วัดควนเนียง

วัดควนเนียง ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก วัดควนเนียง, องค์กรศาสนา, หมู่ 3 ตำบลพะตง, Songkhla.

https://youtu.be/1qr2Zl77zzc
20/04/2020

https://youtu.be/1qr2Zl77zzc

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องใน วันเฉลิมพระชนมพรรษาเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2548 ณ พระราชวัง ส...

🔴  พระภาคตรัสว่า “คหบดีบุตร อริยสาวกละกรรมกิเลส(กรรมเครื่องเศร้าหมอง) ๔ ประการได้แล้ว ไม่ทำบาปกรรมโดยเหตุ ๔ ประการ 🔷📌และ...
18/04/2020

🔴 พระภาคตรัสว่า “คหบดีบุตร อริยสาวกละกรรมกิเลส(กรรมเครื่องเศร้าหมอง) ๔ ประการได้แล้ว ไม่ทำบาปกรรมโดยเหตุ ๔ ประการ
🔷📌และไม่ข้องแวะอบายมุข(ทางเสื่อม) ๖ ประการ แห่งโภคะทั้งหลาย
🔷อริยสาวกนั้นเป็นผู้ปราศจากบาปกรรม ๑๔ ประการนี้แล้ว ชื่อว่าเป็นผู้ปิดป้องทิศ๑- ๖ ปฏิบัติเพื่อครองโลกทั้งสอง ทำให้เกิดความยินดีทั้งโลกนี้และโลกหน้า หลังจากตายแล้ว ย่อมไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์
◼️ กรรมกิเลส ๔. ◼️
[๒๔๕] กรรมกิเลส ๔ ประการที่อริยสาวกละได้แล้ว อะไรบ้าง คือ
๑. กรรมกิเลสคือปาณาติบาต
๒. กรรมกิเลสคืออทินนาทาน
๓. กรรมกิเลสคือกาเมสุมิจฉาจาร
๔. กรรมกิเลสคือมุสาวาท
กรรมกิเลส ๔ ประการนี้ ที่อริยสาวกนั้นละได้แล้ว”

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๘. สิงคาลกสูตร]

เหตุ ๔ ประการ
พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสเวยยากรณภาษิตนี้แล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
“การฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์
การล่วงละเมิดภรรยาผู้อื่น และการพูดเท็จ
เรียกว่า เป็นกรรมกิเลส บัณฑิตทั้งหลายไม่สรรเสริญ”เหตุ ๔ ประการ
[๒๔๖] อริยสาวกไม่ทำบาปกรรมโดยเหตุ ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ
ปุถุชน
๑. ย่อมถึงฉันทาคติ (ลำเอียงเพราะรัก) ทำบาปกรรม
๒. ย่อมถึงโทสาคติ (ลำเอียงเพราะชัง) ทำบาปกรรม
๓. ย่อมถึงโมหาคติ (ลำเอียงเพราะเขลา) ทำบาปกรรม
๔. ย่อมถึงภยาคติ (ลำเอียงเพราะกลัว) ทำบาปกรรม
♦️♦️. ส่วนอริยสาวก
๑. ย่อมไม่ถึงฉันทาคติ
๒. ย่อมไม่ถึงโทสาคติ
๓. ย่อมไม่ถึงโมหาคติ
๔. ย่อมไม่ถึงภยาคติ
📍. อริยสาวกย่อมไม่ทำบาปกรรม โดยเหตุ ๔ ประการนี้
พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสเวยยากรณภาษิตนี้แล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
“บุคคลใดละเมิดความชอบธรรม
เพราะฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ ภยาคติ
ยศของบุคคลนั้นย่อมเสื่อม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๒๐๑}

วิบัติ ๔ ประการที่เกิดขึ้นจากการทำบุญไม่ถูกวิธี     ทุกวันนี้เราไม่เข้าใจวิธีทำบุญที่ถูกต้องเหมาะสมในทางพระพุทธศาสนา ท่า...
18/04/2020

วิบัติ ๔ ประการที่เกิดขึ้นจากการทำบุญไม่ถูกวิธี
ทุกวันนี้เราไม่เข้าใจวิธีทำบุญที่ถูกต้องเหมาะสมในทางพระพุทธศาสนา ท่านจัดไว้ว่าการทำความดีที่ไม่ถูกต้อง ๔ ประการ เป็นเหตุทำให้วิบัติ เป็นทางเสื่อม ไม่เจริญ ได้แก่ ทำความดีไม่ถูกที่ ทำความดีไม่ถูกบุคคล ทำความดีไม่ถูกกาลถูกเวลา และทำความดีแล้วไม่ตามความดี ของตนนั้น พระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป วัดอรัญญวิเวก อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ได้เมตตาเผยรายละเอียดไว้ดังนี้

วิบัติ 4
๑. การทำความดีไม่ถูกที่
ท่านว่าการทำความดีไม่ถูกที่ ก็คือ เราจัดอะไรต่างๆ เช่นอาหารการกิน เครื่องใช้สอยต่างๆ ว่าเอาไปทำบุญ บูชาบวงสรวงผีสางนางไม้ ไร่นาเรือกสวน ต้นไม้ ภูเขา หอผี ศาลพระภูมิ ทำเอาไว้ในสถานที่ต่างๆ เราก็คิดว่าเราพากันไปทำบุญที่ถูกต้อง แล้วเราก็จะได้บุญ ตามที่คณะศรัทธาญาติโยมทั้งหลายพากันทำอยู่เป็นส่วนมาก แต่นักปราชญ์ทั้งหลายมี พระพุทธเจ้าเป็นต้น ตรัสว่า เราทำบุญบูชาไม่ถูกต้อง เราจะไม่ได้รับผลบุญนั้นเลย เพราะเราพากันทำบุญไม่ถูกที่นั้นเอง

๒. การทำความดีไม่ถูกบุคคล
คือ ตัวบุคคลผู้รับสิ่งของที่เราให้เขานั้นไม่ดี เราก็ทำความดีกับเขา ตัวอย่างเช่นบุคคลเหล่านั้นเป็นคนพาล โจรขโมยปล้นจี้ฆ่าเจ้าของเอาสิ่งของ สูบกัญญา ยาฝิ่น แค็ป เฮโรอีน ผงขาว ยาเสพติดให้โทษ ทำให้เสียสติมัวเมาลุ่มหลง ไม่รู้บาปบุญคุณโทษ จิตใจหยาบช้า ทุกตี ฆ่าฟันรันแทงกันอยู่ในทุกวันนี้ ให้มีความเดือดร้อนไม่สงบอยู่ทุกมุมเมืองทั่วไป บัณฑิตทั้งหลายเรียกว่าคนพาล ถ้าหากพวกเราท่านทั้งหลายไปสงเคราะห์ทำความดี ขวนขวายช่วยเหลือดูแลอุปถัมภ์บำรุง ส่งเสริมให้กำลังแก่คนพาลเหล่านี้นั้น เช่น พวกเราเอาอาหารการกินไปบำรุงให้กินอิ่ม เอายาเสพติด สุรายาเมา กัญญา ยาฝิ่น แค็ป เฮโรอีน ผงขาว ให้เขาดื่มกิน สูบสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ หรือ เราเอาอาวุธยุทโธปกรณ์ ปืน ระเบิด ของแหลมคม เครื่องมือใช้เปิดงัดแงะขโมยสิ่งของต่างๆ เรานำเอาสิ่งของดังกล่าวมานี้ ไปให้เขา ช่วยเขา บำรุงส่งเสริมให้เขามีกำลังมากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งทำให้คนพาลทั้งหลายเหล่านั้นมีกำลังมากขึ้นทุกๆ วัน ภัยอันตรายทั้งหลาย และความวุ่นวายไม่สงบสุขอยู่ทุกมุมเมืองทั่วทุกประเทศในโลกนี้ ไม่มีความสุข มีแต่ความทุกข์เป็นผล แต่ทุกคนเราก็คิดว่าเรากระทำความดีกับเขาทุกคน เพราะเราไม่เข้าใจในการทำความดีนั้นเอง เหตุนั้นบัณฑิตเจ้าทั้งหลายจึงเรียกว่า เราทำความดีผิดคน


๓. การทำความดีถูกกาลถูกเวลา
ได้แก่การที่เราจะไปเลี้ยงพระ เราก็ดูว่าเราจะไปเวลาไหน จึงเตรียมของอะไรไปถวายบ้าง เช่น น้ำส้ม น้ำหวาน และเราเองจะไปทำอะไรบ้าง เช่น น้ำส้ม น้ำหวาน และเราเองจะไปทำอะไรบ้าง เช่น ไปทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น ไปฟังเทศน์ ตามกาลตามเวลาที่มีอยู่ เราควรรู้ว่าสิ่งของอะไรบ้างที่จะถวายพระในตอนเช้าได้ หรือสิ่งของอะไรบ้างที่จะถวายพระในตอนบ่ายได้ เช่น ถ้าเราเอาอาหารไปถวายพระตอนบ่าย เราไม่ต้องไปประเคนท่าน เพราะหากว่าท่านรับประเคนอาหารนั้นแล้ว ในวันต่อไปพระท่านจะฉันอาหารที่ได้รับประเคนไว้แล้วนั้นไม่ได้ เพราะผิดศีลของพระ เหตุฉะนั้น ญาติโยมจึงควรนำอาหารเหล่านั้นไปเก็บไว้ที่โรงครัว เพื่อจะได้ให้โยมวัดนำเอาอาหารมาถวายพระในวันต่อไป อย่าไปบังคับให้พระท่านรับประเคนไว้ ส่วนมากแล้วญาติโยมทั้งหลายยังไม่เข้าใจ เรื่องการถวายสิ่งของต่างๆ กับพระ ไม่รู้อะไรควรประเคนพระในตอนเช้า ไม่รู้ว่าอะไรควรประเคนในตอนบ่ายแล้วไป อะไรพระฉันได้ทุกกาลทุกเวลา เราต้องศึกษาให้รู้ให้เข้าใจว่าอะไรที่เป็นอาหาร เราก็ประเคนพระในตอนเช้าไปถึงแค่เที่ยงวัน สิ่งที่ประเคนพระได้ตั้งแต่ตอนบ่ายไปจนถึงเที่ยงคืนก็คือ “น้ำปานะ” เภสัชที่รับประเคนแล้วเก็บไว้ฉันได้ ๗ วัน คือ น้ำผึ้ง น้ำอ้อย น้ำตาลทราย เนยใส เนยข้น แต่เภสัชอย่างอื่นรับประเคนแล้วเก็บไว้ฉันได้ตลอดชีวิต สิ่งที่ควรประเคนพระได้ทุกกาลทุกเวลา ก็คือ ยารักษาโรคทุกชนิด

๔. การทำความดีแล้วให้ตามความดีของตน
ถ้าเราไม่เคยไปทำบุญในวัดเลย แต่เราเคยสร้างถนนหนทาง เราเคยทำความสะอาด แนะนำสั่งสอนลูกหลาน และเพื่อนฝูงที่ไม่ดีให้ทำความดีอยู่เรื่อยๆ แต่ยังไม่ได้เข้าวัด เราเคยสงเคราะห์คน ให้เงินทองข้าวของอาหารการกินแก่คนอื่น หรือพี่น้องทั้งหลาย เราควรที่จะมีเมตตาเจือจานสงเคราะห์เขาไปเรื่อยๆ เช่น สงเคราะห์คนจนเป็นต้น โดยที่ยังไม่ได้เข้าวัด เมื่อเห็นคนอื่นได้รับความวิบัติต่างๆ เช่น น้ำท่วม ทรัพย์สินเสียหายหมด ไฟไหม้บ้านเรือน เราก็ช่วยกันสงเคราะห์เขา ถ้าเขาขาดอาหารการกิน เราก็ช่วยเขา นี่เป็นการทำบุญนอกวัด ยังไม่ได้เข้าวัด ก็เรียกว่าเป็นบุญด้วย สมควรที่เราจะค่อยๆ ทำไปตามกำลังความสามารถที่เราจะช่วยเหลือกันได้ ถ้าเรามาทำในวัด เราเคยทำ ทำตามกำลังของเรา เราก็พยายามสร้างบุญกุศลไปเรื่อยๆ เราเคยรักษาศีล เราก็พยายามจะรักษาศีลของตนเพื่อให้ดีมากขึ้น ที่เคยรักษามาแล้วไม่ได้ละทิ้งให้เสื่อมลงไป ศีลข้อไหนยังไม่ดี ก็พยายามรักษาปรับปรุง เพื่อจะให้ดีขึ้นให้เป็นผู้มีศีลธรรมขึ้น ก็รักษาศีล ๕ เรามีศีล ๕ บริสุทธิ์แล้ว ต่อมาเราอยากได้ศีล ๘ เราก็พยายามที่จะรักษาศีล ๘ ให้เราเป็นผู้มีศีล มีฐานะสูงขึ้น เป็นศีลพรหมจรรย์ ได้แค่วันหนึ่งก็เอา มันยังไม่ได้มาก ต่อมาลงมาอยู่ศีล ๕ ออกจากวัดมา ประคองศีล ๕ ไว้ ถึงวันพระ วันโกน ก็ไปตั้งใจรักษาศีล ๘ อีกต่อไป ให้พากันพยายามขวนขวายรักษาศีลตามกำลังของตน


พอมีศีลดีแล้วก็ฝึกทำสมาธิ ถ้าจิตใจของเรายังไม่สงบเป็นสมาธิ เราก็พยายามฝึกไปเรื่อยๆ ต้องการให้จิตใจของเราสงบเป็นสมาธิ หมั่นเดินจงกรมอยู่เสมอ พอจิตใจสงบเป็นสมาธิเพียงขณิกสมาธิ ก็พยายามให้ได้ถึงอุปจารสมาธิ และจิตใจของเราสงบ เป็นอารมณ์หนึ่งอารมณ์เดียว เราก็พยายามรักษาจิตใจของเราให้สงบเป็นสมาธิอยู่บ่อยๆ เพื่อให้จิตใจของเราสงบเป็นสมาธิอยู่ทุกเวลา เมื่อจิตใจสงบหนักแน่นมั่นคงดีแล้ว เราก็ไม่ละความเพียรของตน ต่อไปเราจึงจะได้พิจารณาธรรมะ ถ้าพิจารณาธรรมะยังไม่เห็นแจ้งชัดในธรรมะนั้น เราก็ทำไปเรื่อยๆ เหมือนกับคนซักผ้าขาวที่เปรอะเปื้อนสกปรก ถ้าผ้ายังไม่สะอาดดี ก็เพียรซักอยู่นั่นแหละ ถูมันอยู่นั่นแหละ เอาน้ำล้างมันอยู่นั่นแหละ พยายามอยู่จนผ้านั้นสะอาดตามความประสงค์ของตน ยกตัวอย่างเช่นคนเราเกิดมาหลายปีแล้ว ยังไม่ได้เข้าวัดชำระกิเลสออกจากจิตใจของตน พากันซักแต่ผ้า เครื่องนุ่งห่ม ล้างแต่มือเจ้าของ แต่ใจไม่ล้างสักที เราก็มาพยายามฝึกฝนอบรมจิตใจของเรา มันเคยมีโลภะมาก เคยโกรธคนนั้นคนนี้ เกลียดคนนั้นคนนี้ เราก็จะมาดูจิตใจของตน เพื่อซักล้าง โลภะ โทสะ โมหะ ออกจากจิตใจให้สะอาดหมดจด คนมีความเพียรอยู่ตลอด เรียกว่าตามความดี ก็ย่อมมีความเจริญเกิดขึ้นแก่ตนเอง

พระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป วัดอรัญญวิเวก อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ — feeling blessed with Pra Kasem Santajitto Ramseang and 44 others at สำนักสงฆ์บ้านทุ่งจัง.

พระวินัย 227 ข้อ ของพระ เป็นกฎหมายหรือข้อห้ามของพระภิกษุสงฆ์เถรวาท ตามพระวินัยบัญญัติ จัดอยู่ในส่วน อาทิพรหมจาริยกาสิกขา...
16/04/2020

พระวินัย 227 ข้อ ของพระ เป็นกฎหมายหรือ
ข้อห้ามของพระภิกษุสงฆ์เถรวาท ตามพระวินัย
บัญญัติ จัดอยู่ในส่วน อาทิพรหมจาริยกาสิกขา
พระวินัย 227 บท ในพระปาฏิโมกข์ ที่พระพุทธ
เจ้าทรงวางข้อกำหนดไม่พึงละเมิดไว้เพื่อความ
เป็นระเบียบเรียบร้อยของคณะสงฆ์และเพื่อเป็น
ข้อปฏิบัติพื้นฐาน อันเอื้อเฟื้อต่อการประพฤติฯล
พรหมจรรย์ของพระภิกษุสงฆ์ มีโทษในการล่วง
ละเมิดร้ายแรงที่สุด ถึงปาราชิก หรือขาดไปจาก
ความเป็นพระสงฆ์.. พระวินัย 227 ไม่ใช่ศีล แต่เรียกว่า "พระวินัย"
ผู้ทำผิดศีลเรียกว่าล่วงพระวินัย เป็นอาบัติ ระดับ
ชั้นต่าง ๆ ตามความหนักเบา สามารถแบ่ง ระดับ
อาบัติออกได้เป็นลำดับขั้น ตั้งแต่ขั้นรุนแรง จน-
กระทั่งเบาที่สุด ในอาบัติ ระดับเบา จะต้องมีการ
เผยความผิด อาบัติระดับเบา เช่น ปาจิตตีย์
สามารถแก้ได้ โดยกล่าว แสดงความผิด ของตน
กับพระภิกษุรูปอื่นเพื่อเป็นการแสดงถึงความสำ-
นึกผิดและเพื่อจะตั้งใจประพฤติตนใหม่หรือที่เรา
เรียกว่า การแสดงอาบัติ, ปลงอาบัติ แต่ถ้าถึงขั้น
ปาราชิกย่อมขาดจากความเป็นพระภิกษุ และจัก
ไม่สามารถบวชเป็นพระสงฆ์ได้อีก ซึ่ง"พระวินัย"
ไม่ใช่ศีล แต่เป็นเสมือนกฎหมายของพระภิกษุ
แต่หากจะกล่าว ถึงศีลพระนั้น มีเพียง 43 ข้อ คือ
จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล จึงจะเป็นศีลพระ ที่แท้
จริงตามพุทธบัญญัติ

1.) ปาราชิก มี 4 ข้อ
2.) สังฆาทิเสส มี 13 ข้อ
3.) อนิยตกัณฑ์ มี 2 ข้อ
4.) นิสสัคคิยปาจิตตีย์ มี 30 ข้อ
5.) ปาจิตตีย์ มี 92 ข้อ
6.) ปาฏิเทสนียะ มี 4 ข้อ
7.) เสขิยวัตร 75
7.1 เสขิยะ สารูป มี 26 ข้อ
7.2 โภชนปฏิสังยุตต์ มี 30 ข้อ
7.3 ธัมมเทสนาปฏิสังยุตต์ มี 16 ข้อ
7.4 ปกิณสถะ มี 3 ข้อ
8.) อธิกรณสมถะ มี 7 ข้อ
รวมเป็น ศีล 227 ข้อ

♥ 1.ปาราชิก มี 4 ข้อ
1.1 เสพเมถุน แม้กับสัตว์เดรัจฉานตัวเมีย
(ร่วมสังวาสกับคนหรือสัตว์)
1.2 ถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของไม่ได้ให้มาเป็นของตน
จากบ้านก็ดี จากป่าก็ดี คือ(ขโมย)
1.3 พรากกายมนุษย์จากชีวิต(ฆ่าคน)หรือแสวงหา
ศาสตราอันจะนำไปสู่ความตาย แก่ร่างกายมนุษย์-
หรือ พรรณนาคุณความตาย หรือชักชวนเพื่อความ
ตาย
1.4 กล่าวอวดอุตตริมนุสสธัมม์ อันที่เป็นความเห็น
อย่างประเสริฐ อย่างสามารถ อันน้อมเข้าในตัวว่า-
ข้าพเจ้ารู้อย่างนี้ ข้าพเจ้าเห็นอย่างนี้ (ไม่รู้จริง แต่
โอ้อวดความสามารถของตัวเอง)

♥ 2.สังฆาทิเสส มี 13 ข้อ
2.1 ปล่อยน้ำอสุจิด้วยความจงใจ(เว้นไว้แต่ในฝัน)
2.2 กำหนัด(มีใจกระหายอยาก ต้องการกาม สตรี)
แล้วเคล้าคลึง จับมือ จับช้องผม ลูบคลำ จับต้อง-
อวัยวะอันใดก็ตามของสตรีเพศ
2.3 กำหนัด(มีใจกระหายอยาก ต้องการกาม สตรี)
แล้วพูดจาหยาบคายเกาะแกะสตรีเพศเกี้ยวพาราสี
ด้วยถ้อยคำพาดพิงเมถุน
2.4 กำหนัด(มีใจกระหายอยาก ต้องการกาม สตรี)
แล้วกล่าวถึงคุณ ในการบำเรอตน ด้วยกามแก่สตรี
พาดพิงเมถุนเช่นพูดว่า หญิงใดบำเรอคนมีศีลเช่น
เรา นั่นเป็นยอดการบำเรอ นะจ๊ะน้องหญิง
2.5 ทำตัวเป็นสื่อรัก ที่บอกความต้องการของอีก-
ฝ่ายให้กับหญิงหรือชาย แม้สามีกับภรรยาหรือแม้
แต่หญิงขายบริการ
2.6 สร้างกุฏิด้วยการขอฯ
2.7 สร้างวิหารใหญ่โดยพระสงฆ์มิได้กำหนดที่
รุกรานคนอื่น
2.8 แกล้งใส่ความว่าปาราชิกโดยไม่มีมูล
2.9 แกล้งสมมุติ แล้วใส่ความว่าปาราชิก(ไม่มีมูล)
2.10 ยุยงสงฆ์ให้แตกกัน
2.11 เป็นพวกของผู้ที่ทำสงฆ์ให้แตกกัน
2.12 เป็นผู้ว่ายากสอนยาก ต้องโดนเตือนถึง3ครั้ง
2.13 ทำตัวเป็นเหมือนคนรับใช้ ประจบคฤหัสถ์..คำว่าสังฆาทิเสส แปลว่าอาบัติที่ต้องอาศัยสงฆ์
ในกรรมเบื้องต้นและกรรมที่เหลือ ..กล่าวคือเมื่อภิกษุต้องอาบัติดังกล่าวแล้วจะต้อง
แจ้งแก่สงฆ์ 4 รูป เพื่อขอประพฤติวัตรที่ชื่อมานัต-
เมื่อสงฆ์อนุญาตแล้ว จึงประพฤติวัตรดังกล่าวเป็น
เวลา 6 คืน เมื่อพ้นแล้วจึงขอให้สงฆ์ 20 รูปทำสัง
ฆกรรมสวดอัพภานให้ เมื่อพระสงฆ์ สวดอัพภานฯ
เสร็จสิ้น ถือว่าภิกษุรูปนั้นพ้นจากอาบัติข้อนี้..ในกรณีที่ภิกษุต้องอาบัติข้อนี้แล้วปกปิดไว้ เมื่อ
มาแจ้งแก่หมู่สงฆ์แล้ว ต้องอยู่ปริวาสกรรมเท่ากับ
จำนวนวัน ที่ปกปิดไว้ก่อน เช่น ภิกษุต้องอาบัติสัง
ฆาทิเสสแล้วปกปิดไว้หนึ่งเดือน เมื่อแจ้งแก่สงฆ์-
แล้วต้องอยู่ปริวาส หนึ่งเดือน แล้วจึงขอ ประพฤติ
วัตรมานัตต่อไป

♥ 3.อนิยตกัณฑ์ มี 2 ข้อ
3.1 นั่งในที่ลับตากับสตรีสองต่อสอง
3.2 นั่งในที่ลับหูกับสตรีสองต่อสอง..การนั่งในที่ลับตา มีอาสนะกำบังอยู่ กับสตรีเพศ
และมีผู้มาเห็นเป็นผู้ที่เชื่อถือได้พูดขึ้นด้วยธรรม 3
ประการอันใดอันหนึ่งกล่าวแก่ภิกษุนั้นได้แก่ ปารา
ชิกก็ดี สังฆาทิเสสก็ดีหรือปาจิตตีย์ก็ดี ภิกษุนั้นถือ
ว่ามีความผิดตามที่อุบาสกผู้นั้นกล่าวในสถานที่ ที่
ไม่เป็นที่ลับตาเสียทีเดียวแต่เป็นที่ที่จะพูดจาค่อน
แคะสตรีเพศได้สองต่อสองกับภิกษุผู้เดียวและมีผู้
มาเห็นเป็นผู้ที่เชื่อถือได้พูดขึ้นด้วยธรรม 2ประการ
อันใดอันหนึ่งกล่าวแก่ภิกษุนั้นได้แก่ สังฆาทิเสสก็
ดี หรือปาจิตตีย์ก็ดี ภิกษุนั้นถือว่ามีความผิดตามที่
อุบาสกผู้นั้นกล่าว..ในคำว่า อนิยต แปลว่า อาบัติที่ไม่แน่นอน ว่าจะ
ให้ปรับเป็นอาบัติ ปาราชิก , หรือ สังฆาทิเสส หรือ
ปาจิตตีย์ กล่าวคือเมื่อมีผู้พบเห็นหรือได้ยินว่าพระ
ภิกษุอยู่กับสตรีด้วยกันสองต่อสอง โดยที่ไม่มีซึ่ง-
บุคคลที่สาม(ชายผู้ที่รู้เดียงสา)อยู่ด้วย .. จึงได้ไปรายงาน ต่อพระวินัยธร ให้ได้รับทราบฯ
จากนั้นพระวินัย ก็จะทำการไต่สวนกับพระภิกษุผู้ที่
ถูกกล่าวหา หากพระภิกษุนั้นยอมรับสารภาพว่าได้
กระทำใดๆอย่างใดอย่างหนึ่ง กับสตรี ที่อยู่ด้วยกัน
ตามที่โจกท์คฤหัสถ์ได้กล่าวหา ทางพระวินัยธรก็-
จะทำการวินิจฉัยว่า ควรจะให้ปรับอาบัติ แบบไหน
ตามแต่หนักหรือเบาตามทางของพระวินัยอย่างใด
อย่างหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น..ถ้าพระภิกษุนั้นยอมรับว่าเสพเมถุนกับสตรีจึงให้
ปรับอาบัติเป็นปาราชิก ถ้าพระภิกษุยอมรับว่าแตะ
ต้องหรือพูดจาเกี้ยวพาราณาสีกับสตรี จึงให้ปรับ-
อาบัติเป็นสังฆาทิเสส..แต่ถ้าพระภิกษุไม่ได้กระทำใดๆ กับสตรี แต่อยู่-
ด้วยกันสองต่อสอง จึงให้ปรับอาบัติ เป็นปาจิตตีย์

♥ 4.นิสสัคคิยปาจิตตีย์ มี 30 ข้อ
คืออาบัติ ที่ต้องสละสิ่งของ ว่าด้วยเรื่อง จีวร ไหม
บาตร อย่างละ 10 ข้อ
นิสสัคคิยปาจิตตีย์ คือประเภทของโทษที่เกิดจาก
การล่วงละเมิดสิกขาบทประเภท ลหุกาบัติ ที่เรียก
ว่า อาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ จัดเป็นอาบัติโทษเบา
มีทั้งหมด 30 ประการดังนี้
4.1 เก็บจีวรที่เกินความจำเป็นไว้เกิน 10 วัน
4.2 อยู่โดยปราศจากจีวรแม้แต่คืนเดียว
4.3 เก็บผ้าที่จะทำจีวรไว้เกินกำหนด 1 เดือน
4.4 ใช้ให้ภิกษุณีซักผ้า
4.5 รับจีวรจากมือของภิกษุณี
4.6 ขอจีวรจากคฤหัสถ์ ที่ไม่ใช่ญาติพี่น้อง เว้นแต่
จีวรหายหรือถูกขโมย
4.7 รับจีวร เกินกว่าที่ใช้นุ่ง เมื่อจีวร ถูกชิง หายไป
4.8 พูดทำนองขอจีวรดี ๆ กว่าที่โยมเขากำหนดจะ
ถวายไว้แต่เดิม
4.9 พูดให้เขารวมกันซื้อจีวรดีๆ มาถวาย
4.10 ทวงจีวร จากคนที่รับอาสา เพื่อซื้อจีวรถวาย-
เกินกว่า 3 ครั้ง
4.11 หล่อเครื่องปูนั่งที่เจือด้วยไหม
4.12 หล่อเครื่องปูนั่ง ด้วยขนเจียม (ขนแพะ แกะ)
ดำล้วน
4.13 ใช้ขนเจียมดำ เกิน2ส่วนใน4ส่วน หล่อเครื่อง
ปูนั่ง
4.14 หล่อเครื่องปูนั่งใหม่ เมื่อของเดิม ยังใช้ไม่ถึง
6 ปี
4.15 เมื่อหล่อเครื่องปูนั่งใหม่ ให้เอาของเก่า เจือ-
ปนลงไปด้วย
4.16 นำขนเจียมไปด้วยตนเอง เกิน3โยชน์ เว้นแต่
มีผู้นำไปให้
4.17 ใช้ภิกษุณีที่ไม่ใช้ญาติพี่น้อง ทำความสะอาด
ขนเจียม
4.18 รับเงินทองที่ได้จากการถวายของคฤหัสถ์
4.19 ซื้อ-ขายด้วยเงินทอง
4.20 ซื้อขายโดยใช้ของแลก
4.21 เก็บบาตรที่มีใช้เกินความจำเป็นไว้เกิน10 วัน
4.22 ขอบาตร เมื่อบาตรเป็นแผลไม่เกิน 5 แห่ง
4.23 เก็บเภสัช 5 ( เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำ
อ้อย ) ไว้เกิน 7 วัน
4.24 แสวงหาและทำผ้าอาบน้ำฝนไว้เกินกำหนด 1
เดือนก่อนหน้าฝน
4.25 ให้จีวรภิกษุอื่นแล้วชิงคืนในภายหลัง
4.26 ขอด้ายเอามาทอเป็นจีวร
4.27 กำหนดให้ช่างทอทำให้ดีขึ้น
4.28 เก็บผ้าจำนำพรรษา (ผ้าที่ถวายภิกษุฯเพื่ออยู่
พรรษา) เกินกำหนด
4.29 อยู่ป่าแล้วเก็บจีวรไว้ในบ้านเกิน 6 คืน
4.30 น้อมลาภสงฆ์มาเพื่อให้เขาถวายตน..ในคำว่า สัคคิยปาจิตตีย์ แปลว่า อาบัติประเภทที่
พระภิกษุ ผู้กระทำผิดโดยการรับ หรือได้ของอย่าง
หนึ่งมา จะต้องทำการสละของนั้นก่อน จึงจะแสดง
อาบัติได้กล่าวคือเมื่อพระภิกษุสงฆ์ได้ทำการครอง
ครอบสิ่งของจตุปัจจัย เช่นเงินทอง จีวร บาตร เป็น
ต้นอย่างมากเกินความจำเป็น จึงถือว่ามีโทษอาบัติ
การจะปลงอาบัติ สัคคิยปาจิตตีย์ได้นั้น จะต้องทำ-
การสละสิ่งของที่มีอยู่ แล้วทำการปลงอาบัติได้

♥ 5.ปาจิตตีย์ มี 92 ข้อ..อาบัติอันยังกุศลธรรมให้ตกไปมี92สิกขาบทโดย
แบ่งเป็น 9 วรรคๆละ 10 สิกขาบท เว้นแต่วรรคที่ 8
มี 12 สิกขาบท
5.1 ห้ามพูดปด
5.2 ห้ามด่า
5.3 ห้ามพูดส่อเสียด
5.4 ห้ามกล่าวธรรม พร้อมกับผู้ที่ไม่ได้บวชในขณะ
สอน
5.5 ห้ามนอนร่วมกับอนุปสัมบัน (ผู้ไม่ใช้ภิกษุ) เกิน
3 คืน
5.6 ห้ามนอนร่วมกับผู้หญิง
5.7 ห้ามแสดงธรรมสองต่อสองกับผู้หญิง
5.8 ห้ามบอกคุณวิเศษที่มีจริงแก่ผู้มิได้บวช
5.9 ห้ามบอกอาบัติชั่วหยาบของภิกษุแก่ผู้มิได้บวช
5.10 ห้ามขุดดินหรือใช้ให้ขุด
5.11 ห้ามทำลายต้นไม้
5.12 ห้ามพูดเฉไฉเมื่อถูกสอบสวน
5.13 ห้ามติเตียนภิกษุผู้ทำการสงฆ์โดยชอบ
5.14 ห้ามทิ้งเตียงตั่งของสงฆ์ไว้กลางแจ้ง
5.15 ห้ามปล่อยที่นอนไว้ ไม่เก็บงำ
5.16 ห้ามนอนแทรกภิกษุผู้เข้าไปอยู่ก่อน
5.17 ห้ามฉุดคร่าภิกษุออกจากวิหารของสงฆ์
5.18 ห้ามนั่งนอนทับเตียงหรือตั่งที่อยู่ชั้นบน
5.19 ห้ามพอกหลังคาวิหารเกิน 3 ชั้น
5.20 ห้ามเอาน้ำมีสัตว์รดหญ้าหรือดิน
5.21 ห้ามสอนนางภิกษุณีเมื่อมิได้รับมอบหมาย
5.22 ห้ามสอนนางภิกษุณีตั้งแต่อาทิตย์ตกแล้ว
5.23 ห้ามไปสอนนางภิกษุณีถึงที่อยู่
5.24 ห้ามติเตียนภิกษุอื่นว่าสอนนางภิกษุณีเพราะ-
เห็นแก่ลาภ
5.25 ห้ามให้จีวรแก่นางภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ
5.26 ห้ามเย็บจีวรให้นางภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ
5.27 ห้ามเดินทางไกลร่วมกับนางภิกษุณี
5.28 ห้ามชวนนางภิกษุณีเดินทางเรือร่วมกัน
5.29 ห้ามฉันอาหารที่นางภิกษุณีไปแนะนำให้โยม
เขาถวาย
5.30 ห้ามนั่งในที่ลับสองต่อสองกับภิกษุณี
5.31 ห้ามฉันอาหารในโรงพักเดินทางเกิน 3 มื้อ
5.32 ห้ามฉันอาหารรวมกลุ่ม
5.33 ห้ามรับนิมนต์แล้วไปฉันอาหารที่อื่น
5.34 ห้ามรับบิณฑบาตเกิน 4 บาตร
5.35 ห้ามฉันอีกเมื่อฉันในที่นิมนต์เสร็จแล้ว
5.36 ห้ามพูดให้ภิกษุที่ฉันแล้วฉันอีกเพื่อจับผิด
5.37 ห้ามฉันอาหารในเวลาวิกาล
5.38 ห้ามฉันอาหารที่เก็บไว้ค้างคืน
5.39 ห้ามขออาหารประณีตมาเพื่อฉันเอง
5.40 ห้ามฉันอาหารที่มิได้รับประเคน
5.41 ห้ามยื่นอาหารด้วยมือ ให้กับชีเปลือย และนัก
บวชอื่นๆ
5.42 ห้ามชวนภิกษุไปบิณฑบาตด้วยแล้วไล่กลับ
5.43 ห้ามเข้าไปแทรกแซงในสกุลที่มีคน 2 คน
5.44 ห้ามนั่งในที่ลับมีที่กำบังกับมาตุคาม (ผู้หญิง)
5.45 ห้ามนั่งในที่ลับ (หู) สองต่อสองกับมาตุคาม
5.46 ห้ามรับนิมนต์แล้วไปที่อื่นไม่บอกลา
5.47 ห้ามขอของเกินกำหนดเวลาที่เขาอนุญาตไว้
5.48 ห้ามไปดูกองทัพที่ยกไป
5.49 ห้ามพักอยู่ในกองทัพเกิน 3 คืน
5.50 ห้ามดูเขารบกันเป็นต้น เมื่อไปในกองทัพ
5.51 ห้ามดื่มสุราเมรัย
5.52 ห้ามจี้ภิกษุ
5.53 ห้ามว่ายน้ำเล่น
5.54 ห้ามหลอกภิกษุให้กลัว
5.55 ห้ามแสดงความไม่เอื้อเฟื้อในวินัย
5.56 ห้ามติดไฟเพื่อผิง
5.57 ห้ามอาบน้ำบ่อยๆ เว้นแต่มีเหตุ
5.58 ให้ทำเครื่องหมายเครื่องนุ่งห่ม
5.59 วิกัปจีวรไว้แล้ว (ทำให้เป็นสองเจ้าของ-ให้ยืม
ใช้) จะใช้ต้องถอนก่อน
5.60 ห้ามเล่นซ่อนบริขารของภิกษุอื่น
5.61 ห้ามฆ่าสัตว์
5.62 ห้ามใช้น้ำมีตัวสัตว์
5.63 ห้ามรื้อฟื้นอธิกรณ์ (คดีความ-ข้อโต้เถียง)
ที่ชำระเป็นธรรมแล้ว
5.64 ห้ามปกปิดอาบัติชั่วหยาบของภิกษุอื่น
5.65 ห้ามบวชบุคคลอายุไม่ถึง 20 ปี
5.66 ห้ามชวนพ่อค้าผู้หนีภาษีเดินทางร่วมกัน
5.67 ห้ามชวนผู้หญิงเดินทางร่วมกัน
5.68 ห้ามกล่าวตู่ พระธรรมวินัย (ภิกษุอื่นห้าม และ-
สวดประกาศเกิน 3 ครั้ง)
5.69 ห้ามคบภิกษุผู้กล่าวตู่พระธรรมวินัย
5.70 ห้ามคบสามเณรผู้กล่าวตู่พระธรรมวินัย
5.71 ห้ามพูดไถลเมื่อทำผิดแล้ว
5.72 ห้ามกล่าวติเตียนสิกขาบท
5.73 ห้ามพูดแก้ตัวว่า เพิ่งรู้ว่ามีในปาฏิโมกข์
5.74 ห้ามทำร้ายร่างกายภิกษุ
5.75 ห้ามเงื้อมือจะทำร้ายภิกษุ
5.76 ห้ามโจทภิกษุด้วยอาบัติสังฆาทิเสสที่ไม่มีมูล
5.77 ห้ามก่อความรำคาญแก่ภิกษุอื่น
5.78 ห้ามแอบฟังความของภิกษุผู้ทะเลาะกัน
5.79 ให้ฉันทะแล้วห้ามพูดติเตียน
5.80 ขณะกำลังประชุมสงฆ์ ห้ามลุกไปโดย ไม่ให้-
ฉันทะ
5.81 ร่วมกับสงฆ์ให้จีวรแก่ภิกษุแล้ว ห้ามติเตียนใน
ภายหลัง
5.82 ห้ามน้อมลาภสงฆ์มาเพื่อบุคคล
5.83 ห้ามเข้าไปในตำหนักของพระราชา
5.84 ห้ามเก็บของมีค่าที่ตกอยู่
5.85 เมื่อจะเข้าบ้านในเวลาวิกาล ต้องบอกลาภิกษุ
ก่อน
5.86 ห้ามทำกล่องเข็มด้วยกระดูก งา หรือเขาสัตว์
5.87 ห้ามทำเตียง ตั่งมีเท้าสูงกว่าประมาณ
5.88 ห้ามทำเตียง ตั่งที่หุ้มด้วยนุ่น
5.89 ห้ามทำผ้าปูนั่งมีขนาดเกินประมาณ
5.90 ห้ามทำผ้าปิดฝีมีขนาดเกินประมาณ
5.91 ห้ามทำผ้าอาบน้ำฝนมีขนาดเกินประมาณ
5.92 ห้ามทำจีวรมีขนาดเกินประมาณ

♥ 6.ปาฏิเทสนียะ มี 4 ข้อ
6.1 ห้ามรับของคบเคี้ยว ของฉันจากมือ ภิกษุณี นำ-
มาฉัน
6.2 ให้ไล่นางภิกษุณีที่มายุ่งให้เขาถวายอาหาร
6.3 ห้ามรับอาหารในสกุล ที่สงฆ์สมมุติว่า เป็นเสขะ-
(อริยบุคคล แต่ยังไม่ได้บรรลุเป็นอรหันต์)
6.4 ห้ามรับอาหารที่เขาไม่ได้จัดเตรียมไว้ก่อนมาฉัน
เมื่ออยู่ป่า

♥ 7.เสขิยวัตร 75

★ 7.1 เสขิยะ สารูป มี 26 ข้อ ★
7.1.1 นุ่งให้เป็นปริมณฑล (ล่างปิดเข่า บนปิดสะดือ
โดย ไม่ห้อยหน้าห้อยหลัง)
7.1.2 ห่มให้เป็นนปริมณฑล (ให้ชายผ้าเสมอกัน)
7.1.3 ปกปิดกายด้วยดีไปในบ้าน
7.1.4 ปกปิดกายด้วยดีนั่งในบ้าน
7.1.5 สำรวมด้วยดีไปในบ้าน
7.1.6 สำรวมด้วยดีนั่งในบ้าน
7.1.7 มีสายตาทอดลงไปในบ้าน (ตาไม่มองโน่น-นี่)
7.1.8 มีสายตาทอดลงนั่งในบ้าน
7.1.9 ไม่เวิกผ้าไปในบ้าน
7.1.10 ไม่เวิกผ้านั่งในบ้าน
7.1.11 ไม่หัวเราะดังไปในบ้าน
7.1.12 ไม่หัวเราะดังนั่งในบ้าน
7.1.13 ไม่พูดเสียงดังไปในบ้าน
7.1.14 ไม่พูดเสียงดังนั่งในบ้าน
7.1.15 ไม่โคลงกายไปในบ้าน
7.1.16 ไม่โคลงกายนั่งในบ้าน
7.1.17 ไม่ไกวแขนไปในบ้าน
7.1.18 ไม่ไกวแขนนั่งในบ้าน
7.1.19 ไม่สั่นศีรษะไปในบ้าน
7.1.20 ไม่สั่นศีรษะนั่งในบ้าน
7.1.21 ไม่เอามือค้ำกายไปในบ้าน
7.1.22 ไม่เอามือค้ำกายนั่งในบ้าน
7.1.23 ไม่เอาผ้าคลุมศีรษะไปในบ้าน
7.1.24 ไม่เอาผ้าคลุมศีรษะนั่งในบ้าน
7.1.25 ไม่เดินกระโหย่งเท้า ไปในบ้าน
7.1.26 ไม่นั่งรัดเข่าในบ้าน

★ 7.2 โภชนปฏิสังยุตต์ มี 30 ข้อ ★..คือหลักในการฉันอาหาร อันได้แก่
7.2.1 รับบิณฑบาตด้วยความเคารพ
7.2.2 ในขณะบิณฑบาต จะแลดูแต่ในบาตร
7.2.3 รับบิณฑบาตพอสมส่วนกับแกง(ไม่รับแกงมาก
เกินไป)
7.2.4 รับบิณฑบาตแค่พอเสมอขอบปากบาตร
7.2.5 ฉันบิณฑบาตโดยความเคารพ
7.2.6 ในขณะฉันบิณฑบาต และดูแต่ในบาตร
7.2.7 ฉันบิณฑบาตไปตามลำดับ (ไม่ขุดให้แหว่ง)
7.2.8 ฉันบิณฑบาตพอสมส่วนกับแกงไม่ฉันแกงมาก
เกินไป
7.2.9 ฉันบิณฑบาตไม่ขยุ้มแต่ยอดลงไป
7.2.10 ไม่เอาข้าวสุกปิดแกงและกับด้วยหวังได้มาก
7.2.11 ไม่ขอเอาแกงหรือข้าวสุกเพื่อประโยชน์แก่ตน
มาฉัน หากไม่เจ็บไข้
7.2.12 ไม่มองดูบาตรของผู้อื่นด้วยคิดจะยกโทษ
7.2.13 ไม่ทำคำข้าวให้ใหญ่เกินไป
7.2.14 ทำคำข้าวให้กลมกล่อม
7.2.15 ไม่อ้าปากเมื่อคำข้าวยังมาไม่ถึง
7.2.16 ไม่เอามือทั้งมือใส่ปากในขณะฉัน
7.2.17 ไม่พูดในขณะที่มีคำข้าวอยู่ในปาก
7.2.18 ไม่ฉันโดยการโยนคำข้าวเข้าปาก
7.2.19 ไม่ฉันกัดคำข้าว
7.2.20 ไม่ฉันทำกระพุ้งแก้มให้ตุ่ย
7.2.21 ไม่ฉันพลางสะบัดมือพลาง
7.2.22 ไม่ฉันโปรยเมล็ดข้าว
7.2.23 ไม่ฉันแลบลิ้น
7.2.24 ไม่ฉันดังจับๆ
7.2.25 ไม่ฉันดังซูด ๆ
7.2.26 ไม่ฉันเลียมือ
7.2.27 ไม่ฉันเลียบาตร
7.2.28 ไม่ฉันเลียริมฝีปาก
7.2.29 ไม่เอามือเปื้อนจับภาชนะน้ำ
7.2.30ไม่เอาน้ำล้างบาตรมีเมล็ดข้าวเทลงในบ้าน

★ 7.3 ธัมมเทสนาปฏิสังยุตต์ มี 16 ข้อ ★
7.3.1 ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่มีร่มในมือ
7.3.2 ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่มีไม้พลองในมือ
7.3.3 ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่มีของมีคมในมือ
7.3.4 ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่มีอาวุธในมือ
7.3.5 ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่สวมเขียงเท่า
(รองเท้าไม้)
7.3.6 ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่สวมรองเท้า
7.3.7 ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่ไปในยาน
7.3.8 ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่อยู่บนที่นอน
7.3.9 ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่นั่งรัดเข่า
7.3.10 ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่โพกศีรษะ
7.3.11 ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่คลุมศีรษะ
7.3.12 ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่อยู่บนอาสนะ
(หรือเครื่องปูนั่ง) โดยภิกษุอยู่บนแผ่นดิน
7.3.13 ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่นั่งบนอาสนะ
สูงกว่าภิกษุ
7.3.14 ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่นั่งอยู่ แต่ภิกษุ
ยืน
7.3.15 ภิกษุเดินไปข้างหลังไม่แสดงธรรมแก่คน
ไม่เป็นไข้ที่เดินไปข้างหน้า
7.3.16 ภิกษุเดินไปนอกทาง ไม่แสดงธรรม แก่คนไม่-
เป็นไข้ที่ไปในทาง

★ 7.4 ปกิณสถะ มี 3 ข้อ ★
7.4.1 ภิกษุไม่เป็นไข้ไม่ยืนถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ
7.4.2 ภิกษุไม่เป็นไข้ไม่ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะหรือบ้วน
น้ำลายลงในของเขียว (พันธุ์ไม้ใบหญ้าต่างๆ)
7.4.3 ภิกษุไม่เป็นไข้ไม่ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะหรือบ้วน
น้ำลายลงในน้ำ

♥ 8.อธิกรณสมถะ มี 7 ข้อ
8.1 ระงับอธิกรณ์ (คดีความหรือความที่ตกลงกันไม่ได้)
ในที่พร้อมหน้า (บุคคล วัตถุ ธรรม)
8.2 ระงับอธิกรณ์ (คดีความหรือความที่ตกลงกันไม่ได้)
ด้วยการยกให้ว่าพระอรหันต์เป็นผู้มีสติ
8.3 ระงับอธิกรณ์ (คดีความหรือความที่ตกลงกันไม่ได้)
ด้วยยกประโยชน์ให้ในขณะเป็นบ้า
8.4 ระงับอธิกรณ์ (คดีความหรือความที่ตกลงกันไม่ได้)
ด้วยถือตามคำรับของจำเลย
8.5 ระงับอธิกรณ์ (คดีความหรือความที่ตกลงกันไม่ได้)
ด้วยถือเสียงข้างมากเป็นประมาณ
8.6 ระงับอธิกรณ์ (คดีความหรือความที่ตกลงกันไม่ได้)
ด้วยการลงโทษแก่ผู้ผิด
8.7 ระงับอธิกรณ์ (คดีความหรือความที่ตกลงกันไม่ได้)
ด้วยให้ประนีประนอมหรือเลิกแล้วกันไป
..★ สรุปอธิกรณสมถะ การทำอธิกรณ์ให้สงบระงับ ★
หมายถึง วิธีระงับอธิกรณ์ตามพระธรรมวินัย 7 อย่าง คือ
1.สัมมุขาวินัยตัดสินในที่พร้อมหน้าทั้งโจทย์และจำเลย
พร้อมพยาน ตามพยานหลักฐาน
2.สติวินัยถือสติเป็นหลัก การยกเลิกความผิดเพราะเป็น
พระอรหันต์หรืออริยบุคคลที่จะไม่ทำผิดวินัยในข้อนั้นได้
3.อมูฬหวินัย ผู้หายจากเป็นบ้า การเลิกความผิดเพราะผู้
กระทำผิดนั้นวิกลจริตหรือเป็นบ้า
4.ปฏิญญาตกรณะ ทำตามที่รับ การตัดสินตามการยอม-
รับผิด คำสารภาพของผู้กระทำผิด
5.ตัสสปาปิยสิกา ลงโทษแก่ผู้ผิด ที่ไม่รับ การลงโทษฯ
พยานผู้ที่ไม่ยอมพูดในการสอบสวนของคณะสงฆ์
6.เยภุยยสิกา การตัดสินตามมติเสียงข้างมาก
7.ติณวัตถารกะ ดุจกลบไว้ด้วยหญ้า วิธี ประณีประนอมฯ
การตัดสินยกฟ้อง เลิกแล้วต่อกัน(ในกรณีทะเลาะกัน)

แหล่งที่มาในการศึกษาค้นคว้าฯ และแหล่งข้อมูลอ้างอิง
(1.) พระวินัยปิฎก
(2.) อาทิพรหมจาริยกาสิกขาคำเรียกศีล227ในฐานะเป็น
สิกขาบทในพระปาติโมกข์
(3.) พระไตรปิฎก เล่มที่1-2-8 พระวินัยปิฎก เล่มที่1-2-8
มหาวิภังค์ ภาค 1-2
3.1 ปาราชิกกัณฑ์ ปฐมปาราชิกสิกขาบท.
3.2 ปริวาร.
3.3 สังฆาทิเสส สิกขาบทที่ 1.
3.4 อนิยต สิกขาบทที่ 1.
3.5 นิสสัคคิยปาจิตตีย์ วรรคที่ 1.
3.6 ปาจิตตีย์ วรรคที่ 1.
3.7 ปาฏิเทสนียะ สิกขาบทที่ 1.
3.8 เสขิยกัณฑ์.
3.9 อธิกรณสมถะธรรม.

ขออนุโมทนาแด่ พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ. — feeling blessed with พระธีรศักดิ์ วัดสามหลัง and 16 others at วัดบางธน บ้านคลองปอม.

"พระอรหันต์" คือ บุคคลผู้หักกงล้อแห่งสังสารจักรเสียได้"เรื่องราวที่ประเสริฐที่สุด อันเกี่ยวกับ "พระอรหันต์" นั้น ไม่มีเร...
15/04/2020

"พระอรหันต์" คือ บุคคลผู้หักกงล้อแห่งสังสารจักรเสียได้
"เรื่องราวที่ประเสริฐที่สุด อันเกี่ยวกับ "พระอรหันต์" นั้น ไม่มีเรื่องใดยิ่งไปกว่าเรื่องความดับทุกข์ หรือ ความไม่มีทุกข์ ท่านทั้งหลายจะต้องระลึกนึกให้ดีว่า คำว่า "อรหันต์" หรือ "อรหัง" นั้น มันหมายความว่าอย่างไร?.
คำว่า "อรหันต์" นั้น ถ้าจะพูดเป็นไทยๆแล้ว ก็ต้องแปลว่า เป็นมนุษย์สุดยอดทีเดียว เป็นมนุษย์ที่เลิศประเสริฐที่สุดกว่ามนุษย์ทั้งหลาย จนได้นามว่า "เป็นผู้ควรแก่การกราบไหว้อย่างยิ่ง" ไม่มีบุคคลประเภทใดจะเสมอเหมือน.
ข้อนั้น ก็เพราะเหตุว่า พระอรหันต์เป็นผู้บริสุทธิ์สะอาดหมดจด จากกิเลสเครื่องเศร้าหมองทั้งหลายทั้งปวง นั่นเอง เมื่อหมดกิเลสโดยประการทั้งปวงแล้ว ก็ย่อมหมายความว่า หมดความทุกข์โดยประการทั้งปวงด้วย เพราะฉะนั้น ท่านจึงได้กล่าวเปรียบเทียบ หรือกล่าวอย่างอุปมาว่า พระอรหันต์นั้น คือ "บุคคลผู้หักกงล้อแห่งสังสารจักร" เสียได้.
"สังสารจักร" นั้นแปลว่า "วงล้อของสังสารวัฏฏ์" หมายความว่า วงกลมที่หมุนไปไม่มีหยุด ในกระแสแห่งการเวียนเกิด เวียนแก่ เวียนเจ็บ เวียนตาย หรืออีกอย่างหนึ่งก็เรียกว่า.."เวียนอยู่ในวงเวียนของกิเลส" ซึ่งเป็นเหตุให้ทำกรรม ครั้นได้รับผลกรรมแล้วก็หล่อเลี้ยงกิเลสไว้ให้ยังคงมีอยู่ สำหรับเป็นเหตุให้ทำกรรมอีกต่อไป และได้รับผลกรรม ใช้กรรมหล่อเลี้ยงกิเลสไว้ สำหรับกระทำกรรมอีกต่อไป อย่างนี้ก็เรียกว่า "วงกลม" เหมือนกัน คือเป็นวงกลมในส่วนที่เป็นต้นเหตุ เรียกว่า กิเลสกรรม และ ผลกรรม เมื่อต้องเป็นไปตามกรรมเช่นนี้ ก็หมายความว่า จะต้องมีเกิด มีแก่ มีเจ็บ มีตาย ซึ่งเป็นวงกลมในส่วนที่เป็นผล.
ฉะนั้น เราทุกคนควรจะรู้จัก สังสารวัฏ หรือ สังสารจักร นี้ไว้ ในฐานะที่เป็นสิ่งที่สัตว์ต้องหมุนไปตาม ด้วยอำนาจของเหตุ คือ กิเลส กรรม และ วิบาก แล้วได้รับผลเป็น ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ชนิดที่วนเวียนไม่มีที่สิ้นสุด.
ถ้าเมื่อใดหยุดวงกลมนี้เสียได้ ไม่ให้หมุน ราวกับว่าทำลายวงล้อให้แตกหักออกไปแล้ว มันหมุนไปไม่ได้ เพราะมันไม่กลมอีกต่อไป อาการอย่างนี้แหละ เปรียบเหมือนกับที่พระอรหันต์ท่านทำลายสังสารวัฏเสียได้ จึงได้นามว่า "ผู้หักสังสารจักรเสียได้" ดังนี้เป็นต้น ซึ่งเป็นคำเปรียบเทียบ โดยที่แท้แล้วก็เพราะ ท่านหมดกิเลส และหมดความทุกข์ นั่นเอง."
พุทธทาสภิกขุ
ที่มา : มาฆบูชาเทศนา หัวข้อเรื่อง "อนุปาทาวิมุตติกถา" ณ ศาลาโรงธรรม สวนโมกขพลาราม เมื่อวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๕ จาก หนังสือชุดธรรมโฆษณ์เล่มชื่อว่า "มาฆบูชาเทศนา" เรื่องที่ ๑๒

จดหมายจากไวรัสโคโรน่าถึงมนุษยชาติ.Coronavirus Letter To Humanity .โลกกระซิบแต่คุณไม่ได้ยินโลกเปล่งวาจาแต่คุณไม่ฟังโลกกู่...
13/04/2020

จดหมายจากไวรัสโคโรน่าถึงมนุษยชาติ.
Coronavirus Letter To Humanity .

โลกกระซิบแต่คุณไม่ได้ยิน
โลกเปล่งวาจา
แต่คุณไม่ฟัง
โลกกู่ร้องแต่คุณ
ไม่สนใจ

และแล้วฉันก้อถือกำเนิด...

ฉันไม่ได้เกิดมาเพื่อลงโทษคุณ...
ฉันเกิดมาเพื่อปลุกคุณให้ตื่น...

โลกร้องขอความช่วยเหลือ...

อุทกภัยก้อครั้งแล้วครั้งเล่า คุณไม่ฟัง
ไฟป่าซ้ำแล้วซ้ำเล่าคุณไม่
ฟัง
เฮอริเคนรุรแรงลูกแล้วลูกเล่า คุณไม่ฟัง
ทอร์นาโดน่าสะพรึงกลัวโหมกระหน่ำแต่คุณก้อไม่หัง

คุณไม่ยอมฟังแม้สัตว์ใต้ท้องทะเลกำลังตายจากขยะในทะเอ
น้ำแข็งขั้วโลกกำลังละลายในระดับที่ส่งสัญญาณอันตราย
มหันตภัยแล้ง

คุณไม่สนใจว่าโลกกำลังถูกคุกคามอย่างหนักหนาสาหัสเพียงใดจากมลพิษต่างๆ

สงครามที่ไม่มีวันยุติ
ความโลภที่ไม่รู้จักพอ

คุณยังคงดำเนินชีวิต
ตามใจปรารถา...
ไม่สนใจว่ามีความเกลียดชัง
ไม่สนใจว่ามีการฆ่าฟันกันหลายรายทุกวัน...
คุณคิดว่าการจะได้ไอโฟนรุ่นล่าสุดมาครองสำคัญกว่าสิ่งที่โลกพยายามจะบอกคุณ

แต่เวลานี้ฉันมาอยู่ที่นี่แล้ว

และฉันได้หยุดวิถีต่างๆของโลกและทำให้คุณต้องยอมฟังในที่สุด
ฉันทำให้คุณต้องหลบภัย
ฉันหยุดตัณหาในวัตถุนิยมของคุณ

เวลานี้คุณก้อเหมือนโลก...
คิดถึงแต่การเอาตัวรอด

เป็นยังไงละ?

ฉันให้คุณมีไข้ตัวร้อน
...เหมือนไฟป่าที่เกิดขึ้นบนโลก
ฉันให้คุณมีปัญหาต่างๆเกี่ยวกับระบบหายใจ...
เหมือนปัญหามลพิษในอากาศของโลก
ฉันให้คุณอ่อนแอเหมือนโลกทีถูกทำให้อ่อนแอลงทุกวัน

ฉันเอาความสะดวกสบายไปจากคุณ...
การท่องเที่ยวกับญาติมิตร
และความสำราญต่างๆที่คุณใช้เพื่อจะลืมคิดถึงปัญหามลพิษและความเจ็บปวดของโลก

และฉันได้ทำให้โลกทั้งใบ
หยุดหมุน

และเวลานี้...
ประเทศจีนมีคุณภาพอากาศดีขึ้น..ท้องฟ้าสีครามสดใสเพราะโรงงานทั้งหลายหยุดพ่นควันพิษขึ้นไปในอากาศของโลก
น้ำในเวนิสสะอาดใสมองเห็นปลาโลมาเพราะเรือกอนโดลาทั้งหลายที่ทำให้น้ำสกปรกจอดนิ่งไม่มีคนใช้บริการ

คุณจะต้องใช้เวลานี้ใคร่ครวญดูว่าสิ่งใดสำคัญในชีวิต

ขอย้ำอีกครั้งว่าฉันไม่ได้มาเพื่อลงโทษคุณ..ฉันมาเพื่อปลุกคุณให้ตื่นขึ้น...

โปรดฟังเสียงโลก
โปรดฟังเสียงเพรียกจากหัวใจของคุณ
หยุดสร้างมลพิษบนโลก
หยุดทะเลาะวิวาทต่อสู้กัน
หยุดไขว่คว้าวัตถุนิยม
และหันมารักเพื่อนบ้าน
เริ่มต้นรักษ์โลกและสิ่งแวดล้อมและสัตว์โลกน้อยใหญ่
เรื่มเชื่อในพระเจ้าผู้สร้างสรรพสิ่ง

เมื่อทุกอย่างจบลงและฉันจากไปแล้ว...โปรดจดจำโมเมนต์ต่างๆนี้ไว้...

เพราะครั้งหน้าฉันจะกลับมาและรุนแรงกว่านี้...

ลงชื่อ,
โคโรน่าไวรัส

วิเวียน อาร์ รีช เขียน
ดร.บรรจง ชมภูวงศ์
ศิษย์เก่าปรินส์
มนุษย์ 15 (ม.ช.)
ถอดความภาษาไทย
3เมษายน ค.ศ.2020

The earth whispered but you did not hear.
The earth spoke but you did not listen
The earth screamed but you turned her off.

And so I was born...

I was not born to punish you..
I was born to awaken you..

The earth cried out for help...

Massive flooding. But you didn't listen.
Burning fires. But you didn't listen.
Strong hurricanes. But you didn't listen.
Terrifying Tornadoes. But you didn't listen.

You still don't listen to the earth when.
Ocean animals are dying due to pollutants in the waters.
Glaciers melting at an alarming rate.
Severe drought.

You didn't listen to how much negativity the earth is receiving.

Non-stop wars.
Non-stop greed.

You just kept going on with your life..
No matter how much hate there was..
No matter how many killings daily..
It was more important to get that latest iPhone than worry about what the earth was trying to tell you..

But now I am here.

And I've made the world stop on its tracks.
I've made YOU finally listen.
I've made you take refuge.
I've made you stop thinking about materialistic things..

Now you are like the earth...
You are only worried about YOUR survival.

How does that feel?

I give you fever.. as the fires burn on earth.
I give you respiratory issues.. has pollution fill the earth air.
I give you weakness as the earth weakens every day.

I took away your comforts..
Your outings.
The things you would use to forget about the planet and its pain.

And I made the world stop...

And now...
China has better air quality.. Skys are clear blue because factories are not spewing pollution unto the earth's air.
The water in Venice is clean and dolphins are being seen. Because the gondola boats that pollute the water are not being used.

YOU are having to take time to reflect on what is important in your life.

Again I am not here to punish you.. I am here to Awaken you...

When all this is over and I am gone... Please remember these moments..

Listen to the earth.
Listen to your soul.
Stop Polluting the earth.
Stop Fighting among each other.
Stop caring about materialistic things.
And start loving your neighbors.
Start caring about the earth and all its creatures.
Start believing in a Creator.

Because next time I may come back even stronger....

Signed,
Coronavirus

Written by: Vivienne R Reich

ที่อยู่

หมู่ 3 ตำบลพะตง
Songkhla
90000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ วัดควนเนียงผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์