วัดหัวถนน จ.ตรัง

วัดหัวถนน จ.ตรัง ขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๓๔๘

ต้นแบบการสร้างพระพุทธสิหิงค์              "รุ่น ที่รฦกสมโภช ๒๒๐ ปี วัดหัวถนน ตรัง"    ขึ้นแบบด้วยการปั้นแกะมือทั้งหมด นา...
03/05/2026

ต้นแบบการสร้างพระพุทธสิหิงค์
"รุ่น ที่รฦกสมโภช ๒๒๐ ปี วัดหัวถนน ตรัง"
ขึ้นแบบด้วยการปั้นแกะมือทั้งหมด นายช่างวิสูตร แย้มยืนยง จะปรับแบบให้จะกว่าจะพอใจ เป็นสิบรอบ ตามสัดส่วนความต้องการ

ศิลปะการปั้นแกะพระด้วยมือ (การปั้นหุ่นเทียน) เป็นขั้นตอนสำคัญและประณีตที่สุดในกระบวนการหล่อพระแบบโบราณ เรียกว่า "การปั้นหุ่นเทียน" เพื่อให้ได้องค์พระต้นแบบก่อนนำไปทำแม่พิมพ์การปั้นหุ่นเทียนด้วยมือ ถือเป็นศิลปะชั้นสูงที่ต้องอาศัยช่างฝีมือชั้นครู มักจะมีร่องรอยของฝีมือช่าง เช่น รอยขูดขีดเล็กน้อย หรือรอยนิ้วมือ ซึ่งเกิดจากการปั้นหุ่นเทียน
การปั้นพระด้วยฝีมือโดยนายช่างวิสูตร แย้มยืนยงค์ ผู้สร้างตำนานหล่อพระดังร้อยวัดพันรุ่น เป็นช่างชาวชุมชนบ้านช่างหล่อ บางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ปัจจุบันเรียกว่า ฝั่งธนบุรี ฝีมือและผลงานของช่างวิสูตร ใครเลยจะรู้ว่า “พระที่โฆษณาในนิตยสารนะโม กว่าครึ่งเล่ม รวมทั้งนิตยสารอื่นๆ ทุกเล่ม เป็นฝีมือการเททองของช่างวิสูตร” ด้วยฝีมือและผลงานอันเป็นที่ยอมรับทำให้มีการจองคิวเททองยาวข้ามปี
การสร้างพระพุทธสิหิงค์ครั้งนี้ สร้างขึ้นโดยผ่านการแนะนำดูแลการทำแบบการจัดสร้างโดยคุณอภิรักษ์ จุฬาศินนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มีแสงบัสบอดี้ จำกัด อู่ชื่อดังหรือที่รู้จักกันในนาม “มีแสงยูร”ราชบุรี คอยให้คำแนะนำปรึกษาเป็นส่วนร่วม ซึ่งท่านเป็นมิตรสหายกับนายช่างวิสูตร แย้มยืนยงที่ร่วมงานรู้จักกันมาเกือบ 40 ปี ด้วยการวางงานการจัดสร้างมาเป็นระยะเวลาล่วง 2 ปี หลังจากที่ พระอธิการสุรศักดิ์ สุรสกฺโก เจ้าอาวาสวัดหัวถนน พร้อมกับนายวีระชัย รุ่งเรือง (กำนันทอง) กำนันตำบลนาพละคนปัจจุบัน ดำริจะจัดสร้างหล่อพระพุทธสิหิงค์ แทนองค์จริงที่สูญหายไป ให้ผู้คนได้กราบสักการะขึ้นมาใหม่ โดยมีคุณศิริรัตน์ อุปไชย, คุณวรศักดิ์ หนูเหลือ ปวารณาเป็นเจ้าภาพหลักให้การจัดพิธีหล่อพระพุทธสิหิงค์ วัดหัวถนน ให้เกิดขึ้น

ตามที่มาคนออกแบบ นายช่างวิสูตร เกิดในชุมชนบ้านช่างหล่อ ใบเกิดยังเป็นจังหวัดธนบุรีอยู่เลย ไม่ได้จบการศึกษามาจากสถาบันที่มีชื่อเสียงที่ไหน เพียงแต่เกิดมาก็อยู่ในบ้านช่างหล่อชนิดที่เรียกว่าตั้งแต่จำความได้ หล่อพระมาตั้งแต่ทองเหลืองราคากิโลกรัมละ ๘-๑๐ บาท ไม่ได้มีแบบสำเร็จรูปอย่างปัจจุบัน ต้องไปซื้อเศษทองมาจากร้านของเก่ามาหลอมมาสกัดอีกครั้งหนึ่ง
ทั้งเหรียญและพระรูปหล่อลอยองค์ที่ผมเททองนั้นน่าจะอยู่ในหลักสิบล้านองค์ แต่จำไม่ได้เลยว่ามีวัดและรุ่นไหนบ้าง” นี่คือฝีมือและผลงานของช่างวิสูตร แย้มยืนยงค์ ผู้สืบทอดการหล่อจากช่างพิน หรือช่างดำ แห่งบ้านช่างหล่อในตำนาน

นายช่างวิสูตร ..กล่าวว่า“ผมปั้นหุ่น ทำแบบ พร้อมกับหล่อให้ดูก่อน ถ้าไม่พอใจ หล่อแล้วไม่เหมือนไม่ต้องจ้างผม และผมไม่คิดค่าปั้นแบบ ทำพิมพ์ รวมทั้งค่าเทเป็นตัวอย่างด้วย ซึ่งปัจจุบันนี้ช่างปั้นที่เป็นโรงหล่อด้วยนั้นมีน้อย ส่วนใหญ่จะแยกกัน ผมไม่อยากบีบบังคับใครให้จ่ายเงินจ้าง ที่มาปั้นให้ดูแล้วไม่เอาก็มีไม่น้อย เพราะคิดอยู่เสมอว่า ใครๆ ก็อยากได้ของดี ใครๆ ก็อยากได้ของที่ถูกใจตัวเองมากที่สุด ไม่ต้องจ่ายเงินก่อน แต่เก็บเฉพาะเนื้อโลหะมีค่า อย่างเนื้อทองคำ เนื้อเงิน” นี่เป็นหลักในการรับงานหล่อพระของนายช่างวิสูตรตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงปัจจุบัน"

ทั้งนี้ ช่างวิสูตร พูดไว้อย่างน่าคิดว่า ความไม่รู้ของคนอย่างหนึ่ง คือ การทำลายบล็อก แต่แท้ที่จริงแล้วการสร้างมีการถอดพิมพ์ด้วยบล็อกยาง แม้ว่าจะทำลายพิมพ์แล้ว หากยังมีบล็อกยางอยู่ก็สามารถไปสร้างพระให้เหมือนบล็อกที่ถูกทำลายนั้นไม่ใช่เรื่องยาก การทำลายบล็อกเป็นเพียงการสร้างภาพเท่านั้น ทำลายหรือไม่ทำลายไม่ได้เป็นเครื่องบ่งชี้ว่ามีการสร้างเสริม มันต้องอยู่ที่จิตสำนึกของผู้สร้างล้วนๆ

๑ ในฝีมือและผลงาน “พ่อ”
พระเครื่องเมืองใต้ นอกจากหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ ที่โด่งดังมาเป็นอันดับหนึ่งแล้วก็ยังมีพ่อท่านคล้าย วาจาสิทธิ์ วัดสวนขัน จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งมีหลายรุ่นหลายพิมพ์ที่วงการพระนิยมกันมาก โดยเฉพาะรูปหล่อโบราณ พิมพ์ก้นอุ ซึ่งได้รับการยกย่องเป็นรูปหล่อโบราณอันดับหนึ่งของเมืองใต้ สนนราคาเช่าหาอยู่ที่หลักแสนขึ้นไป ราคาค่านิยมขึ้นอยู่กับความสวยสมบูรณ์ขององค์พระเป็นสำคัญ

“พระรูปเหมือนหล่อโบราณ พ่อท่านคล้าย วัดสวนขัน พิมพ์ก้นอุ เป็นฝีมือพ่อผมเองครับ ร่องลึกตรงใต้ฐานองค์พระถือเป็นตำหนิจุดตาย คือ เกิดจากรรมวิธีการหล่อที่ไม่ให้ขยับโดยการปักทอย ไม่ใช่รอยที่เกิดจากแม่พิมพ์แต่อย่างใด" นี่เป็นอีกหนึ่งในความภาคภูมิใจของช่างวิสูตร

พร้อมกันนี้ ช่างวิสูตร บอกว่า ช่างพิม กับช่างพิน เป็นคนคน เดียวกัน ในการพิมพ์ประวัติการสร้างพระนั้นใช้ว่า “พิม” แท้ที่จริงที่ถูกต้องคือ “พิน” แต่คนในวงการในยุคนั้นจะรู้จักกันในนาม “ช่างดำ แห่งบ้านช่างหล่อ” ในครั้งนั้นพ่อได้หล่อพระที่วัดบางเดือน อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อประมาณ พ.ศ.๒๕๐๖ ออกให้เช่าบูชาเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๗ ที่วัดกรูด อ.เคียนซา จ.สุราษฎร์ธานี และส่วนหนึ่งพ่อท่านคล้าย เอามาแจกที่วัดสวนขันในภายหลังนอกจากนี้แล้วพ่อยังหล่อพระในจังหวัดภาคใต้หลายวัด เช่น หลวงพ่อพัว วัดบางเดือน จ.สุราษฎร์ธานี หลวงพ่อพัฒน์ วัดกลาง รวมทั้งหลวงพ่อเส่ง วัดแหลมทราย จ.สงขลา

ฝีมือและผลงานของ “ช่างวิสูตร แย้มยืนยง”

ต้นแบบการหล่อพระพุทธรูปเป็นงานศิลปกรรมแขนงหนึ่งของชาวไทยซึ่งมีมาตั้งแต่ดั้งเดิมครั้งโบราณ พระพุทธรูปแต่ละสมัยจะมีเอกลักษณ์และความสวยงามที่แตกต่างกันไป การสร้างพระพุทธรูปเป็นงานที่มีความยากลำบากและสลับซับซ้อน ผู้สร้างต้องมีความสามารถและมีใจรัก มีจิตวิญญาณทางด้านศิลปะ การหล่อพระพุทธรูปเป็นมรดกตกทอดทางวัฒนธรรมของชาวไทยสืบมาจนถึงปัจจุบัน

มีชุมชนหนึ่งในธนบุรีเป็นชุมชนที่สืบทอดศิลปกรรมในการปั้นหล่อพระพุทธรูปให้แก่กรุงธนบุรีและเกาะรัตนโกสินทร์ คือ “ชุมชนบ้านช่างหล่อ”

บรรพบุรุษของชาวบ้านช่างหล่อเป็นชาวกรุงศรีอยุธยา มีอาชีพหล่อพระพุทธรูปมาแต่เดิม ภายหลังเมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า และย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่กรุงธนบุรี ชาวบ้านกลุ่มนี้อพยพตามมาด้วย และตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนอยู่ในละแวกตรอกบ้านช่างหล่อ (เขตบางกอกน้อย) และดำเนินอาชีพปั้นและหล่อพระพุทธรูปสืบมา เดิมชาวบ้านช่างหล่อมีอาชีพเดียวกันหมด และเป็นเครือญาติพี่น้องสืบสกุลต่อเนื่องกันมา อาทิ สกุลพวกช่างปั้น ช่างหล่อ ช่างเททอง ช่างขัด ช่างลงรักปิดทอง ช่างติดกระจก

ชาวบ้านช่างหล่อมีความสามัคคีกัน เมื่อบ้านใดรับงานใหญ่ๆ มา บ้านอื่นจะมาร่วมงานช่วยกันทำจนได้ผลงานที่สวยงาม ช่างแต่ละสกุลร่วมงานกันด้วยดีเพราะต้องอาศัยความชำนาญเฉพาะด้านร่วมกัน

แต่ การหล่อ การเททอง จะมีขี้เถ้าและเปลวไฟจากโรงหล่อกระเด็นไปตกในบ้านเรือนผู้อื่น ต่อมามีการออกกฎหมายให้พื้นที่บริเวณบ้านช่างหล่อเป็นพื้นที่อยู่อาศัย ห้ามทำโรงงานอุตสาหกรรม หรือหากทำต้องก่อกำแพงให้มิดชิด ซึ่งต้องลงทุนมาก ทำให้โรงหล่อต่างๆ ในชุมชนบ้านช่างหล่อต้องปิดกิจการ หรือย้ายไปอยู่บริเวณอื่นๆ ปัจจุบันไม่มีโรงหล่อเหลืออยู่ในชุมชนบ้านช่างหล่อเลย โรงหล่อเดิมจึงเป็นเพียงสำนักงานเพื่อติดต่องาน ปัจจุบันชุมชนบ้านช่างหล่อจึงเหลือแต่เพียงชื่อเท่านั้น"

มีหลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมพระหึงค์เมืองตรังจึงมีห่วงข้างหน้าอยู่ ๒ ข้างเป็นเอกลักษณ์ มีคำอธิบายไว้ ๒ แนว ดังนี้- แนวแรก ต...
29/04/2026

มีหลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมพระหึงค์เมืองตรังจึงมีห่วงข้างหน้าอยู่ ๒ ข้างเป็นเอกลักษณ์
มีคำอธิบายไว้ ๒ แนว ดังนี้
- แนวแรก ตามตำนานกล่าวว่าเป็นจุดตอกหมุดยึดกับเรือตอนเดินทางมาจากลังกา
- แนวที่ ๒ กล่าวถึงจุดสำหรับยึดอัครสาวกเบื้องซ้ายและเบื้องขวาอีกประการหนึ่ง
แต่การได้พูดคุยกับช่างหล่อพระซึ่งมีความชำนาญกับพระพุทธรูปในภาคใต้ท่านว่าน่าจะเป็นประการแรกมากกว่า ..แล้วท่านละเชื่อว่าแนวแรก หรือ แนวที่สอง ?

หลังจากผ่านพิธีพุทธาภิเษก โยมนิมนต์พระหึงค์ไปเป็นพระประธานสวดภาณยักษ์ที่บ้านหนองแสงตามคติดั้งเดิมที่คนเฒ่าคนแก่ได้บอกให้...
28/04/2026

หลังจากผ่านพิธีพุทธาภิเษก โยมนิมนต์พระหึงค์ไปเป็นพระประธานสวดภาณยักษ์ที่บ้านหนองแสงตามคติดั้งเดิมที่คนเฒ่าคนแก่ได้บอกให้ฟังว่า "แรกก่อนถ้ายังงานมงคลไม่ว่าสวดบ้าน, ขึ้นบ้านใหม่, ทำเคราะห์เริ่นจะมนต์พระหึงค์ไปเป็นพระประธาน"

ทำไมพระหึงค์(พระพุทธสิหิงค์) รุ่นนี้จึงเป็นรุ่นครบ ๒๒๐ ปี วัดหัวถนน?เริ่มจากปี ๒๕๕๙ นายเดชรัฐ สิมศิริ ผู้ว่าราชการจังหวั...
26/04/2026

ทำไมพระหึงค์(พระพุทธสิหิงค์) รุ่นนี้จึงเป็นรุ่นครบ ๒๒๐ ปี วัดหัวถนน?

เริ่มจากปี ๒๕๕๙ นายเดชรัฐ สิมศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดตรังในขณะนั้นได้นำพระพุทธสิหิงค์องค์หนึ่งมาถวายยังวัดหัวถนน ในวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๙ โดยมีพระราชวรากรเจ้าคณะจังหวัดตรังเป็นประธานสงฆ์และได้นิมนต์พระมหาเถระ ๙ รูปมาเจริญพระพุทธมนต์พร้อมด้วยชาวบ้านจำนวนหลายร้อยคนนุ่งขาวห่มขาวนั่งอฐิษฐานจิตระลึกถึงพระพุทธสิหิงค์องค์ที่หายไปจากวัดหัวถนนเมื่อ ๑๘ มกราคม ๒๕๒๖ หลังจากนั้นในทุกๆ วันพระ ท่านเจ้าอาวาสได้นำญาติโยมสวดธัมมจักกัปปวัตนสูตรและนั่งอฐิษฐานจิตระลึกพระพุทธสิหิงค์ต่อเนื่องกันมาจนถึงปัจจุบัน ท่านเจ้าอาวาสได้อฐิษฐานไว้ว่าถ้าท่านจำพรรษาที่วัดหัวถนนได้ ๑๐ พรรษาขอให้ท่านได้มีโอกาสสร้างพระหึงค์ไว้ให้ชาวบ้านได้ระลึกถึงและสักการะบูชา ปีที่แล้วท่านจำพรรษา ณ วัดหัวถนนเข้าปีที่ ๑๐ ได้มีโยมโทรศัพท์มาสอบถามว่า ทราบข่าวว่าพระอาจารย์กำลังจะสร้างพระหึงค์ได้มีใครเป็นเจ้าภาพหรือยังจากนั้นก็ได้ปวารณาเป็นเจ้าภาพเททองหล่อพระหึงค์องค์เนื้อสำริด ทางวัดโดยคุณขจรศักดิ์ รักพงษ์จึงได้ติดต่อช่างให้ไปออกแบบจนแล้วเสร็จ ตอนไปกราบหลวงปู่สมเด็จพระมหาวชิรมังคลาจารย์ที่วัดกะพังสุรินทร์ พระอารามหลวง มาเป็นประธานสงฆ์เททองหล่อพระหึงค์ในวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๖๘ ท่านให้ดูหนังสือประวัติวัดในจังหวัดตรังที่ท่านกำลังเรียบเรียงอยู่ ตามประวัติวัดหัวถนนสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๔๘ เป็นวัดลำดับที่ ๑๙ ของเมืองตรัง ปี ๒๕๖๘ วัดหัวถนนมีอายุได้ ๒๑๙ ปี พอพิธีพุทธาภิเษกในปี ๒๕๖๙ นี้เลยครบ ๒๒๐ ปีวัดหัวถนนโดยบังเอิญ

25/04/2026
24/04/2026

พิธีทำลายบล็อกเหรียญพระพุทธสิหิงค์ รุ่น ที่รฦกสมโภช ๒๒๐ ปี วัดหัวถนน ต.นาพละ จ.ตรัง การจัดสร้างตามจำนวน ๒ ประเภท
๑.เหรียญลองพิมพ์ เนื้อทองแดง, ทองแดงรมดำ
จำนวน ๓ เหรียญ

๒.เหรียญเนื้อเงิน ต็อกโค๊ต ตัว อุ ตัวเลขไทย
จำนวน ๑๐ เหรียญ

๓.เหรียญเนื้อทองแดงรมดำ ต็อกโค๊ต ตัว อุ ตัวเลขไทย
(สำหรับแจกเฉพาะผู้เข้าร่วมพิธีพุทธาภิเษก และให้ผู้ศรัทธาร่วมบูชาทำบุญที่วัด)
จำนวน ๓,๐๐๐ เหรียญ

๔.เหรียญเนื้อทองแดงรมดำ ต็อกโค๊ต ตัว อุ ต็อก คำว่า พิเศษ หน้าเหรียญ ใต้ฐานองค์พระ บรรจุใต้ฐานพระบูชาทุกองค์ ทุกขนาด ๓, ๕, ๗.๕ นิ้ว โดยคุณวิสูตร แย้มยืนยงค์ นายช่างหล่อพระ เจ้าของโรงงานหล่อพระบ้านช่างหล่อ ผู้ออกแบบปั้นหล่อพระพุทธสิหิงค์ มีศรัทธาร่วมสร้างถวายวัดหัวถนน ต.นาพละ จ.ตรัง
จำนวน ๕๐๐ เหรียญ
(วัตถุประสงค์ เพื่อบรรจุใต้ฐานพระบูชา ๓๗๒ เหรียญ คงเหลือจากการบรรจุ แจกวันพุทธาภิเษก ๑๒๘ เหรียญ ถวายพระเกจิ พระสวดมหานาค แจกคณะกรรมการร่วมทำงานและผู้ร่วมพิธีทั้งหมด)
ร่วมจัดสร้างเป็นจำนวนทั้งสิ้น ๓,๕๐๓ เหรียญ
ทั้งนี้ พระอธิการสุรศักดิ์ สุรสฺกโก เจ้าอาวาสวัดหัวถนน
กำนันวีระชัย รุ่งเรือง กำนันตำบลนาพละ นายปรีชา เดชเหมือน อดีตกำนันตำบลนาพละ พร้อมทั้งชาวบ้านร่วมกัน ทำลายบล็อกเหรียญ เพื่อไม่ให้มีข้อแครงใจ หรือการแอบอ้างและปั้มเหรียญเพิ่มเติมมากกว่าการจัดสร้างตามจำนวนที่กล่าวมาข้างต้น
จึงขออนุโมทนาผู้มีจิตศรัทธาทุกท่านมา ณ ที่นี้ด้วย
วัดหัวถนน ตำบลนาพละ จังหวัดตรัง

พิธีทำลายบล็อกเหรียญพระพุทธสิหิงค์  รุ่น ที่รฦกสมโภช ๒๒๐ ปี วัดหัวถนน ต.นาพละ จ.ตรัง การจัดสร้างตามจำนวน ๒ ประเภท๑.เหรีย...
24/04/2026

พิธีทำลายบล็อกเหรียญพระพุทธสิหิงค์ รุ่น ที่รฦกสมโภช ๒๒๐ ปี วัดหัวถนน ต.นาพละ จ.ตรัง การจัดสร้างตามจำนวน ๒ ประเภท
๑.เหรียญลองพิมพ์ เนื้อทองแดง, ทองแดงรมดำ
จำนวน ๓ เหรียญ

๒.เหรียญเนื้อเงิน ต็อกโค๊ต ตัว อุ ตัวเลขไทย
จำนวน ๑๐ เหรียญ

๓.เหรียญเนื้อทองแดงรมดำ ต็อกโค๊ต ตัว อุ ตัวเลขไทย
(สำหรับแจกเฉพาะผู้เข้าร่วมพิธีพุทธาภิเษก และให้ผู้ศรัทธาร่วมบูชาทำบุญที่วัด)
จำนวน ๓,๐๐๐ เหรียญ

๔.เหรียญเนื้อทองแดงรมดำ ต็อกโค๊ต ตัว อุ ต็อก คำว่า พิเศษ หน้าเหรียญ ใต้ฐานองค์พระ บรรจุใต้ฐานพระบูชาทุกองค์ ทุกขนาด ๓, ๕, ๗.๕ นิ้ว โดยคุณวิสูตร แย้มยืนยงค์ นายช่างหล่อพระ เจ้าของโรงงานหล่อพระบ้านช่างหล่อ ผู้ออกแบบปั้นหล่อพระพุทธสิหิงค์ มีศรัทธาร่วมสร้างถวายวัดหัวถนน ต.นาพละ จ.ตรัง
จำนวน ๕๐๐ เหรียญ
(วัตถุประสงค์ เพื่อบรรจุใต้ฐานพระบูชา ๓๗๒ เหรียญ คงเหลือจากการบรรจุ แจกวันพุทธาภิเษก ๑๒๘ เหรียญ ถวายพระเกจิ พระสวดมหานาค แจกคณะกรรมการร่วมทำงานและผู้ร่วมพิธีทั้งหมด)
ร่วมจัดสร้างเป็นจำนวนทั้งสิ้น ๓,๕๐๓ เหรียญ
ทั้งนี้ พระอธิการสุรศักดิ์ สุรสฺกโก เจ้าอาวาสวัดหัวถนน
กำนันวีระชัย รุ่งเรือง กำนันตำบลนาพละ นายปรีชา เดชเหมือน อดีตกำนันตำบลนาพละ พร้อมทั้งชาวบ้านร่วมกัน ทำลายบล็อกเหรียญ เพื่อไม่ให้มีข้อแครงใจ หรือการแอบอ้างและปั้มเหรียญเพิ่มเติมมากกว่าการจัดสร้างตามจำนวนที่กล่าวมาข้างต้น
จึงขออนุโมทนาผู้มีจิตศรัทธาทุกท่านมา ณ ที่นี้ด้วย
วัดหัวถนน ตำบลนาพละ จังหวัดตรัง

ที่อยู่

หมู่ที่ 6 ต. นาพละ อ. เมืองตรัง จ. ตรัง
Trang
92000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ วัดหัวถนน จ.ตรังผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์