วัดน้ำสิงห์ใต้ บ้านน้ำสิงห์

วัดน้ำสิงห์ใต้  บ้านน้ำสิงห์ วัดน้ำสิงห์ใต้ ตำบลท่าปลา อำเภอท่า?

01/03/2017
15/11/2014
ทำขวัญหลวงพ่อ
30/04/2014

ทำขวัญหลวงพ่อ

14/04/2014

ตำนานในวันสงกรานต์ นี้ได้ปรากฏในเทพนิยายของศาสนาพราหมณ์ ฮินดูอยู่เรื่องหนึ่ง และได้ปรากฏอยู่ในศิลาจารึกที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามดังต่อไปนี้ เศรษฐีคนหนึ่งไม่มีบุตร บ้านของเขาอยู่ใกล้กับบ้านของนักเลงสุรา นักเลงสุรานั้นมีบุตร 2 คน มีผิวเนื้อเหมือนทอง วันหนึ่งนักเลงสุรานั้นได้เข้าไปกล่าวคำหยาบคายต่อเศรษฐี และเศรษฐีถามเขาว่าเหตุใดเขาจึงมาหมิ่นประมาทต่อเศรษฐีผู้มีทรัพย์สมบัติมาก นักเลงสุราได้ตอบว่าถึงเศรษฐีมีสมบัติมากก็ไม่มีบุตร เมื่อเศรษฐีตายแล้วทรัพย์สมบัติก็สูญเปล่า นักเลงสุรากล่าวว่าตนประเสริฐกว่าเศรษฐี เศรษฐีมีความละอายแล้วจึงบวงสรวงพระอาทิตย์พระจันทร์ตั้งจิตอธิษฐานขอบุตรถึง 3 ปีก็มิได้มีบุตร อยู่มาวันหนึ่ง เป็นวันนักขัตฤกษ์สงกรานต์ พระอาทิตย์ยกขึ้นสู่ราศีเมษ เศรษฐีได้พาบริวารขนไปยังต้นไทรอันเป็นที่อยู่แห่งฝูงนก ทั้งปวงริมฝั่งน้ำ จึงเอาข้าวสารล้างน้ำ 7 ครั้ง แล้วหุงขึ้นบูชาพระไทร ประโคมพิณพาทย์ตั้งจิตอธิฐานขอบุตร พระไทรมีความกรุณา จึงเหาะไปเข้าเฝ้าพระอินทร์ พระอินทร์ได้ให้ธรรมบาลเทวบุตรลงมาปฏิสนธิในครรภ์ภริยาของเศรษฐี เมื่อนางคลอดบุตรออกมา จึงให้ชื่อธรรมบาลกุมาร แล้วปลูกปราสาท 7 ชั้น ให้อยู่ใต้ต้นไม้ไทรริมฝั่งแม่น้ำ ธรรมบาลกุมารโตขึ้นได้เรียนรู้ภาษานก แล้วเรียนไตรเพทจนจบ เมื่ออายุ 7 ขวบและได้เป็นครูสอนมงคลการต่างๆแก่คนทั้งหลาย มงคลเหล่านั้นมีอยู่ 12 มงคล อันได้แก่ การโกนผมไฟ การเจาะหู การตั้งชื่อเด็ก การสอนเด็กให้เดิน ให้พูด การเปิบข้าว การนุ่งผ้า การว่ายน้ำ การโกนจุก การตัดเล็บ การตกแต่งร่างกาย และการแต่งงาน ในขณะนั้นโลกทั้งหลายนับถือท้าวกบิลมหาพรหมองค์หนึ่ง ว่าเป็นผู้แสดงมงคลแก่มนุษย์ทั้งปวง เมื่อท้าวกบิลมหาพรหมทราบจึงลงมาถามปัญหา 3 ข้อกับธรรมบาลกุมาร โดยให้สัญญากันไว้ว่า ถ้าธรรมบาลกุมารแก้ปัญหานั้นได้ จะตัดเศียรบูชาความรู้ของธรรมบาลกุมาร แต่ถ้าธรรมบาลกุมารแก้ปัญหานั้นไม่ได้ต้องตัดศีรษะของตนบูชาท้าวกบิลมหาพรหมภายใน 7 วัน ปัญหา 3 ข้อนั้นมีอยู่ว่า

ข้อ 1.ตอนเข้าราศีของมนุษย์อยู่ที่ไหน

ข้อ 2.ตอนเที่ยงราศีของมนุษย์อยู่ที่ไหน

ข้อ 3.ตอนเย็นราศีของ มนุษย์อยู่ที่ไหน

เมื่อเวลาล่วงไป 6 วัน ธรรมบาลกุมารยังคิดไม่ออก จึงนึกว่าพรุ่งนี้เป็นวันที่ตนต้องตายด้วยอาญาของท้าวกบิลมหาพรหม ธรรมบาลกุมารไม่ต้องการตายจึงคิดหนีไปซุกซ่อนตายเสียดีกว่า แล้วลงจากปราสาทไปนอนอยู่ใต้ต้นตาล 2 ต้น ซึ่งมีนกอินทรีสองตัวผัวเมียทำรังอาศัยอยู่บนต้นตาลนั้น ครั้นเวลาค่ำนางนกอินทรีได้ถามสามีของมันว่าพรุ่งนี้จะได้อาหารที่ใด สามีของนางนกอินทรีตอบว่าจะได้กินศพธรรมบาลกุมาร ซึ่งท้าวกบิลมหาพรหมจะฆ่าเสีย เพราะธรรมบาลกุมารไม่สามารถตอบปัญหา 3 ข้อของท้าวกบิลมหาพรหมได้ นางนกอินทรีจึงถามสามีของมันว่า ปัญหา 3 ข้อนั้นมีอย่างไร สามีของนางนกอินทรีบอกว่าตอนเช้าราศีของมนุษย์อยู่ที่ไหน ตอนเที่ยงราศีของมนุษย์อยู่ที่ไหน ตอนเย็นราศีของมนุษย์อยู่ที่ไหน นางนกอินทรีก็ถามสามีของมันว่าปัญหานั้นแก้อย่างไร สามีของนางนกอินทรีได้บอกว่า

ตอนเช้าราศีของมนุษย์อยู่ที่หน้า มนุษย์ทั้งหลายจึงเอาน้ำล้างหน้า

ตอนเที่ยงราศีของมนุษย์อยู่ที่อก มนุษย์ทั้งหลายจึงเอาเครื่องหอมปะพรมที่อก

ส่วนตอนเย็นราศีของมนุษย์อยู่ที่เท้า มนุษย์ทั้งหลายจึงเอาน้ำล้างเท้า

ธรรมบาลกุมารได้ยินการสนทนาของนกอินทรี 2 ผัวเมียเช่นนั้นแล้ว ก็ได้กลับไปยังปราสาทของตน ครั้นวันรุ่งขึ้นท้าวกบิลมหาพรหมได้มาถามปัญหา 3 ข้อนั้น ธรรมบาลกุมารได้ตอบคำถามนั้นถูกต้อง ท้าวกบิลมหาพรหมจึงเรียกเทพธิดาทั้งเจ็ดผู้เป็นบริจาริกา(แปลว่าหญิงรับใช้ หรือภรรยา) พระอินทร์มาพร้อมกันแล้วบอกว่าเราจะตัดศีรษะของเราบูชาธรรมบาลกุมาร ถ้าศีรษะ ของเราตั้งไว้บนแผ่นดินไฟจะไหม้ทั่วโลก ถ้าทิ้งขึ้นบนอากาศฝนจะแล้งถ้าทิ้งในมหาสมุทรน้ำจะแห้ง จึงให้เทพธิดาทั้งเจ็ดนั้นเอาพานมารองรับศีรษะ แล้วตัดศีรษะส่งให้ธิดาองค์ใหญ่ นางจึงเอาพานมารับพระเศียรของบิดาไว้ แล้วแห่ประทักษิณ(คือการแห่เวียนขวา) รอบเขาพระสุเมรุ 60 นาที แล้วอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ในมณฑปถ้ำคันธธุลีเขาไกรลาส บูชาด้วยเครื่องพิมพ์ต่างๆ พระเวสสุกรรมหรือวิษณูกรรมก็นิรมิตโลงด้วยแก้วเจ็ดประการชื่อภควดีให้เป็นที่ประชุมเทวดา เทวดาทั้งปวงได้นำเถาฉมูนาค(ไม่ทราบว่าเถาอะไร น่าจะเป็นเถาไม้ที่ใช้หมักสำหรับทำน้ำโสมหรือสุรา) มาล้างในสระอโนดาตเจ็ดครั้งแล้วแจกกันสังเวยทุกพระองค์ ครั้นถึงครบกำหนด 365 วัน โลกสมมติว่าปีหนึ่งเป็นสงกรานต์ นางเทพธิดา 7 องค์ จึงผลัดเวรกันองค์ละ 1 ปี มาอัญเชิญพระเศียรท้าวกบิลมหาพรหมออกแห่ประทักษิณเขาพระสุเมรุทุกปี แล้วกลับไปเทวโลก นางเทพธิดา 7 องค์ ที่ผลัดเวรกันมาอัญเชิญพระเศียรท้าวกบิลมหาพรหมออกแห่ประทักษิณเขาพระสุเมรุทุกปีนั้น มีหลักเกณฑ์อยู่ว่าถ้าวันมหาสงกรานต์ในวันที่ 13 เมษายน ตรงกับวันอะไร และเป็นเวรของนางเทพธิดาองค์ใดเป็นหน้าที่องค์นั้น

นางสงกรานต์ ของแต่ละวัน จะมีนาม อาหาร อาวุธ และสัตว์ที่เป็นพาหนะ ต่างๆ กันดังต่อไปนี้

วันอาทิตย์ ชื่อ ทุงษ
ทัดดอกทับทิม เครื่องประดับปัทมราค ภักษาหารผลมะเดื่อ อาวุธขวาจักร ซ้ายสังข์ พาหนะครุฑ

วันจันทร์ ชื่อ โคราค
ทัดดอกปีบ เครื่องประดับมุกดา ภักษาหารน้ำมัน อาวุธขวาพระขรรค์ ซ้ายไม้เท้า พาหนะเสือ

วันอังคาร ชื่อ รากษส
ทัดดอกบัวหลวง เครื่องประดับโมรา ภักษาหารโลหิต อาวุธขวา ตรีศูล ซ้ายธนู พาหนะสุกร

วันพุธ ชื่อ มัณฑา
ทัดดอกจำปา เครื่องประดับไพฑูรย์ ภักษาหารนมเนย อาวุธขวาเข็ม ซ้ายไม้เท้า พาหนะลา

วันพฤหัสบดี ชื่อ กิริณี
ทัดดอกมณฑา เครื่องประดับมรกต ภักษาหารถั่วงา อาวุธขวาขอ ซ้ายปืน พาหนะช้าง

วันศุกร์ ชื่อ กิมิทา
ทัดดอกจงกลนี เครื่องประดับบุษราคัม ภักษาหารกล้วยน้ำว้า อาวุธขวาพระขรรค์ ซ้ายพิณ พาหนะกระบือ

วันเสาร์ ชื่อ มโหทร
ทัดดอกสามหาว เครื่องประดับนิลรัตน์ ภักษาหารเนื้อทราย อาวุธขวาจักร ซ้ายตรีศูล พาหนะนกยูง

17 อานิสงส์ก่อสร้างพระเจดีย์ทราย...ในเมื่อพระองค์เสด็จประทับอยู่ ณ บุพพารามมหาวิหารในนครสาวัตถีได้เทศนาถึงอานิสงส์ก่อเจด...
14/04/2014

17 อานิสงส์ก่อสร้างพระเจดีย์ทราย
...ในเมื่อพระองค์เสด็จประทับอยู่ ณ บุพพารามมหาวิหารในนครสาวัตถีได้เทศนาถึงอานิสงส์
ก่อเจดีย์ทรายแล้วตั้งความปรารถนาไว้ เป็นใจความว่าวันหนึ่งเป็นฤดูร้อนอากาศร้อนอบอ้าวมาก
พระเจ้าปัสเสนทิโกศลทรงพักผ่อนพระอิริยาบถให้สบาย ณ หาดทรายริมฝั่งแม่น้ำไม่ห่างจากพระนคร
เท่าใดนักได้ทรงทอดพระเนตรเห็นทรายขาวสะอาดราบเรียบดีนัก มีพระดำริว่าควรทำเป็นรูปเจดีย์ขึ้น
เพื่อบูชาพระรัตนตรัย ดีกว่าที่เราจะมาเดินเล่นโดยเปล่าประโยชน์ เมื่อทรงดำริเช่นนั้น แล้วก็รีบลงมือ
ก่อเป็นรูปเจดีย์ด้วยพระองค์เอง พวกบริวารทั้งหลายที่ตามเสด็จ ก็ลงมือก่อตามไปด้วย เมื่อสำเร็จแล้ว
มองก็เป็นทิวแถวสวยงามเกิดมีความปิติยินดีเป็นที่ยิ่ง เพราะนับดูแล้วมี ๘ หมื่น ๔ พันองค์พระบรม
กษัตริย์ทรงโสมนัสเป็นยิ่งนัก ก็เสด็จกลับมาสู่บุพพารามมหาวิหารถวายอภิวาท แล้วก็นั่งอยู่ส่วนข้าง
หนึ่งแล้วกราบทูลถึงอานิสงส์ของการก่อพระเจดีย์ทรายบูชาพระรัตนตรัย ที่พระองค์ได้ทรงกระทำมา
แล้ว โดยตลอด
... พระพุทธองค์ทรงโปรดประทานพระธรรมเทศนาว่า มหาราชดูกรมหาบพิตรนรชนหญิง
ชายทั้งหลายเหล่าใด มีศรัทธาเลื่อมใสอุตสาห์พากเพียรพยายาม ทำการก่อสร้างพระเจดีย์ทรายใหญ่น้อย
ก็ดี มีจำนวนถึง ๘ หมื่น ๔ พันองค์นั้น หรือว่าจะมากน้อยแค่ไหนก็ตาม ด้วยศรัทธาอันแรงกล้า ก็จะไม่
ไปสู่อบายภูมิตลอดร้อยชาติ ถ้าเกิดเป็นมนุษย์ ก็จะเป็นผู้มั่งคั่งด้วยทรัพย์สมบัติบริวารเป็นอันมาก ครั้น
ตายไปจากมนุษย์โลก ก็จะไปเกิดในสวรรค์เสวยทิพย์สมบัติ แม้พระตถาคตก็เคยได้กระทำมาแล้ว ใน
ครั้งเป็นพระโพธิสัตว์ บำเพ็ญบารมีอยู่แล้วพระองค์นำอดีตนิทานมาแสดงต่อไปว่า

ครั้งนั้น
พระตถาคตได้เกิดในตระกูลอนาถา พอเจริญวัยขึ้นก็ต้องเข้าป่าแสวงหาฟืนมาขายเลี้ยงชีพ กระทำอย่าง
นี้เป็นอาจิณ อยู่มาวันหนึ่งได้เห็นทรายขาวสะอาดบริสุทธิ์ผุดผ่องในราวป่า ก็มีจิตผ่องใสศรัทธาใคร่จะ
ก่อพระเจดีย์บูชาพระรัตนตรัย จึงสละเวลาไม่ตัดฟืนทั้งวัน ได้ก่อพระเจดีย์ทรายเสร็จแล้วได้ฉีกผ้าห่ม
ผืนหนึ่งปักเป็นธงชัย แล้วบูชาพระรัตนตรัยในพุทธบาทศาสดาของพระติสสะสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วตั้ง
ความปรารถนาว่า ขอให้ข้าพเจ้าได้สำเร็จพระโพธิญาณ ในอนาคตกาลโน้นเทอญ ครั้นทำลายขันธ์แล้ว
ไปเกิดอยู่ชั้นดาวดึงส์มีวิมานสูง ๑๒ โยชน์ เสวยทิพย์สมบัติอยู่ถึง ๒ พันปีทิพย์ เมื่อสิ้นอายุขัยแล้วได้
จุติมาเกิดเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าพาราณสี ได้ท่องเที่ยวอยู่ในมนุษย์โลก บำเพ็ญบารมีญาณจน
เต็มเปี่ยมดีแล้ว จึงได้มาอุบัติเป็นพระตถาคต ดังที่มหาบพิตรปรารภอยู่ขณะนี้ เมื่อจบพระธรรมเทศนา
ลงแล้ว พระเจ้าปัสเสนทิโกศล พร้อมด้วยบริวารทั้งหลายก็มีความยินดีโสมนัส ในการที่พระองค์ทรง
ก่อ พระเจดีย์ทรายบูชาคุณพระรัตนตรัยโดยไม่เปล่าประโยชน์

07/04/2014

ที่อยู่

อ. ท่าปลา จ. อุตรดิตถ์
Tha Pla
53150

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ วัดน้ำสิงห์ใต้ บ้านน้ำสิงห์ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

ประเภท