วัดบ้านหว้าน (Watbanwan)

วัดบ้านหว้าน (Watbanwan) วัดบ้านหว้าน
ตำบลสำโรง อำเภอสำโรง จังหวัดอุบลราชธานี

วัดบ้านหว้าน ตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๖ โดยชาวบ้านหว้านได้ร่วมมือกันสร้างวัดนี้ขึ้นโดยมีหลวงปู่บัวเป็นผู้นำสร้างวัด ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๘ เขตวิสุงคามสีมา กว้าง ๖๐ เมตร ยาว ๘๔ เมตร
ปัจจุบันได้บูรณะพระอุโบสถเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๓๙ แล้วเสร็จได้ขอพระราชทานวิสุงคามสีมาใหม่เพื่อให้เหมาะในการทำสังฆกรรมของพระสงฆ์ใน พ.ศ. ๒๕๔๘ กว้าง ๑๕ เมตร ยาว ๒๕ เมตร ในปัจจุบัน
วัดบ้านหว้าน

ตั้งอยู่ที่ บ้านหว้าน หมู่ที่ ๒ ตำบลสำโรง อำเภอสำโรง จังหวัดอุบลราชธานี รหัสไปรษณีย์ ๓๔๓๖๐ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ภาค ๑๐ ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ๓ ไร่ ๓ งาน ๔๔ ตารางวา


อาณาเขต
ทิศเหนือประมาณ ๒ เส้น ๒ วา จดทางสาธารณประโยชน์
ทิศใต้ประมาณ ๒ เส้น ๒ วา จดที่นายลบ นายสีทา นายบุญยัง
ทิศตะวันออก ประมาณ ๑ เส้น ๑๐ วา จดจดที่นายช่วย โชติพันธ์
ทิศตะวันตก ๑ เส้น ๑๐ วา จดทางสาธารณประโยชน์

อาคารเสนาสนะ
ประกอบด้วยอุโบสถ กว้าง ๔ เมตร ยาว ๙ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ.๒๕๐๙ (บูรณะเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๓๙ กว้าง ๔.๕ เมตร ยาว ๑๒.๕ เมตร)
ศาลาการเปรียญ กว้าง ๑๒ เมตร ยาว ๒๑ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๘ (บูรณะเติม พ.ศ.๒๕๕๐ กว้าง ๒๐ เมตร ยาว ๒๕ เมตร)
กฏิสงฆ์ จำนวน ๑ หลัง เป็นอาคารไม้ วิหาร กว้าง ๑๒.๕ เมตร ยาว ๑๙.๕ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๒
กุฎิ ๑ หลัง เป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก กว้าง ๔ เมตร ยาว ๔ เมตร
โรงครัว ๑ หลัง สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๐ กว้าง ๙ เมตร ยาว ๑๕ เมตร
ห้องสุขา ๒ หลังที่ ๑ สำหรับพระภิกษุสามเณร กว้าง ๒ เมตร ยาว ๑๐ เมตร หลังที่ ๒ สำหรับญาติโยม กว้าง ๒ เมตร ยาว ๖ เมตร

ปุชนียวัตถุ
ภายในวัดมีพระพุทธรูป ๔ องค์ ประกอบด้วย
องค์ที่ ๑ พระพุทธรูปหน้าตักกว้าง ๑๐๐ ซม. สูง ๑๔๐ ซม. สร้างเมื่อ พ.ศ.๒๕๓๐
องค์ที่ ๒ พระพุทธรูปหน้าตักกว้าง ๑๐๐ ซม. สูง ๑๓๐ ซม. สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๑
องค์ที่ ๓ พระพุทธรูปหน้าตักกว้าง ๑๒๐ ซม. สูง ๑๖๐ ซม. สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๕ โดยนายขาน ชาบุญเรือง ผู้ถวายเป็นพระประธานในพระอุโบสถ
องค์ที่ ๔ พระพุทธรูปหน้าตักกว้าง ๑๐๐ ซม. สูง ๑๔๐ ซม. สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๓ โดยนายไพวรรณ์ นางบัวละภา สายบัว พร้อมด้วยน้องก้อย เรืองแสง สร้างถวาย ๑๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๓

การบริหารและการปกครองมีเจ้าอาวาสเท่าที่ทราบนาม คือ
รูปที่ ๑ พระบัว อุปลวณฺโณ พ.ศ. ๒๔๙๕ – ๒๕๐๐
รูปที่ ๒ พระโหง่น หสฺสโก พ.ศ. ๒๕๐๐ – ๒๕๐๘
รูปที่ ๓ พระสมร สมาจาโร พ.ศ. ๒๕๐๘ – ๒๕๑๒
รูปที่ ๔ พระโหง่น สนฺติโก พ.ศ. ๒๕๑๒ – ๒๕๓๐
รูปที่ ๕ พระพา สารโท พ.ศ. ๒๕๓๐ - ๒๕๓๗
รูปที่ ๖ พระครูปภาตจันทคุณ (วิจิตร จนฺทูปโม) พ.ศ.๒๕๓๘ ถึงปัจจุบัน
(ปัจจุบันพระครูปภาตจันทคุณ ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอสำโรง)

เดี๋ยวนี้เราก็มีการพูดกันมากมีการเทศน์กันมากมีการแจกหนังสือธรรมะกันมาก ระวังให้ดี ๆอย่าให้สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องทำให้เส...
01/04/2026

เดี๋ยวนี้เราก็มีการพูดกันมาก
มีการเทศน์กันมาก
มีการแจกหนังสือธรรมะกันมาก ระวังให้ดี ๆ
อย่าให้สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องทำให้เสียเวลา

ถ้าจะฟังเทศน์อะไรสักกัณฑ์หนึ่งก็ดี
ถ้าจะอ่านหนังสืออะไรสักเล่มหนึ่งก็ดี
จงอ่านเพื่อจับใจความให้ได้ว่า
ความทุกข์นี้เกิดมาจากความยึดมั่นถือมั่น
โดยความเป็นตัวตนเป็นของ ๆ ตน

เราไปสนใจสิ่งที่บอกสอนสืบๆกันมา
เรื่องมันก็มีมากมาย
จนไม่ได้มาตั้งอกตั้งใจพิจารณาดูในข้อที่ว่า
ความทุกข์นี้มันเกิดมาจากความที่เราโง่
ปล่อยให้ความคิดยึดมั่นถือมั่นว่า
เป็นตัวเรา เป็นของเรา

พระพุทธเจ้าจะตรัสว่า "ความโลภ"เป็น "ของร้อน" (ทุกข์)
เราก็รับฟังเอามาสำหรับสังเกตสำหรับศึกษา
ดูจากข้างในว่าความโลภเป็นของร้อน

เรื่องโดยแท้จริงนั้นมันต้อง #รู้ประจักษ์แก่ใจ ว่า
ความโลภเป็นของร้อน เป็นต้น

ไม่ต้องอาศัยให้ใครบอกว่าความโลภเป็นของร้อน
แม้เขาจะบอกว่าความโลภเป็นของร้อน
มันก็ยังช่วยไม่ได้ จนกว่าเราจะรู้เองว่า
ความโลภเป็นของร้อน...
แล้วก็จะได้ถอยหลังออกมาจาก
ความโลภนั้นได้โดยเร็ว

เรื่องความโลภเป็นของร้อน
ความโกรธเป็นของร้อน
ความหลงเป็นของร้อนนี้

ไม่ต้องคำนึงไม่ต้องคำนวณ
ไม่ต้องคาดคะเน ไม่ต้องตรึก
ไปตามอาการเหตุผลนั่นนี่อีกแล้ว
มันอยู่เหนือเหตุผล มันยิ่งกว่าเหตุผล

พิสูจน์กันได้ว่าลองโลภเข้าดูก็แล้วกัน
มันจะเป็นของร้อนอย่างไร
เกิดความโลภขึ้นเมื่อใด
มันก็มีความร้อน (ทุกข์) เมื่อนั้น

เมื่อปรากฎว่ามันเป็นของร้อนจริง
เราก็เชื่อตัวเราเอง
มากกว่าที่จะเชื่อพระพุทธเจ้า

แต่อาศัยการที่เรามีความเชื่ออันอ่อนโยน
ในพระพุทธเจ้ามาแต่กาลก่อน
เราจึงอยากที่จะพูดว่า
เราเชื่อพระพุทธเจ้า
แต่ที่แท้นั้นมันเป็นการเชื่อตัวเอง
เพราะมันเป็นการประจักษ์แก่ใจเอง


เมื่อเราประพฤติปฏิบัติในการที่จะพิจารณา
ให้เห็นต้นเหตุของความทุกข์อยู่ดังนี้แล้ว
มันก็ไม่ต้องไปไกลที่ไหน

แล้วก็ไม่ต้องเชื่อใครอื่น
ถ้ายังเชื่อบุคคลอื่นอยู่แล้วก็พึงรู้เถิดว่า
เรายังไม่ #เห็นธรรม

#ถ้ามีการเห็นธรรมเมื่อไร
#เราก็เชื่อตนเองเมื่อนั้น

ถ้ายังต้องฝากความเชื่อไว้กับคนอื่น
หรือสิ่งอื่น เช่น พระคัมภีร์ เป็นต้น
หรือฝากไว้กับการคำนึงคำนวณคาดคะเน
ตรึกไปตามอาการ เป็นต้น
หรือว่าจะฝากไว้กับคำของครูบาอาจารย์
อย่างนี้แล้วมันก็ยังใช้ไม่ได้

จะต้องรีบเลื่อนชั้นขึ้นไป เลื่อนชั้นขึ้นไป
หรือ เลื่อนขึ้นไปจนถึงกับเชื่อตัวเอง
มองเห็นด้วยตนเองและเชื่อตัวเอง
ดังนี้มันจึงจะใช้ได้

พุทธทาสภิกขุ

อย่าไปค้นหาว่าใครผิด ใครถูกให้ค้นแต่ว่าอย่างไรผิด อย่างไรถูกแล้วก็ชวนกันทำเสียให้ถูกเรื่องที่ไปค้นว่าใครเป็นฝ่ายผิดใครเป...
26/03/2026

อย่าไปค้นหาว่าใครผิด ใครถูก
ให้ค้นแต่ว่าอย่างไรผิด อย่างไรถูก
แล้วก็ชวนกันทำเสียให้ถูก

เรื่องที่ไปค้นว่าใครเป็นฝ่ายผิด
ใครเป็นฝ่ายถูกเนี่ย
อย่าไปทำเป็นอันขาด

ค้นกันโดยไม่ต้องมี "คน" เข้ามาเกี่ยวข้อง
มีแต่เรื่องหรือธรรมปรากฏอยู่ว่า
อย่างไรผิด อย่างไรถูก

อย่างไรผิดก็หมายความว่า
มันขัดกับหลักที่พระพุทธเจ้าท่านสอน

สรุปแล้วทำให้เรื่องเกิดขึ้นมาเป็นความทุกข์
นี่เรียกว่าผิด

เพราะฉะนั้นถ้าไม่ขัดกับหลักทั่วไปในพระพุทธศาสนาแล้ว
ก็ไม่ทำให้เกิดความทุกข์ขึ้นมา
อย่างนี้เรียกว่าถูก

พุทธทาสภิกขุ

“การสวดมนต์ทำความดี ก็อย่าได้ใจร้อนอย่าโลภทำ ไปเรื่อยๆถึงคราวบุญกุศล ที่ทำไว้ก็จะจัดสรรให้ร่ำรวย เป็นสุขเองโดยไม่ต้องอ้อ...
31/01/2026

“การสวดมนต์ทำความดี ก็อย่าได้ใจร้อนอย่าโลภทำ ไปเรื่อยๆถึงคราวบุญกุศล ที่ทำไว้ก็จะจัดสรรให้ร่ำรวย เป็นสุขเองโดยไม่ต้องอ้อนวอนขอให้เหนื่อย”

หลวงพ่อปาน โสนันโท

10/01/2026

สรุปสาระสำคัญจากการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ครั้งที่ 1/2569 ประจำวันที่ 9 ม.ค. 2569
มีมติน้อมรับ "พระสังฆราโชบาย 12 ข้อ"
และปรับโครงสร้างการทำงานใหม่ ดังนี้

ส่วนที่ 1: พระสังฆราโชบาย 12 ข้อ (แบ่งหมวดหมู่เพื่อความเข้าใจง่าย)

⛳️ด้านหลักการและความบริสุทธิ์ของศาสนา
1. ยึดแก่นธรรม: เน้นปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ เป็นงานหลัก ห้ามบิดเบือนพระธรรมวินัย
2. คุมเข้มพุทธพาณิชย์/ไสยศาสตร์: ห้ามสร้างวัตถุมงคล เครื่องราง รูปเคารพ หรือพิธีกรรมที่ขัดต่อหลักศาสนาในเขตวัดอย่างเด็ดขาด
3. บังคับใช้พระธรรมวินัยเคร่งครัด: ลงโทษผู้กระทำผิดอย่างโปร่งใส รวดเร็ว ห้ามช่วยเหลือหรือแทรกแซง

🏁ด้านการบริหารงานบุคคลและการแต่งตั้ง
4. รื้อเกณฑ์แต่งตั้งเจ้าอาวาส/ปกครอง: เลิกดูผลงานการ "ก่อสร้าง" (ถาวรวัตถุ) ให้ดูที่ "ความเคร่งครัดพระวินัย" และ "ผลงานการสอน/เผยแผ่" แทน
5. กลั่นกรองเข้มข้น: ให้คณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (คพช.) ช่วยตรวจสอบประวัติก่อนเสนอแต่งตั้ง
6. สกรีนงานก่อนเข้า มส.: ตั้งกลไกตรวจสอบเรื่องต่าง ๆ อย่างละเอียด ก่อนเสนอให้ มส. หรือสมเด็จพระสังฆราชพิจารณา

🚩ด้านโครงสร้างและสวัสดิการ
7. ปรับโครงสร้างสงฆ์: ลดตำแหน่งซ้ำซ้อน แบ่งเขตปกครองใหม่ให้สอดคล้องกับจำนวนพระและพื้นที่
8. ปรับนิตยภัต (เงินเดือนพระ): ทบทวนอัตราให้เหมาะสมกับภาระงานและสภาพเศรษฐกิจ
9. ปฏิรูปสำนักพุทธฯ (พศ.): ปรับโครงสร้างองค์กร พศ. ให้ทำงานสนองนโยบาย มส. ได้ดียิ่งขึ้น
10. วางแผนระยะยาว: จัดทำแผนยุทธศาสตร์คณะสงฆ์ให้ชัดเจน เพื่อรับมือความเปลี่ยนแปลง

🪫ด้านเทคโนโลยีและการศึกษา
11. ใช้ระบบดิจิทัล (Big Data): ทำฐานข้อมูลกลาง พระ-วัด ทั่วประเทศ เพื่อความโปร่งใสและบริหารงานแบบ E-government
12. ยกเครื่องการศึกษา: ปรับหลักสูตรให้ทันสมัย ทันโลก แต่ยังคงเข้มข้นในพระธรรมวินัย

‼️ส่วนที่ 2: มติการขับเคลื่อนงานทันที
ที่ประชุม มส. มีมติเห็นชอบการปรับกลุ่มภารกิจจากเดิม 6 ด้าน ยุบรวมเหลือ 4 กลุ่มภารกิจหลัก เพื่อความคล่องตัวในการทำงานตามนโยบายข้อที่ 6 ดังนี้:
1. กลุ่มด้านการปกครองและฐานข้อมูล
2. กลุ่มด้านการศึกษาและการศึกษาสงเคราะห์
3. กลุ่มด้านการเผยแผ่ การปฏิบัติธรรม และงานพระธรรมทูต
4. กลุ่มด้านสาธารณูปการและศาสนสมบัติ
• (ส่วนงานสาธารณสงเคราะห์ ให้ถือเป็นภารกิจร่วมที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันทำ)
การดำเนินการ: มอบหมายให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ประสานงานกับคณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาฯ ตั้งคณะทำงานเพื่อขับเคลื่อนนโยบายทั้งหมดทันที

อ่านทั้งหมดใต้คอมเมนต์
👇👇👇👇

10/01/2026

เจ้าพระคุณ สมเด็จอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระคติธรรม เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๖๙ ว่า

“โลกของเราทุกวันนี้ มีอุปกรณ์และกลไกอำนวยความสะดวกมากมาย ที่ช่วยร่นระยะเวลาในการทำสิ่งต่าง ๆ ซึ่งแต่เดิมที จำเป็นต้องเฝ้ารอเป็นเวลานาน ให้พลันสำเร็จหรือมีคำตอบขึ้นมาได้ภายในชั่วพริบตาเดียว สภาวการณ์เช่นนี้ทำให้ผู้คนที่เกิดและเติบโตมาในยุคใหม่ อาจรู้สึกอดรนทนไม่ได้ต่อการเฝ้ารอ หรือบางทีก็อาจมองข้ามความงดงามหรือสุนทรียภาพแห่งความเนิบช้า ละมุนละม่อม ละเมียดละไม และประณีตบรรจงไปอย่างน่าเสียดาย เด็ก ๆ ทุกคนควรทบทวนดูจิตใจของตนว่าเป็นคนมักโกรธ ใจร้อน รอไม่ได้ ไปจนถึงขั้นแสดงอาการสะบัดสะบิ้งแง่งอน ออกฤทธิ์ออกเดชโวยวายเมื่อไม่ได้สมดั่งใจ หรือไม่ได้ทันอย่างใจบ้างหรือไม่ หากเด็ก ๆ มีนิสัยเป็นเช่นนั้น ก็ขอจงหมั่นยั้งจิตข่มใจ ฉุกคิดถึงโทษภัยแห่งความไม่รู้จักอดทนอดกลั้น ว่าล้วนเป็นเหตุให้ทำอะไร ๆ อย่างผลุนผลัน เกิดข้อผิดพลาด หรืออาจสร้างข้อขัดแย้งวิวาทบาดหมาง ผูกเวรภัยให้แก่ตนและแก่คนรอบข้างได้โดยไม่ทันรู้ตัว

เด็กและเยาวชนเป็นกำลังสำคัญที่จะพาบ้านเมืองไทยให้รุ่งเรืองสืบไป จึงขอให้ผู้ใหญ่เร่งปลูกฝังและสร้างสรรค์ให้เด็กและเยาวชนเป็นผู้หนักแน่นในพุทธศาสนสุภาษิตที่ว่า “ความอดทน ห้ามไว้ได้ซึ่งความผลุนผลัน” ขอเด็กและเยาวชนทุกคนอย่าได้ประพฤติชั่ว ไม่พูดชั่ว ไม่คิดชั่ว จงหมั่นสั่งสมความดี ด้วยการตั้งใจพากเพียรศึกษาเล่าเรียน หัดเป็นคนใจเย็น อ่อนโยน มีอัธยาศัยสุภาพนุ่มนวล เพื่อเป็นรากฐานแห่งความสำเร็จยิ่ง ๆ ขึ้นไปในอนาคต

ขออำนวยพรให้เด็กและเยาวชนทุกคน มีกำลังใจที่จะสร้างสรรค์ขันติธรรมให้งอกงามขึ้นในตน ขอจงรักษาและเพิ่มพูนคุณลักษณะความเป็นผู้มีคุณธรรมจริยธรรม เพื่ออนาคตของตน และสังคมไทยที่รักของเราทุกคน.”

ที่มา : สำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช

ที่อยู่

๑๑๑ หมู่ ๒ ตำบลสำโรง อำเภอสำโรง จังหวัดอุบลราชธานี
Ubon Ratchathani
34360

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ วัดบ้านหว้าน (Watbanwan)ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง วัดบ้านหว้าน (Watbanwan):

แชร์