่างกายทุกส่วนกับความรู้นี้ไม่ทราบว่า อะไรเป็นใจอะไรเป็นร่างกาย มันเป็นอันเดียวกันหมด เราจึงเหมาเอาอย่างสนิทใจว่าทั้งกายทั้งจิตนี้เป็นอันเดียวกัน แล้วเวลาร่างกายสลายลงไปแล้ว จิตก็หายไปไม่มีเหลือ เพราะมันเป็นส่วนประกอบกัน เมื่อส่วนประกอบสลายลงไปก็ต้องสลายไปด้วยกัน นี่เป็นความคาดความคิดของเรา แต่เรื่องความจริงไม่เป็นเช่นนั้น
เราจะทราบทางภาคปฏิบัติ เบื้องต้นไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร สัมผัสสัมพันธ์อะไรก็มีแต่ความรัก ความชัง ความเกลียด ความโกรธ ยุ่งไปหมด ทีนี้เวลามีสติสตังพินิจพิจารณาแยกแยะออกมาให้เห็น เอ้า มันติดรูปพิจารณาเรื่องรูป รูปอะไร ค้นลงด้วยสติปัญญาจนกระทั่งรู้เท่าทันตามความจริงแล้วปล่อยวางเข้ามา เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัส สิ่งเหล่านี้มีแต่สิ่งที่จะทำให้จิตใจติดพันทั้งนั้น แล้วการพิจารณาก็เพื่อที่จะถอดถอนการติดพันนั้นออกมา ด้วยความรู้จริงเห็นจริง จนกระทั่งเข้ามาสู่ภายในคือร่างกายของเรา
เอ้า ร่างกายนี่พิจารณาเข้าไปให้เห็น นี่ละภาคปฏิบัติเพื่อจะพิสูจน์ให้เห็นเรื่องของจิตล้วน ๆ ว่ามันเป็นอันเดียวกันกับกายหรือไม่ มันมีอยู่ ๕ อาการ ๑) รูป ได้แก่ร่างกายทุกส่วน ๒) เวทนา สุข ทุกข์ เฉย ๆ มีได้ทั้งส่วนร่างกายและจิตใจ ๓) สัญญา ความจำได้หมายรู้ ๔) สังขาร คือความคิดความปรุงภายในจิตใจ ๕) วิญญาณ ความรับทราบเวลาอายตนะภายนอก คือ รูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัส เข้ามาสัมผัสสัมพันธ์ หรือกระทบกันกับอายตนะภายใน ได้แก่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็ส่งเรื่องเข้าไปสู่จิตใจ จิตใจก็เกิดว้าวุ่นขุ่นมัวภายในตัวเองขึ้นมา เพราะได้รับเรื่องมาจากภายนอก เป็นสื่อเป็นสายต่อกันเข้าไปหาจิตใจ
เมื่อเราพิจารณาแยกแยะในธาตุขันธ์นี้ให้เห็นตามเป็นจริงของมัน ถ้าพูดถึงเรื่องอสุภะอสุภังก็มีตั้งแต่กองปฏิกูลเต็มตัวของเรา ถ้าพูดถึงการแยกออกเป็นธาตุ ๔ ก็มี ธาตุดิน ส่วนแข็ง ๆ ก็เป็นธาตุดิน ส่วนน้ำที่มีอยู่ในร่างกายของเรานี้ก็เป็นธาตุน้ำ ลมมีลมหายใจเป็นต้นก็เป็นธาตุลม ไฟความอบอุ่นภายในร่างกาย เรียกธาตุไฟ เมื่อ ๔ อย่างนี้มันสลายลงไปแล้วเป็นอะไร พิจารณาให้มันเห็นตามความจริงในหลักธรรมที่ทรงสอนไว้นั้น เมื่อเข้าใจอย่างนี้ชัดเจนแล้วจิตก็หายสงสัย เมื่อหายสงสัยแล้วความยึดร่างกายนี้ว่าเป็นเราเป็นของเราก็หมดปัญหาไป เพราะความรู้แจ้งเห็นจริงแล้วย่อมปล่อยวางได้
ไม่ว่าสิ่งใดถ้ารู้ชัดแล้วหาสงสัยไม่ได้ นี่เป็นส่วนหยาบแห่งความยึดถือของร่างกายของของใจ ที่ยึดถือร่างกายว่าเป็นเราเป็นของเรา จากนั้นก็เวทนา ความสุข ความทุกข์ เฉย ๆ มีทั้งทางกายและทางจิตใจ พิจารณาเข้าไปอีกถึงเรื่อง อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ซึ่งมีประจำอยู่กับของเหล่านี้ มันเป็นจิตจริงไหม สิ่งเหล่านี้เป็นจิตไหม หรือเป็นอะไร เมื่อค้นเข้าไป ๆ ก็เห็นเป็นอาการเช้าไป ต่อสายยาวเหยียดเข้าไปถึงจิต นี่มันเป็นสายยาวเหยียดเข้ามาถึงจิต นี้แลเป็นสายยาวเหยียดที่ทำให้ยึดนั้นยึดนี้ ไปเกิดในที่นั่นที่นี่เพราะอันนี้เอง เมื่อรู้ทันแล้วก็ปล่อยเข้าไป พวกเวทนา พวกสัญญา ความจำได้หมายรู้ก็ต่อสายยาวยืดออกไปจากใจนี่ เมื่อพิจารณารู้ชัดแล้วก็ถอยเข้ามา ๆ จนกระทั่งถึงใจ มาดับอยู่ที่ใจ
เวทนาก็มาดับอยู่ที่ใจ มารู้เท่ากันอยู่ที่ใจ สัญญา ก็มารู้เท่ากันอยู่ที่ใจ สังขาร ความปรุงขึ้นก็ปรุงขึ้นจากใจ ปรุงเรื่องนั้นเรื่องนี้ คนเรานั่งอยู่ก็ตาม ยืนอยู่ก็ตาม นอนอยู่ก็ตาม ทุกอิริยาบถมันมีแต่เรื่องความปรุงเรื่องนั้นเรื่องนี้ยุ่งไปหมด สัญญากับสังขารเป็นตัวสำคัญที่หลอกลวงเจ้าของ เพราะเราไม่มีสติตามรู้ตามเห็นมัน มันก็สนุกหลอกเรา ตื่นเงาของเรานั้นแหละ สัญญาก็ออกไปจากใจ สังขารปรุงขึ้นก็ออกไปจากใจ แต่ใจของเราไม่มีสติไม่สามารถรู้เท่าทันสิ่งเหล่านี้ ก็หลงไปตามนั้นทั้งวันทั้งคืน เล่นกับเงาของตนอยู่นั้น ดีใจเสียใจ เรื่องราวผ่านมาไม่รู้กี่ปีกี่เดือนแล้ว พอระลึกได้ก็เอามาอุ่นขึ้นมาเผาตัวเองอยู่อย่างนั้น
สิ่งที่ดีใจก็ดีใจเป็นลมเป็นแล้งไปอย่างงั้น ดีใจลม ๆ แล้ง ๆ เสียใจลม ๆ แล้ง ๆ ไป ทีนี้ความเสียใจมันเป็นความทุกข์จริง ๆ เราหารู้ไม่ วิญญาณความรับทราบ เวลาสิ่งมาสัมผัส รับทราบแล้วก็ไปดับอยู่ที่ใจ นี่เรื่องของปัญญาพิจารณาอย่างนี้ นี่เราพูดสรุป ๆ เข้ามานะ เพื่อให้พอดีกับเวลา ทีนี้เวลาพิจารณาสิ่งเหล่านี้รู้เท่าทันกันโดยลำดับ ด้วยอำนาจของสติปัญญาทางภาคปฏิบัติแล้ว รูปกายนี้ก็รู้เท่าทันปล่อยวางได้ คำว่าอุปาทานในกายไม่มี ถอนตัวแล้วเพราะความรู้แจ้งเห็นจริงด้วยปัญญา
เวทนา ทีแรกก็เวทนาทางกายเสียก่อน รู้เท่าทันเวทนาทางกาย ทั้งสุขทั้งทุกข์ทั้งเฉย ๆ ปล่อยวางได้ นี่เราเรียงลำดับไปเฉย ๆ นะ ไม่ใช่มันจะค่อยไปละนั้นละนี้ไปเรื่อย ๆ นะ เวลามันละทีแรกก็ละร่างกายก่อน จากนั้นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซึ่งเป็นนามธรรม มันอาศัยกันอยู่เท่านั้นก็ไปพร้อมกันหมดเลย เพราะมันเกี่ยวโยงกัน
สัญญาความจำได้หมายรู้ ก็รู้เท่ากันที่ใจ ละกันที่ใจ
สังขารก็รู้เท่าที่ใจ ละที่ใจด้วยสติ
วิญญาณ รับทราบสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามาสัมผัสสัมพันธ์ ก็รู้ที่ใจดับลงที่ใจ และรู้เท่าที่ใจอีก ละที่ใจอีก เมื่อเป็นเช่นนั้นก็เรียกว่า อายตนะภายในคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย นี้เป็นทางเดินของกิเลสตัณหาอาสวะอวิชชา ซึ่งมีอยู่ภายในจิตใจแต่ได้ถูกสกัดลัดกั้นตัดสะพานออกหมด ไม่มีสิ่งใดเหลือ กิเลสประเภทต่าง ๆ ที่ออกจากอวิชชาเดินไปไหนไม่ได้ ถูกตัดสะพานแล้ว ตัดเข้าไป ๆ จนกระทั่งถึงดวงจิต นี่การพิสูจน์จิตพิสูจน์อย่างนี้นักปฏิบัติจึงจะรู้ได้ชัด ว่าใจน่ะเป็นยังไงแน่ เห็นได้ชัดทางภาคปฏิบัติ ดังพระพุทธเจ้าทรงสอนไว้นั้นผิดหรือถูกประการใด เอาภาคปฏิบัติเข้าไปจับกัน พิสูจน์กัน จะยอมรับ กราบพระพุทธเจ้าโดยไม่ต้องสงสัย เพราะความจริงเหมือนกันแล้วฝืนไปได้ยังไง
ทีนี้เมื่อกิเลสตัณหาอาสวะหาที่ออกที่เกาะไม่ได้แล้ว มันก็รวมตัวของมันเพราะถูกตัดสะพาน ทางรูปได้แก่ร่างกายก็ตัดด้วยสติปัญญา เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็ตัดด้วยสติปัญญาเข้าไป ขาดความยึดมั่นถือมั่นเรียกว่าอุปาทาน เหลือแต่จิตล้วน ๆ กับเชื้อของมันที่เป็นตัวสำคัญ นั่นละที่นี่เราจะทราบได้ชัดว่าตั้งแต่ก่อนที่เกิดที่นั่นเกิดที่นี่เป็นเพราะเหตุไร มันมีสายเกี่ยวโยงไปด้วยเหตุนั้น ๆ มันถึงได้ทำให้เกิดอย่างนั้น ๆ อะไรเชื้อพาให้เกิดคืออะไร นี่มันก็เข้าถึงจิตได้แก่อวิชชาจริง ๆ แล้วอยู่ที่จิต
เมื่อตัดสะพานออกหมดแล้ว ตัวกิเลสจอมกษัตริย์จริง ๆ ก็คืออวิชชา ก็รวมเข้าไปอยู่ที่หัวใจ สติปัญญาหยั่งลงไปตรงนั้น พิจารณาอยู่ตรงนั้น เหมือนกับพิจารณาสภาวธรรมทั้งหลายมีขันธ์ ๕ เป็นต้น จนกระทั่งรู้เท่าทัน เชื้ออันสำคัญที่พาให้เกิดที่นั่นที่นี่ได้สลายลงไปจากจิต กลายเป็นจิตที่บริสุทธิ์ล้วน ๆ ขึ้นมาแล้วทีนี้เกาะอะไรไหม ทีนี้เกาะไหม ๆ ติดไหมติดรูปติดไหม ติดเสียงติดไหม ติดกลิ่นติดรสติดไหม เครื่องสัมผัสธรรมารมณ์ติดไหม ติดรูปของตนคือกายนี้ติดไหม เวทนาทั้งภายนอกคือเวทนาทางกายติดไหม เวทนาทางใจติดไหม สัญญาความจำได้หมายรู้ สังขารและวิญญาณติดไหม
ไม่มีอะไรติดเลย นี่เรียกว่าพิสูจน์ให้เห็นความจริงของจิต ทีนี้จิตนี้จะไปเกิดไหม เอาอะไรไปเกิด นั่นรู้แล้ว เชื้อทั้งหลายได้ตัดออกหมดที่จะพาให้เกิด ภพน้อยภพใหญ่ตัดออกหมด กลายเป็นจิตที่บริสุทธิ์ล้วน ๆ แล้วจะเอาอะไรไปเกิด ทีนี้เมื่อไม่เกิดแล้วสูญไหม ถ้าสูญทำไมจะรู้ถ้าสูญทำไมจะบริสุทธิ์ได้ สิ่งที่บริสุทธิ์ได้อยู่มันจะสูญไปได้ยังไง สูญก็เรียกว่าสูญไปเลย ทีนี้ผู้ที่รู้ว่ากิเลสสิ้นไปมันรู้อยู่นี่ มีอยู่นี่ บริสุทธิ์ก็รู้ว่าบริสุทธิ์ ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งใดเหลือแต่ความรู้ล้วน ๆ ที่เป็นของอัศจรรย์ ไม่เกี่ยวเกาะกับสิ่งใดเลยก็รู้อยู่ภายในจิตใจ
นี่ละธรรมชาติอันนี้แลที่ท่านว่าพุทธะแท้ ผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้าจะไม่ไปที่ไหน จะมาลงจุดเดียวกันนี้ เมื่อยอมรับอันนี้แล้วจะไปคัดค้านพระพุทธเจ้าและสาวกทั้งหลาย คัดค้านได้ยังไง ถ้าจะคัดค้านท่านเหล่านั้นหรือลบล้างท่านเหล่านั้น ก็ลบล้างธรรมชาติที่มีอยู่กับตัว รู้เห็นประจักษ์อยู่กับใจนี้เสีย ถ้าลบล้างอันนี้ไม่ได้ก็ลบล้างอันนั้นไม่ได้ เมื่อยอมรับความจริงในหัวใจตัวเองก็ยอมรับความจริงของพระพุทธเจ้าและสาวกทั้งหลายเท่านั้นเอง มันก็ไม่มีอะไร นี่การพิสูจน์
เอาให้จริงจังซีนักปฏิบัติ เราอย่าไปอ่านตั้งแต่คัมภีร์เฉย ๆ โดยไม่สนใจประพฤติปฏิบัติ ไม่พิสูจน์ แล้วเอาความจดความจำที่เรียนมา

 #ขุดลงไปให้เจอะของจริง                                     เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด เมื่อวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ พุทธศ...
12/02/2026

#ขุดลงไปให้เจอะของจริง เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด
เมื่อวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๒๓


ทานถ้าเป็นเสียเองในเจ้าของมันก็ชัด กิเลสมันตัวเห็นแก่ตัว ตัวรีดตัวไถตัวกดขี่บังคับ ผู้ใดก็ตามมันเป็นอยู่ในจิตไม่แสดงอาการออกมาอย่างนั้นก็ตาม แต่มันเป็นความเห็นแก่ตัวอย่างยิ่งภายในจิต เพราะฉะนั้นกิเลสจึงเป็นภัยแก่จิตใจของเรามากมาย แต่เราไม่มีโอกาสทราบเพราะเราไม่มีเครื่องทดสอบ อย่างพวกที่เขารู้ว่าแร่อยู่ตรงนั้นธาตุอยู่ตรงนี้เขามีเครื่องทดสอบ เครื่องตรวจเครื่องทดสอบอะไร เขาก็รู้เขาก็เห็น นี่กิเลสภายในหัวใจของเรานี้ไม่มีเครื่องทดสอบถ้าไม่ใช่ธรรมเท่านั้น ไม่มีอะไรที่จะทดสอบกิเลสประเภทต่าง ๆ ได้ เพราะฉะนั้นโลกถึงมีความเดือดร้อนเพราะมัน โดยไม่รู้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นภัยแก่ตัวเองเพราะไม่มีธรรมเป็นเครื่องทดสอบ เมื่อเป็นเช่นนั้นจะเห็นความประเสริฐของพระพุทธเจ้าได้อย่างไร
พระพุทธเจ้าก็อยู่ในอำนาจของมัน กดขี่บังคับเผาลนมาสักเท่าไรภายในจิตใจของพระองค์ ต่อเมื่อได้เสาะแสวงหาธรรม คือมีคุณธรรมพอสมควรแล้วก็สืบเสาะแสวงหาทาง เริ่มเห็นโทษของกิเลสมาตั้งแต่เรื่องความเกิดแก่เจ็บตาย มันเป็นของคู่กันท่านว่า ค้นเสียจน ๖ ปี แทบจะเอาชีวิตไปไม่รอด จนได้ประสบพบเห็นธรรมอันเป็นที่พึงใจ มาเห็นโทษกิเลสอย่างเต็มพระทัยเช่นเดียวกับเห็นคุณค่าของธรรมเต็มพระทัย แล้วก็นำทั้งโทษทั้งคุณออกมาแสดงให้โลกทั้งหลายได้ทราบ เห็นโทษของความโลภความโกรธความหลงราคะตัณหา ซึ่งเป็นหลักใหญ่ของกิเลสทั้งมวลนั้น ที่ให้โทษแก่มวลสัตว์ เฉพาะอย่างยิ่งภายในจิตใจของสัตว์ มีอยู่เป็นประจำ
การเปลี่ยนภพเปลี่ยนชาติอันเป็นสิ่งเคลือบแฝงเข้ามาเกี่ยวข้องกันนั้น มีเป็นพัก ๆ เป็นตอน ๆ ส่วนกิเลสกับใจนั้นไม่เคยมีการแยกจากกันเลย พระองค์ได้ทรงทราบอย่างชัดเจนแล้วจึงนำธรรมออกสั่งสอนสัตว์ คำว่าสัตว์โลกก็หมายถึงจิตเท่านั้นที่จะสามารถทราบ ความหนักเบาทางคุณค่าและทางโทษระหว่างกิเลสกับธรรมว่าต่างกัน เพราะจิตเป็นผู้สัมผัสทั้งสองอย่างนี้ คือฝ่ายกิเลสอันเป็นโทษเป็นพิษเป็นภัย และฝ่ายธรรมเป็นธรรมชาติที่ให้ความสุขเป็นลำดับตามกำลังของธรรมที่มีมากน้อยภายในใจ เมื่อใจได้สัมผัสกับธรรมแล้ว ย่อมทราบคุณค่าและมีความขยันหมั่นเพียรเข้าไปเป็นลำดับไม่โยกคลอนอ่อนแอ
เมื่อจิตสัมผัสกับธรรมเข้าไปมากน้อย กิเลสจะเริ่มสงบตัวเข้าไปไม่ค่อยเพ่นพ่านตามอารมณ์เหมือนอย่างแต่ก่อน เพราะมีสิ่งหักห้ามมีสิ่งต้านทานได้แก่ธรรมที่มีอยู่ในใจดวงเดียวกัน แต่ใจดวงนั้นได้สัมผัสทั้งสองรสด้วยกันแล้ว รสที่ดีจึงเป็นเหตุให้ติดใจ แล้วนำความดีนั้นมาเป็นเครื่องต้านทานหรือทดสอบกับกิเลสประเภทต่าง ๆ ด้วยสติปัญญานั้นแหละเป็นสำคัญที่จะทดสอบแยกแยะ กำจัดกันออกได้โดยลำดับ มีแต่จิตที่บริสุทธิ์ล้วน ๆ ไม่มีอะไรเจือปนเลย จะไม่มีอะไรอ่อนนิ่มยิ่งกว่าจิต อ่อนโยนยิ่งกว่าจิต
กิริยาอาการภายนอกจะแสดงอย่างไรก็ตาม นั้นเป็นเพียงนิสัยเป็นเพียงกิริยา แต่ภายในจิตที่บริสุทธิ์ล้วน ๆ แล้วนั้น เป็นจิตที่อ่อนโยนมากไม่มีอะไรเทียบในโลกสมมุตินี้ ความเห็นแก่ตัวก็หมด อะไร ๆ ขึ้นชื่อว่าออกมาจากเรื่องของกิเลสแล้วหมดไปโดยประการทั้งปวง ระหว่างจิตที่คละเคล้าด้วยกิเลสกับจิตที่บริสุทธิ์ล้วน ๆ นั้นต่างกันที่ตรงนี้ ดังนั้นผู้ปฏิบัติธรรมขั้นสูงจึงเห็นเรื่องของกิเลสได้ชัดเมื่อมีอยู่ในใจมากน้อย ความเห็นแก่ตัว ความสงวนตัว ก็คือสงวนตัวกิเลสนั่นเองไม่ใช่สงวนอะไร มันมีอยู่เป็นประจำนอกจากไม่แสดงออกมาเท่านั้น
เพราะฉะนั้นโลกจึงต้องมีการเบียดเบียนกดขี่ข่มเหงซึ่งกันและกัน ตลอดถึงสัตว์เดรัจฉานเราก็เห็นอยู่แล้ว ตัวไหนมีอำนาจมากก็ได้กินมาก เพ่น ๆ พ่าน ๆ ไปที่ไหนก็ได้ตามสะดวกสบาย ตัวไม่มีกำลังมากก็ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ หมอบ ๆ คลาน ๆ อยู่ตามป่าตามรกอย่างนั้น เขากินอิ่มแล้วถ้าเหลือกินเขาถึงจะได้กิน ในเรื่องอาหารที่เราให้สัตว์นี้ ตัวไหนมีอำนาจมากก็ได้กินเสียก่อน ตัวไหนมีอำนาจน้อยก็ได้กินทีหลังถ้ายังมีเศษมีเหลืออยู่บ้าง หากไม่มีเศษเหลือแล้วก็ยอมทนจนกระทั่งอดตายไม่ได้กิน เพราะไม่มีเวลาจะได้กิน มีมาเท่าไรก็ตัวมีอำนาจกินเสียหมดถ้าอาหารไม่เพียงพอ มีแต่ตัวมีอำนาจมากกินจนหมด
นี่เราเห็นได้อย่างชัด ๆ เรื่องนิสัยของสัตว์มันออกมาจากไหนถ้าไม่ใช่ออกมาจากกิเลส ซึ่งเป็นเหมือนกันกับอยู่ในใจของมนุษย์เรานี้ แล้วมันให้ความสบายแก่ผู้อื่นได้ที่ไหน แม้ทำให้เขาก็เพื่อเราอยู่นั้นแหละ ไม่ได้เพื่อด้วยความเมตตาแท้ เพื่อความสุขแก่คนอื่น ด้วยความรู้สึกใจอะไรเลย หากไม่มีธรรมเป็นเครื่องทดสอบเป็นเครื่องเทียบเคียงกันแล้ว เราก็ไม่ทราบว่ากิเลสนี้เป็นอย่างไรเหมือนกัน เมื่อมีธรรมเป็นเครื่องเทียบเคียงกันแล้วไม่บอกมันก็รู้เอง เพราะจิตเป็นผู้รับภาระแบกหามกิเลสประเภทต่าง ๆ มาสักเท่าไรแล้ว หรือจิตเป็นภาชนะอันสกปรกของกิเลสมานานเท่าไรแล้ว ก็ยังกลายเป็นภาชนะสำหรับรับธรรมซึ่งเป็นของสะอาดและดี ดีเยี่ยมอยู่ภายในจิตดวงเดียวกัน เหตุใดจะไม่ทราบได้ทั้งสองอย่าง ซึ่งเราเป็นผู้สัมผัสสัมพันธ์เสียเอง
พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนสัตว์โลกจึงไม่มีอะไรขึ้นชื่อว่าโลกามิสแม้นิดหนึ่งจะเข้าไปติดในพระทัย ทรงสั่งสอนด้วยความลำบากลำบนขนาดไหน ก็ด้วยอำนาจพระเมตตาล้วน ๆ ทั้งนั้น ประทานธรรมไว้ก็เหมือนกัน พอพูดถึงขั้นนี้ก็มีจดหมายคนหนึ่งเขามีมาถามถึงเรื่องเพื่อนของเขา เขาอ่านหนังสือธรรมะเขาว่า อ่านทำไมไม่ปฏิบัติ จะเกิดผลประโยชน์อะไร เขาก็รู้สึกค้านอยู่ในใจ คัดค้านอยู่ในใจหากไม่กล้าพูด ก็ถามมาถึงเราว่า การอ่านหนังสือธรรมะนี้เป็นอย่างไรบ้าง มีผลประโยชน์อย่างไรบ้าง เราก็บอกว่าเราไม่ตอบ
นักปราชญ์หรือจอมปราชญ์ทั้งหลายเมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว ท่านอุตส่าห์พากันจดจารึกพระไตรปิฎกไว้ให้พวกเราทั้งหลาย ได้อ่านได้ศึกษาเล่าเรียน ได้ยินได้ฟังมาจนกระทั่งทุกวันนี้ ท่านมีความหมายอย่างไร อันนี้เป็นการตอบได้ดียิ่งกว่าเราจะตอบเสียเองเราบอกอย่างนั้น นั่นคนที่มันโง่มันก็โง่ขนาดนั้น เราได้กราบไหว้พระพุทธเจ้าเมื่อไร พระสงฆ์สาวกอรหัตอรหันต์ท่านครั้งนั้นเราได้กราบเมื่อไร แต่เราก็เห็นเรื่องราวของท่านอยู่ในหนังสือ เช่นอย่างพวกเรานับถือพุทธศาสนาอยู่ทุกวันนี้ ได้นับถือต่อพระพักตร์พระพุทธเจ้าเหรอ ก็ได้จากพระโอวาทที่ได้จดจารึกเอาไว้นี้แลเป็นองค์แทนศาสดา ซึ่งเป็นเหมือนกันกับครั้งพุทธกาล แนวทางในการประพฤติปฏิบัติ ตลอดถึงผลที่จะพึงได้รับก็ไม่มีอะไรแตกต่างกัน
นั่นคุณค่าของการอ่านหนังสือ การฟังมีมากขนาดไหน ถึงขนาดนั้นเทียว แต่คนที่ไม่คิดมันก็ไม่รู้ อย่างที่เขาพิมพ์แจกกันเรื่อย ๆ เป็นสาระสำคัญ ๆ มันเข้าซึ้งถึงใจคน ก็เพราะได้ยินได้ฟังได้อ่านได้เห็นนั่นเอง จากนั้นภาคปฏิบัติก็ตามมาอยู่โดยดี เมื่อธรรมที่อ่านเข้าถึงใจแล้ว ฉะนั้นการอ่านจึงเป็นบุพกรณ์ในขั้นเริ่มแรกจะเข้าถึงธรรมเบื้องสูงขึ้นไป
การปฏิบัติธรรมเราพูดแล้วพูดเล่าพูดย้ำอยู่เสมอ เรื่องของสติปัญญาให้นำมาใช้ทุกแง่ทุกมุมไม่ว่ากิจนอกการใน อันนี้สำคัญมากได้เห็นคุณค่ามากเต็มหัวใจ จึงต้องได้ยกขึ้นอยู่เสมอ แม้แต่ขั้นสมาธิถ้าไม่มีสติและปัญญารอบตัวอยู่ด้วย มันก็มีทางให้เสียได้เหมือนกัน หากมีปัญญาพินิจพิจารณาความผิดถูกชั่วดีต่าง ๆ จิตก็ไม่ผาดโผนคนเรา เมื่อมีการใคร่ครวญเป็นเบรกห้ามล้อเอาไว้ ไม่ให้มันผาดโผนเกินไป สติเป็นของสำคัญที่จะกำกับงานให้พึงกำหนดไว้เสมอ
ไม่ว่ากิจนอกการในให้มีสติให้มีปัญญาพิจารณา ถ้าขาดอันนี้แล้วก็ไม่เป็นประโยชน์อะไร ยิ่งถึงเวลาที่สติปัญญาจะเป็นของสำคัญมากเท่าไรนั้น เรายิ่งจะเห็นคุณค่าของสติปัญญา ที่ได้มาจากความพยายามฝึกฝนอบรมส่งเสริมสติปัญญามาตั้งแต่เบื้องต้น อยู่ ๆ จะให้เกิดปัญญาขึ้นมาไม่เกิดนะอย่าว่าไม่บอก ปัญญาต้องอาศัยการคิดการค้นหาแง่เหตุผลต่าง ๆ ทั้งภายนอกภายใน ยิ่งคิดไปหลายครั้งหลายหนผลปรากฏขึ้นมาแล้วก็เป็นเหตุให้ดูดดื่มทางด้านจิตใจ แล้วพอใจที่จะพินิจพิจารณาไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นปัญญาที่แตกแขนงไปไม่มีสิ้นสุด สติก็ตามกันไปเรื่อย ๆ สติเป็นนายอันหนึ่งเหมือนกันควบคุมงาน สติเป็นสำคัญอยู่มาก
ผมอยากได้เห็นอยากได้ยินหมู่เพื่อนที่ได้สอนแทบล้มแทบตายมาโดยลำดับ ตั้งแต่ออกมาเกี่ยวข้องกับหมู่เพื่อน ได้รู้ได้เห็นได้รับผลประโยชน์จากการแสดงธรรมนี้เป็นอย่างไรบ้างด้วยความเพียรของตน อันนี้ต้องการมาก และอยากให้ทุก ๆ ท่านได้พยายามมอบชีวิตจิตใจลงในหน้าที่การงานนี้ โดยไม่เสียดายใฝ่ฝันกับสิ่งใดทั้งนั้นบรรดาที่มีอยู่ในโลกนี้ ซึ่งเวลานี้เราก็จากสิ่งนั้นมาแล้วเพื่อธรรมโดยลำดับเท่านั้น ไม่ใช่เพื่ออื่นใด ให้บำเพ็ญเต็มเม็ดเต็มหน่วย
เรื่องจิตที่หลอกตัวเองนั้นน่ะสำคัญ อยู่นิ่ง ๆ มันอยู่ไม่ได้ เมื่อมันอยู่นิ่งไม่ได้ให้มันอยู่กับธรรม อย่าให้มันออกไปอยู่กับโลกซึ่งเป็นเครื่องกอบโกยกิเลสเข้ามาเพิ่มพูนตัวเองให้มากขึ้น ให้อยู่กับธรรม เช่นอยู่กับการพินิจพิจารณา มีสติคอยควบคุมอยู่เสมอ ให้ทราบเสียว่าจิตของเราเป็นนักโทษเวลานี้ ไม่ควบคุมไม่ได้ มันจะเป็นนักโทษสองชั้นสามชั้นไปแล้ว นักโทษในเรือนจำออกไปทำงานก็ต้องมีนายคุม อยู่ในเรือนจำยังต้องมีนายคุมไม่งั้นมันจะไปก่อโทษอีกตั้งมากมาย
จิตใจของเรามันก็เป็นนักโทษอยู่แล้ว มีแต่โทษแต่กรรมเต็มไปหมดภายในจิตใจ คิดออกไปแง่ใดมีแต่คิดเรื่องโทษทั้งนั้น ถ้าไม่มีสติเป็นเครื่องกำกับและมีปัญญาพิจารณาทดสอบ สกัดลัดกั้นกันด้วยเหตุด้วยผลแล้ว จิตดวงนี้จะไม่มีสถานีจอดแวะ เพราะกิเลสหาฝั่งหาแดนไม่ได้ ท่านกล่าวไว้แล้วไม่ใช่หรือว่า นตฺถิ ตณฺหาสมา นที แม่น้ำเสมอด้วยตัณหานี้ไม่มี ตัณหาคืออะไร ก็คือความหิวโหยความอยาก อยากรู้อยากเห็นอยากคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ กี่ร้อยกี่พันครั้งคิดแล้วคิดเล่าก็ไม่เคยอิ่มพอในความคิดในความปรุง และไม่เคยอิ่มพอในความหลงแห่งความคิดของตนด้วย
มันมีขอบเขตเมื่อไรเรื่องกิเลส เพราะฉะนั้นเมื่อมันได้เข้าควบคุมจิตแล้ว ถ้าไม่มีสติปัญญาเป็นเครื่องสกัดลัดกั้นเอาไว้แล้ว จะไม่มีขอบเขตเหตุผลอะไรเลย เตลิดเปิดเปิงหาสาระไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่เราก็ว่าเราเป็นนักปฏิบัติมาฝึกฝนอบรม แต่มันไม่ได้ฝึกฝนถ้าไม่มีสติกับปัญญาเป็นเครื่องกำกับอยู่แล้ว มันเป็นเรื่องปล่อยตัวปล่อยใจ ไปตามอำนาจของกิเลสซึ่งมีกำลังมากอยู่แล้วภายในใจโดยไม่ต้องสงสัย ต้องพากันคิดให้ดีเรื่องเหล่านี้
ทุกขเวทนารอบข้างอยู่นี้มันเป็นที่ไว้ใจได้ที่ตรงไหน สถานที่ใดไม่มีป่าช้ามีเหรอ แผ่นดินเหยียบย่างไปตรงไหนก็มีแต่ป่าช้าของสัตว์เกลื่อนไปหมด ในตัวของเราก็เต็มไปด้วยป่าช้ามาหลงกันอยู่ เพลินกันอยู่หาอะไร ความเจ็บความไข้ได้ป่วยก็ล้วนแล้วแต่กองทุกข์ เป็นเครื่องเตือนให้ทราบว่าโลกนี้หาความสุขไม่ได้ อย่าเข้าใจว่าโลกนี้จะมีความสุขดังความเสกสรรปั้นยอหรือความสำคัญเฉย ๆ มันไม่ได้เรื่องทั้งนั้นแหละ มันหลอกเจ้าของ มีใครน่ะมีความสุขในโลกนี้ ไม่ว่าคนโง่คนฉลาด เราไม่ได้ประมาทพูดตามความจริง มันมีได้ด้วยกันทั้งนั้น ยศถาบรรดาศักดิ์สูงต่ำขนาดไหน จะมั่งมีศรีสุขขนาดไหนมันก็ไม่พ้นที่จะให้กิเลสเหยียบย่ำทำลายจนได้ แล้วมันจะเอาความสุขมาจากไหนเมื่ออยู่ใต้อำนาจของกิเลสตัวบีบบังคับใจอยู่แล้ว จงปฏิบัติให้รู้ความจริงของกิเลสและของธรรมซิ ถ้าอยากหลุดพ้นน่ะ
เพราะกิเลสไม่เคยให้คุณแก่ผู้ใดนอกจากให้โทษเท่านั้น โลกจึงลืมเนื้อลืมตัวลืมเป็นลืมตาย จนเจ้าของก็จะตายก็เพราะกิเลสไม่ใช่เหรอ โกรธก็เหมือนกันตาดำตาแดง เคียดแค้นให้คนใดผู้ใดแล้วก็ฝังอยู่ภายในจิตใจ มันก็เผาอยู่นั้น สุมอยู่นั้นตลอดเวลามันเป็นความสุขแล้วเหรอ ความหลงนี่เป็นเรื่องลึกลับมันแทรกอยู่ด้วยทุกอาการของกิเลสแสดงตัวออกมา ความหลงมันเป็นพื้นอันใหญ่โตมาก ความโลภความโกรธมันก็เกิดขึ้นมาจากพื้นกิเลสตัวหลงนี่แหละ เราทดสอบให้ดีซิ ให้เห็นความแปลกประหลาดอัศจรรย์ภายในจิตใจ ไม่เห็นนี้ไม่หลุดพ้นจากกองทุกข์ของกิเลสไปได้นะ
สำคัญสิ่งนั้นว่าดีสิ่งนี้ว่าสวยว่างาม หลอกล่อตนเองไปด้วยความเพลิดเพลินแล้วหาหลักเกณฑ์ไม่ได้ หาสิ่งที่สนองความต้องการไม่มี ได้แต่คิดไปแบบลม ๆ แล้ง ๆ ไปอย่างนั้น นี่เป็นเรื่องของกิเลสมันหากฎเกณฑ์ไม่ได้ หาความแน่นอนไม่ได้ แต่ธรรมแล้วต้องมี เมื่อจิตมีความสงบแล้วย่อมเย็นใจ ย่อมมีที่ยึดที่เกาะ มีฝั่งมีฝาละที่นี่ เริ่ม ถ้าเราจะพิจารณาทางด้านปัญญาก็แยกให้มันเห็นหมดซิ ในตัวของเราทั้งหมดนี้มันมีอะไร มีแต่กอง อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา อสุภะอสุภังเต็มไปหมดรอบตัว ไม่มีอะไรที่จะดิบจะดีอยู่ที่นี่พอจะยึดจะถือ
เอ้า พิจารณาลงไปให้จิตถึงขั้นบริสุทธิ์มันยิ่งชัด ก็เหมือนกับแบกร่างกระดูก หนังห่อกระดูกไปไหนมาไหนก็เหมือนกันนั่นแหละ ถ้าเราจะพิจารณาแบบกระดูกก็เป็นกระดูก แต่ตามธรรมดาจิตขั้นนั้นแล้วไม่ว่าอะไรเป็นอะไรละที่นี่ หากว่าเรามาจ่อนี้ก็เป็นทันที ก็เป็นตามจริงตามขั้นของสมมุติ ดูในร่างกายของตัวเองนี่ มันก็คือซากศพผีดิบ ซากผีดิบดี ๆ ภายนอกภายในเต็มไปหมดด้วยซากศพ ไม่มีอะไรที่ผิดเพี้ยนจากซากศพ พิจารณาอย่างนี้ ถ้าจะพิจารณาเป็นธาตุมันก็เหมือนกับธาตุทั้งหลายทั่ว ๆ ไป คือมันจริงเสียทุกอย่าง
เมื่อจิตจริงเสียอย่างเดียวเท่านั้นมันจริงไปหมด ถ้าอยู่ธรรมดาก็เหมือนไม่มีอะไรในโลกนี้ ความรู้ก็ไม่ยึดเสีย มันก็จะไปยึดอะไร ตั้งแต่ความรู้มันก็ยังไม่ยึดก็ไม่มีอะไรจะยึด จะยึดอะไรรู้แล้วพิจารณาแล้วเห็นแล้วรอบแล้วทุกอย่าง ปล่อยมาแล้วทุกสิ่งทุกอย่าง แม้แต่จิตก็ยังต้องปล่อยตามความเป็นจริงเหมือนกัน คือปัจจุบันก็รู้เท่านั่นแหละคือปล่อย อดีตก็รู้เท่า อนาคตก็รู้ทัน ปัจจุบันก็ไม่ยึด ถึงว่าเสมอไม่เอียงโน้นเอียงนี้
สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ฝึกได้พระพุทธเจ้าฝึกได้แล้วจึงนำมาฝึกโลก สาวกทั้งหลายท่านฝึกได้แล้วท่านจึงสอนโลกเหมือนกัน ครูบาอาจารย์ทั้งหลายท่านปฏิบัติท่านรู้แล้วเห็นแล้วปล่อยแล้ว ฝึกได้เรียบร้อยแล้วถึงได้มาสั่งสอนพวกเรา ให้มีที่ยึดถ้ายังปล่อยไม่ได้ให้ยึดธรรม ยึดไปโดยลำดับลำดา เช่นเดียวกับเราขึ้นบันได ยึดไปเรื่อย เกาะธรรมอันถูกต้องแนวทางอันถูกต้องไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงที่ถึงฐานแล้วมันหากหมดปัญหากันเองระหว่างบันไดกับเรา ไม่มีปัญหา สายทางที่เดินมาก็เหมือนกันเมื่อถึงที่แล้วหนทางนั้นก็หมดปัญหาไปเอง เพราะถึงที่แล้วจำเป็นอะไรจะต้องไปกอบไปโกยเอาหนทาง ไปกอดบันไดอยู่ ตอนที่มันไม่ถึงซิจะต้องเกาะต้องยึดให้ดี
ให้มีใจเข้มแข็ง มีใจเป็นคนจริงจัง ทำอะไรอย่าเหลาะแหละ ๆ เสียนิสัย สู้กับกิเลสก็ไม่ได้เรื่อง นิสัยเหลาะแหละนี้ไม่ดีทั้งนั้น ให้มีเหตุมีผลเป็นเครื่องบังคับตน มันอยากก็ตามถ้าหากไม่เกิดผลเกิดประโยชน์ ความอยากนี้คือตัวกิเลสให้ทราบทันที ไม่อยากก็ตามแต่ถ้าทำลงไปแล้วเป็นธรรม อันนี้ก็ต้องทำ เหมือนอย่างเราบำเพ็ญธรรมมันยังไม่เห็นเหตุเห็นผลอันใดเลย มันต้องขี้เกียจไม่อยากทำ แต่เมื่อเห็นผลแล้วก็มีความขยันหมั่นเพียรขึ้น เพราะผลนั้นเป็นเครื่องดึงดูดจิตใจให้พอใจในการทำ
การเริ่มต้นนี่ซิสำคัญ ครูบาอาจารย์ทั้งหลายท่านก็เคยผ่านมาอย่างเรานี่ ล้มลุกคลุกคลาน ตั้งแล้วล้มไป ๆ อยู่นั้น แต่พยายามตั้งหลายครั้งหลายหนก็ตั้งได้ เหมือนเด็กหัดตั้งไข่นั่นแหละ ตั้งไปตั้งมาเด็กก็นั่งได้ ยืนได้ เดินได้ ต่อไปก็เหมือนกับเรา ธรรมดาไปหมดเพราะความฝึกความหัด สติกำลังมีขึ้นทุกวัน กำลังวังชาเมื่อฝึกอยู่เสมอ ให้ทำความพยายามอย่างนั้น เอาให้จริงให้จัง เรียนไม่มากอะไรมีอยู่เพียงร่างกายอันเดียวเท่านี้ ทำไมเรียนไม่จบ ค้นให้เห็นให้จบซิ ของจริงมีอยู่ตรงนี้
เรื่องมรรคผลนิพพานอย่าหาคาดที่ไหน ๆ นอกไปจากตรงที่มันติดมันข้องนี้ ให้บุกให้เบิกตรงนี้เข้าไป อสุภะมันไม่เห็นก็คือสุภะปิดบังมันอยู่นั้น อนิจฺจํ มันไม่เห็นก็เพราะความสำคัญว่าแน่นหนามั่นคงปิดบังมัน อนตฺตาไม่ปรากฏก็เพราะความสำคัญว่าเราว่าเขาอยู่ในตัวอยู่ในใจนั่นปิดบังไว้ มันก็มีเท่านั้น ให้พิจารณาลงไปตามขั้นตามภูมิของมัน หากพิจารณาถึงความสวยงาม มันสวยที่ตรงไหน เอาอสุภะเข้าไปจับเข้าไปแก้กันซิ อสุภะถ้าเป็นทางโลกนั่น เขาเอาน้ำสะอาด เอาของสะอาดน้ำสะอาดไปชำระของสกปรก ทีนี้เวลาพิจารณาธรรมะนี้ เอาของสกปรกนี้เข้ามาชะล้างของที่เราสำคัญว่าสวยงาม
ความสวยความงามความจริงมันไม่มีสวยมีงาม มันหากสำคัญขึ้นเพราะอำนาจกิเลส จึงต้องเอาเรื่องของธรรม เอาของปฏิกูลซึ่งเป็นความจริงนั้น ที่โลกทั้งหลายว่าเป็นของปฏิกูลมาชะล้างกันลบล้างกัน มันก็เป็นธรรมอันสะอาดขึ้นมา นั่นก็แก้กันอย่างนั้น การพิจารณาไม่ใช่พิจารณาครั้งหนึ่งครั้งเดียว พิจารณาเป็นพื้น เป็นกิจเป็นการเป็นงานของเราจริง ๆ ไม่ใช่พิจารณาเพียงครั้งหนึ่งครั้งเดียวแล้วผ่านไป ๆ เราไม่ได้พิจารณาเพื่อการนับนั้นนับนี้ นับเที่ยว พิจารณาเพื่อความรู้แจ้งเห็นจริง เมื่อยังไม่เห็นเมื่อไรก็เอาจนเห็น ของจริงมีอยู่นี่ ขุดลงไปจนถึงน้ำ น้ำไม่นอกเหนือไปจากดินนั้นแหละ ขุดลงไปจะลึกบ้าง มันก็ต้องเจอน้ำจนได้ นี่ความจริงลึกบ้านตื้นบ้าง ขุดลงไปไม่หยุดไม่ถอยก็เจอความจริงได้ภายในจิตใจของเรา
ใจละเอียดมาก แต่ไปหาติดของหยาบ ๆ น่ะซีมันสำคัญ เอาให้จริงให้จัง ตั้งหน้าตั้งตาประกอบความพากเพียร ให้ใช้สติปัญญาพิจารณาตัวเอง ในบางสิ่งบางอย่างครูบาอาจารย์ท่านก็ไม่แนะไม่บอก เพราะเป็นเรื่องอัธยาศัย เป็นเรื่องที่จะพิจารณาเอาเอง บางอย่างท่านก็สอน ก็พิจารณาตัวเอง ถ้าหากไม่รู้วิธีสังเกตตัวเองในการประกอบความพากเพียรกินดื่มต่าง ๆ ตลอดถึงการหลับนอนแล้ว ก็ไม่มีทางจะทราบความละเอียดของธรรมไปได้โดยลำดับ ต้องใช้ความสังเกตอยู่เสมอ ฉันมากเป็นยังไง ฉันน้อยเป็นยังไง นอนมากนอนน้อยเป็นยังไง เดินมากเดินน้อยเป็นยังไงสังเกตด้วย ทั้ง ๆ ที่มีสติเป็นองค์ประกอบความเพียรอยู่นั้นแล แต่มันยังมีความสะดวกตามจริตนิสัยต่างกันในท่าต่าง ๆ นี่ก็ให้คิด นอนมากนอนน้อยเป็นยังไง
แต่สำหรับผมนี้การอดนอนรู้สึกไม่ค่อยได้ประโยชน์ อดนอนธรรมดา ผมรู้เจ้าของจึงไม่ได้อดธรรมดา เดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนาเรื่อยไป ๓ อิริยาบถตลอดรุ่งนี้ผมก็เคยทำ ไม่ได้เรื่อง หัวทื่อ เขาว่าสมองทื่อ มันเป็นงง ๆ ยังไง ชอบกล อดนอนนี้มันไม่ได้เรื่องแหละสำหรับเราเอง ไม่ถูก จึงต้องหันไปทางผ่อนอาหาร ดีอดอาหาร ดีไปเรื่อย ๆ แต่ การอดอาหารนี้ อดไปมาก ๆ และติด ๆ กันไปก็ไม่ดีนะธาตุขันธ์ มันทำให้ท้องเสียได้ นี่ก็เคยเป็นแล้วจึงได้เตือนหมู่เพื่อนเสมอ เพราะนี่ทำมาเสียจนรู้เรื่องของท้อง ทำเป็นประจำมาเลยไม่ทราบกี่ปี เรื่อยมาอย่างนั้น
ออกจากหมู่จากเพื่อนก็มีแต่เรื่องอันเดียวกันนี่ กี่วันไม่ฉันก็ช่างมัน หายเงียบเรื่อย ๆ เพราะเห็นว่ามันดี แต่พอนานไป ๆ ฉันไปเท่าไรมันไม่ย่อยเลย ถ่ายออกหมด ๆ อยู่งั้น ได้แค่เพียง ๑๖ พรรษาหยุด พออดไปทีไรเป็นทุกที มันหากทำให้เพลินให้อด พออดแล้วมันช่วยความเพียรได้ดี คล่องตัว ยิ่งปัญญาอัตโนมัติด้วยแล้ว โอ้โห มันยิ่งคล่อง พออดอาหารลงไปนี้มันคล่องตัว สติปัญญาอัตโนมัตินี้มันมีแต่หมุนติ้ว ๆ ถึงขั้นนั้นมันยังต้องเกี่ยวกับธาตุอยู่เหมือนกัน ทั้ง ๆ ที่มันเป็นโดยลำพังตัวเองนะ แต่ความสะดวกไม่สะดวกมันยังมีต่างกัน เราเห็นได้ชัดเลย อดทีไรพอมาฉันถ่ายหมด พอพรรษา ๑๕ ไปถึง ๑๖ นี้ไม่ค่อยอดหลายวันแหละ ๓ วัน ๔ วันเท่านั้นก็ฉัน มันก็ถ่ายจนได้นะบทเวลามันถ่าย เรามาฉันแล้วหลาย ๆ วันมันก็ยังถ่ายของมันอยู่เรื่อย ๆ แต่เราไม่ค่อยจะสนใจกับเรื่องธาตุเรื่องขันธ์ยิ่งกว่าธรรม เพราะฉะนั้นธาตุขันธ์มันถึงได้เสียตั้งแต่นั้น แต่เราก็ไม่เสียดายหากเป็นการเตือนให้หมู่เพื่อนได้รู้ไว้ในเรื่องเหล่านี้
การอดนอน ถืออิริยาบถ ๓ ไม่ดีสำหรับผมเอง พออดนอนไป แบบที่ว่าอิริยาบถเดียว นั่งเลย อันนี้ไม่มีพลาด ไม่เคยปรากฏว่าคืนไหนได้พลาดจากความอัศจรรย์ภายในจิตไป ยิ่งเวลาเข้าสู่สงครามตะลุมบอนกันอย่างเต็มที่เต็มฐาน เอาชีวิตเข้าแลก ต่อสู้กับทุกขเวทนาที่มันเกิดขึ้นมาอย่างสาหัสในขณะที่นั่งนาน ๆ สติปัญญามันก็ช่วยตัวเองในขณะนั้น เพราะไม่มีที่พึ่งแล้วนี่ จะไปพึ่งเวล่ำเวลาก็จนกระทั่งพรุ่งนี้เช้าถึงจะได้ลุก
แต่เวลานี้เราไม่ได้ทำมาเพื่อพึ่งเวลานี่นะ เราทำเพื่อพึ่งธรรม เราจะหาเอาสิ่งนั้นมาเป็นที่พึ่งมันใช้ไม่ได้เลย ทีนี้ปัญญามันก็หมุนติ้ว เมื่อจนตรอกจนมุมไม่มีที่ไปแล้วมันก็ต้องช่วยตัวเอง ทุกขเวทนาเกิดขึ้นมากเท่าไร มันยิ่งแยกยิ่งแยะยิ่งหมุนติ้ว ๆ ๆ ไม่ถอย เป็นก็เป็นตายก็ตาย หมุนอยู่นั้น สุดท้ายมันก็รู้เสียจนได้ ลงเสียจนได้ ถึงฐานทุกคืนเลย เป็นแต่เพียงว่าได้ช้าหรือเร็วต่างกัน คืนที่มันสะดวกอย่างนี้ก็ประมาณ ๓ - ๔ ชั่วโมงจิตก็ลงได้แล้วนี่ ได้ลงครั้งหนึ่งไปแล้ว จากนั้นมันก็ลงของมันเรื่อย ถอนขึ้นมาเรื่อยลงเรื่อย นี่เรียกว่าสะดวก บางคืนตั้งเที่ยงคืนยังลงกันไม่ได้เลยก็มี นั่นละเรียกว่าทุกข์มากที่สุด โอ้โห แข้งขานี่มันตายไปเลยนะไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ความสัมผัส
นี่ความเพียรเวลาเท่ากันแต่ความบอบช้ำมันก็ต่างกัน ถ้าจิตไม่ดีถ้าจิตพิจารณาไม่ทันกับเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นภายในตัวเองร่างกายบอบช้ำมาก ถ้าจิตพิจารณาทันแล้วก็ลงได้เร็ว ถึงเวลาแล้วลุกออกไปเฉย ๆ ไม่เห็นมีความทุกข์ลำบากอะไร จึงทำให้เชื่อแน่ลงไปโดยลำดับ จิตเป็นสำคัญ ทั้ง ๆ ที่จิตก็มีกิเลสของมัน แต่มันปล่อยอะไรเสียทั้งหมดเลยในขณะนั้น เหลือแต่ความรู้ล้วน ๆ จนกระทั่งร่างกายก็หายหมดที่นี่นะ เวลามันเข้าถึงขั้นแห่งความสงบของมันเต็มที่ในขั้นของสมาธิ โดยที่อาศัยปัญญาเป็นเครื่องทำให้สงบให้รวมลงอย่างนั้น มันลงด้วยปัญญานะ ที่ว่าปัญญาอบรมสมาธิหมายอย่างนี้เอง ถ้าลงถึงฐานขนาดนั้นผมไม่เคยลงด้วยสมาธิธรรมดา ลงด้วยปัญญาทั้งนั้น ฟาดฟันหั่นแหลกกันลงจนไม่มีที่ติดต่อกันแล้ว ขาดสะบั้นกันลงไปเลย ทีนี้เหลือตั้งแต่ความสักแต่ว่ารู้ นั่นฟังซิ คือพูดอะไรอีกไม่ได้นะ มันสักแต่ว่าเท่านั้น แต่ความอัศจรรย์นั้นเกินคาดเกินหมาย นั่นถ้าลงได้เป็นอยู่ตรงนั้นแล้ว
ทีนี้ก็ทำให้เชื่อถึงเรื่องพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าท่านนั่งนิโรธสมาบัติ ๗ วันท่านถึงออก โอ๊ย ท่านนั่งจะเป็นไรถ้าลงไม่มีกาลมีสถานที่เข้าไปเกี่ยวข้องแล้ว กี่กัปกี่กัลป์ก็นั่งไปซี ถึงร่างกายจะพังลงไปมันก็ไม่รับทราบกันนี่นะ มันเชื่ออย่างนั้นนะ ร่างกายมันทนไม่ไหวตั้งกัปตั้งกัลป์ มันก็พังของมัน ธรรมชาตินั้นก็เป็นธรรมชาตินั้นอยู่อย่างนั้น ดังที่พระปัจเจกพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งที่ท่านเข้านิโรธสมาบัติอยู่ นางสามาวดีพาบริษัทบริวารไปอาบน้ำ ขึ้นมาหนาวก็เลยเผาฟางผิง พอดีพระปัจเจกพุทธเจ้าท่านประทับเข้านิโรธสมาบัติอยู่ที่นั่น ไฟไหม้ท่าน พอไฟยุบไปเห็นพระปัจเจกเท่านั้นก็พากันวิ่งหนี นั่นละกรรมที่นางสามาวดีถูกนางมาคัณฑิยะเผา เพราะกรรมอันนี้ว่างั้น
แล้วท่านก็ไม่เห็นเป็นอะไร พระปัจเจกพุทธเจ้านั่น คือจิตของท่านไม่ออกมารับทราบถึงเรื่องอาการภายนอกเลย แม้แต่กิริยาของจิตท่านก็ไม่มีอะไรแสดง พูดไม่ได้ว่างั้นเลย เราจะพูดอาการอะไรไม่ได้ทั้งนั้น นอกจากหนึ่งอยู่เท่านั้น หนึ่งนั่นก็ไม่เหมือนหนึ่งทั้งหลายเสียด้วยนะ คือจิตของเราสงบธรรมดามันก็เป็นหนึ่ง แต่หนึ่งอันนั้นมันหนึ่งด้วยความแยกแยะออกจากอะไรหมดเสียทุกสิ่งทุกอย่าง แม้แต่ร่างกายก็ไม่ปรากฏในความรู้สึกนั้นเลย ดินฟ้าอากาศสถานที่อะไร ๆ ไม่ปรากฏ นั่นละตัวอัศจรรย์ แต่มันเป็นได้โดยทางปัญญานะสำหรับผมเอง นั่นละที่ว่าได้อัศจรรย์ทุกวัน คือได้อย่างนั้นแหละ ไม่นานก็ตามแต่ก็ได้อย่างนั้น
ไม่เคยพลาดแม้แต่คืนเดียวบรรดาที่เราเคยนั่งตลอดรุ่ง ไม่เคยมีพลาดแม้คืนเดียวที่ไม่เห็นอย่างนั้น หากไม่เห็นอย่างนั้นคงจะเสียใจมากเหมือนกันนะ ดีไม่ดีคืนหลังอาจจะฟาดกันอีกนี่ เพราะจิตเรามันเป็นนิสัยอย่างนั้นจริง ๆ มันจริงมันจังอันนี้ได้ชม อย่างนี้มันก็ได้ทุกคืน เป็นแต่เพียงว่าได้ยากลำบากต่างกัน นี่ละปัญญาอบรมสมาธิ ขั้นหัวเลี้ยวหัวต่อแล้วมันเอากันจริง ๆ จัง ๆ มันก็ลงได้อย่างถึงใจเทียว ทำให้เกิดความกล้าหาญชาญชัย พิจารณาเรื่องธาตุก็ชัดเจน ว่าดินเป็นดินแท้ ๆ น้ำเป็นน้ำแท้ ๆ ลมเป็นลม ไฟเป็นไฟจริง ๆ ใจเป็นใจจริง ๆ อย่างถึงใจ อะไรมันตาย ๆ พิจารณาลงไปแล้วไม่มีอะไรตาย โอ๊ย โกหกกัน ทีนี้ความตายมันก็ไม่มี ไม่กลัว ถึงเวลาจะตายมันจะเอาเวทนาหน้าไหนมาหลอกเราวะ ไม่ใช่เวทนาหน้านี้จะเป็นหน้าไหน นี่เราก็ได้พิจารณาแล้ว ได้รู้แล้วว่าเป็นความจริงเต็มส่วนแล้ว หวั่นไหวกันที่ไหน สะทกสะท้านกันที่ไหน กลัวกันที่ไหน ไม่มีอะไรกลัวกัน มีแต่ความจริงอยู่ด้วยกัน เมื่อต่างอันต่างจริงแล้วก็ไม่กลัวกัน ไม่กระทบกระเทือนกัน มันรู้ได้ชัด
ความถูกจริตนิสัยของเรา นั่งอิริยาบถ ๓ คือไม่นอนอย่างนี้มันก็ไม่ค่อยได้ประโยชน์สำหรับผมเอง มันไม่ได้อย่างถึงใจเหมือนกับนั่งแบบนี้ นั่งแบบเอาตายสู้เลยนี้ได้ ได้ทุกครั้ง เดินจงกรมก็ไม่เคยตลอดรุ่ง เพียง ๔ - ๕ ชั่วโมง อยู่ในย่าน ๕ ชั่วโมง ๖ ชั่วโมง ก็ว่าไม่ได้นะบางทีฉันจังหันแล้วฟาดกันจนกระทั่งปัดกวาดตอนเย็น ตอนปัญญาอัตโนมัติมันไม่รู้ละว่าเดินจงกรมมันช้ามันเร็ว หรือว่าเดินนานหรือไม่นาน ไม่เคยไปสนใจกับเวล่ำเวลา มันหมุนอยู่ติ้ว ๆ ภายในจิตนี่ ก็เลยไม่ทราบว่ากี่ชั่วโมงแหละ กลางวันแสก ๆ ตากแดดเดินอยู่ได้สบาย ๆ ไม่มีให้ปรากฏว่ามันร้อนมันอะไรนะ มันลืมไปหมด จิตไม่ได้ออก มันหมุนติ้ว ๆ ตาเองก็ฝ้าฟางไปเพราะจิตไม่ออก ตาก็เลยฝ้าฟางไป เดินชนป่าชนอะไรสองฟากทาง บางทีก็ยืนเสียก่อนถ้ามันเป็นอย่างนั้น
มันเพลินจริง ๆ ถึงขั้นมันเพลิน จึงเรียกอุทธัจจะ คือเพลินจนลืมเนื้อลืมตัว ลืมพักผ่อนทางด้านสมาธิ เราก็ไม่ค่อยได้กำหนดเวล่ำเวลาแหละ แต่คงไม่ต่ำกว่า ๖ ชั่วโมงมั้ง กลางคืนเราเคยตั้งเวลา ทีละ ๔ - ๕ ชั่วโมงได้ แต่กลางวันไม่ได้ตั้งน่ะซิ ไม่สนใจกับมัน นั่นละการต่อสู้กับกิเลสมันไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ทีนี้ทางเดินจงกรมก็เป็นโสกเป็นเหวไป เราจะเอาความสะดวกสบายเข้าไปว่าเพื่อจะได้อรรถได้ธรรมตามความต้องการของเรามันไม่มีทาง มีทางเดียวเท่านี้ เอ้า ยากลำบากขนาดไหนก็สู้ ทางไปตรงนี้นี่
นิสัยของเรามันเป็นยังไง ถ้านิสัยละเอียดมันก็ไม่ยาก อย่างครั้งพุทธกาลท่านที่มีนิสัยละเอียด เพียงปลงผมเท่านั้น พิจารณาผมเลยได้บรรลุธรรมเป็นอรหัตบุคคลขึ้นมาแล้ว นั่นท่านพร้อมแล้ว เรียกว่าอุคฆฏิตัญญู เรามันเป็นอะไรก็ไม่รู้ อุคฆฏิตัญญู วิปจิตัญญู เนยยะเราก็ไม่อยากจะพูด เราอยากพูด ปทปรมะ พวกเรานี่พวก ปทปรมะ จะว่าไง มันมืดแปดทิศแปดด้านหาทางไปทางมาไม่ได้ แต่ก็บึกบึนตามกำลังของเจ้าของ เมื่อพูดกันจริง ๆ ก็เรียกว่าเนยยะนั่นเอง ผู้ที่ควรนำไปได้ เนยยะ พระพุทธเจ้าควรนำควรลากควรจูงไปได้ ธรรมของพระพุทธเจ้าพอลากพอจูงไปได้ หลายครั้งหลายหนก็ค่อยเป็นผู้เป็นคนขึ้นมา ไม่เหมือนพวกปทปรมะ ถ้าเป็นคนไข้ก็เข้าห้องไอซียู หมดหวัง ประเภทเหล่านี้เป็นประเภทหมดหวัง ไม่มีอะไรที่จะเป็นประโยชน์แหละสำหรับคนคนนั้น เราไม่ใช่ประเภทนั้น จะต้องต่อสู้ให้จริงให้จัง เอาให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย
เวลานี้การประพฤติปฏิบัติ ผู้ที่จะคอยแนะนำสั่งสอนหรือพาดำเนินก็แคบเข้าไป ๆ เพราะโลกมันเหยียบย่ำทำลายพากันทราบหรือยัง โลกก็คือโลกามิสนั้นแหละมันเหยียบย่ำทำลาย เริ่มต้นก็บวชเข้ามาเพื่อเสาะแสวงหาธรรม ครั้นต่อมาก็แสวงหาลาภสักการบูชา หาเงินหาทอง ไปใหญ่เลย เรื่องธรรมไม่ทราบหายหน้าไปไหน กิริยาท่าทางความคิดความอ่านความปรุงต่าง ๆ ที่แสดงออกมาล้วนแล้วตั้งแต่เป็นเรื่องโลกามิสเสียทั้งหมด เหยียบย่ำทำลายหัวใจ ยืน เดิน นั่ง นอนอยู่กับสิ่งเหล่านี้ ความคิดความปรุงเป็นไปด้วยสิ่งเหล่านี้เหยียบย่ำทำลายตลอดเวลา หาธรรมที่จะมาสัมผัสสัมพันธ์จิตใจแม้น้อยหนึ่งไม่มีเลย อย่างนี้มีมากเดี๋ยวนี้
ให้รีบเห็นโทษเสียตั้งแต่บัดนี้ เรื่องเป็นอย่างนี้อยู่แล้วเวลานี้ แล้วยังจะเป็นมากยิ่งกว่านี้ไปอีกเป็นไหน ๆ วัดแทนที่จะเป็นสถานที่เสาะแสวงหาธรรม หน้าที่การงานเป็นไปด้วยอรรถด้วยธรรม มันกลายเป็นเรื่

ที่อยู่

วัดป่าบ้านตาด
Udon Thani
41000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ หลวงตามหาบัว ญาณสัมปัญโณ เทศน์อบรมพระสงฆ์ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์