วัดบูรพา อุบลราชธานี Watburapa Ubonratchatani

วัดบูรพา อุบลราชธานี Watburapa Ubonratchatani http://watburapa.com/index.html
วัดบูรพา จังหวัดอุบลราช?

สมัยพลตรีพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ (พระองค์เจ้าชายชุมพล สมโภช)
เป็นพระราชโอรสองค์ที่ ๑๗ ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
และเป็นพระราชโอรสองค์ที่ ๓ ในเจ้าจอมมารดา
ประสูติเมื่อวันอังคารที่ ๒๙ เดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๐๐
มีพระชายา ๕ องค์ ที่มีชื่อเสียงคือ หม่อมเจียงคำ และมีโอรส ธิดาหลายองค์ เช่น
หม่อมเจ้าอุปลีสาน ชุมพล หม่อมเจ้าชายกมลีสาน ชุมพล และหม่อมเจ้าหญิงบุญจิราธร
พระบา

ทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาขึ้นเป็น กรมหมื่นสรรพสิทธิประสงค์
เมื่อปีระกา พุทธศักราช ๒๔๒๘ ได้เลื่อนเป็นกรมขุนสรรพสิทธิประสงค์ในปีพุทธศักราช ๒๔๔๓
เป็นพลตรีราชองค์รักษ์ข้าหลวงต่างประองค์ สำเร็จราชกาลมณฑลลาวกาว (ภาคอีสาน)
ท้องที่จังวัดอุบลราชธานี สุรินทร์ ศรีสะเกษ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม และกาฬสินธ์
ต่อมาในปีพุทธศักราช ๒๔๕๔ ได้รับการสถาปนาเป็นกรมสรรพสิทธิประสงค์ และเสนาบดีที่ปรึกษา
ในปีพุทธศักราช ๒๔๕๖ สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๓ เดือนเมษายน พุทธศักราช ๒๔๖๖ พระชันษา ๖๕ ปี
พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ มาครองเมืองอุบลราชธานี ทรงมีพระกรณียกิจ
ให้นักโทษมาถางป่าไม้บริเวณวัดร้างแห่งนี้แล้วสร้างเป็นวัดบูรพาขึ้น เมื่อก่อนวัดแห่งนี้เป็นวัดเก่าแก่
คู่บ้านคู่เมืองอุบลราชธานี มีอายุได้ประมาณ ๒๐๐ ปี เดิมนั้นเป็นป่าทึบเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์หลายชนิด
ผู้คนไม่ค่อยเข้ามาจึงเหมาะสมแก่การปฏิบัติธรรมมีพื้นที่เป็นที่โนน มีซากปักหักพัง มีสิม(โบสถ์)
มีลักษณะเป็นสิม(โบสถ์) ทึบ หันหน้าออกสู่แม่น้ำมูลส่วนฐานอาคารก่ออิฐเป็นฐานเอวชั้นแบบสิม (โบสถ์)
อีสานทั่วไป อยู่ ๑ หลัง และมีหอไตรคู่ มีลักษณะเป็นเรือนไม้ ขนาด ๓ ห้องทั้ง ๒ หลังคู่กัน
ทำด้วยลายรัศมีพระอาทิตย์ ผนังโดยลอบตกแต่งด้วยลาวบัวปันยักษ์ ระยะนั้น
พระอาจารย์สีทา ชยเสโน ได้มาครองเป็นเจ้าอาวาสวัดใต้เทิงและวัดเลียบ
ประมาณปีพุทธศักราช ๒๔๒๑- ๒๔๔๒ ทั้งนี้วัดใต้เทิงและวัดเลียบทั้งสองวัดนี้ยังเป็นมหานิกายอยู่
โดยมีพระอาจารย์หนู (เจ้าคุณปัญญาภิ ศิสารเถร) และพระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล
เป็นเจ้าอาวาสทั้งสองท่าน โดยท่านทั้งสองได้ทำการญัตติเป็นธรรมยุตินิกาย
เป็นพระกรรมวาจาจารย์พระมหาทา เปรียญ ๙ ประโยค เป็นอนุสาวนาจารย์ (พระคู่สวด)
เมื่อท่านอาจารย์หนูและพระอาจารย์เสาร์ ได้รับญัตติเป็นธรรมยุติแล้ว

ท่านเจ้าคุณพระราชมุนี ติสฺโส มหาเถระ (อ้วน แสนทวีสุข) สมัยนั้น ดำหริว่า วัดบูรพา

ยังว่างเจ้าอาวาส ท่านจึงส่งให้พระอาจารย์สีทา ชยเสโน มาประจำอยู่ เมื่อได้บูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นแล้ว

มีพระอธิการสีทา ชยเสโน จึงออกจากวัดใต้ไปอยู่จำพรรษาที่วัดบูรพา ปกครองวัดบูรพาเรื่อยไป

และให้เป็นอุปัชฌาย์ด้วย เพื่ออุปสมบทกุลบุตรต่อไป

ส่วนพระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล ท่านก็ออกธุดงค์วัตรตามปฏิปทาของท่านต่อไป



วัดที่สร้างใหม่นี้ ให้ตั้งซื่อว่า “วัดบูรพา ” เพราะสถานที่ตั้งวัดนี้อยู่ทางด้านทิศตะวันออก

ของวัดใต้เทิงและวัดเลียบ

วัดบูรพาสร้างขึ้นในราวปีพุทธศักราช ๒๔๓๖-๒๔๕๓ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา

เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๓๖

ตั้งอยู่ หมู่บ้านแสนตอ หมู่ ๖ ตำบลปทุม อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี

อยู่ฝั่งแม่น้ำมูลในพื้นที่ ๑๙ ไร่

โดยพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ โดยสร้างถวายพระสีทา ชยเสโน

ด้วยทรงศรัทธาที่เห็นท่านพระสีทา ชยเสโน มานั่งปฏิบัติวิปัฏนากัมมัฏฐาน ณ บริเวณพื้นที่นี้เป็นประจำ

อนึ่งที่ดินนอกจากบริเวณที่สร้างวัดแล้วยังมีที่ดินอีกแห่งหนึ่ง อยู่ทางทิศตะวันตกของวัด

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ เสด็จ ฯท่านได้หวงไว้เป็นของท่าน

เรียกที่ดินแห่งนี้ว่า “ ส่วนหม่อม”

เมื่อวัดเจริญขึ้นแล้วก่อนท่านจะเสด็จกลับกรุงเทพมหานคร เพื่อดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงวัง

ท่านได้มอบที่ดินแปลงนี้ให้วัดบูรพา เพื่อประโยชน์เป็นที่อยู่อาศัยบำเพ็ญเพียรของแม่ชี

โดยให้ทางวัดบูรพาดูแลรักษาตามพระประสงค์จนพระอาจารย์สีทา ชยเสโน

ถึงมรณภาพเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๘๐

เมื่อพระอาจารย์สีทา ชยเสโน มรณภาพลงแล้วก็เป็นหน้าที่ของพระภิกษุในวัด

พิจารณาจัดสรรขึ้นมาเพื่อรักษาการ

เจ้าอาวาสแทนต่อไป ผลสุดท้ายหลวงพ่อมหาเสนา ได้มาเป็นผู้รักษาการแทน

ระยะนี้ฐานะทางวัดเสื่อมลงสิ่งของศาสนะสมบัติได้เกิดอันตรธานหายไปเป็นจำนวนมาก

และมีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้น เกิดความไม่สงบภายในวัด ความทราบถึงท่านเจ้าคุณพระราชมุนี

เจ้าคณะมณฑลสมัยนั้น

ท่านบัญชาให้นำหลวงพ่อมหาเสนาไปอยู่ที่นครราชสีมาด้วย เป็นอันว่าวัดบูรพาต้องว่างสมภาร

ปีพุทธศักราช ๒๔๘๑-๒๔๘๒ พระอาจารย์แก้ว ซึ้งเดิมเป็นคนนครจำปาศักดิ์ เมืองโขง

สมัยท่านยังหนุ่มท่านเคยบวชมาศึกษาธรรมวินัย ที่สำนักพระอาจารย์สีทา ชยเสโน

ท่านได้ออกธุดงค์วนกลับมา ในระยะที่วัดบูรพาว่างสมภารพอดีคณะทายกทายิกา

ได้นิมนต์ท่านอยู่จำพรรษาและรักษาศรัทธาของชาวบ้านไว้เพื่อสืบต่อศาสนะทายาท

อันพระอาจารย์สีทา ชยเสโน ได้ทำไว้ ต่อมาพระอาจารย์แก้วก็ได้บำรุงบูรณะ

ซ่อมแซมศาสนะวัตถุในวัดบูรพา ดำเนินตามปฏิปทาของท่านอาจารย์

ต่อมาความเป็นอยู่ของวัดจึงเจริญขึ้นตามสมควร และด้วยบารมีของพระอาจารย์มั่นและพระอาจารย์เสาร์

ซึ่งท่านได้เดินธุดงค์ไปๆมาๆ อยู่ชั่วคราว จึงนับว่าวัดบูรพาได้อาศัยอุปารคุณอย่างล้นพ้นพร้อมทั้งพระภิกษุสามเณร

ซึ่งเลื่อมใสในตัวท่านได้ติดตามท่านมาเป็นกำลังใจในการบูรณะซ่อมแซมปฏิสังขรณ์วัดบูรพาตลอด

หลังจากพระอาจารย์แก้ว มาอยู่บูรณะซ่อมแซมวัดบูรพาแล้วไม่นานก็มีเรื่องมีเป็นมงคลเกิดขึ้น

ที่ดินที่เรียกว่า “ ส่วนหม่อม” เสด็จในกรมท่านได้ประทานให้อยู่ในความดูแลของวัด
และเพื่อบำเพ็ญสมณะธรรมของเหล่าแม่ชีทั้งหลาย จู่จู่ก็ถูกผู้ที่ประสงค์จะทำลายพากันคิดหาทาง
เพื่อเอามาเป็นเจ้าของของต้นเองไปหมด ยังเหลืออยู่ก็เท่าที่เห็นในปัจจุบันนี้เท่านั้น
เพราะด้วยการประพฤติปฏิบัติธรรมถ้าหากประพฤติถูกต้องในทำนองครองธรรม
แล้วความเจริญมาสู่ตัวเองและศาสนาด้วย
ถ้าหากประพฤตินอกรีต นอกรอยแล้วผลแห่งความหายนะก็จะตามมาโดยไม่ต้องสงสัย
ฉะนั้นด้วยสภาพของความเจริญและความเสื่อม ซึ่งตกอยู่ในสภาพของสัจธรรมเมื่อความเจริญถึงขีดสุด
ก็ต้องเสื่อมลงตามสภาพของมัน ตามสภาพของเหตุปัจจัยแม้สภาพของวัดบูรพา
ก็ไม่พ้นตกอยู่ในสภาพนั้นนั้น เมื่อเสื่อมแล้วคงจะเจริญแต่โดยแท้วัดบูรพาซึ่งเป็นวัดเก่าแก่
มีผู้ศรัทธาเลื่อมใสนับถือ มีผู้ทรงคุณวุฒิ ครูบาอาจารย์ ก่อสร้างควบคุมดูแลรักษามาด้วยความวิริยะอุสาหะ
เพื่อเป็นที่เชิดหน้าชูตาของศาสนะทายาท จรรโลงไว้ ซึ่งศาสนะธรรมอันสูงส่งสืบมา
จะถึงกาลอันเสื่อมลงกว่านี้ย่อมเป็นไปได้
ด้วยอำนาจบุญบารมีของบูรพาจารย์ที่ท่านได้เสียสละแรงกาย แรงศรัทธามอบถวายชีวิต

สร้างขึ้นมาย่อมต้องเจริญเป็นศรีสง่าราศี แก่อนุชนรุ่นหลัง วัดบูรพาเมื่อขาดพระผู้ใหญ่

และผู้ทรงคุณวุฒิคุณธรรมที่ทางคณะสงฆ์ส่งมาปกครองหรือผู้ปกครองในวัด

ไม่อยู่ในระเบียบวินัยแล้วก็นำความหายนะและความเสื่อมโทรมลง

แต่วัดบูรพายังไม่ถึงกับชะตาของวัดจะต้องอับเฉาลง

ปีพุทธศักราช ๒๔๘๓-๒๔๘๕มีลูกศิษย์ของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต

ผู้ซึ่งเป็นปรมาจารย์ทางวิปัสสนากัมมัฏฐานที่ยิ่งใหญ่ ชื่อว่าพระอาจารย์พร สุมโน มาจากจังหวัดสกลนคร

ซึ่งเป็นดินแดนถิ่นฐานที่พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เคยไปปฏิบัติธรรมวิปัสสนา

ได้ดำเนินธุดงค์มาคำจุนบูรณะซ่อมแซมวัดบูรพา

ซึ่งพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ และ พระอาจารย์เสาร์ กันตสีลเถระ

ผู้เป็นองค์บูรพาจารย์ทางวิปัสสนากัมมัฏฐาน ผู้ยิ่งใหญ่โด่งดังทั้งในประเทศไทยและนอกประเทศไทย

ให้ความอุปการคุณ สร้างความเจริญก้าวหน้าในด้านการศึกษาและการปฏิสังขรณ์ซ่อมแซมวัดบูรพา

หลังจากฌาปนกิจสรีระพระอาจารย์เสาร์ กัตตสีโล จึงนำอัฐิธาตุของท่านมาบรรจุในรูปเหมือน

ซึ่งบรรดาศิษย์ของหลวงปู่ได้ร่วมกันสร้างศาลาขึ้น

เพื่อประดิษฐานรูปเหมือนของพระอาจารย์ทั้ง ๕ บูรพาจารย์

เพื่อให้เกิดศรัทธาแก่ศาสนิกชนตามสมควร พระอาจารย์พร สุมโน

พร้อมพระภิกษุ ทายกทายิกา ได้สร้างศาลาโรงธรรมขึ้น

และได้บูรณะวัดกับศาสนะวัตถุให้เรียบร้อยเป็นอย่างดีและท่านก็เดินทางไปธุดงค์อยู่ที่อื่น

ตามวิสัยท่านที่ดำเนินธุดงค์ตามครูบาอาจารย์ได้เคยปฏิบัติมา ทางวัดบูรพาก็ว่างสมภาร

พระอาจารย์พร สุมโน มรณภาพเมื่อวันที่ ๑๖ เดือนมิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๑๑

สิริรวมอายุได้ ๗๐ ปี ๔๐ พรรษา

ปีพุทธศักราช ๒๔๘๕ พระอาจารย์ทอง อโสโก เกิดที่บ้านสามผง หมู่ที่ ๖ ตำบลสามผง

อำเภอท่าอุเทน(ปัจจุบันขึ้นกับอำเภอศรีสงคราม) จังหวัดนครพนม

ท่านเป็นคนแข็งแรง ว่องไว ล่ำนสัน ผิวขาว พูดจาโผงผาง เสียงดังฟังชัด

ในอดีตท่านเป็นฆราวาสใช้ชีวิตผาดโผงในวงการนักเลงอย่างโชกโชน

จนรู้จักกันทั่วไปในเขต สามผง-คงน้อย จนเกิดความเบื่อหน่ายในชีวิตฆราวาส

จึงได้ตัดสินใจออกบวชเมื่อครั่งพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต

จาริกมาบำเพ็ญภาวนาโปรดญาติโยมที่บ้านสามผง

พระอาจารย์ทอง อโสโก อุปสมบทเมื่อวันที่ ๑๕ เดือนพฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๖๘

ณ วัดโพธิ์ชัย ตำบลสามผง อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม

โดยมีพระธรรมเจดีย์ (พระครูชิโนวาทธำรง) เป็นพระอุปัฌชาย์

พระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม เป็นพระกรรมวาจาจารย์

พระมหาปิ่น ปัญญาพโล เป็นพระอนุสาวนาจารย์

พระอาจารย์ทอง อโสโก ได้ถวายตัวเป็นศิษย์พระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล

เมื่อท่านจำพรรษาที่บ้านสามผง พุทธศักราช ๒๔๗๙ ได้ติดตามพระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล

จากวัดเกาะแก้วอัมพวันไกเสนาสนะบ้านป่าข่าโคม จังหวัดอุบลราชธานี พุทธศักราช ๒๔๘๕

ออกธุดงค์ติดตามพระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล เป็นครั้งสุดท้าย

ก่อนที่พระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล จะละสังขาร ณ วัดอำมาตยาราม นครจำปาศักดิ์

หลังจากนั้นได้รักษาการเจ้าอาวาสวัดบูรพา ต่อจากพระอาจารย์พร ปีพุทธศักราช ๒๔๙๓

ท่านรับนิมนต์เป็นเจ้าอาวาสวัดเกาะแก้วอัมพวันจนชราภาพ ท่านอาพาธป่วยเป็นอัมพาต

หลานของท่านที่อยู่บ้านสวนงัวได้มารับไปพำนักอยู่ วัดป่าโสภนาราม

พระชินวงศาจารย์ ( พระอาจารย์พุธ ฐานิโย) ได้อุปัฏฐากปรนนิบัติท่านตลอดพรรษา

จนพระอาจารย์ทอง อโสโก มรณภาพลง เมื่อวันที่ ๓ เดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๒๑ สิริรวมอายุ ๘๐ ปี

ปีพุทธศักราช ๒๔๘๗-๒๔๙๐ พระอาจารย์มหาบัวพัน มาเป็นเจ้าอาวาสและผู้รักษาปกครองวัดบูรพา

ปีพุทธศักราช ๒๔๘๕ พระราชสังวรญาณ (พระอาจารย์พุธ ฐานิโย) เมื่อท่านได้พรรษาที่ ๓-๔

ได้มาจำพรรษาที่นี่และเป็นรองเจ้าอาวาสวัดบูรพา

ปีพุทธศักราช ๒๔๙๑-๒๔๙๓ พระอาจารย์เสงี่ยม มาเป็นเจ้าอาวาสและผู้รักษาปกครองวัดบูรพา

ปีพุทธศักราช ๒๔๙๗-๒๕๐๐ พระอาจารย์เขียน มาเป็นเจ้าอาวาสและผู้รักษาปกครองวัดบูรพา

ปีพุทธศักราช ๒๕๐๑-๒๕๐๒ เจ้าคุณธรรมบัณฑิต ท่านได้มาอยู่จำพรรษาที่วัดบูรพา ๓ เดือน

โดยท่านมาจัดการปกครองคณะสงฆ์และระงับเรื่องวุ่นวายภายในวัด ซึ่งมีอธิกรณ์เกิดขึ้นเมื่อเรื่องราวต่างๆ

ภายในวัดสงบลงเรียบร้อยแล้วและปรับปรุงวัดให้อยู่ในสภาพที่เจริญตามสมควร

เป็นสถานที่เลื่อมใสแก่ผู้มีศรัทธาแล้วออกพรรษาท่านก็กลับวัดสุปัฏนาราม

ปีพุทธศักราช ๒๕๐๒ ได้มีท่านเจ้าคุณอริยคุณาธาร (เส็ง ปุสสฺโส)

ได้มาเป็นกำลังในการก่อสร้างโบสถ์(หลังใหม่ในปัจจุบัน) ได้ลงมือสร้างได้เพียงลงรากฐานไว้

ครั้นต่อมาพระครูประจักอุบลคุณ เจ้าคณะอำเภอเมืองอุบลราชธานี เจ้าอาวาสวัดเลียบ

ได้มอบหมายให้พระครูสงัด กาญจโน มาเป็นเจ้าอาวาสวัดบูรพา

เพื่อเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างต่อจนสำเร็จดังปรากฏอยู่ในปัจจุบัน

เมื่อสร้างเสร็จแล้วท่านก็ลาสิกขาบทไปเป็นฆราวาส ยังคงเหลือพื้นกำแพงแก้วและบางส่วน

ท่านเจ้าคณะอำเภอก็ดำเนินการสร้างต่อไป ด้วยเงินทุนการทอดกฐินจึงสำเร็จสมบูรณ์

ต่อมาปีพุทธศักราช ๒๕๑๐-๒๕๕๐ พระครูอมรวิสุทธิ์ (หลวงพ่อแดง อมโร) เป็นเจ้าอาวาสวัดบูรพา

ซึ่งเมื่อก่อนเคยอยู่ร่วมกับเจ้าคุณธรรมบัณฑิต เป็นผู้มีอายุพรรษาสมควรแก่เป็นเจ้าอาวาส วัดบูรพา สืบต่อมา

ท่านก็ได้สละกำลังกาย กำลังความคิด พัฒนาวัดบูรพาให้เจริญรุ่งเรื่องมาตลอด

และท่านก็ดำเนินนโยบายให้เป็นที่น่าเชื่อถือแก่ ครูบาอาจารย์เป็นอันสมควร

จนกระทั่งวาระสุดท้าย เมื่อวันที่ ๖ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๙

ท่านพระครูอมรวิสุทธิ์ ได้มรณะภาพลง สิริรวมอายุได้ ๗๒ ปี ๑๐ เดือน พรรษา ๕๒

ปัจจุบันพระครูอุบลธรรมวิศิษฐ์ (วิศิษฐศักดิ์ กลฺยาโณ) เป็นเจ้าอาวาสวัดบูรพา

เริ่มตั้งแต่วันจันทร์ที่ 18 พฤศจิกายน 2567เป็นต้นไป
13/11/2024

เริ่มตั้งแต่วันจันทร์ที่ 18 พฤศจิกายน 2567
เป็นต้นไป

เสาร์อาทิตย์นี่มีงานกฐิน 🙏
24/10/2024

เสาร์อาทิตย์นี่มีงานกฐิน 🙏

เรียนเชิญร่วมงานกฐินวัดบูรพา
26 ตุลาคม 2567
พิธีฉลองกองผ้ากฐิน
27 ตุลาคม 2567
พิธีทอดผ้ากฐิน
ติดต่อโทร 086-4010681 พระครูสมุห์ชัชพล ฐานิโย(เจ้าอาวาส)

บูรพาจารย์ 🙏
19/09/2024

บูรพาจารย์ 🙏

ขอขอบคุณkubotaให้การสนับสนุนรถลากต้นเทียนในทุกๆปี
24/07/2024

ขอขอบคุณkubotaให้การสนับสนุนรถลากต้นเทียนในทุกๆปี

ต้นเทียนวัดบูรพาได้รับรางวัล รองชนะเลิศอันดับ 2
21/07/2024

ต้นเทียนวัดบูรพาได้รับรางวัล รองชนะเลิศอันดับ 2

เรียนเชิญร่วมงานกฐินวัดบูรพา26 ตุลาคม 2567พิธีฉลองกองผ้ากฐิน27 ตุลาคม 2567พิธีทอดผ้ากฐินติดต่อโทร 086-4010681 พระครูสมุห...
21/07/2024

เรียนเชิญร่วมงานกฐินวัดบูรพา
26 ตุลาคม 2567
พิธีฉลองกองผ้ากฐิน
27 ตุลาคม 2567
พิธีทอดผ้ากฐิน
ติดต่อโทร 086-4010681 พระครูสมุห์ชัชพล ฐานิโย(เจ้าอาวาส)

20/07/2024
20/07/2024

แห่เทียนพรรษาอุบลราชธานีคึกคัก นักท่องเที่ยวหลั่งไหลมาชมความสวยงาม คาดเงินสะพัดกว่า 1,000 ล้านบาท

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมในคอมเมนต์

#เทียนพรรษา #อุบลราชธานี #วันเข้าพรรษา #โหนกระแส

กำหนดการเคลื่อนต้นเทียน 15.39 น
18/07/2024

กำหนดการเคลื่อนต้นเทียน 15.39 น

ขออนุโมทนาบุญ ซุ้มไก่ชนป.ใบลีร่วมสนับสนุนต้นเทียนพรรษาวัดบูรพา
13/07/2024

ขออนุโมทนาบุญ ซุ้มไก่ชนป.ใบลีร่วมสนับสนุนต้นเทียนพรรษาวัดบูรพา

ทีมงานฝ่ายการตลาด รพ.อุบลรักษ์ ธนบุรี ส่งมอบน้ำดื่มและสนับสนุนต้นเทียนวัดบูรพา
13/07/2024

ทีมงานฝ่ายการตลาด รพ.อุบลรักษ์ ธนบุรี ส่งมอบน้ำดื่มและสนับสนุนต้นเทียนวัดบูรพา

ที่อยู่

Phalorangrit Road , Nai Mueang
Ubon Ratchathani
34000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ วัดบูรพา อุบลราชธานี Watburapa Ubonratchataniผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง วัดบูรพา อุบลราชธานี Watburapa Ubonratchatani:

แชร์