ธรรมะเตือนใจ

ธรรมะเตือนใจ ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก ธรรมะเตือนใจ, องค์กรศาสนา, Ubon Ratchathani.

🔹สืบสานพระพุทธศาสนา
🔹เผยแผ่คำสอนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
🔹คำสอนพระอริยเจ้าในไทย
🔹บอกข่าวสารการทำบุญกุศลต่างๆ
🔹ขอบคุณรูปภาพและเจ้าของสื่อธรรมะที่มีส่วนร่วมขอให้ได้บุญกุศลร่วมกันและขอเรียนเชิญท่านทั้งหลายร่วมอนุโมทนาในบุญกุศลจากการเผยแผ่ธรรมะเป็นธรรมทานครับ

เพจ ธรรมะเตือนใจ ข้าพเจ้าได้สวดมนต์ไหว้พระ/บูชาพระรัตนตรัย/อาราธนาศีล5/นมัสการพระรัตนตรัย/ไตรสรณคมน์/ศีล5/ขอขมาพระรัตนตร...
24/05/2026

เพจ ธรรมะเตือนใจ ข้าพเจ้าได้สวดมนต์ไหว้พระ/บูชาพระรัตนตรัย/อาราธนาศีล5/นมัสการพระรัตนตรัย/ไตรสรณคมน์/ศีล5/ขอขมาพระรัตนตรัย/ถวายพรพระ(อิติปิโสฯ)/กรณียเมตตสูตร/พระคาถาชินบัญชร/พุทธมังคละคาถา/คาถาบูชาหลวงปู่ทวด วัดช้างให้/พระคาถาป้องกันภัยทั้งสิบทิศ/แผ่เมตตาให้ตนเอง/แผ่เมตตาให้สรรพสัตว์/แผ่ส่วนกุศล/แผ่เมตตาพรหมวิหารสี่/พระคาถาเมตตาหลวง/ได้เผยแผ่ธรรมะเป็นธรรมทาน/ขออนุโมทนาในบุญที่ทุกคนทั้งโลกที่ได้ทำความดีในวันนี้ด้วยนะครับ
ขอเชิญญาติธรรมกัลยาณมิตรร่วมอนุโมทนาในบุญกุศลนี้ด้วยนะครับ
_______________________________________________
รูปภาพ:พระพุทธชินราชจำลอง วัดพระธาตุเชิงชุม วรวิหาร มรดกพุทธศิลป์ศักดิ์สิทธิ์คู่พระธาตุเชิงชุม ใจกลางดินแดน สามธรรม จังหวัดสกลนคร

...เมื่อได้เกิดมาเป็นมนุษย์ อย่าลืมตัวและวาสนาภพชาติของมนุษย์จะเปลี่ยนแปลงด้วยกรรมกรรมดีส่งผลดีกรรมไม่ดีส่งผลไม่ดี️สัตว์...
24/05/2026

...เมื่อได้เกิดมาเป็นมนุษย์
อย่าลืมตัวและวาสนา
ภพชาติของมนุษย์จะเปลี่ยนแปลงด้วยกรรม
กรรมดีส่งผลดี
กรรมไม่ดีส่งผลไม่ดี
️สัตว์ทั้งหลายล้วนมีกรรมเป็นของตน
จึงไม่ควรดูถูกและเหยียดหยามกัน

️ผู้มีปัญญาย่อมระวังกรรมทางกาย
วาจา ใจ หมั่นสร้างความดี ละเว้นความชั่ว
เพราะบุญและบาปติดตามจิตไปทุกภพทุกชาติ

💕ชีวิตของมนุษย์นั้นสั้นนัก
จงใช้เวลาที่มีอยู่
สร้างเมตตา ให้อภัย และภาวนา
เพื่อชำระใจให้สะอาดผ่องใส

เมื่อใจสงบ
ความทุกข์ย่อมเบาบาง
เมื่อใจมีธรรม
ชีวิตย่อมมีแสงสว่างนำทาง✨️🪷

โอวาทธรรม : หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
(กดไลค์กดแชร์เพื่อช่วยกันเผยแผ่พระพุทธศาสนา)
💠ขออนุญาตเผยแผ่เป็นธรรมทานเพื่อเตือนสติสอนใจ🙏🙏🙏

หลวงปู่มั่นไปยมโลกเผชิญ "พญายมราช"หลวงมั่นออกจาริกไปกับพระป่าด้วยกันจำนวนหนึ่ง ออกเยี่ยมเยียนญาติโยม และลูกศิษย์ลูกหาในพ...
24/05/2026

หลวงปู่มั่นไปยมโลกเผชิญ "พญายมราช"
หลวงมั่นออกจาริกไปกับพระป่าด้วยกันจำนวนหนึ่ง ออกเยี่ยมเยียนญาติโยม และลูกศิษย์ลูกหาในพื้นที่อีสานตอนเหนือ และได้เลือกที่พำนักอยู่ที่วัดป่าเก่าๆวัดหนึ่ง ซึ่งชาวบ้านนิมนต์ท่านให้พักอยู่บนกุฏิไม้ ส่วนพระลูกศิษย์ก็หาพื้นที่ปักกลดอยู่รอบๆ หลวงปู่ใช้กุฏิไม้หลังนั้นเป็นที่เจริญสติภาวนาหลายคืน

จนคืนหนึ่งจิตของหลวงปู่ได้สัมผัสถึงวิญญาณสัมภเวสีตนหนึ่ง จิตของสัมภเวสีตนนั้น ยังเป็นจิตที่เพิ่งตายใหม่ๆ ท่านเห็นว่ามาวนเวียนแถวๆนี้หลายคืนแล้ว จึงเรียกให้มาคุยด้วย วิญญาณปรากฏกายออกมา

หลวงปู่ถามว่า "มาจากไหน"

วิญญาณตนนั้นกราบท่าน มีหน้าตาเศร้าหมอง น้ำตาไหลอาบแก้ม บอกว่า "ตัวกระผมนี้รู้สึกเลื่อมใสและศรัทธาในตัวหลวงปู่มาก ตั้งปณิธานแน่วแน่ว่าจะมาขอฝากตัวเป็นศิษย์กับหลวงปู่ให้ได้ เที่ยวออกเสาะแสวงหาหลวงปู่มานานแสนนาน เมื่อทราบข่าวว่าหลวงปู่อยู่ที่นี่ จึงรีบเดินทางเพื่อจะมากราบท่าน แต่เหมือนมีกรรมยังไม่ได้ทำตามปณิธาน ระหว่างเดินทางก็ตายในป่าเสียก่อนด้วยไข้ป่า จึงต้องมาเป็นสัมภเวสีเช่นนี้"

เมื่อหลวงปู่มั่นได้ฟังก็สัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่นและศรัทธาอันแรงกล้าของวิญญาณตนนั้น ท่านจึงถามไปว่า .."ตายมากี่วันแล้ว" ..!

"๓ วันครับ" วิญญาณตอบ

"งั้นโยมยังเหลือเวลาอีก ๗ วัน ก่อนที่เขาจะมารับตัวไป อาตมาจะสอนการภาวนาให้จงตั้งใจให้มากนะ เพราะเวลาของโยมเหลือน้อยเต็มทีแล้ว จงมาหาอาตมาในเวลานี้ของทุกวัน"

วิญญาณดีใจเป็นอย่างยิ่ง เขาเพียรมาหาหลวงปู่ทุกคืน ซึ่งหลวงปู่ก็สอนหลักธรรมและคำภาวนาให้แก่เขาทุกคืน จนเวลาล่วงเข้าคืนสุดท้าย หลวงปู่มั่นไม่เห็นเขามาหาท่านเหมือนเดิม จึงกำหนดจิตดู ก็เห็นว่าวิญญาณตนนั้นเพิ่งถูกยมทูตจับตัวไป นำตัวไปนรกเสียแล้ว อะไรกันหนอยังไม่ถึงเวลา ทำไมยมทูตขยันเสียจริง

หลวงปู่ท่านจึงบอกลูกศิษย์ว่า วันนี้ท่านจะไม่ออกมาข้างนอก ถ้าเห็นท่านนั่งสมาธิไม่หายใจ ไม่ต้องตกใจเดี๋ยวท่านก็กลับ หลวงปู่ท่านนั่งสมาธิถอดกายทิพย์ออกไปจากกุฏิไปจนถึงทางเข้ายมโลก ท่านเข้าไปลึกขึ้นๆ จึงได้สัมผัสได้ถึงความกลิ่นและเสียงร้องระงม มันเป็นความรู้สึกของความทุกข์เหลือแสนที่ไม่จบสิ้นเป็นเวลานานชั่วกัปชั่วกัลป์จากนรกขุมต่างๆ ที่คนในนั้นกำลังรับโทษอย่างหนัก

จิตของหลวงปู่ล่องลอยไปถึงทางเดินลึกลับแห่งหนึ่ง มันเป็นทางเดินอันยาวไกลสุดลูกหูลูกตา ก็พบกลุ่มยมทูตที่กำลังนำพาขบวนวิญญาณเดินไปเพื่อชำระความ วิญญาณทั้งหมดถูกล่ามด้วยโซ่ตรวนหน้าตาเศร้าหมอง

หลวงปู่เห็นชายคนนั้นอยู่ในกลุ่มนั้นด้วย เมื่อหลวงปู่เข้าไปใกล้ๆ พวกยมทูตก็ยกอาวุธ เข้ามากัน "หยุดก่อนสมณะท่านเข้ามาทำไมมีธุระอะไรเหรอครับ"

หลวงปู่ยกมือชี้ไปทางสัมภเวสีตนนั้น แล้วพูดว่า "อาตมามาที่นี่ก็เพื่อแจ้งเหตุให้ทราบว่า วิญญาณตนนี้ยังเหลือเวลาบนโลกอีก ๑ วัน ท่านอย่าเพิ่งเอาเขาไป ได้หรือไม่"

พวกยมทูตทำหน้าขึงขังจริงจังแล้วตะคอกออกมาว่า "ออกไป มาทางไหนกลับไปทางนั้นเดี๋ยวนี้"

หลวงปู่ตอบกลับไปว่า "อาตมาไม่ไป"

เหล่ายมทูตมีสีหน้าเหี้ยมดุดันมากขึ้น เอาอาวุธออกมาเดินเข้าหาหลวงปู่ ทำท่าจะฟันหลวงปู่

แล้วมีเสียงขึ้นว่า "หยุดก่อน"

ทันใดนั้นแผ่นดินในยมโลกก็สั่นไหวอย่างรุนแรงจนเสียงวิญญาณที่กรีดร้องดังระงมเงียบกริบ เกิดประกายลำแสงเหมือนฟ้าผ่าเป็นสิบๆ ครั้ง ปรากฏเป็นพญายมราช ตาดุดัน หน้ากลัว ภายในดวงตามีอำนาจ เขาเดินมาหาหลวงปู่มั่นพร้อมกราบที่เท้า แล้วถามว่า "มีเหตุอันใดถึงกับต้องมาถึงยมโลกครับ"

หลวงปู่มั่นตอบว่า

"อาตมาต้องการมาตามท่านผู้นี้ซึ่งเขายังตั้งจิตภาวนาอยู่ และยังเหลือเวลาอยู่บนโลกอีก ๑ วัน ท่านจับเขามาก่อน ให้เขาได้ภาวนาได้ครบกำหนดก่อนได้ไหมท่านพญายมราชฎ

พญายมราช

"แต่..วันเดียวเองนะครับ”

หลวงปู่มั่น

"ก็วันเดียวนั่นแหละ จะแค่วันเดียว ปีเดียว หรืออึดใจเดียวก็ยังอยู่ในช่วงภาวนา ท่านคงลืมไปแล้วล่ะซิว่า เวลาแค่ ๑ วันในยมโลกก็แทบจะเป็นเวลานานชั่วกัปชั่วกัลล์ของโลกมนุษย์แล้ว ท่านรู้หรือไม่ว่าพระพุทธองค์ ท่านบำเพ็ญบารมีมาหลาย ๑๐ ปี แต่ในชั่วอึดใจเดียวเท่านั้นที่จิตของพระองค์วิ่งไปสู่การหลุดพ้นจากวัฏสงสารได้ ฉะนั้นแล้ว อย่าได้ดูถูกอำนาจของเวลาได้ จะให้เวลาเหลือน้อยแค่ไหนก็ตาม ถ้ายังมีเวลาอยู่ก็ควรจะให้เขาไม่ใช่หรือ ท่านเป็นผู้ใหญ่ในนี้มีจิตที่เป็นธรรม จงลองตรองดูนะ"

เมื่อท่านพญายมราชได้ฟังจึงยกมือไหว้หลวงปู่

ตอนเข้าไปถามความท่านพญายมราช ได้ใจความว่า

"วิญญาณนี้ถูกจับมัดรวมมากับกลุ่มผีป่าเร่ร่อน บังเอิญว่าเป็นทางผ่านของป่าเขาพอดี จึงโดนจับมาด้วย"

หลวงปู่ท่านพิจารณาว่า "วิญญาณนี้มีกรรมก็จริง แต่ยังมีจิตใจดีอยู่มาก ไม่นานก็จะได้เกิดเป็นมนุษย์อีก"

เมื่อกลับมาโลกมนุษย์ก็ให้ภาวนาทันทีเป็นเวลา ๑ วัน แล้วก็สอนวิญญาณนั้นทั้งหมดเต็มความรู้ของท่าน ท่านกำชับว่า

"จงเร่งความเพียรใช้เวลาที่เหลือให้คุ้มค่าที่สุด ถึงไม่ทันการณ์ได้บรรลุผลในชาตินี้ แต่ผลการปฏิบัติ จะติดตามตัวเขาไปทุกภพทุกชาติ ไม่สำเร็จชาตินี้ก็อาจสำเร็จชาติหน้า"

วิญญาณนั้นจดจำทุกถ้อยคำที่หลวงปู่สอนด้วยความตั้งใจ

ยมทูตได้มารับตัววิญญาณนั้นไป วิญญาณนั้นก้มลงกราบ แล้วปวารณาตัวขอรับใช้หลวงปู่มั่นไปทุกภพทุกชาติ และวิญญาณนั้นก็สลายหายไป

น่าเสียดายอย่างยิ่งที่วิญญาณที่มีจิตแน่วแน่นี้ ช่างมีเวลาน้อยเหลือเกิน เขาเที่ยวเพียรตามหาหลวงปู่เป็นเวลาหลายปีกว่าจะได้เจอกลับมีกรรมต้องตายเสียก่อน จึงได้เจอหลวงปู่เพียง ๗ วันเท่านั้น แต่เป็น ๗ วันที่มีค่า ทำให้หลวงปู่ต้องไปตามมาจากยมโลกแม้จะเหลือแค่วันเดียว จึงเป็นอุทาหรณ์ที่ดียิ่ง อยากทำอะไรไม่ยอมทำ เมื่อหมดเวลาแล้วต้องเสียใจที่ใช้ชีวิตอย่างไม่คุ้มค่า ชีวิตนี้น้อยนัก อีกไม่นานพวกท่านก็ต้องตาย จงใช้เวลาที่เหลืออยู่ให้คุ้มค่าที่สุดเถิด

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ที่มาจากเพจบทตวามบันทึกประวัติพ่อแม่ครูอาจารย์
_______________________________________________
เราเกิดเป็นมนุษย์ได้พบพระพุทธศาสนานับว่าโชคดี ต้องหมั่นให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา อยู่เป็นประจำ สิ่งไหนเป็นบาปกรรมชั่วอย่าพากันทำ ให้สร้างแต่บุญกุศลคุณงามความดีในทุกๆวัน มีสติอยู่ในศีลธรรมอยู่เสมอ ไม่ทำร้ายเบียดเบียนซึ่งกันและกัน ให้มีเมตตา กรุณา ต่อกัน เพราะเราทุกคนคือเพื่อนร่วมวัฏสงสาร หมั่นคิดดี ทำดี พูดดี ตอนยังแข็งแรงให้หมั่นเจริญภาวนาเพื่อความหลุดพ้น เพราะมรรคผลนิพพาน ถ้ามีศีลธรรมภายในใจชีวิตจะร่มเย็นเป็นสุข

บทความจากเพจ ธรรมะเตือนใจ
(กดไลค์กดแชร์เพื่อช่วยกันเผยแผ่พระพุทธศาสนา)
💠ขออนุญาตเผยแผ่เป็นธรรมทานเพื่อเตือนสติสอนใจ🙏🙏🙏

เกศาหลวงพ่อเยื้อนแปรเป็นพระธาตุ(หมายเหตุ: มีโยมถามหลวงพ่อเยื้อนเรื่องเกศาของท่านแปรเป็นพระธาตุ หลวงพ่อจึงได้เมตตาเทศน์เร...
24/05/2026

เกศาหลวงพ่อเยื้อนแปรเป็นพระธาตุ
(หมายเหตุ: มีโยมถามหลวงพ่อเยื้อนเรื่องเกศาของท่านแปรเป็นพระธาตุ หลวงพ่อจึงได้เมตตาเทศน์เรื่องดังกล่าว)

พระธาตุ

เขาไปเป็นแบบไหนก็เรื่องของเขา แต่เราไม่อยากรู้ว่ามันเป็น สุดท้ายมันก็เป็นจริงๆนะ อันดับแรกมันเป็นไข่ปลาก่อน จากไข่ปลาคือเส้นผมมันแตกเป็นแก้วจากเป็นแก้วมันเป็นฟองละออง จากละอองมันแยกมาเป็นกลมๆกลมๆไปเลย
หมู่เพื่อนบ้านตาดบางคนก็นึกว่าท่านเยื้อนเป็นพระอรหันต์ บอกไม่ใช่ ผมไม่ใช่พระอรหันต์ อ้าว!!แล้วทำไมเกศาท่านเป็นพระธาตุได้อย่างไร ก็เป็นธาตุ..เป็นอารมณ์ของกรรมฐาน เป็นอุทาหรณ์ว่าผู้ปฏิบัติธรรม ปฏิบัติแล้ว..ธรรมนั้นจะไปถึงที่สุดของธรรมตรงไหน และเดินอย่างไรถึงจะไปเป็นพระธาตุ เราพูดได้เพราะเรายังไม่ตายว่าจิตนั้นจะไปตรงไหนถึงเป็น ถ้าจิตถึงตรงนั้นแล้ว อาตมาเคยถามหลวงปู่เทสก์ ท่านว่า"ถ้าธรรมที่ท่านพูดนี้หมายความ..ของท่านเป็นพระธาตุแน่นอน" หลวงปู่หลุยก็เหมือนกัน หลวงปู่คำดีเหมือนกัน ถ้าท่านพูดอย่างนั้นถึงแน่นอน"
จิตเรามันเป็นทาสของธรรม มันเป็นธรรมธาตุ ธรรมธาตุ คือความบริสุทธิ์..จนไม่มีอะไรกั้นอยู่แล้ว ความบริสุทธิ์ของจิตมันถึง..เหมือนเป็นอากาศ มันเป็นอากาศมาตั้งแต่เราบวชวันที่หนึ่งกับวันที่สองจนถึงปัจจุบัน..ก็เหมือนอากาศอยู่ อะไรที่จะมากระทบกระเทือนทั้งหมดมันก็คนละเรื่อง.
___________________________________________
"โลกพูดแล้วไม่สิ้นสุด...
แต่ธรรมะ...พูดแล้วสิ้นสุด
สิ้นสุด เพราะไปสู่...ความว่าง

ธรรมะ...
ที่พูดแล้วไม่สิ้นสุด นั้น...ไม่ใช่ธรรม
นั้น...สังขาร
ถ้าใครเอาสังขารมาพูด ไม่เคยเห็นว่า...
สิ้นสุดตรงไหน

ถ้าธรรม นั้น...จะพูดแล้วจบ
มันมีที่จบ มันจบที่ใจเจ้าของไปเจอจิต
มันจบเลย เพราะ...มันไม่ไปที่อื่น

สุดท้าย...
ของธรรม ก็คือ เข้าไปสุญญตา."

หลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล
เทศนาโปรดญาติโยม โรงพยาบาลบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี วันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๕๘
___________________________________________
"โยมต้องดูที่จิตของเรา ซักฟอกให้สะอาดขนาดไหน หรือสงบขนาดไหน หรือเกิดปัญญา หรือเกิดความสว่างขนาดไหน เราก็ดู ไม่มีใครรู้เท่าตัวเราหรอก จิตคนละดวงเท่านั้นที่จะรู้

การรู้จิต เป็นวิธีหนึ่งของผู้ปฏิบัติ
นิดเดียวเท่านั้นเอง มีส่วนในล้านเปอร์เซ็นต์
ในส่วนหนึ่งเปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง อันนี้เป็นวิธีกุศโลบายอย่างหนึ่ง รู้ได้ทุกคนแต่ว่าในระดับพวกเราก็ไม่ควรจะรู้ ควรจะรู้จิตของเราให้มาก เราศึกษาดูต้นสายปลายเหตุ เรากำหนดให้ลึกๆ เราจะรู้เลย ในความเห็นอาตมาไม่อยากให้รู้อะไรมาก แต่อยากให้รู้ในจิตของตนเอง

กำหนดให้ลึกเข้าไป พุทโธๆ ไปเรื่อยๆ
ทำใจให้สบาย กำหนดให้สงบ ถ้าจิตมันสงบ
ก็ให้มันสงบเข้าไป ถ้ามันขาดจากอารมณ์
ก็ให้มันขาดไป ไม่ต้องกังวล ถ้าเกิดกังวลนิดเดียว จิตจะไม่เข้าจุดตรงนั้นเลย
ต้องให้จิตลงในสมาธิให้แน่วแน่ เราต้องลงให้ดี ดิ่งลงให้ดี พุทยาวๆ โธด้วยความสว่าง
ทั้งพุทดึงเข้าไป โธดึงเข้าไปเหมือนกัน ไม่ต้องพุทเข้าโธออก กระจายความสว่างในท้องของเรา พุท และก็โธทำไปเรื่อยๆ

ในวงตรงนี้ ตรงนี้เป็นสิ่งที่ทำแล้วสบายมากๆ สุขภายนอกมันเจือปนด้วยความทุกข์ แต่สุขภายในมันสุขอมตะจริงๆ มันบอกใครไม่ได้ ทุกอย่างสุขอื่นใด นอกจากสุขในใจ ไม่มี..อีกแล้ว
อยากให้ญาติโยมกำหนดให้ถึงจริงๆ จะสุขได้

แต่ไม่ใช่ให้จิตติดสุขตรงนี้...
เป็นแค่การพักจิตขณะหนึ่งเท่านั้นเอง เพื่อให้เกิดพลัง ถ้าจิตพักผ่อนดี ถอนขึ้นมาก็มีกำลังดี ปัญญาดี เหมือนคนที่ทำงานเหนื่อย ไม่ได้พักเลย มันเครียดไปหมดเลย ถ้าได้พักผ่อนสักนิดหนึ่ง สักชั่วโมงนึง จะกระปรี้กระเปร่า ตรงนี้เป็นการพักจิตของเรา

วิธีการพักจิตของเรา เราก็ดูว่า...เราพักได้แค่ไหน เฉพาะผู้ปฏิบัติธรรม ครูอาจารย์ ญาติ
โยมที่ฝึกจนชำนาญแล้ว แค่ห้านาทีเท่านั้นเอง ตื่นขึ้นมากระปรี้เปร่าไปหมดเลย สติปัญญาก็ปลอดโปร่ง ความเครียดก็หายหมด เขาเรียกพักด้วยสมาธิ วิธีพักคือสูดลมยาวๆ เข้าไปในท้อง ทำไปเรื่อยๆ พุทโธ ๆๆ

คือทั้งพุททั้งโธ คือความสว่าง
พยายามกำหนดจิตให้อยู่ตรงนี้เรื่อยๆไป
ไม่ว่าอยู่ในสถานที่ใด กำหนดในองค์สมาธิดีแล้ว ไม่มี...ที่เราจะไปหลงงมงายในสิ่งที่ไม่ใช่ธรรม จิต ของเราจะเกิดความแน่วแน่ ไม่กระดิกกระเดี้ยไปที่อื่นเลย...

อะไรที่มันพัดผ่านมา ก็รู้แล้ว...ก็ปล่อย
รู้แล้ว...ก็ปล่อย มันผ่านมาได้ทั้งนั้น."
__________________________________________
จิต คือ ผู้รู้

มีผู้ถามว่า การที่จิตวิ่งออกมาไปจับตัวที่ถูกรู้ อาการเช่นนี้ ปฏิบัติได้หรือไม่?

ในการปฏิบัตินั้น หากจิตมีการเคลื่อนออกมา นั้นคือ จิตวิ่งออกมาจากฐานมาเสวยอารมณ์อันเนื่องมาจากเผลอ สติไม่ทัน
แบบนี้ละที่สายดูจิตอื่นพลาดไป เพราะไปตามอารมณ์แล้ว คิดว่านั้นคือการดูจิต
แต่ที่ถูกต้องแล้วหลวงพ่อ
ท่านมีปกติสอนเสมอๆว่า จิตที่จะข้ามภพข้ามชาติได้นั้น จะต้องเป็นจิตหนึ่ง
กล่าวคือ มีตัวรู้อยู่เป็นหนึ่งในอารมณ์เดียว ไม่เป็นสอง

ปกติของปุถุชน มักจิตส่งออกนอก โดยไม่เคยรู้เนื้อรู้ตัวเลย
แต่ผู้ที่ปฏิบัติมาบ้าง มักเผลอสติ ส่งจิตออกนอกโดยไม่ตั้งใจ เนื่องมาจากความไม่รู้นั่นเอง
แท้จริงแล้ว สิ่งที่ถูกรู้นั้น เป็นผลสืบเนื่องมาจากการเผลอสติ ทั้งแบบตั้งใจและไม่ตั้งใจ
นักปฏิบัติโดยมากมักขาดสติ จึงนิยมไปตามสิ่งที่ถูกรู้ จนลืมตัวผู้รู้

แต่ในทางการปฏิบัตินั้น หลวงพ่อเยื้อนท่านสอนลงรายละเอียดมากยิ่งกว่านั้น
กล่าวคือ ทั้งตัวรู้ และถูกรู้ ก็ไม่หมายเอาทั้งคู่
เพราะ ทั้งสองสิ่งนี้ ขนสัตว์โลก พาเวียนเกิดเวียนตายมาแล้ว นับภพนับชาติไม่ได้

ธรรมข้อนี้ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล เคยสอนแบบพิสดารว่า...

“ท่านเห็นกระจกไหม (หลวงพ่อ ตอบว่า เห็นครับ)
ท่านเห็นตัวที่อยู่ในกระจกไหม (หลวงพ่อ ตอบว่า เห็นครับ)
หลวงปู้ดูลย์ สรุปความเลยว่า ทั้งตัวที่เห็น และตัวที่ถูกเห็นในกระจกนี่ละตัวเกิด
นิ พ พ า น อ ยู่ ต ร ง ก ล า ง ร ะ ห ว่ า ง ตั ว รู้ กั บ ตั ว ถู ก รู้
นั่นละ”

ดังนั้น สิ่งที่ผู้สนใจปฏิบัติพึงมี คือ ควรพยายามทำจิตให้เป็นหนึ่ง(เอกัคคตารมณ์)
ก่อนอันดับแรก เพื่อไม่หลงไหลไปตามสิ่งที่ถูกรู้
ปฏิบัติให้รู้จนมีสติเกิดขึ้นกับตัวรู้จนเด่นชัดด้วยอำนาจของสติ

กล่าวสรุปคือ...

“หากผู้รู้อยู่ไหน ก็ให้มีสติตามไปที่นั้น”
เมื่อถึงตรงนี้แล้ว ผู้ปฏิบัติจะพบทางว่า การเรียนรู้จากตัวจิต คือการเรียนรู้จากผู้รู้นี่เอง
เป็นการเรียนลงไปในสิ่งที่เป็นสัจจะ คือของจริงที่มีประจำโลก ไม่เคยหายไปไหน
ทั้งพระพุทธเจ้า และหมู่สัตว์ก็มีของจริง คือ จิตดวงนี้เสมอเหมือนกันทุกนาม
การเรียนจากของจริงเช่นว่านั้น ไม่ใช่เรียนจากสิ่งจิตปรุงหลอก หรือที่บางท่านเรียกว่า เงาของจิตนั่นเอง

เมื่อถึงตรงนี้แล้ว ท่านผู้ปฏิบัติจะค้นพบสัจธรรมอันเป็นความจริงได้เองว่า
ผู้รู้ก็คือ จิต นั่นเอง
ผู้รู้อยู่ที่ใด นั่นก็เรียกได้ว่า จิตก็อยู่ที่นั้นละ

หากเมื่อผุ้ปฏิบัติสามารถเข้าถึงจิตหนึ่งได้แล้ว
ในขั้นนี้ จิตผู้รู้จะเริ่มทวนเข้าหาจิตเอง เนื่องจากอารมณ์ สังขาร สัญญา ภายนอกออกแล้ว
จิตจะสามารถแตกขันธ์ ออกได้เองว่า สิ่งใดเป็นจิต สิ่งใดเป็นสิ่งที่จิตปรุงขึ้น
แต่ขั้นนี้ เราอาจจะวางไม่ได้โดยเด็ดขาด เพราะจิตยังคงไม่มีกำลังในการพิจารณา และวางสิ่งเหล่านั้นลง
แต่จิตจะเริ่มทวนกระแสเข้าไปรับรู้สิ่งต่างๆ โดยสักแต่ว่ารู้ เห็น แล้ววาง

จิตนั้นจะเริ่มเป็นปัจจุบัน เพราะ จะวางสิ่งที่พะรุงพะรัง ไม่กลับหวนนึกถึงอดีต และไม่มีความกังวลกับอนาคต
แต่จิตจะดิ่งไปสู่ปัจจุบัน เฉพาะหน้าที่เกิดขึ้น โดยไม่ยึดถือ
จิตจะวางเอง เพราะเห็นสิ่งที่เป็นจริงแล้ว สิ่งใดที่เป็นเงาของจิต เป็นอารมณ์ เป็นสัญญา เป็นสังขาร ที่รกรุงรัง จิตจะไม่ให้ความสนใจอีก
ดังนั้น ที่ว่าดูจิตๆ บางครั้งนักภาวนามักหลงเข้าไปไปดูอาการของจิต เช่น รู้ว่าโกรธ รู้ว่าฟุ้งซ่าน รู้ว่าดีใจ เสียใจ สิ่งเหล่านี้คือไปรู้สิ่งที่ถูกรู้ทั้งสิ้น ไม่ใช่จิต
เหตุที่เราไปหลงดูเงาในกระจกแบบนี้ ก็เพราะขาดสตินั้นเอง

หากจะกล่าวโดยธรรมดา ก็อาจจะกล่าวได้ว่า จิตเกิดสามารถเกิดนอกฐานที่ตั้งจิตก็ได้ จะไปตั้งที่ไหนก็ได้
แต่เราไม่พึงปฏิบัติเช่นนั้น เพราะจิตเป็นนามธรรม จิตที่สามารถจรไปจรมา นั่นคือ จิตที่วุ่นวาย เร่ร่อน ไม่เป็นหลักเเหล่ง
จิตแบบนี้เองที่ไม่มีกำลัง ไม่สามารถสงบเป็นสมาธิได้ เมื่อไม่มีสมาธิเป็นฐาน ปัญญาก็ไม่เคยเกิด

เหตุที่ต้องสมมติฐานที่ตั้งของจิต ขึ้นมา ก็เพื่อให้ทราบตำแหน่งที่แน่นอนของจิตนั่นเอง
แต่เหตุที่เราต้องสร้างฐานให้จิตอยู่ทีเดิม ก็เหมือนกับสร้างบ้านให้จิตอยู่ ก็เป็นเสมือนฐานที่ตั้งให้จิตมั่นคง
เป็นการสร้างฐานกำลังของจิตที่เรียกว่าสมาธิ เมื่อเรามีบ้านอยู่หลักแหล่งแล้ว เราจึงเรียกให้ยาม คือ สติสัมปชัญญะ นั่นครับมาเฝ้ารักษาบ้านเราได้
เมื่อจิตไม่เร่ร่อน จนมีความมั่นใจในความปลอดภัย เมื่อนั่น จิตจะตั้งใจเอง
โดยไม่ต้องกำหนดใจให้เป็นสมาธิ นี่คือ สมาธิที่แท้จริง

สมาธิที่ต้องเข้าๆออกๆ ไม่ใช่สัมมาสมาธิ...
สัมมาสมาธิ เป็นสมาธิที่เกิดโดยธรรมชาติ ปราศจากความตั้งใจ แต่เป็นภาวะของจิตที่ตั้งมั่น มั่นคงด้วยสติ สติสัมปชัญญะ เป็นสมาธิโดยธรรมชาติ

เหตุผลง่ายๆของการระลึกฐานที่ตั้งของจิต ก็เพื่อ สมมติให้จิตมีที่อยู่ มีที่ตั้งแน่นอน และเป็นเครื่องหมายของการกำหนดสติของเราเท่านั้นเอง

เมื่อถึงขั้นนี้แล้ว จิตที่ตั้งมั่นอยุ่ในฐานที่ตั้งมั่นของจิต จิตจะมีสติกำหนดจิตอยู่ในฐานที่ตั้งดังกล่าว หากผูรับฟังสัมผัสทางหู
หูก็จะรับหน้าที่รับเสียงไป แต่จิตอยู่ในฐานไม่ออกมารับ หากตาเห็นรูป ตาก็มีหน้าที่รับภาพไป แต่จิตไม่ส่งออกมารับ

ผู้ปฏิบัติถึงขั้นนี้แล้ว จะค้นพบว่า จิตมันเหมือนมีชีวิต อีกชีวิตหนึ่งที่ไม่ข้องกับร่างกาย ร่ายกายทำไรๆทำไป แต่ใจก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ไม่สนใจ
เมื่อถึงตอนนี้ เราจะแยกออกได้แล้วว่า จิตนั้นมีหน้าที่รับรู้ ส่วนสังขารเค้าก็มีหน้าที่ปรุงแต่ง สัญญาก็มีหน้าที่จำได้หมายรู้
ทุกอย่างทำงานปกติ แต่ไม่เกี่ยวข้องกับจิต ต่างแยกหน้าที่กันทำ อยู่ด้วยกันแต่ไม่กระทบกัน

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ หากจะกล่าวการเริ่มต้น ก็คงไม่พ้นการกินน้ำเย็น ตามแบบฉบับของหลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล
เพื่อให้นักปฏิบัติสามารถกำหนดฐานที่ตั้งของจิตให้ได้ แน่นหนามั่นคง
จนกลายเป็นจิตหนึ่งนั่นเอง
ส่วนที่เป็นรายละเอียดต่างๆ นั่น คือ ผลมาจากการที่ผู้รู้สอนเรานั่นเอง

อัศจรรย์ของจิต ที่พระพุทธเจ้าท่านสั่งท้าทายว่า ท่านจงลองมาดูเถิด นับเป็นเวลากว่า 2556 แล้ว บัดนี้ ยังคงทรงพุทธานุภาพไม่เสื่อมสลายไปตามกาล
ธรรมย่อมประจักษ์แจ้งแก่ผู้ลงมือปฏิบัติตตามมรรคผลเสมอ ไม่เสื่อมคลาย...
_____________________________________________
"การภาวนา ไม่ต้องไปตัดสังขาร
จิตไม่ปรุงแต่ง จะมีสังขารตัวไหนต้องไปตัด เรามาค้นหาผู้รู้...
ค้นหาจิตของเราให้ชัดๆ เดี๋ยวตัดเองหมดเลย

ที่เราไปนั่งตัดกัน
เพราะเราไม่เห็นจิต ตัดเท่าไหร่ก็ไม่หมด
พิจารณาร่างกายของเรา เป็นอสุภกรรมฐาน เป็นไตรลักษณ์ พิจารณาไปก็เหมือนเดิม จิตใจเรา ก็ไม่เปลี่ยน นิสัยเหมือนเดิมเลย

มันเปลี่ยนแค่สัญญา ชั่วครั้งชั่วคราว
แต่ไม่เปลี่ยนด้วยธรรมชาติ
ถ้าจิตเราเปลี่ยนด้วยธรรมชาติ มันก็จบเลย จิตจริงๆมันจบได้."
____________________________________________
"จิต ของเรา คือ...ผู้รู้
ไม่ใช่ ที่ปรุงแต่ง
ที่ปรุงแต่งนั้น...ไม่ใช่จิต มันเป็นสังขาร
ส่วนมาก...
เราไปเอาสังขารมาภาวนา มันไม่จบ
มันปรุงตลอด ทำให้เกิดความว่าง...ไม่ได้

ถ้าใครปรุงแต่งความว่าง นั้น...ไม่ใช่จิต
จิตนั้น...ต้องเกิดความว่าง
ด้วยธรรมชาติของมันเอง ไม่ต้องปรุงแต่ง
หลวงปู่ดูลย์ ท่านบอกให้เราไปหาจิตให้เจอ
สังขาร ก็จะหายไปเอง
แต่ถ้าเราไปเห็นสังขาร เราก็จะไม่เจอจิต

เรานึกว่าสังขาร เป็นจิตเรา
ตัวจิต นั้น...จะปรุงเเต่ง ไม่ได้เลย
จิต เดิมแท้นั้น...คือ ความว่าง
ต้องถึงความว่าง ถึงจะอิสระได้."
------------------------------------------------------------------
เราเกิดเป็นมนุษย์ได้พบพระพุทธศาสนานับว่าโชคดี ต้องหมั่นให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา อยู่เป็นประจำ สิ่งไหนเป็นบาปกรรมชั่วอย่าพากันทำ ให้สร้างแต่บุญกุศลคุณงามความดีในทุกๆวัน มีสติอยู่ในศีลธรรมอยู่เสมอ ไม่ทำร้ายเบียดเบียนซึ่งกันและกัน ให้มีเมตตา กรุณา ต่อกัน เพราะเราทุกคนคือเพื่อนร่วมวัฏสงสาร หมั่นคิดดี ทำดี พูดดี ตอนยังแข็งแรงให้หมั่นเจริญภาวนาเพื่อความหลุดพ้น อาศัยความเพียรปฏิบัติธรรมเจริญภาวนา เพราะมรรคผลนิพพาน ถ้ามีศีลธรรมภายในใจชีวิตจะร่มเย็นเป็นสุข

บทความจากเพจ ธรรมะเตือนใจ
(กดไลค์กดแชร์เพื่อช่วยกันเผยแผ่พระพุทธศาสนา)
💠ขออนุญาตเผยแผ่เป็นธรรมทานเพื่อเป็นกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติธรรม🙏🙏🙏

หลวงพ่อลี วัดอโศการาม หลวงปู่ตื้อ...  หลวงปู่ฝั้น อาจาโร และท่านอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ อยู่ที่พรหมชั้นสุทธาวาส ยังไม่เข้าสู...
24/05/2026

หลวงพ่อลี วัดอโศการาม หลวงปู่ตื้อ... หลวงปู่ฝั้น อาจาโร และท่านอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ อยู่ที่พรหมชั้นสุทธาวาส ยังไม่เข้าสู่แดนนิพพาน หรือแดนอรหันต์ เพราะลูกศิษย์ลูกหายังเรียกร้องอยู่

ข้อเขียนทั้งหมดนี้ผมได้ยินมากับหูตัวเอง จากหลวงพ่อ ผู้ที่ผมนับถืออย่างหมดหัวใจว่าท่านเป็นพระอริยสงฆ์ ซึ่งอยู่เหนือโลก เหนือเหตุ เหนือผล...
..นั่นก็คือ....

หลวงพ่อสิม พุทธาจาโร

โดย ชินพร สุขสถิตย์

เมื่อหนังสือพลังเหนือโลก ฉบับที่ 8 ออกวางตลาด เมื่อต้นเดือนกันยายน 2525 แล้ว ผมก็ได้ไปกราบนมัสการหลวงพ่อสิม พุทธาจาโร พระอริยสงฆ์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ที่สำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ผมไม่ได้พบหลวงพ่อสิมเสียนาน การขึ้นไปกราบนมัสการหลวงพ่อสิม ครั้งนี้ก็ได้รับการเชิญชวนจาก ธงชัย อุดมความสุข ลูกศิษย์คนสำคัญคนหนึ่งของหลวงพ่อสิม

เมื่อเดินทางมาถึงทางจะขึ้นสู่ถ้ำผาปล่อง ธงชัยถามผมว่า จำได้มั้ยพี่ เมื่อ 5-6 ปี ก่อนโน้น กว่าจะปีนเขาขึ้นมาพบหลวงพ่อได้ เราต้องหกล้ม หกลุกกันหลายครั้งหลายหน เพราะต้องเดินไปบนทางซึ่งเป็นดิน และหิน มีตะไคร่ลื่น เดี๋ยวนี้สบายใครไปจะมาหาหลวงพ่อขึ้นเขาเข้าถ้ำสบาย เพราะมีบันไดคอนกรีตอย่างดี

ธงชัย อุดมความสุขถาม เตือนความจำผม พี่จำได้ไหม? บันไดคอนกรีตนี้ใครสร้าง?

ก็ธงชัย เป็นคนหาเงินช่วยหลวงพ่อสร้างพี่ก็มีส่วนช่วยด้วย ผมตอบ ผมย้อนระลึกถึงความหลังเมื่อ 5-6 ปี ที่ล่วงมาแล้ว

ครั้งนั้นประมาณปลายปี พ.ศ. 2517 ผมได้ไปช่วยหลวงปู่ทิม ซึ่งผมเห็นการปฏิบัติของท่านแล้วเชื่อว่าท่านต้องเป็นพระอริยสงฆ์องค์หนึ่งแน่ ๆ ผมได้ช่วยท่านหาเงินสร้างวัด ซึ่งจะพังมิพังลงแม่น้ำบ้านค่ายได้เสร็จภายในปีเศษ เป็นเงินหลายล้านบาท คุณธงชัย ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่เชียงใหม่ จะขอสร้างเหรียญหลวงปู่ทิม ซึ่งกำลังดัง เพื่อหาเงินช่วยโรง พยาบาลในเชียงใหม่สักรุ่น ผมก็บอกปฏิเสธ เพราะผมและคณะกรรมการก่อสร้างวัดละหารไร่ ตกลงกันว่าตราบใดที่ยังสร้างวัดของหลวงปู่ทิมไม่แล้วเสร็จ ยังไม่อนุญาตให้ใครสร้างพระ หรือ เหรียญ ของหลวงปู่ทิมอีก เมื่อผมอ้างมติของคณะกรรมการ ปฏิเสธไปแล้ว ผมก็แนะนำให้คุณธงชัย อุดมความสุข ไปขออนุญาตสร้างเหรียญหลวงพ่อสิมกับตัวท่านเอง ธงชัยยังข้องใจว่าหลวงพ่อจะดังหรือ ? ผมเองเคยพบหลวงพ่อเห็นวัตรปฏิบัติของท่านแล้วก็แนะนำธงชัยอย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะว่า ท่านดังแน่ๆ โดยเฉพาะน้องชายผมซึ่งไปเป็นทหารรับจ้างไปรบที่ลาว ได้ประสบกับอภินิหารอันมหัศจรรย์ของท่านมาแล้ว เขียน จ.ม.มาเล่าให้ผมฟังผมจึงแนะนำให้ธงชัยไปขออนุญาตหลวงพ่อสิมสร้างเหรียญของท่านขึ้น และก็สมจริงตามที่ผมแนะเพราะเมื่อธงชัย ขออนุญาตหลวงพ่อสิมสร้างเหรียญเมตตา ขึ้นแล้วเหรียญนี้ก็ดังระเบิด! ผู้คนจองหมดตั้งแต่เหรียญยังไม่ออก ได้เงินเป็นจำนวนมากพอดูและก็เงินจำนวนนี้เอง ส่วนหนึ่งได้นำมาสร้างทางขึ้นไปยังถ้ำผาปล่อง ผมเองก็นับว่ามีส่วนสร้างทางสายนี้ด้วย หลวงพ่อสิมท่านเคยเล่าว่าสมัยที่ท่านมาบำเพ็ญสมาธิภาวนาอยู่ในถ้ำผาปล่องนี้มีอยู่บ่อยๆ ที่ทั้งพระและเณร ต้องอดฉันอาหาร เพราะเมื่อบิณฑบาตได้มาแล้วเดินทางไต่เขากลับเข้าถ้ำ ต้องหกล้มหกลุก เพราะหนทางลื่นเพราะตะไคร่น้ำ บาตรพลัดตกข้าวปลาอาหารหก จนบางครั้งต้องอดฉันท์ก็มี

เมื่อเดินผ่านบันไดซึ่งทำให้นึกถึงความหลังครั้งก่อนนี้แล้วก็ขึ้นไปจนถึงถ้ำผาปล่องอันเป็นที่อยู่อาศัยของหลวงพ่อ จริงดังที่หลวงพ่อสิมท่านเคยพูดไว้ หลวงพ่อหนีญาติโยมไม่พ้นหรอก เพราะแม้หลวงพ่อสิมท่านจะหลบญาติโยมมาหาความวิเวกอยู่ที่ถ้ำผาปล่องซึ่งเมื่อครั้งนั้นไปมาลำบาก อัตคัด ขาดแคลนทุกอย่าง ในที่สุดญาติโยมก็ยังตามท่านขึ้นมาและช่วยกัน สร้างสำนักถ้ำผาปล่อง จนคล้ายวิมานในป่าอย่างทุกวันนี้

เมื่อเข้าไปกราบนมัสการหลวงพ่อ ซึ่งพักอยู่ในกุฎิซึ่งญาติโยมสร้างถวายให้ท่านอยู่หลังถ้ำแล้วก็คุยเรื่องความหลังครั้งเก่าๆ กับท่านหลายต่อหลายเรื่องเพราะวันนั้นเป็นโอกาสดีที่มีผู้มาหาท่านน้อย นอกจากคุณถนอมจิต แห่งสำนักภวนากรุงเทพ ซึ่งปวารณาตัวเป็นโยมอุปฐากหลวงพ่อ และโยมแก่ๆ อีกคนหนึ่งแล้วก็มีเพียงผมผู้เขียนกับธงชัย อุดมสุข เท่านั้น

ผมและธงชัย ต่างคนต่างซักถามหลวงพ่อสิมอยู่หลายเรื่อง ครั้งหนึ่งเมื่อพูดถึงวัดอโศการาม ซึ่งหลวงพ่อสิมเคยรับนิมนต์ ให้เป็นเจ้าอาวาส เมื่อหลวงพ่อลีมรณะภาพแล้ว ท่านเล่าถึงเรื่องที่หลวงพ่อลีมรณภาพว่า หลวงพ่อลีท่านปฏิบัติธรรมจนรู้ว่าตัวเองเป็นพระอริยสงฆ์ขั้นพระอนาคามีแล้วก็อยากจะรู้ว่าพรหมชั้นสุทธาวาสเป็นอย่างไร มีสภาพเป็นอย่างไร เพราะเมื่อพระอริยเจ้าขั้นอนาคามีมรณภาพแล้วต้องไปอยู่ชั้นนี้ หลวงพ่อสิมท่านเล่าว่า หลวงพ่อลีท่านต้องการทราบว่าเมื่อท่านตายไปแล้วต้องไปอยู่ บนพรหมชั้นสุทธาวาสท่านจึงนั่งสมาธิออกจิตขึ้นไปบนพรหมชั้นสุทธาวาส เมื่อเห็นพรหมชั้นสุทธาวาสแล้วว่าเป็นสถานที่เงียบสงัดสวยงามไม่มีความสับสนวุ่นวาย ท่านก็ไม่อยากกลับลงมาโลกมนุษย์อีก ต่อมาเมื่อท่านมานึกถึงภารกิจที่รับปากกับญาติโยมไว้ จึงทำให้ท่านต้องกลับเข้าร่างเดิมเพื่อกลับมา ทำภารกิจที่รับปากกับญาติโยมไว้ให้สำเร็จ ท่านก็เห็นร่างตัวท่านเองนอนตายไม่มีลมหายใจอยู่ หลวงพ่อสิมท่านพูดว่า เห็นร่างกายเหมือนหมานอนตายก็นึกปลงสังเวช ท่านเล่าว่า ถ้าเรากลับเข้าร่างก็เหมือนหนอนเข้าไปกินซากศพหมาตาย ด้วยเหตุนี้หลวงพ่อลีท่านจึงมรณะภาพไปในครั้งนั้น

ธงชัย อุดมความสุข ถามหลวงพ่อสิม ต่อไปอีกว่า พรหมชั้นสุทธาวาสมี ใครอยู่อีกบ้างหลวงพ่อ ?

หลวงพ่อสิมท่านตอบว่า หลวงปู่ตื้อ หลวงพ่อฝั้น ท่านอาจารย์จวน ก็อยู่พรหมชั้นสุทธาวาสนี้

ผมก็เลยเรียนถามท่านว่า ทำไมท่านไม่ขึ้นไปอยู่บนแดนอรหันต์หรือแดนนิพพานเล่าครับ ?

หลวงพ่อสิมท่านว่า เพราะลูกศิษย์ลูกหายังเรียกร้องอยู่

ข้อเขียนทั้งหมดนี้ผมขอยืนยันว่าได้ยินได้ฟังมาจากหลวงพ่อสิม พุทธาจาโรแห่งสำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง

ชินพร สุขสถิตย์
บก. พลังเหนือโลก
15 พ.ย. 25
------------------------------------------------------------------
เราเกิดเป็นมนุษย์ได้พบพระพุทธศาสนานับว่าโชคดี ต้องหมั่นให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา อยู่เป็นประจำ สิ่งไหนเป็นบาปกรรมชั่วอย่าพากันทำ ให้สร้างแต่บุญกุศลคุณงามความดีในทุกๆวัน มีสติอยู่ในศีลธรรมอยู่เสมอ ไม่ทำร้ายเบียดเบียนซึ่งกันและกัน ให้มีเมตตา กรุณา ต่อกัน เพราะเราทุกคนคือเพื่อนร่วมวัฏสงสาร หมั่นคิดดี ทำดี พูดดี ตอนยังแข็งแรงให้หมั่นเจริญภาวนาเพื่อความหลุดพ้น อาศัยความเพียรปฏิบัติธรรมเจริญภาวนา เพราะมรรคผลนิพพาน ถ้ามีศีลธรรมภายในใจชีวิตจะร่มเย็นเป็นสุข

บทความจากเพจ ธรรมะเตือนใจ
(กดไลค์กดแชร์เพื่อช่วยกันเผยแผ่พระพุทธศาสนา)
💠ขออนุญาตเผยแผ่เป็นธรรมทานเพื่อเป็นกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติธรรม🙏🙏🙏

เรียนเชิญร่วมสร้างบุญกุศลหมั่นให้ทานเพื่อเป็นเสบียงบุญเพิ่มเติมอริยทรัพย์ให้ทานเพื่อละความตระหนี่ถี่เหนียว
23/05/2026

เรียนเชิญร่วมสร้างบุญกุศล
หมั่นให้ทานเพื่อเป็นเสบียงบุญเพิ่มเติมอริยทรัพย์
ให้ทานเพื่อละความตระหนี่ถี่เหนียว

เรียนเชิญร่วมสร้างบุญกุศลหมั่นให้ทานเพื่อเป็นเสบียงบุญเพิ่มเติมอริยทรัพย์ให้ทานเพื่อละความตระหนี่ถี่เหนียวขอเชิญร่วมงานว...
23/05/2026

เรียนเชิญร่วมสร้างบุญกุศล
หมั่นให้ทานเพื่อเป็นเสบียงบุญเพิ่มเติมอริยทรัพย์
ให้ทานเพื่อละความตระหนี่ถี่เหนียว
ขอเชิญร่วมงานวันกตัญญุตาบูชาคุณพระบูรพาจารย์
วัดถ้ำกลองเพล และงานส่งเสริมพระพุทธศาสนา
เนื่องในเทศกาลวันวิสาขบูชา

• ระหว่างวันที่ ๓๐-๓๑ พฤษภาคม ๒๕๖๙ •
วันเสาร์ ที่ ๓๐ พ.ค. ๖๙
๑๘.๓๐ น. ร่วมสวดมนต์ทำวัตรเย็น ,รับฟังพระธรรมเทศนา
วันอาทิตย์ ที่ ๓๑ พ.ค. ๖๙
๐๗.๐๐ น. ทำบุญตักบาตร ถวายภัตตาหาร
-พิธีสักการะหลวงปู่ขาว อนาลโย
-พิธีสักการะหลวงปู่บุญเพ็ง เขมาภิรโต และพระบูรพาจารย์วัดถ้ำกลองเพล
ณ วัดถ้ำกลองเพล ต.โนนทัน อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู

•ร่วมทำบุญสร้างโดมครอบกุฏิหลวงปู่ขาว อนาลโย•
เพื่อรักษาสถานที่ประวัติศาสตร์ซึ่งเป็นที่ละสังขารขององค์หลวงปู่
ทำบุญผ่านทาง ธ.ไทยพาณิชย์ : วัดถ้ำกลองเพล เพื่อบูรณะพิพิธภัณฑ์ฯ
เลขที่บัญชี 538-2-58235-4

เรียนเชิญร่วมสร้างบุญกุศลหมั่นให้ทานเพื่อเป็นเสบียงบุญเพิ่มเติมอริยทรัพย์ให้ทานเพื่อละความตระหนี่ถี่เหนียว- ขอเชิญร่วมงา...
23/05/2026

เรียนเชิญร่วมสร้างบุญกุศล
หมั่นให้ทานเพื่อเป็นเสบียงบุญเพิ่มเติมอริยทรัพย์
ให้ทานเพื่อละความตระหนี่ถี่เหนียว
- ขอเชิญร่วมงาน -
เปิดสามแดนโลกธาตุ
วันเสาร์ ที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๙
เวลา ๐๗.๐๐ พระสงฆ์ออกรับบิณฑบาต รอบพิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน.

ร่วมทำบุญผ่านธนาคารไทยพาณิชย์
ชื่อบัญชี วัดป่าบ้านตาด(พระสุธรรม จึงรุ่งเรืองรัตน์)

เลขที่บัญชี : 510-425230-5

________________________________________________

หลวงพ่อสุธรรม_สุธัมโม
วัดป่าบ้านตาด
งานสามแดนโลกธาตุ

23/05/2026

โอวาทธรรม:องค์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
ขออนุญาตเผยแผ่เป็นธรรมทานเพื่อสืบสานพระพุทธศาสนา🙏🙏🙏
#ธรรมะ #ธรรมทาน #ธรรมชาติ

ที่อยู่

Ubon Ratchathani
34140

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ธรรมะเตือนใจผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง ธรรมะเตือนใจ:

แชร์