วัดโลกา ตำบลบ้านกร่าง อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี

วัดโลกา ตำบลบ้านกร่าง อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก วัดโลกา ตำบลบ้านกร่าง อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี, องค์กรศาสนา, วัดโลกา ตำบลบ้านกร่าง อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี, Suphan Buri.

ภาพมงคลเป็นพุทธานุสสติ "โลหะปราสาท" บรรจุพระบรมสารีริกธาตุประดิษฐาน ณ วัดราชนัดดารามวรวิหารแขวงวัดบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุ...
08/06/2026

ภาพมงคลเป็นพุทธานุสสติ
"โลหะปราสาท" บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
ประดิษฐาน ณ วัดราชนัดดารามวรวิหาร
แขวงวัดบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

เวสาขปุณฺณมทิวส      เวสาขปุณฺณมายํ อมฺหากํ สตฺถา กุมารกาเล อาสภิวาจํ อภาสิ “อคฺโคหมสฺมิ โลกสฺส, เชฏฺโฐหมสฺมิ    โลกสฺส,...
01/06/2026

เวสาขปุณฺณมทิวส

เวสาขปุณฺณมายํ อมฺหากํ สตฺถา กุมารกาเล อาสภิวาจํ อภาสิ “อคฺโคหมสฺมิ โลกสฺส, เชฏฺโฐหมสฺมิ โลกสฺส, เสฏฺโฐหมสฺมิ โลกสฺส, อยมนฺติมา ชาติ นตฺถิทานิ ปุนพฺภโวติ.
ปฐมาภิสมฺพุทฺธกาเล อุทานํ อุทาเนสิ
อเนกชาติสํสารํ, สนฺธาวิสฺสํ อนิพฺพิสํ
คหการํ คเวสนฺโต, ทุกฺขา ชาติ ปุนปฺปุนํ.
คหการก ทิฏฺโฐสิ, ปุน เคหํ น กาหสิ
สพฺพา เต ผาสุกา ภคฺคา, คหกูฏํ วิสงฺขตํ
วิสงฺขารคตํ จิตฺตํ, ตณฺหานํ ขยมชฺฌคาติ.
ปรินิพฺพานสมเย จ ปจฺฉิมโอวาทํ อทาสิ “หนฺททานิ ภิกฺขเว อามนฺตยามิ โว วยธมฺมา สงฺขารา, อปฺปมาเทน สมฺปาเทถาติ.

วันเพ็ญเดือนวิสาขะ (เดือน ๖)
ในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ (เดือน ๖) พระศาสดาของเราทั้งหลายได้เปล่งอาสภิวาจา ในกาลที่พระองค์เป็นกุมารว่า “เราเป็นผู้เลิศแห่งโลก, เราเป็นผู้เจริญที่สุดแห่งโลก, เราเป็นผู้ประเสริฐที่สุดแห่งโลก, ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย บัดนี้ภพใหม่ย่อมไม่มี”

ในกาลที่พระองค์ตรัสรู้ใหม่ๆ ทรงเปล่งอุทานว่า
เราแสวงหานายช่างผู้สร้างเรือน (คืออัตภาพ) เมื่อไม่พบ จึงได้ท่องเที่ยวไปสู่สงสารเป็นอเนกชาติ การเกิดบ่อยๆ เป็นทุกข์ร่ำไป
แน่ะนายช่างผู้สร้างเรือน เราพบเจ้าแล้ว เจ้าจะสร้างเรือนไม่ได้อีก
โครงเรือนของเจ้าเราหักหมดแล้ว ยอดของเรือนเราก็รื้อเสียแล้ว
จิตของเราถึงแล้วซึ่งธรรมที่ปราศจากปัจจัยปรุงแต่ง เราได้ถึงแล้วซึ่งความสิ้นไปแห่งตัณหาทั้งหลาย

และทรงประทานปัจฉิมโอวาทในกาลเป็นที่ปรินิพพานว่า “ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราของเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำกิจทั้งปวงให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด”

วิเคราะห์พระนามของพระพุทธเจ้า คือ พุทฺธ สมฺมาสมฺพุทฺธ และ สพฺพญฺญู
จตฺตาริ สจฺจานิ พุชฺฌตีติ พุทฺโธ = บุคคลใดย่อมตรัสรู้อริยสัจ ๔ เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้นชื่อว่า พุทฺธ (พระพุทธเจ้า ผู้ตรัสรู้อริยสัจ ๔)
นี้เป็นการแสดงโดยปธานนัย คือ นัยที่กล่าวถึงประธานแล้วหมายเอาบริวารด้วย หมายความว่า ยกเอาอริยสัจ ๔ เป็นประธาน แล้วหมายเอาธรรมที่เหลือทั้งหมด ซึ่งเป็นบริวารด้วย

อีกอย่างหนึ่ง สพฺพธมฺเม พุชฺฌตีติ พุทฺโธ = บุคคลใดย่อมตรัสรู้ธรรมทั้งปวง เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้นชื่อว่า พุทฺธ (พระพุทธเจ้า ผู้ตรัสรู้ธรรมทั้งปวง)
คำว่า ธรรมทั้งปวง หมายถึง สังขตธรรม และ อสังขตธรรม หรือปรมัตถธรรม และบัญญัติ

สมฺมา สามญฺจ สพฺพธมฺเม พุชฺฌตีติ สมฺมาสมฺพุทฺโธ = บุคคลใดย่อมตรัสรู้ธรรมทั้งปวงโดยชอบ ด้วยพระองค์เอง เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้นชื่อว่า สมฺมาสมฺพุทฺธ ได้แก่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

สพฺพํ ชานาตีติ สพฺพญฺญู = บุคคลใดย่อมรู้ธรรมทั้งปวง เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้นชื่อว่า สพฺพญฺญู ได้แก่ พระพุทธเจ้า ผู้รู้ธรรมทั้งปวง

สังคหคาถา
วิสาขทิวเส สตฺถา, ชาโต จ พุชฺฌิโตปิ จ
ปรินิพฺพุโต อโหสีติ, มยํ ชานาม สาธุกํ
เอวเมตํ สรนฺตาว, อิทานิ ปูชยามเส.
เราทั้งหลายทราบกันดีว่า ในวันวิสาขะ (ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖) พระศาสดาของเราได้ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน
เมื่อมาระลึกถึงพระศาสดาอย่างนี้ ก็จงบูชาพระองค์ในกาลนี้เถิด
(คุณารักษ์...ประพันธ์)
Cr.อาจารย์คุณารักษ์ นพคุณ

มาฆปุณฺณมทิวส      ลกฺขิตพฺพทิวสานํ กาลกฺกโม เอวํ เวทิตพฺโพ -   เวสาขปุณฺณมายํ มคเธสุ อุรุเวลายํ สตฺถา ปฐมาภิ สมฺพุทฺโธ ...
03/03/2026

มาฆปุณฺณมทิวส

ลกฺขิตพฺพทิวสานํ กาลกฺกโม เอวํ เวทิตพฺโพ -
เวสาขปุณฺณมายํ มคเธสุ อุรุเวลายํ สตฺถา ปฐมาภิ สมฺพุทฺโธ อโหสิ.
อาสาฬฺหปุณฺณมายํ พาราณสิยํ อิสิปตเน มิคทาเย ปญฺจวคฺคิยานํ ธมฺมจกฺกปฺปวตฺตนสุตฺตํ นาม ปฐม เทสนํ เทเสสิ.
ปุนวสฺเส จ มาฆปุณฺณมายํ ราชคเห เวฬุวเน อฑฺฒเตรสานํ ขีณาสวภิกฺขุสตานํ โอวาทปาติโมกฺขํ อุทฺทิสิ
ขนฺตี ปรมํ ตโป ติติกฺขา
นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา
น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี
น สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโต.
สพฺพปาปสฺส อกรณํ, กุสลสฺส อุปสมฺปทา
สจิตฺตปริโยทปนํ, เอตํ พุทฺธาน สาสนํ.
อนูปวาโท อนูปฆาโต, ปาติโมกฺเข จ สํวโร
มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺมึ, ปนฺตญฺจ สยนาสนํ
อธิจิตฺเต จ อาโยโค, เอตํ พุทฺธาน สาสนนฺติ.

วันเพ็ญเดือนมาฆะ (เดือน ๓)
พึงทราบลำดับกาลแห่งวันสำคัญที่ควรจดจำ อย่างนี้ -
ในวันเพ็ญเดือนเวสาขะ (เดือน ๖) พระศาสดาได้ตรัสรู้ที่ตำบลอุรุเวลา ในแคว้นมคธ
ในวันเพ็ญเดือนอาสาฬหะ (เดือน ๘) พระองค์ทรงแสดงปฐมเทศนา ชื่อว่า ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร แก่ปัญจวัคคีย์ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี
และในวันเพ็ญเดือนมาฆะ (เดือน ๓) ในปีใหม่ พระองค์ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์แก่ภิกษุอรหันต์ ๑,๒๕๐ รูป ที่เวฬุวัน (สวนไม้ไผ่) เมืองราชคฤห์ ว่า...
ขันติคือความอดกลั้นเป็นตบะอย่างยิ่ง พระพุทธะทั้งหลายกล่าวว่า “นิพพานเป็นธรรมที่ประเสริฐสุด” ผู้ที่ทำร้ายผู้อื่นไม่ชื่อว่าบรรพชิต ผู้ที่เบียดเบียนผู้อื่นก็ไม่ชื่อว่าสมณะ
การไม่ทำบาปทั้งปวง การทำกุศลให้ถึงพร้อม การทำจิตของตนให้สะอาดหมดจด, ๓ อย่างนี้เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
การไม่กล่าวร้าย การไม่ทำร้าย ความสำรวมในพระปาติโมกข์ (การรักษาศีล) การรู้ประมาณในภัตตาหาร การอยู่ในที่นอนและที่นั่งอันสงัด การประกอบความเพียรในอธิจิต (การเจริญสมาธิ), ๖ อย่างนี้เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

อธิบาย
พึงทราบว่า ปาติโมกข์มี ๒ อย่าง คือ
๑. โอวาทปาติโมกข์ คือ พระบาฬีดังกล่าวข้างต้น ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงแสดงครั้งเดียว
๒. อาณาปาติโมกข์ ได้แก่ สิกขาบทของภิกษุ (และภิกษุณี) ที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติให้ภิกษุสวดและฟังทุกกึ่งเดือน ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ และแรม ๑๕ ค่ำ (หรือแรม ๑๔ ค่ำ ในเดือนที่พระจันทร์ดับ ๑๔ ค่ำ)

สำหรับโอวาทปาติโมกข์นั้น พระองค์ตรัสเป็นคาถา (คำประพันธ์) ว่า “ขนฺตี ปรมํ ตโป ติติกฺขา” เป็นต้น
ในคาถาแรก บาทที่ ๔ บางฉบับเป็น “สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโต” คำนี้ไม่สมควร เพราะตก “น” ซึ่งเป็นศัพท์ที่มีอรรถปฏิเสธไป, ประโยคปฏิเสธต้องมีศัพท์ประเภทปฏิเสธนตฺถ เช่น น, โน, มา เป็นต้น ประกอบอยู่ด้วย ถ้าไม่มี เนื้อความก็จะกลับเป็นตรงกันข้าม ถึงแม้ในภาษาบาฬีจะมีการละศัพท์อยู่บ้าง แต่ก็เป็นศัพท์ที่มีอรรถว่า “มี, เป็น” เช่น โหติ, โหนฺติ เป็นต้น ส่วนศัพท์ประเภทปฏิเสธนตฺถ ไม่มีการละศัพท์
นอกจากนี้ ในอรรถกถาที่อธิบายพระบาฬีนี้ก็แสดงให้รู้ว่าเป็น “น สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโต” (ที. มหา. อ. ๕/๑๒๒; ขุ. ธ. อ. ๑๘/๒๔๘; ขุ. พุทฺธ. อ. ๔๔/๔๓๑)
ในคาถาที่ ๒ บาทที่ ๒ บางฉบับเป็น “กุสลสฺสูปสมฺปทา” คำนี้เป็นของเทียมที่เกิดขึ้นภายหลัง เพราะพระบาฬีเดิมเป็น “กุสลสฺส อุปสมฺปทา” เนื่องจากในพระไตรปิฎกฉบับอื่นๆ เป็นแบบนี้ทั้งนั้น และในอรรถกถาก็อธิบายเป็น ๒ บทแยกกันแบบนี้ (ที. มหา. อ. ๕/๑๒๒; ขุ. พุทฺธ. อ. ๔๔/๔๓๑)

สาระสำคัญ
ในพระคาถาเหล่านี้แสดงสาระสำคัญหลายอย่าง ดังนี้
๑. เป้าหมายของพระพุทธศาสนา คือ พระนิพพาน ดังที่พระองค์ตรัสว่า “พระพุทธะทั้งหลายกล่าวว่า นิพพานเป็นธรรมที่ประเสริฐสุด”
พระพุทธะทั้งหลาย หมายถึง พระสัมมาสัมพุทธเจ้า, พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระสาวกพุทธะ หรืออนุพุทธะ เพราะท่านเหล่านี้ได้ประจักษ์นิพพานแล้ว
๒. นโยบายในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา คือ ให้มีความอดทนอดกลั้น ไม่เบียดเบียนผู้อื่นด้วยกายและวาจา
๓. หลักการของพระพุทธศาสนา คือ การเว้นความชั่วทุกอย่าง, การทำความดีให้สมบูรณ์ คือให้ถึงโลกุตระ และการเจริญภาวนาชำระจิตให้สะอาดปราศจากนิวรณ์ ๕
๔. วิธีปฏิบัติโดยหลักใหญ่ๆ คือ การรักษาศีล, การรู้จักประมาณในการบริโภคอาหาร, การอยู่ในที่สงบสงัดเพื่อฝึกจิต, การเจริญสมาธิ อันเป็นฐานของปัญญา เพราะพระองค์ตรัสว่า “เมื่อจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ ย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริง”

จาตุรงคสันนิบาต
จาตุรงคสันนิบาต หมายถึง ที่ประชุมอันประกอบด้วยองค์ ๔ ดังนี้คือ
๑. วันนั้นเป็นวันอุโบสถ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนมาฆะ (เดือน ๓)
๒. ภิกษุ ๑,๒๕๐ รูป มาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย
๓. ภิกษุเหล่านั้นล้วนแต่เป็นพระอรหันต์ ผู้ได้อภิญญา ๖
๔. ภิกษุเหล่านั้นทั้งหมดเป็นเอหิภิกขุ คือผู้ที่พระพุทธเจ้าทรงบวชให้
พระพุทธเจ้าได้เสด็จไปในที่ประชุมนั้นแล้วทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์

ข้อควรทราบ
นอกจากนี้ ควรทราบว่า
- วันมาฆะนี้เป็นวันที่พระสารีบุตรเถระบรรลุเป็นพระอรหันต์
- และพระพุทธเจ้าทรงตั้งพระสารีบุตรเถระกับพระโมคคัลลานเถระ เป็นอัครสาวก
แต่ ๒ อย่างนี้เกิดขึ้นก่อนที่พระองค์จะแสดงโอวาทปาติโมกข์

สังคหคาถา
มาฆปุณฺณมายํ พุทฺโธ, โอวาทปาติโมกฺขกํ
อรหนฺตานํ เวฬุวเน, รมณีเยว อุทฺทิสิ.
ในวันเพ็ญเดือนมาฆะ (เดือน ๓) พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์แก่พระอรหันต์ทั้งหลาย ที่เวฬวันอันน่ารื่นรมย์
(คุณารักษ์...ประพันธ์)
Cr.อาจารย์คุณารักษ์ นพคุณ

ขนฺติ ปรมํ ตโป ตีติกฺขาพุทธภาษิตบทนี้คือหัวใจสำคัญของการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา มาจากพระสูตร "โอวาทปาติโมกข์" ซึ่งถือเ...
05/02/2026

ขนฺติ ปรมํ ตโป ตีติกฺขา

พุทธภาษิตบทนี้คือหัวใจสำคัญของการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา มาจากพระสูตร "โอวาทปาติโมกข์" ซึ่งถือเป็นธรรมนูญหรือหลักการอุดมการณ์สูงสุดที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่พระอรหันต์ 1,250 รูปในวันมาฆบูชา

นี่คือข้อมูลโดยละเอียดทั้งในเชิงรากศัพท์ ความหมายทางธรรม และนัยยะสำคัญครับ

1. ความหมายและการแปล
"ขนฺติ ปรมํ ตโป ตีติกฺขา" (อ่านว่า: ขัน-ติ ปะ-ระ-มัง ตะ-โป ตี-ติก-ขา)

แปลความหมายได้ 2 ระดับ

• แปลโดยพยัญชนะ: ขันติ คือความอดกลั้น เป็นตบะ (เครื่องเผากิเลส) อย่างยิ่ง

• แปลโดยอรรถ (ใจความ): ความอดทนอดกลั้น เป็นธรรมเครื่องเผากิเลสอย่างยิ่ง (เป็นตบะธรรมอันสูงสุด)

2. วิเคราะห์เจาะลึกรายศัพท์
เพื่อให้เข้าใจสภาวธรรมอย่างถ่องแท้ ต้องแยกศัพท์ออกมาพิจารณาครับ
• ขนฺติ : หมายถึง ความอดทน แต่ในทางธรรมกินความหมายลึกซึ้งกว่าคำว่า "ทน" ทั่วไป แบ่งเป็น 3 ลักษณะคือ

1. ทนลำบาก: ทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศ ความร้อนหนาว (ทนต่อธรรมชาติ)

2. ทนตรากตรำ: ทนต่อความเจ็บปวดทางกาย ความป่วยไข้ (ทนต่อทุกขเวทนา)

3. ทนเจ็บใจ: ทนต่อการกระทบกระทั่ง คำด่าว่าร้าย หรือการกระทำที่ไม่พอใจจากผู้อื่น (ทนต่อโทสะ)

• ปรมํ : หมายถึง อย่างยิ่ง, สูงสุด, เป็นเลิศ
• ตโป : มาจากคำว่า "ตบะ" แปลว่า การเผา, ความร้อน

• ในสมัยพุทธกาล นักบวชนอกศาสนานิยม "บำเพ็ญตบะ" ด้วยการทรมานตนเอง (ย่างไฟ, นอนบนหนาม) เพื่อเชื่อว่าจะเผากิเลสได้

• พระพุทธเจ้าทรงปฏิวัติความเชื่อนี้ใหม่ โดยตรัสว่า "ตบะที่แท้จริง" ไม่ใช่การทรมานกาย แต่คือ "ขันติ" (ความอดทน) ต่างหากที่เป็นไฟเผากิเลสได้ดีที่สุด

• ตีติกฺขา : หมายถึง ความอดกลั้น

• คำนี้มักใช้คู่กับ ขันติ เพื่อขยายความให้ชัดเจนขึ้น ว่าไม่ใช่แค่นั่งทนเฉยๆ แต่คือการ "กลั้น" หรือ "ต้านทาน" แรงกระทบจากกิเลสไม่ให้ไหลเข้ามาครอบงำจิตใจ

3. นัยยะสำคัญทางธรรม: ทำไม "ความอดทน" จึงเป็น "ตบะ" สูงสุด?

หลายคนอาจมองว่า ขันติ เป็นเพียงกิริยาของการ "ยอม" แต่ในทางปฏิบัติวิปัสสนาและจิตตภาวนา ขันติคือ ปฏิบัติการเชิงรุก ที่ทรงพลังที่สุด เพราะ

1. ) หยุดวงจรปฏิกิริยา : เมื่อตาเห็นรูป หรือหูได้ยินเสียงที่ไม่ดี ปกติจิตจะปรุงแต่งเป็นโทสะทันที "ขันติ" คือตัวเบรกที่เข้ามาหยุดกระแสนี้ ทำให้กิเลสใหม่ไม่เกิด

2. ) เผากิเลสเก่า: เมื่อเรามีความอยาก (โลภะ) หรือความโกรธ (โทสะ) เกิดขึ้น แล้วเราใช้ขันติข่มใจไม่ทำตามอำนาจมัน เหมือนเรากำลัง "เผา" พลังงานของกิเลสนั้นให้มอดไหม้ไป ไม่เติมเชื้อไฟให้มัน

3. ) ฐานของศีลและสมาธิ: หากขาดขันติ ศีลจะขาดง่าย (ทนสิ่งยั่วยุไม่ได้) และสมาธิจะไม่เกิด (ทนความปวดเมื่อยหรือความฟุ้งซ่านไม่ได้)

4. ประเภทของขันติ (ประกอบการพิจารณา)
เพื่อให้เห็นภาพการนำไปใช้ ขันติมักถูกจำแนกในสถานการณ์ต่างๆ ดังนี้ครับ

• อธิวาสนขันติ: อดทนต่อทุกขเวทนาทางกาย (หนาว, ร้อน, ปวด, หิว, กระหาย)

• ตีติกขาขันติ: อดกลั้นต่อการล่วงเกินของผู้อื่น (คำด่า, การดูถูก)

• อุปสมาขันติ: ความอดทนที่นำไปสู่ความสงบระงับกิเลส (ระดับสูง)

บทสรุป
พุทธพจน์นี้ต้องการสื่อว่า "ไม่ต้องไปแสวงหาวิธีการทรมานตนหรือพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ที่ไหนเพื่อบรรลุธรรม เพียงแค่คุณมี 'ความอดทน' ต่อสิ่งกระทบทั้งทางกายและทางใจได้ นั่นแหละคือพิธีกรรมที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด (ตบะ) ที่จะเผาผลาญกิเลสให้หมดไปได้"

• #ธรรมะ #พระพุทธศาสนา #คำสอนพระพุทธเจ้า #โอวาทปาติโมกข์ #วันมาฆบูชา
• #ขันติ #ความอดทน #ตบะ #ปฏิบัติธรรม

• #ข้อคิดดีๆ #แรงบันดาลใจ #พัฒนาตนเอง #สติ #ความสงบ
• #ความอดทนคือหัวใจของความสำเร็จ

• #พุทธพจน์ #พุทธศาสนสุภาษิต #ภาษาบาลี #เรียนธรรมะ
• #วิปัสสนา #จิตตภาวนา #อภิธรรม
Cr.ตามรอยพระพุทธเจ้า

วันนี้เป็นวันอุโบสถ ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๒ ฤดูนี้เป็นฤดูหนาว มีด้วยกัน ๘ อุโบสถ อุโบสถนี้เป็นอุโบสถที่ ๔…………………………...
02/01/2026

วันนี้เป็นวันอุโบสถ ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๒ ฤดูนี้เป็นฤดูหนาว มีด้วยกัน ๘ อุโบสถ อุโบสถนี้เป็นอุโบสถที่ ๔
……………………………………………………………………...............
" #บุพพกรณ์ ของอุโบสถเป็นข้อวัตร ที่ต้องทำก่อนการประชุมสงฆ์ มี ๔ อย่าง คือ
การปัดกวาดโรงอุโบสถ ๑
การตามประทีป ๑
การจัดเตรียมน้ำฉัน น้ำใช้ ๑
และสี่กับด้วยการปูลาดอาสนะ ๑
บรรดาข้อวัตร๔ อย่างเหล่านั้น การปัดกวาดโรงอุโบสถ การเตรียมน้ำฉันน้ำใช้ และการปูลาดอาสนะ เหล่าภิกษุสงฆ์และสามเณรทั้งหลายผู้รู้วัตร ได้ทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว, ส่วนกิจในการตามประทีบไม่มี เพราะเวลานี้เป็นเวลากลางวันจึงไม่ต้องตามประทีป บุพพกรณ์ของอุโบสถทั้งหลายเหล่านี้ จึงนับว่าได้ทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว

#บุพพกิจของอุโบสถ เป็นกิจ ๕ ข้อ ที่ต้องทำก่อนการสวดพระปาติโมกข์ คือ
การบอกฉันทะที่นำมา ๑
การบอกฉันทะและปาริสุทธิที่นำมา ๑
การบอกฤดู ๑
การนับจำนวนภิกษุ ๑
และ ๕ กับด้วยการแจ้งการให้โอวาทแก่ภิกษุณีผู้มาขอ ๑

บรรดาบุพพกิจห้าข้อเหล่านั้น ของอุโบสถกรรมนี้ การบอกฉันทะที่นำมาและการบอกฉันทะและปาริสุทธิที่นำมา ของภิกษุทั้งหลายผู้ควรแก่ฉันทะและปาริสุทธิไม่มี เพราะไม่มีภิกษุผู้นั่งอยู่ละหัตถบาสกันในสีมานี้,

การบอกอย่างนี้ว่า ล่วงไปแล้วกี่อุโบสถ ยังเหลืออีกกี่อุโบสถ ชื่อว่า การบอกฤดู,

อนึ่ง ฤดูในศาสนานี้มี ๓ ฤดู คือ ฤดูหนาว ๑ ฤดูร้อน ๑ ฤดูฝน ๑
ก็ฤดูนี้เป็นฤดูหนาว มี ๘ อุโบสถ อุโบสถนี้เป็นอุโบสถที่ ๔ ท่านทั้งหลายพึงทรงจำการบอกฤดูไว้ด้วยอาการอย่างนี้.

การนับจำนวนภิกษุทั้งหลายว่า ในโรงอุโบสถแห่งนี้ มีภิกษุจำนวนเท่าไหร่ เป็นผู้ประชุมพร้อมกันแล้วเพื่อประโยชน์แก่การทำอุโบสถ ชื่อว่า การนับจำนวนภิกษุ

อนึ่งในโรงอุโบสถแห่งนี้มีภิกษุที่ประชุมพร้อมกันแล้วจำนวนทั้งสิ้นจำนวน -- รูป ท่านทั้งหลายพึงทรงจำการนับจำนวนภิกษุไว้ด้วยอาการอย่างนี้.

ส่วนการให้โอวาทแก่ภิกษุณีนั้นไม่มี เพราะบัดนี้เหล่าภิกษุณีไม่มีแล้ว บุพพกรณ์และบุพพกิจ ทั้ง ๙ ประการ จึงเป็นอันได้ทำเสร็จเรียบร้อยแล้วด้วยประการอย่างนี้.

#ปัตตะกัลละ คือความพรั่งพร้อม ในการที่จะกระทำอุโบสถกรรม ประกอบด้วยองค์ ๔ คือ ต้องเป็นวันอุโบสถ ๑
ต้องมีภิกษุผู้สมควรแก่กรรมเพียงพอตามกำหนดจำนวนอย่างต่ำ ๑
ต้องไม่มีภิกษุผู้เป็นสภาคาบัติ ๑
และต้องไม่มีบุคคลต้องห้ามในหัตถบาส ๑

วันอุโบสถนั้น มี ๓ วันคือ วันอุโบสถ ๑๔ ค่ำ, วันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ และวันสามัคคีอุโบสถ ก็วันนี้เป็นวันอุโบสถ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๒
มีภิกษุผู้สมควรแก่กรรมเพียงพอตามกำหนดจำนวนอย่างต่ำ เป็นปกกตัตตะภิกษุ

อนึ่งภิกษุทั้งหลายเหล่านี้เป็นผู้ไม่ละหัตถบาส ดำรงอยู่ในสีมาเดียวกัน และวัตถุสภาคาบัติ มีการฉันอาหารในเวลาวิกาลเป็นต้น ไม่มีแก่ภิกษุทั้งหลายเหล่านี้ บุคคลต้องห้าม ที่ควรเว้นไว้นอกหัตสบาส ๒๑ จำพวกมีคฤหัสถ์และบัณเฑาะก์ เป็นต้น ก็ไม่ได้มีอยู่ในหัตถบาสของภิกษุทั้งหลายเหล่านี้ ดังนั้นความพรั่งพร้อม ด้วยลักษณะทั้ง ๔ ประการ อันชื่อว่าปัตตกัลละก็บริบูรณ์ดี

"เมื่อสงฆ์ได้ทราบถึงความที่บุพพกรณ์และบุพพกิจได้ทำเสร็จแล้ว และองค์แห่งปัตตกัลละก็มีความบริบูรณ์ดังนี้แล้ว จึงควรเพื่ออันจะได้กระทำอุโบสถกรรม ดังนั้นกระผมขอโอกาสพระเถระในการเชื้อเชิญภิกษุผู้สวดพระปาติโมกข์ เพื่อแสดงพระปาติโมกข์ตามอนุมัติแห่งสงฆ์.

(ธัมมัชเฌสกภิกษุ พึงเข้าไปหาปาติโมกขุทเทสกภิกษุ ห่มผ้าเฉวียงบ่าข้างหนึ่งนั่งกระโหย่ง ประคองอัญชลี กล่าวเชื้อเชิญ ๓ ครั้ง ว่า)

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส (ว่า ๓ จบ)

สงฺโฆ ภนฺเต(๑) เถรํ (๒)ปาติโมกฺขุทฺเทสํ อชฺเฌสติ, อุทฺทิสตุ เถโร(๓) ปาติโมกฺขํ.
ทุติยมฺปิ ภนฺเต(๑) สงฺโฆ เถรํ (๒)ปาติโมกฺขุทฺเทสํ อชฺเฌสติ, อุทฺทิสตุ เถโร(๓)ปาติโมกขํ.
ตติยมฺปิ ภนฺเต(๑) สงฺโฆ เถรํ(๒) ปาติโมกฺขุทฺเทสํ อชฺเฌสติ, อุทฺทิสตุ เถโร(๓)ปาติโมกขํ.

“ ข้าแต่ ท่านผู้เจริญ พระสงฆ์ย่อมเชื้อเชิญพระเถระ ให้แสดงพระปาติโมกข์ ขอพระเถระโปรดจงแสดงพระปาติโมกข์เถิด"
แม้ครั้งที่ ๒ ฯลฯ…
แม้ครั้งที่ ๓ ฯลฯ"

(๑): อาวุโส, (๒):อายสฺมนฺตํ, (๓): อายสฺมา
…………………………………………………………………………………………………………………………………………
“วินโย นาม สาสนสฺส อายุ วินเย ฐิเต สาสนํ ฐิตํ โหติ.”

“พระวินัย เป็นอายุของพระศาสนา เมื่อพระวินัยยังดำรงอยู่ ศาสนาก็ชื่อว่ายังดำรงอยู่”
………….
………………
…………………. #สนามธรรมสนามชัย
Cr.วัดเขาสนามชัย หัวหิน

พุทธบัญญัติเรื่องกฐิน      กฐิน คือ ผ้าพิเศษที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายเฉพาะกาลหนึ่ง   แต่โดยความหมายของศัพท...
20/11/2025

พุทธบัญญัติเรื่องกฐิน

กฐิน คือ ผ้าพิเศษที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายเฉพาะกาลหนึ่ง
แต่โดยความหมายของศัพท์ คำว่า “กฐิน” มีอรรถว่า มั่นคง เพราะทำอานิสงส์ ๕ ประการให้มั่นคงภายในระยะเวลาที่กำหนด คือประมาณ ๕ เดือน (สารตฺถ. ฏีกา. ๓/๔๐๔; วิมติ. ฏีกา. ๒/๒๕๒; วชิร. ฏีกา. ๖๒๖)
อีกอย่างหนึ่ง มีความหมายว่า บัณฑิตทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้า เป็นต้น สรรเสริญ (วินยาลงฺการฏีกา)
อาจารย์บางพวกกล่าวว่า กฐิน แปลว่า ไม้สะดึง คือไม้แบบสำหรับตัดจีวร

ความเป็นมาของกฐิน
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร เมืองสาวัตถี ภิกษุชาวเมืองปาฐา ๓๐ รูป ต้องการจะไปเฝ้าพระองค์ในที่นั้น จึงพากันเดินทางไปยังเมืองสาวัตถีในเวลาใกล้เข้าพรรษา โดยมุ่งหวังจะให้ทันเข้าพรรษาที่เมืองสาวัตถีนั้น แต่เมื่อเดินทางมาถึงเมืองสาเกตซึ่งอยู่ระหว่างทาง ห่างจากเมืองสาวัตถีประมาณ ๖ โยชน์ วันเข้าพรรษาก็มาถึงเสียก่อน จึงเข้าจำพรรษาที่เมืองสาเกตนั่นเอง ครั้นออกพรรษาปวารณาแล้วก็รีบเดินทางต่อไปทันที ในขณะที่ฝนยังตกชุกอยู่ ภิกษุเหล่านั้นต้องบุกน้ำย่ำโคลน ฝ่าสายฝนไปด้วยความลำบากยิ่ง ร่างกายเปรอะเปื้อนโคลนตม ผ้านุ่งและผ้าห่มก็เปียกน้ำเปื้อนโคลนจนหมองคล้ำคร่ำคร่า แต่ก็พยายามเดินทางไปจนถึงเมืองสาวัตถี
เมื่อไปถึงพระเชตวันวิหารได้เข้าเฝ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคทรงมีปฏิสันถารกับภิกษุเหล่านั้น ทรงไต่ถามถึงความเป็นอยู่ตลอดจนการเดินทาง ภิกษุเหล่านั้นก็กราบทูลเรื่องราวทั้งหมดให้ทรงทราบ ครั้นทรงทราบเรื่องราวดังกล่าวจึงทรงแสดงธรรมีกถาโดยปรารภเรื่องนี้เป็นต้นเหตุ แล้วรับสั่งกับภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุผู้อยู่จำพรรษาแล้วกรานกฐินได้ ภิกษุผู้ได้กรานกฐินย่อมได้อานิสงส์ ๕ ประการ คือ เที่ยวไปไม่ต้องบอกลา, ไม่ต้องถือไตรจีวรไปครบสำรับ, ฉันคณโภชนะได้, เก็บอติเรกจีวรไว้ได้ตามต้องการ และมีสิทธิ์ได้จีวรที่เขาถวายแก่สงฆ์ในวัดนั้น”
เพราะฉะนั้น กฐินจึงเป็นวินัยบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องผ้าอย่างหนึ่ง ที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ภิกษุทั้งหลายจัดทำ หรือรับจากทายกผู้มีศรัทธาได้ มูลเหตุของการบัญญัติเรื่องกฐินนี้เกิดจากพระมหากรุณาของพระองค์เอง ไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดไปทูลขอ เนื่องจาก พระองค์ประสงค์จะให้ภิกษุที่มีจีวรเก่าคร่ำคร่าได้มีจีวรผลัดเปลี่ยน และให้ภิกษุทั้งหลายที่ร่วมกันทำกิจกรรมนี้ได้รับอานิสงส์ ๕ ประการ ซึ่งเป็นสิทธิพิเศษที่ลดหย่อนในทางวินัยบางข้อ
ในตอนแรก เรื่องกฐินนี้พระภิกษุสงฆ์จัดทำกันเอง ยังไม่มีชาวบ้านเข้ามาเกี่ยวข้อง ต่อมาชาวบ้านเห็นว่าเป็นการลำบากแก่พระภิกษุสงฆ์ ประกอบกับพวกตนมีศรัทธาปรารถนาจะสั่งสมบุญกุศลด้วยจึงได้นำผ้าที่ทำสำเร็จแล้วไปถวาย ซึ่งพระองค์ก็ทรง อนุญาต แต่ต้องทำให้ถูกต้องตามวินัยบัญญัติ ถ้าทำไม่ถูกต้องก็ไม่เป็นกฐิน ดังนั้นทั้งสองฝ่าย คือ ฝ่ายทายกผู้ถวายและฝ่ายพระภิกษุสงฆ์ ควรทราบข้อบัญญัติในเรื่องกฐินนี้ไว้ เพื่อจะได้ทำให้ถูกต้องตามพระวินัยและบรรลุวัตถุประสงค์

วินัยบัญญัติ
ช่วงเวลาที่ภิกษุทั้งหลายทำกฐินกรรมได้ และชาวบ้านทอดกฐินหรือถวายผ้ากฐินได้มีเพียง ๑ เดือนเท่านั้น คือ ตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ หรือพูดให้เข้าใจง่ายก็คือ ตั้งแต่ออกพรรษาไปจนถึงกลางเดือน ๑๒
ในปีหนึ่ง วัดหนึ่งรับกฐินได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น และพระภิกษุในวัดนั้นจะไปบอกหรือขอให้คนมา ทอดกฐินไม่ได้ แม้บุคคลนั้นจะเป็นบิดามารดา ญาติ หรือคนปวารณาของตนก็ตาม ถึงแม้ไม่ได้ขอโดยตรงแต่พูดเลียบเคียงก็ไม่ได้เช่นกัน ถ้าทำอย่างนี้แล้วมีคนมาทอดกฐินก็ไม่นับเป็นกฐิน เป็นเพียงการถวายทานธรรมดาเท่านั้นเอง
ผ้าที่จะทำเป็นผ้ากฐินได้ต้องเป็นผ้าผืนใดผืนหนึ่ง ในบรรดาไตรจีวร คือ สบง (อันตรวาสก), จีวรห่ม (อุตตราสงค์) และผ้าสังฆาฏิ นอกจากนี้ก็ต้องเป็นผ้าที่มีขัณฑ์ คือตัดเป็นท่อนๆ ต่อกัน ตั้งแต่ ๕ ขัณฑ์ (ท่อน) ขึ้นไป และย้อมสีอย่างถูกต้องตามพระวินัย

ในที่มีภิกษุจำพรรษาแล้ว จะกี่รูปก็ตามสามารถทอดกฐิน หรือถวายผ้ากฐินได้ โดยตั้งใจถวายแก่สงฆ์ เมื่อชาวบ้านถวายเสร็จแล้วก็หมดหน้าที่ ต่อไปเป็นเรื่องของสงฆ์ คือการทำสังฆกรรมให้ผ้ากฐินแก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งที่เห็นสมควร ในการทำสังฆกรรมที่เกี่ยวกับกฐินนี้ต้องมีภิกษุ ๕ รูปขึ้นไปจึงจะทำได้ ถ้าในวัดนั้นมีไม่ถึง ๕ รูป ต้องนิมนต์จากที่อื่นมาเพิ่มให้ครบ
แต่ภิกษุบางพวกถือตามๆ กันมาว่าต้องมีภิกษุจำพรรษาในวัดเดียวกัน ๕ รูปขึ้นไปจึงรับกฐินได้ อันนี้ไม่ตรงกับพระวินัย เพราะในพระวินัยไม่ได้กล่าวอย่างนี้ แต่มีพระพุทธดำรัสในที่แห่งหนึ่งว่า “ภิกฺขุ เอโก วสฺสํ วสติ. ตตฺถ มนุสฺสา สงฺฆสฺส เทมาติ จีวรานิ เทนฺติ. อนุชานามิ ภิกฺขเว ตสฺเสว ตานิ จีวรานิ ยาว กฐินสฺส อุพฺภาราย = ภิกษุจำพรรษารูปเดียว ถ้าคนทั้งหลายในถิ่นนั้นถวายจีวรโดยกล่าวว่า ‘ข้าพเจ้าทั้งหลายถวายแก่สงฆ์’ ดังนี้ ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตจีวรเหล่านั้นแก่ภิกษุนั้นรูปเดียว จนถึงเวลาเดาะกฐิน (คือหมดเขตกฐิน)” (วิ. มหา. ๕/๒๒๒)
ในข้อนี้พระอรรถกถาจารย์อธิบายว่า ถ้าภิกษุนั้นได้ภิกษุอื่นมาเป็นคณปูรกะ (คือ ทำให้ครบจำนวน ๕ รูปขึ้นไป) ก็ทำสังฆกรรมที่เกี่ยวกับกฐินได้และได้อานิสงส์ ๕ เดือน ถ้าไม่ได้กรานกฐิน ก็ได้อานิสงส์จีวรกาลเพียงเดือนเดียวเท่านั้น (วิ. มหา. อ. ๓/๒๒๐)
แม้ในที่มีภิกษุจำพรรษา ๒-๔ รูปก็มีนัยเช่นเดียวกัน คือ ต้องนิมนต์จากที่อื่นมาเพิ่มให้ครบจำนวน ๕ รูปขึ้นไป
สงฆ์ทำสังฆกรรมมอบกฐินจีวรให้แก่ภิกษุรูปใด ภิกษุรูปนั้นต้องทำพิธีกรานกฐิน ส่วนภิกษุสงฆ์ที่เหลือก็อนุโมทนา เป็นอันว่าสำเร็จเรียบร้อย ภิกษุทุกรูปชื่อว่าได้กรานกฐิน และได้อานิสงส์ ๕ ประการ (ยกเว้นภิกษุที่นิมนต์มาจากวัดอื่น)

ภิกษุผู้ได้กรานกฐินย่อมได้อานิสงส์ ๕ ประการ ดังนี้
๑. เที่ยวไปโดยไม่ต้องบอกลา หมายความว่า ภิกษุที่ได้กรานกฐินรับนิมนต์ไว้ในที่แห่งหนึ่งแล้วสามารถไปสู่เรือนอื่นได้ ในเวลาก่อนฉันก็ดี หลังฉันก็ดี โดยไม่ต้องบอกลาภิกษุที่มีอยู่ และไม่เป็นอาบัติ
๒. เที่ยวไปโดยไม่ต้องนำไตรจีวรไปครบสำรับ หมายความว่า ภิกษุผู้ได้กรานกฐินสามารถอยู่ปราศจากผ้าผืนใดผืนหนึ่งที่อธิษฐานเป็นไตรจีวรได้ โดยไม่เป็นอาบัติ
๓. ฉันคณโภชนะได้ หมายความว่า ถึงแม้ทายกจะนิมนต์ภิกษุรับภัตตาหารโดยออกชื่ออาหาร เช่น ปลาย่าง แกงไก่ เป็นต้น ภิกษุตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไปก็สามารถไปรับด้วยกันและฉันด้วยกันได้ โดยไม่เป็นอาบัติ
๔. เก็บอติเรกจีวรไว้ได้ตามต้องการ หมายความว่า ภิกษุผู้ได้กรานกฐินสามารถเก็บอติเรกจีวรไว้เกิน ๑๐ วันได้ โดยไม่ต้องอธิษฐานหรือทำวิกัป และไม่เป็นอาบัติ
๕. มีสิทธิ์ได้รับส่วนแบ่งจีวรที่เขาถวายแก่สงฆ์ในวัดนั้น ซึ่งอยู่ในเขตกฐิน คือ ตั้งแต่ได้กรานกฐินไปจนถึงกลางเดือน ๔

ความจริง ความสำคัญของกฐินอยู่ที่ผ้าฐินเพียงผืนเดียว ไม่ได้อยู่ที่ปัจจัย (เงิน) และของบริวาร แต่ปัจจุบันนี้กลับให้ความสำคัญที่ปัจจัย (เงิน) และของบริวารมากกว่า

คำศัพท์เกี่ยวกับกฐินที่ควรทราบ
- ผ้ากฐิน = ผ้าที่ภิกษุสงฆ์ช่วยกันจัดทำขึ้นเพื่อกรานกฐิน หรือผ้าที่ทายกถวายแก่ภิกษุสงฆ์ในพิธีนี้
- กฐินทาน = การทอดกฐินหรือการถวายผ้ากฐิน
- องค์กฐิน = ผ้ากฐินที่จะนำไปทอด ณ วัดใดวัดหนึ่ง
- บริวารกฐิน = สิ่งของอื่นสำหรับถวายภิกษุสงฆ์ที่ประกอบกับองค์กฐิน เรียกว่า เครื่องกฐิน ก็มี
- ทอดกฐิน = การทำพิธีถวายผ้ากฐินแก่ภิกษุสงฆ์ ความจริง คำว่า ทอดกฐิน นี้มีความหมายเหมือนกับคำว่า กรานกฐิน ซึ่งภิกษุผู้ได้รับมอบผ้ากฐินจากสงฆ์เป็นผู้กระทำพิธีโดยตรง แต่เพราะเหตุที่ชาวบ้านถวายผ้ากฐินให้ท่านทำพิธีนั้นจึงได้ชื่อว่าเป็นผู้ทอดกฐินโดยอ้อม
- จองกฐิน = การแจ้งความจำนงว่าจะนำผ้ากฐินไปถวายแก่ภิกษุสงฆ์ ที่วัดใดวัดหนึ่งเป็นการล่วงหน้า ก่อนจะถึงกฐินกาล
- กฐินกาล = ระยะเวลาที่ภิกษุทั้งหลายทำกฐินกรรมได้ และชาวบ้านทอดกฐินหรือถวายผ้ากฐินได้ คือ ตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ เรียกว่า เทศกาลกฐิน ฤดูกฐิน หรือหน้ากฐิน ก็มี
- กรานกฐิน = พิธีกรรมอย่างหนึ่งที่ภิกษุผู้ได้รับมอบผ้ากฐินจากสงฆ์เป็นผู้กระทำ และภิกษุสงฆ์ที่อยู่ร่วมในพิธีนั้นอนุโมทนา คำว่า “กราน” แปลว่า ทอด หรือ ปูลาด แต่ในพระวินัยให้ทำพิธีกราน ด้วยการเปล่งวาจาว่า “อิมินา อนฺตรวาสเกน กฐินํ อตฺถรามิ = ข้าพเจ้ากรานกฐินด้วยผ้าอันตรวาสกนี้” หรือ “อิมินา อุตฺตราสงฺเคน กฐินํ อตฺถรามิ = ข้าพเจ้ากรานกฐินด้วยผ้าอุตตราสงค์นี้” หรือ “อิมาย สงฺฆาฏิยา กฐินํ อตฺถรามิ = ข้าพเจ้ากรานกฐินด้วยผ้าสังฆาฏินี้”
- กฐินัตถารกรรม = การกรานกฐิน
- กฐินัตถารกิจ = กิจที่จะต้องทำในการกรานกฐิน
- ผู้ครองกฐิน, องค์ครองกฐิน = ภิกษุผู้ได้รับมอบผ้ากฐินจากสงฆ์ทำพิธีกรานกฐินเสร็จแล้วได้ผ้านั้นไปครอง
- เดาะกฐิน = การถอนหรือยกเลิกกฐินหลังจากได้อานิสงส์กฐินแล้ว เพื่อประโยชน์บางอย่าง
- กฐินเดาะ = หมดสิทธิ์ได้อานิสงส์กฐินอีกต่อไปสำหรับปีนั้น
- อนุโมทนากฐิน = การที่ภิกษุสงฆ์ผู้อยู่ร่วมในพิธีกรานกฐิน อนุโมทนาต่อภิกษุผู้กรานกฐินตามพระวินัย หรือการที่บุคคลแสดงความยินดีในการที่เขาทอดกฐิน
- อานิสงส์กฐิน = ประโยชน์ที่ภิกษุผู้ได้กรานกฐินพึงได้รับเกี่ยวกับสิทธิพิเศษทางพระวินัย ๕ ประการ อีกอย่างหนึ่ง หมายถึงผลบุญที่บุคคลผู้ทอดกฐินพึงได้รับ
- กฐินหลวง = กฐินที่ใช้ผ้าองค์กฐินของหลวง ซึ่งพระเจ้าแผ่นดินทรงนำผ้าพระกฐินไปถวายเอง หรือทรงมอบให้ผู้แทนพระองค์นำไปถวาย ณ พระอารามหลวงเป็นส่วนมาก
- กฐินพระราชทาน คือ กฐินหลวงนั่นเอง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้กระทรวงทบวงกรม องค์กร สมาคม ตลอดจนเอกชนนำไปทอดตามพระอารามหลวง หรือวัดต่างๆ
- กฐินราษฎร์ = กฐินที่บุคคลทั่วไปนำไปทอดที่วัดต่างๆ
- จุลกฐิน = พิธีทอดกฐินที่ต้องทำตั้งแต่ปั่นฝ้าย ทอ เย็บ ย้อม ผ้ากฐิน และถวายภิกษุสงฆ์ให้เสร็จในวันเดียว โดยปริยาย หมายความว่า งานที่ต้องทำอย่างชุลมุนวุ่นวาย เพื่อให้เสร็จทันเวลาอันจำกัด
- มหากฐิน = กฐินที่มีการเตรียมการเป็นเวลานานแรมปี
- กฐินสามัคคี = กฐินที่ประชาชนร่วมกันเป็นเจ้าภาพทอด ณ วัดใดวัดหนึ่ง
หมายเหตุ: คำว่า จุลกฐิน มหากฐิน และกฐินสามัคคี เป็นภาษาบาลีก็จริง แต่ไม่มีกล่าวไว้ในพระวินัย เข้าใจว่ามาบัญญัติขึ้นในภายหลัง

สังคหคาถา
กฐินํ พุทฺธปญฺญตฺตํ, ภิกฺขูนมฺปิ หิตํ ภเว
ตถา จ กฐินทานํ, ทายกานํ มหปฺผลํ.
พุทธบัญญัติเรื่องกฐิน เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ภิกษุทั้งหลาย นอกจากนั้นกฐินทานก็เป็นทานที่มีผลมากแก่ทายกทั้งหลายด้วย
(คุณารักษ์...ประพันธ์)
Cr.อาจารย์คุณารักษ์ นพคุณ

วันลอยกระทง       ๕ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๖๘    ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒เป็นวันสำคัญในพุทธกาลคือวันที่พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรปรินิพ...
05/11/2025

วันลอยกระทง
๕ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๖๘
ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒
เป็นวันสำคัญในพุทธกาลคือ
วันที่พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรปรินิพพาน

ในปัจฉิมโพธิกาล
ขณะที่พระบรมศาสดาประทับ ณ พระวิหารเชตวัน เมืองสาวัตถี พระสารีบุตรถวายวัตปฏิบัติแด่พระบรมศาสดาแล้ว กราบทูลลาไปสู่ที่พักของตนนั่งสมาธิเข้าสมาบัติ เมื่อออกจากสมาบัติแล้วพิจารณาตรึกตรองว่า
“ธรรมดาประเพณีแต่โบราณมา พระบรมศาสดาทรงนิพพานก่อน หรือพระอัครสาวกนิพพานก่อน”
ก็ทราบแน่ชัดในใจว่า
“พระอัครวาวกนิพพานก่อน”
จากนั้นได้พิจารณาอายุสังขารของตนเองก็ทราบว่า
”จะมีอายุดำรงอยู่ได้ อีก ๗ วัน เท่านั้น”

จึงพิจารณาต่อไปว่า
“เราควรจะไปนิพพานที่ไหนดีหนอ และพระเถระก็นึกถึงพระราหุลว่า พระราหุล ไปนิพพานที่ปัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ที่ดาวดึงส์เทวโลก พระอัญญาโกณฑัญญะ ไปนิพพานที่สระฉัททันต์ ป่าหิมพานต์”
ลำดับนั้น พระเถระได้ปรารภถึงมาดาของตนว่า:-
“มารดาของเรานี้ ได้เป็นมารดาของพระอรหันต์ถึง ๗ องค์ ถึงกระนั้นก็ยังไม่เลื่อมใสในพระรัตนตรัย แล้วอุปนิสัยมรรคผลจะพึงมีแก่มารดาของเราบ้างหรือไม่หนอ”
ครั้นพระเถระพิจารณาไปก็ได้ทราบว่า
”มารดานั้นมีอุปนิสัยแห่งพระโสดาบัน”
จึงตกลงใจที่จะไปนิพพานที่บ้านของตน เพื่อโปรดมารดาเป็นวาระสุดท้าย เมื่อคิดดังนี้แล้ว พระเถระได้สั่งให้พระจุนทะ ผู้เป็นน้องชาย ให้ไปแจ้งแก่ภิกษุทั้งหลายผู้เป็นศิษย์ว่า
“จะไปเยี่ยมมารดาที่นาลันทา ขอให้ภิกษุทั้งหลายเตรียมบริขารให้พร้อม เพื่อเดินทางไปด้วยกัน”
จากนั้นพระเถระ ก็ทำความสะอาดปัดกวาดกุฏิที่พักอาศัยของตน แล้วออกมายืนดูข้างนอก พลางกล่าวว่า
”การได้เห็นที่พักอาศัยครั้งนี้เป็นปัจฉิมทัศนา โอกาสที่จะได้กลับมาเห็นอีกนั้นไม่มีอีกแล้ว”

เมื่อพระสงฆ์มาพร้อมกันแล้ว พระธรรมเสนาบดีสารีบุตร ก็พาพระสงฆ์เหล่านั้นไปเฝ้าพระบรมศาสดา กราบทูลลาว่า:-
“ข้าแต่พระผู้มีพระภาค บัดนี้ ชีวิตของข้าพระองค์เหลืออีก ๗ วัน เท่านั้น ข้าพระองค์ขอถวายบังคมลาปรินิพพาน ขอพระองค์ทรงพระกรุณาอนุญาตให้ข้าพระองค์สละอายุสังขารในครั้งนี้ด้วยเถิด พระเจ้าข้า”
“สารีบุตร เธอจะไปนิพพานที่ไหน ?”
“ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์จะไปนิพพาน ณ ห้องที่ข้าพระองค์เกิดในเมืองของมารดา พระเจ้าข้า”
“สารีบุตร เธอจงกำหนดการนั้นโดยควรเถิด สารีบุตร บรรดาภิกษุน้อย ๆ ของเธอ จะได้เห็นพี่ชายดุจเธอนั้นได้ยากยิ่ง เธอจงแสดงธรรมอันเป็นที่ต้องแห่งความระลึกแก่ภิกษุน้อง ๆ ของเธอเหล่านั้นเถิด”

พระเถระเมื่อได้รับพุทธประทานโอกาสเช่นนั้น จึงแสดงปาฏิหาริย์ เหาะขึ้นไปบนอากาศสูง ๑ ชั่วลำตาล จนถึง ๗ ชั่วลำตาลโดยลำดับ แล้วกลับลงมาถวายบังคมพระบรมศาสดา
ในแต่ละครั้ง จากนั้นจึงแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย ณ ท่ามกลางอากาศแล้วลงมาถวายบังคมลาพระผู้มีพระภาค คลานถอยออกจากพระคันธกุฎี

ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคทรงพระมหากรุณาธิคุณ เสด็จลุกออกมาส่งพระเถระ ถึงหน้าพระคันธกุฎี พระธรรมเสนาบดีสารีบุตร กระทำประทักษิณเวียน ๓ รอบ ประคองอัญชลี
นมัสการทั้ง ๔ ทิศ พลางกราบทูลลาว่า:-

“ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ในที่สุดอสงไขยแสนกัปล่วงมาแล้ว ข้าพระองค์ได้หมอบลงแทบพระบาทแห่งอโนมทัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตั้งปณิธานปรารถนาพบพระองค์ และแล้ว
มโนรถของข้าพระพุทธเจ้า ก็สำเร็จสมประสงค์ ตั้งแต่ได้เห็นพระองค์เป็นปฐมทัศนา บัดนี้ การได้เห็นพระองค์ ผู้เป็นนาถะของข้าพระพุทธเจ้าเป็นปัจฉิมทัศนา โอกาสที่จะได้เห็นพระองค์ ไม่มีอีกแล้ว”

พระเถระ กราบทูลเพียงเท่านี้แล้ว ถวายบังคมออกไปได้ระยะพอสมควรก้มกราบนมัสการลงที่พื้นพสุธา บ่ายหน้าออกจากพระเชตะวันมหาวิหารพร้อมด้วยภิกษุผู้เป็นบริวาร ๕๐๐ องค์

ท่านพระเถระเดินทาง ๗ วัน ก็ถึงบ้านนาลันทา หยุดพักภายใต้ร่มไม้ใกล้หมู่บ้านนั้นและในเย็นวันนั้น อุปเรวัตตกุมาร ผู้เป็นหลานชายของท่าน ออกมานอกบ้านพบท่านแล้วจึงเข้า
ไปนมัสการ พระเถระสั่งหลานชายให้ไปแจ้งแก่โยมมารดาให้ทราบว่า
“ขณะนี้ท่านมาพักอยู่นอกบ้าน ให้จัดห้องที่ท่านเกิดไว้ให้ท่านด้วย”
ฝ่ายนางพราหมณี มารดาของพระเถระได้ทราบข่าวก็ดีใจคิดว่า
”ลูกชายบวชตั้งแต่หนุ่ม คงจะเบื่อหน่ายแล้วมาสึกเอาตอนแก่”
จึงสั่งให้คนรีบจัดห้องให้พระลูกชายพัก และสถานที่สำหรับพระสงฆ์ที่ติดตามมาด้วยเหล่านั้น เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงให้อุปเรวัตตกุมารไปนิมนต์พระเถระพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์เข้ามาในบ้าน

ในราตรีนั้น พระเถระเกิดอาพาธอย่างแรงกล้า ถึงกับอาเจียนและถ่ายออกมาเป็นโลหิตแต่ก็อดกลั้นด้วยขันติธรรม ได้แสดงธรรมโปรดมารดาพรรณา พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ
และพระสังฆคุณ ยังมารดาให้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล เป็นพระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา ได้ชื่อว่ากระทำปฏิการะสนองคุณมารดาดังที่ตั้งใจมา ปิดประตูนรก เปิดประตูสวรรค์ ให้แก่มารดาได้สำเร็จ

ลำดับนั้น พระเถระบอกให้โยมมารดาออกไปข้างนอกแล้วถามพระจุนทะน้องชายว่า
“ขณะนี้เวลาล่วงราตรีสู่ยามที่เท่าไร ?”
พระจุนทะน้องชายตอบว่า
“ใกล้รุ่งสว่างแล้ว”
จึงสั่งให้ไปบอกแก่ภิกษุทั้งหลายให้มาประชุมพร้อมกัน เมื่อทุกท่านมาพร้อมแล้ว ขอให้พระจุนทะช่วยพยุงกายลุกขึ้นนั่งแล้วกล่าวว่า:-

“ดูก่อนอาวุโส ท่านทั้งหลายติดตามข้าพเจ้ามาเป็นเวลา ๔๔ พรรษา แล้ว กายกรรมและวจีกรรมอันใดของเรา ที่ท่านทั้งหลายมิชอบใจหากจะพึงมีขอท่านทั้งหลาย จงงดอดโทษ
กรรมอันนั้นแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด”
ภิกษุทั้งหลาย ผู้เป็นศิษย์ ตอบพระเถระว่า:-
“ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ข้าพเจ้าทั้งหลาย ติดตามท่านดุจเงาตามตัว มาตลอดกาลประมาณเท่านี้ กรรมอันใดของท่านที่มิชอบใจแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายนั้นไม่มีเลย แต่หากว่าข้าพเจ้าทั้งหลายมีความประมาทพลาดพลั้ง ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งต่อพระผู้เป็นเจ้าแล้ว ขอท่านจงงดอดโทษานุโทษนั้นแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายด้วยเถิด”

เมื่อแสงเงินแสงทอง อันเป็นสัญญาณแห่งรุ่งอรุณปรากฏขึ้น
พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรก็ดับขันธปรินิพพาน
ในวันปุรณมีขึ้น ๑๕ ค่ำ เพ็ญเดือน ๑๒

📚ที่มา: 84000 พระสารีบุตรเถระ

พุทธวจนะและอรรถกถา (1)   พระพุทธเจ้า ขณะประทับอยู่ที่พระเชตวันวิหาร เมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุอาคันตุกะทั้งหลาย ได้ตรัสพ...
03/11/2025

พุทธวจนะและอรรถกถา (1)

พระพุทธเจ้า ขณะประทับอยู่ที่พระเชตวันวิหาร เมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุอาคันตุกะทั้งหลาย ได้ตรัสพระคาถานี้ว่า
นครํ ยถา ปจฺจนฺตํ, คุตฺตํ สนฺตรพาหิรํ
เอวํ โคเปถ อตฺตานํ, ขโณ โว มา อุปจฺจคา
ขณาตีตา หิ โสจนฺติ, นิรยมฺหิ สมปฺปิตา.
จงรักษาตนให้ดีเหมือนเมืองชายแดนที่เขาป้องกันรักษาไว้อย่างมั่นคงทั้งภายในภายนอก อย่าปล่อยให้ขณะ (โอกาสที่ดี) ล่วงเลยไปเปล่า เพราะว่าคนทั้งหลายที่ล่วงเลยขณะ (โอกาสที่ดี) ไป ย่อมเศร้าโศกกันเนืองแน่นในนรก
(ขุ. ธ. ๒๕/๕๖)

อธิบายความตามอรรถกถา (ขุ. ธ. อ. ๑๘/๔๘๕)
คำว่า “นครํ ยถา ปจฺจนฺตํ คุตฺตํ สนฺตรพาหิรํ (เหมือนเมืองชายแดนที่เขาป้องกันรักษาไว้อย่างมั่นคงทั้งภายในภายนอก)” หมายความว่า การที่คนทั้งหลายช่วยกันทำประตูและกำแพง เป็นต้น ที่เมืองชายแดนนั้น ชื่อว่าทำให้มั่นคงภายใน, การที่พวกเขาช่วยกันทำป้อมและคู เป็นต้น ชื่อว่าทำให้มั่นคงภายนอก เพราะฉะนั้นเมืองชายแดนนั้นจึงเป็นเมืองที่เขาป้องกันรักษาไว้อย่างมั่นคงทั้งภายในภายนอก ฉันใด
คำว่า “เอวํ โคเปถ อตฺตานํ (จงรักษาตนเหมือนอย่างนั้น)” หมายความว่า ท่านทั้งหลายจงเข้าไปตั้งสติสำรวมทวารทั้ง ๖ (คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) อันเป็นภายใน ไม่ปล่อยสติที่รักษาทวารไป ทำอายตนะภายใน ๖ เหล่านั้นให้มั่นคง เพื่อไม่ให้อายตนะภายนอก ๖ (คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์) ที่รับมา เข้ามาทำอันตราย คือทำให้เกิดความทุกข์ความเดือดร้อนได้ อย่างนี้แลชื่อว่ารักษาตนไว้ ฉันนั้น
คำว่า “ขโณ โว มา อุปจฺจคา (อย่าปล่อยให้ขณะ (โอกาสที่ดี) ล่วงเลยไปเปล่า)” มีอรรถาธิบายดังนี้ ขณะหรือโอกาสที่ดี ๔ อย่างเหล่านี้ คือ ความบังเกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้า, การได้เกิดในมัชฌิมประเทศ (ถิ่นที่มีพระพุทธศาสนา), การมีสัมมาทิฏฐิ, การมีอายตนะ ๖ ครบถ้วน ไม่พิกลพิการ นับว่าเป็นขณะที่หาได้ยาก ขณะหรือโอกาสที่ดีเหล่านี้ย่อมล่วงเลยบุคคลที่มิได้คุ้มครองรักษาตนเช่นนั้น ฉะนั้นจึงไม่ควรปล่อยให้ขณะหรือโอกาสที่ดีล่วงเลยไปเปล่า
คำว่า “ขณาตีตา หิ โสจนฺติ นิรยมฺหิ สมปฺปิตา (เพราะว่าคนทั้งหลายที่ล่วงเลยขณะ (โอกาสที่ดี) ไป ย่อมเศร้าโศกกันเนืองแน่นในนรก)” มีอรรถาธิบายดังนี้ เพราะว่าคนทั้งหลายที่ล่วงเลยขณะ (โอกาสที่ดี) เหล่านั้นไป คือ ปล่อยให้ขณะหรือโอกาสที่ดีเหล่านั้นล่วงเลยไป จัดว่าเป็นผู้ประมาท เมื่อทำบาปอกุศลแล้วย่อมไปเกิดในนรก ที่มีสัตว์นรกเบียดเสียดกันอย่างเนืองแน่น และเศร้าโศกเสียใจว่า เราไม่น่าประมาทอย่างนั้นเลย.
ในเวลาจบพระธรรมเทศนา ภิกษุเหล่านั้นได้บรรลุอรหัตผล
Cr.อาจารย์คุณารักษ์ นพคุณ

 #วินิจฉัยเรื่องกฐินรูปเดียว...ทำอย่างไร?สำหรับผู้ที่เข้าใจแล้วว่า พระจำพรรษารูปเดียวรับกฐินได้ แต่ต้องอย่าลืมใจความสำคั...
13/10/2025

#วินิจฉัยเรื่องกฐินรูปเดียว...ทำอย่างไร?

สำหรับผู้ที่เข้าใจแล้วว่า พระจำพรรษารูปเดียวรับกฐินได้ แต่ต้องอย่าลืมใจความสำคัญอีกอย่างคือ #ต้องมีพระเป็นคณปูรกะ (คือมาให้ครบจำนวนสงฆ์) #ในการทำสังฆกรรมมอบผ้าให้ด้วย เพราะ #กฐินเป็นสังฆกรรมประเภทญัตติทุติยกรรม ต้องมีการสวดด้วยภาษาบาฬีตามหลักของสังฆกรรมเท่านั้น จึงจะสำเร็จ #ไม่ใช่เพียงแค่นิมนต์พระจากที่อื่นมาเพื่อร่วมรับทราบหรือเพื่อขออนุมัติ

ดังหลักฐานว่า
คำว่า #จีวรเหล่านั้นเป็นของเธอรูปเดียวจนถึงคราวเดาะกฐิน มีความว่า หากว่า #ได้คณปูรกะ กฐินเป็นอันกรานแล้ว จีวรเหล่านั้นเป็นของเธอตลอด ๕ เดือน ถ้าไม่ได้กรานกฐิน ตลอดเดือนจีวรเดือนเดียวเท่านั้น (วิ.อฏฺ.๓/๒๒๐ อธิบายจีวรขันธกะ)

ถ้าภิกษุผู้จำพรรษาแรกมี ๔ รูป ๓ รูป ๒ รูป หรือ ๑ รูป ก็ #พึงทำภิกษุนอกนี้ให้เป็นคณปูรกะแล้วกรานกฐินได้
(คำว่า ภิกษุนอกนี้ หมายถึง ภิกษุผู้ขาดพรรษา, ภิกษุผู้จำพรรษาหลัง และภิกษุผู้จำพรรษาในวัดอื่น)
(วิ.อฏฺ.๓/๑๙๒ อธิบายกฐินขันธกะ)

คำว่า #คณปูรกะ นี้ จะใช้ในกรณีสังฆกรรมต่างๆ ที่ต้องใช้ภิกษุตามที่ระบุ มีสังฆกรรมที่ต้องใช้ภิกษุ ๔ รูป, ๕ รูป, ๑๐ รูป และ ๒๐ รูป โดยมีหลักดังนี้คือ
๔ รูป (จตุวรรค) ทำสังฆกรรมได้ทุกอย่าง ยกเว้น อุปสมบท ปวารณา และอัพภาน
๕ รูป (ปัญจวรรค) ทำสังฆกรรมได้ทุกอย่าง ยกเว้น อุปสมบทในมัชฌิมประเทศและอัพภาน
๑๐ รูป (ทสวรรค) ทำสังฆกรรมได้ทุกอย่าง ยกเว้น อัพภาน
๒๐ รูป (วีสติวรรค) หรือเกินกว่า ๒๐ รูป (อติเรกวีสติวรรค) ทำสังฆกรรมได้ทุกอย่าง
(ดู กังขา.ตอนอธิบายนิทานุทเทส)

ดังนั้น การได้คณปูรกะในอรรถกถาจุดนี้ จึงหมายถึงการได้ภิกษุมาอย่างน้อย ๔ รูปเพื่อมาทำสังฆกรรมสวดมอบผ้ากฐินให้ภิกษุที่จำพรรษารูปเดียวนั้นนั่นเอง หรือรูปเดียวนั้นจะนำผ้านั้นไปที่วัดอื่นที่มีภิกษุครบเพื่อทำสังฆกรรมสวดมอบผ้าให้ก็ได้ แต่ #ต้องกลับมากรานกฐินในวัดที่ตนจำพรรษาเท่านั้น จะกรานที่อื่นไม่ได้

จิรํ ติฏฺฐตุ สทฺธมฺโม
ขอพระสัทธรรมจงดำรงมั่นตลอดกาลนาน

นานาวินิจฉัย โดย พระมหาภาคภูมิ สีลานนฺโท
Cr.นานาวินิจฉัย โดย พระมหาภาคภูมิ สีลานนฺโท

ที่อยู่

วัดโลกา ตำบลบ้านกร่าง อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี
Suphan Buri
72140

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ วัดโลกา ตำบลบ้านกร่าง อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรีผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์