30/07/2026
พรรษา เป็นคำสันสกฤต แปลว่า ฝน หรือฤดูฝน
ถ้าบาลีจะใช้คำว่า วัสสะ
คนอินเดียสมัยก่อนนับปีด้วยการนับฤดูฝน ว่าผ่านไปกี่ฝนแล้ว ดังนั้นคำว่าพรรษาจึงมีความหมายว่า“ ปี” ไปโดยปริยาย
คำว่า“เข้าพรรษา” จึงแปลได้ว่าเป็นการเข้าสู่ฤดูฝน พระพุทธเจ้าได้กำหนดพระวินัยให้พระภิกษุต้องจำอยู่กับวัด ไม่เดินทางไปไหน
ในครั้งพุทธกาล การออกจาริกโปรดสัตว์หรือออกไปหาสถานที่บำเพ็ญเพียรภาวนาเป็นกิจสำคัญของสงฆ์ แต่เมื่อถึงฤดูฝน ฤดูที่ชาวบ้านปลูกถั่วปลูกข้าว ถนนหนทางไม่ได้มีมากมายเหมือนปัจจุบัน พระพุทธองค์จึงไม่ต้องการให้พระสงฆ์ออกเดินย่ำไปรบกวน ทำลายพืชพันธุ์ธัญญาหารของชาวบ้าน
รวมไปถึงในฤดูฝนมักจะมีสัตว์เล็กสัตว์น้อยออกมาหากินตามพื้นดินจำนวนมาก การเดินเหยียบทับสัตว์เล็กสัตว์น้อยจะเป็นการผิดศีลข้อปาณาฯไป รวมไปถึงความยากลำบากในการเดินทางของพระสงฆ์ในฤดูฝนที่พื้นดินเป็นโคลนเลน พระพุทธองค์จึงกำหนดพระวินัยสำคัญข้อนี้ขึ้นมา
วันเข้าพรรษา เป็นวันสำคัญทางพระวินัยที่มีมาแต่พุทธกาล
ต่างกับวันสำคัญทางศาสนาอื่นๆที่คนไทยรู้จัก อาทิ วันวิสาขบูชา วันมาฆะบูชา วันอาสาฬหบูชา
วันเหล่านั้นลงท้ายด้วยคำว่าบูชา จึงเป็นวันที่ฆราวาสยกให้เป็นวันสำคัญของเหตุการณ์ใหญ่ ๆ ในพุทธประวัติ
วันวิสาขบูชานั้นมีมาแต่โบราณหลังพุทธกาลไม่นานนัก และเป็นวันที่ชาวพุทธทั้งโลกรู้จัก ส่วนวันมาฆบูชาและวันอาสาฬหบูชานั้นถูกนับให้มีความสำคัญขึ้นในประเทศไทยในสมัยรัตนโกสินทร์นี้เอง
วันมาฆบูชาถูกกำหนดให้เป็นวันสำคัญในสมัยรัชกาลที่ 4 และวันอาสาฬหบูชา ถูกกำหนดให้เป็นวันหยุดราชการในปีกึ่งพุทธกาล พ.ศ.2500
ที่กล่าวว่าวันเข้าพรรษาเป็นวันสำคัญทางศาสนาทางพระวินัยนั้น เพราะเป็นเรื่องของพระสงฆ์โดยตรง ในการที่พระสงฆ์จะต้องเตรียมตัวอยู่กับวัด ไม่เดินทางไปค้างแรมที่ไหน การอยู่วัดนั้นเมื่ออยู่ร่วมกันนาน ๆ ก็ใช้โอกาสนี้ ร่ำเรียนถ่ายทอดความรู้ ซักถามข้อสงสัยในการปฏิบัติต่างๆ จึงต้องเตรียมเรื่องแสงสว่างยามค่ำคืนให้เพียงพอ จึงเป็นที่มาของเทียนพรรษา
แม้วันสำคัญทางศาสนานี้จะเป็นเรื่องพระวินัยของสงฆ์ แต่อุบาสกอุบาสิกาก็พร้อมด้วยใจกุศลที่จะสนับสนุนกิจของสงฆ์อยู่แล้ว
วันเข้าพรรษาจึงเป็นวันที่ฆราวาสเข้าไปมีส่วนร่วมทะนุบำรุงพระศาสนาด้วย นับแต่เริ่มวันเข้าสู่พรรษา จนถึงวันออกจากพรรษา คือวันที่ฝนหมดแล้ว
———————-