บ้านรู้วาง

บ้านรู้วาง หายใจเข้า - รู้
หายใจออก - วาง
ธรรมะแห่งการพ้นทุกข์

23/07/2025

ใจเท่านั้นคือมหาเหตุ ดีเลวบุญบาป บุญกุศลก็เริ่มที่ใจนี่แหละ จิตจะสงบก็ต้องอาศัยสติ อานาปานสติคือบ่อเกิดแห่งการตื่นรู้
ทุกข์ก็รู้ สุขก็รู้ สุขทุกข์ล้วนไม่เที่ยง
ธรรมะไม่มีการยกยอปอปั้น เพราะธรรมะเป็นของจริง มีไว้ให้คนทำจริงปฏิบัติจริงเท่านั้น ถ้าคนไม่จริงเยาะๆแยะๆก็อย่าไปหวังอะไรเลย
ความกลัวคือยอดขุนพลของกิเลส หลอกว่าสุข คือน่ากลัวที่สุด
ออกจากความคิดนั่นแหละออกจากทุกข์

จริงๆแล้วโลกนี้มันคือสมมุติ เวลาทั้งหมดก็สมมุติ รูปนามก็สมมุติ ชื่อเรียกสรรพนามก็สมมุติ เมื่อเห็นได้ดังนี้ใจมันก็คลายจาก...
03/07/2025

จริงๆแล้วโลกนี้มันคือสมมุติ เวลาทั้งหมดก็สมมุติ รูปนามก็สมมุติ ชื่อเรียกสรรพนามก็สมมุติ เมื่อเห็นได้ดังนี้ใจมันก็คลายจากความทุกข์ โลกทั้งโลกมันว่างหมด แขนขาเราเองก็หายหมด กายเราก็หายหมด มันว๊าปรวมเป็นอันเดียวกับความว่าง โลกมันว่างไปหมด รูปนามก็ว่าง มันไม่มีอะไรเลย ที่เห็นที่ทุกข์กันทุกวันนี้มันทุกข์เพราะสมมุติ โลกนี้นะมันสมมุติ พอเห็นว่าโลกนี้สมมุติมันก็เห็นวิมุติเท่านั้น อ๋อ พระพุทธเจ้าเห็นอย่างนี้หนอ สุญญตามันเป็นแบบนี้เองหนอ ที่เรียกว่าว่างไม่มีที่สุดไม่มีประมาณเหมือนอยู่บนอวกาศมันเป็นแบบนี้หนอ กว่าจะไปเห็นแบบนี้ได้ต้องทำยังไง ก็ต้องภาวนาสมถะวิปัสสนา รวมถึงพิจารณาร่างกาย ธาตุ4 ขันธ์5 รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อาหาเรปฏิกูล อสุภะกรรมฐาน เริ่มจากหายใจเข้ารู้ หายใจออกวาง หรือทำอานาปานสติ ดูลมหายใจเข้า ดูลมหายใจออก แล้วค่อยถอยมาพิจารณาร่างกาย เห็นว่าร่างกายนี้มันตกอยู่ภายใต้กฎของไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ระหว่างทางมันจะปวดตูดปวดขามาก ต้องข้ามเวทนาใหญ่ไปให้ได้ ถ้าข้ามไปได้แล้วความปวดมันก็หาย วิธีข้ามคือตายเป็นตาย ภาวนาแบบถวายชีวิตนี้แด่พระพุทธเจ้า ถ้ามันตายก็ให้มันตาย ผีจะมาก็ให้มาตายเป็นตาย แบบนั้นแหละถึงจะข้ามเวทนาใหญ่ไปได้ ข้ามไปได้ก็พิจารณาธรรม เห็นธรรมในธรรม พิจารณาสภาวะธรรมชาติ ต้นไม้ ใบไม้ ภูเขา เห็นว่ามันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เห็นว่าร่างกายก็เป็นเช่นต้นไม้ใบไม้นั้น มันก็ถอนอุปาทานออกเท่านั้น กายนี้ไม่เที่ยง ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ไม่มีอะไรเป็นเราเลยมันก็ถอนอัตตาถอนอุปาทานเท่านั้น

12/06/2025

รู้ - วาง
บริกรรม หายใจเข้า รู้ หายใจออก วาง
รู้ สติ อยู่กับปัจจุบัน รู้กายปัจจุบัน รู้ใจปัจจุบัน รู้เวทนาปัจจุบัน รู้อารมณ์ปัจจุบัน รู้ความคิดนึกปรุงแต่งปัจจุบัน
วาง อดีต วางสิ่งที่รู้เมื่อสักครู่
รู้แล้วก็วาง เดี๋ยวก็ว่าง

 #ธรรมะคือการบอกเล่าประสบการณ์บางทีพวกเราลงธรรมะไป ส่วนใหญ่มันเป็นการอธิบายสภาวะธรรมของผล ไม่ใช่เหตุ คนปฏิบัติใหม่เขาไม่...
30/05/2025

#ธรรมะคือการบอกเล่าประสบการณ์
บางทีพวกเราลงธรรมะไป ส่วนใหญ่มันเป็นการอธิบายสภาวะธรรมของผล ไม่ใช่เหตุ คนปฏิบัติใหม่เขาไม่รู้กับเรานะ เช่นการอธิบายสภาวะของจิต นิพพาน
เขาต้องรู้ได้ด้วยประสบการณ์ตัวเอง
ไม่ใช่ไปจำเอาของคนอื่นมา
เริ่มต้นต้องปฏิบัติยังไง กำหนดสติยังไง
เริ่มจาก ปิดทีวี ปิดเพลง ปิดหน้าจอมือถือ เอาไปไว้ไกลๆก่อน สิ่งแรกที่เราจะเห็นคือความอยากตัวเอง อยากเล่นมือถือ อยากเช็คเฟสมีแจ้งเตือนอะไรไหม
ถ้าเห็น ก็แค่รับรู้ แต่อย่าพึ่งไปตอบสนองมัน
ดูความคิดของตนเองตอนนี้ อย่าพึ่งหลับตานะ
ดูว่ามันคิดเรื่องอะไร คิดก็รู้ว่าคิด
พอแล้วหยุด กำหนดลมหายใจเข้าลึกๆๆ ภาวนาในใจว่า รู้
ค่อยๆ ปล่อยลมหายใจออกมา ช้าๆๆ จนถึงปลายจมูกเลย ภาวนาว่า วาง
แล้วหายใจเข้าใหม่ยังไม่หลับตา หายใจเข้าไป …. รู้
หายใจออกช้าๆๆ วาง รู้ -วาง /รู้ - วาง
เห็นไหมว่าสิ่งที่เราคิดเมื่อกี้มันหายไปแล้ว
เพราะสติเรามาจดจ่ออยู่กับลมหายใจ และคำบริกรรม รู้ - วาง /ทำซ้ำๆ ไปสัก 5 นาที / ทีนี้มาหลับตา
หายใจเข้าลึกๆๆ ภาวนาในใจว่า รู้
หายใจออกช้าๆๆ ภาวนาในใจว่า วาง
รู้ - วาง / รู้ - วาง / รู้ - วาง เอาแบบช้าๆก่อน ใจเย็นๆ
สติอยู่กับลมหายใจไปเรื่ิอยๆ
รู้ - วาง
รู้ - วาง
หายใจเข้า รู้
หายใจออก วาง
หายใจเข้า รู้
หายใจออก วาง
มีความสุขไหมที่นี้ / ไม่มีอะไรให้คิดเลย เพราะสติอยู่กับลมหายใจตลอด อดีตก็ไม่เอา อนาคตก็ยังมาไม่ถึง
อยู่ปัจจุบัน
ช่วงแรก เราเอาสมถะก่อนให้ใจเราสงบสักครึ่งชม.
/ ครบ ครึ่งชม.แล้ว
ค่อยๆ ลืมตาๆ
หายใจเข้า - รู้
หายใจวาง - วาง
นั่งอยู่รู้ว่านั่งอยู่ หายใจเข้ารู้ว่าหายใจเข้า
หายใจออกรู้ว่า หายใจออก
รู้ - วาง
รู้ - วาง
มีความคิดอะไรผุดขึ้นมาไหม
ถ้าคิดอยู่ให้รู้ว่าคิด แต่ไม่ปรุงต่อ
เอาจิตเราสติเรามาจับที่การรู้ แต่ไม่ไปเป็นสิ่งที่ถูกรู้
รู้ - วาง ตรงคำว่าวางคือตัดความคิดไปเลย
แล้วตรงคำว่ารู้ ดึงตัวเองกลับมาอยู่กับลมหายใจเข้า
และคำว่ารู้ สังเกตไปที่ขนแขนด้านขวา
จิตจับอยู่กับกายนี้
หายใจออกช้าๆ วาง ทำใจสบาย สบาย
หายใจเข้ารู้ ปั๊บ เขาจิตไปจับที่ขนแขนด้านซ้ายอีก
หายใจออก วาง
ที่เขาจิตมาจับที่ขนแขนก็เพื่อจะให้มีสติอยู่กับกายนี้
นั่งอยู่ ไม่คิดอะไรนะ
หายใจเข้า รู้
หายใจออก วาง
ไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็ลุกขึ้นไปเดิน
ก้าวซ้าย คือรู้
ก้าวเท้าขวา คือวาง
รู้ - วาง
รู้ - วาง
ถ้าติดใจในอารมณ์สมาธิ จะมานั่งหลับตาต่อก็ได้ เพื่อพักผ่อน ถ้าลมหายใจระงับ คำบริกรรมหายไป แต่มีสติรู้อยู่
อาจจะเห็นแสงสีขาว ให้นิ่งๆไว้ จิตคิดอะไรมาก็ตามรู้ ตามเห็นสภาวะนั้นตามความเป็นจริง ถ้าอยากถอนออกมาจากตรงนั้น ก็สูดหายใจเข้า แล้วบริกรรมว่า รู้
หายใจออกยาวๆ แล้วบริกรรมว่า วาง
จิตเราก็ถอนออกมาจากตรงนั้น
ถ้าจะทำวิปัสสนาก็คือรู้ เห็นตามความเห็นจริง
สะสมสติไปเรื่อย คิดอะไรมาก็รู้ พอเรารู้ แล้วมันจะหายไป
ถ้ามีนิมิตภาพอะไรมาก็รู้ แต่ไม่ให้เชื่อ ให้รู้เห็นตามความเป็นจริง
ถ้าอยากถอยออกจากนิมิต ให้สูดหายใจลึกๆ ภาวนาเข้าว่า รู้ หายใจออกว่า วาง
สติจะกลับมาอยู่ที่ลม คือออกจากฌานตรงนั้นมา กลับมาอยู่ที่จะเริ่มต้น ก็คือสติ ลมหายใจ คำบริกรรม รู้ - วาง
เอาเท่านี้ก่อน ใครจะถามขั้นตอนต่อไปค่อยเม้นมาถาม
จะเอาถึงบรรลุเลย ไม่ได้นะ เพราะผู้สอนยังไม่บรรลุอะไรเลย แค่มีสติอยู่กับตัวเอง แยกธาตุแยกขันธ์ แยกตัวรู้ ออกจากจิตตัวถูกรู้ ให้ได้ก่อนก็พอแล้ว
ใครถึงตรงนี้แล้ว เม้นมาถามหรือทักแชตมาถามก็ได้ว่า ขั้นตอนต่อไปคืออะไรคะ หนูถึงตรงนี้ ตรงนี้แล้วค่ะ
ขออนุโมทนากับทุกท่าน สาธุ 🙏

โลกนี้มันคือสมมุติ เวลาทั้งหมดก็สมมุติ รูปนามก็สมมุติ ชื่อเรียกสรรพนามก็สมมุติ เมื่อเห็นได้ดังนี้ใจมันก็คลายจากความทุกข์...
03/05/2025

โลกนี้มันคือสมมุติ เวลาทั้งหมดก็สมมุติ รูปนามก็สมมุติ ชื่อเรียกสรรพนามก็สมมุติ เมื่อเห็นได้ดังนี้ใจมันก็คลายจากความทุกข์ โลกทั้งโลกมันว่างหมด แขนขาเราเองก็หายหมด มันว๊าบรวมเป็นอันเดียวกับความว่าง โลกมันว่างไปหมด รูปนามก็ว่าง มันไม่มีอะไรเลย ที่เห็นที่ทุกข์กันทุกวันนี้มันทุกข์เพราะสมมุติ โลกนี้นะมันสมมุติ พอเห็นว่าโลกนี้สมมุติมันก็เห็นวิมุติเท่านั้น อ๋อ พระพุทธเจ้าเห็นอย่างนี้หนอ กว่าจะไปเห็นแบบนี้ได้ต้องทำยังไง ก็ต้องภาวนาสมถะวิปัสสนา รวมถึงพิจารณาร่างกาย ธาตุ4 ขันธ์5 รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อาหาเรปฏิกูล อสุภะกรรมฐาน เริ่มจากหายใจเข้ารู้ หายใจออกวาง หรือทำอานาปานสติ ดูลมหายใจเข้า ดูลมหายใจออก แล้วค่อยถอยมาพิจารณาร่างกาย ระหว่างทางมันจะปวดตูดปวดขามาก ต้องข้ามเวทนาใหญ่ไปให้ได้ ถ้าข้ามไปได้แล้วความปวดมันก็หาย วิธีข้ามคือตายเป็นตาย ภาวนาแบบถวายชีวิตนี้แด่พระพุทธเจ้า ถ้ามันตายก็ให้มันตาย ผีจะมาก็ให้มาตายเป็นตาย แบบนั้นแหละถึงจะข้ามเวทนาใหญ่ไปได้ ข้ามไปได้ก็พิจารณาธรรม เห็นธรรมในธรรม พิจารณาสภาวะธรรมชาติ ต้นไม้ ใบไม้ ภูเขา เห็นว่ามันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เห็นว่าร่างกายก็เป็นเช่นต้นไม้ใบไม้นั้น มันก็ถอนอุปาทานออกเท่านั้น กายนี้ไม่เที่ยง ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ไม่มีอะไรเป็นเราเลยมันก็ถอนอัตตาถอนอุปาทานเท่านั้น

ไม่ยึดตัวผู้รู้“เราภาวนาแล้วจะเห็น ตัวที่ไม่ทุกข์มีตัวเดียว คือตัวจิตผู้รู้ มันไม่ทุกข์ ก็มันเป็นผู้รู้ มันก็เลยมันไม่ทุ...
11/04/2025

ไม่ยึดตัวผู้รู้

“เราภาวนาแล้วจะเห็น
ตัวที่ไม่ทุกข์มีตัวเดียว คือตัวจิตผู้รู้
มันไม่ทุกข์ ก็มันเป็นผู้รู้ มันก็เลยมันไม่ทุกข์
เราก็จะสำคัญมั่นหมายว่าจิตผู้รู้นี้
เป็นที่พึ่งที่อาศัย ที่ฝากเป็นฝากตายได้

พอดีได้ยินคำสอนครูบาอาจารย์
หลวงปู่ดูลย์ท่านเคยสั่งไว้ ตั้งแต่ครั้งสุดท้าย
ที่พบท่าน 24 กันยายน 2526
อีก 36 วันท่านมรณภาพ 30 ตุลาคม
หลวงปู่ท่านเคยสอนไว้ 'พบผู้รู้ให้ทำลายผู้รู้
พบจิตให้ทำลายจิต จึงจะถึงความบริสุทธิ์
อย่างแท้จริง'

ตอนนี้เราเห็นว่าตัวจิตผู้รู้ เป็นตัวดีตัววิเศษ
เป็นที่พึ่งที่อาศัย ที่ฝากเป็นฝากตาย
ทำอย่างไรจะเห็น จะวางมันได้
แล้วจะทำลายผู้รู้ได้อย่างไร นึกไม่ออก

หลวงพ่อพุธท่านก็เคยบอกให้ว่า
'จิตผู้รู้เหมือนฟองไข่ เมื่อลูกไก่เติบโตเต็มที่
มันจะเจาะทำลายเปลือกออกมาเอง'
ไอ้ลูกไก่ของเรามันลูกไก่โง่ มันไม่มีแรง
เจาะเปลือก เปลือกที่ห่อหุ้มจิตเอาไว้
ก็คืออาสวกิเลสนั่นเอง
จิตไม่มีกำลังจะทำลายอาสวะได้
มันก็เลยยังทำลายไม่ได้ ก็ยังวนเวียน
ทุกข์ไปเรื่อยๆ ก่อน

หรือบางทีอีกองค์หนึ่ง ที่ท่านพูดเรื่องนี้
ไว้ดีมากๆ เลย ก็คือหลวงปู่หล้า ภูจ้อก้อ
ฟังคำพูดของท่าน 2 - 3 ประโยคก็เข้าใจแล้ว
ภูมิจิตภูมิธรรมท่านระดับไหน ท่านบอกว่า
'จิตผู้รู้ไม่ใช่นิพพาน ฟากผู้รู้ไปจนไม่มี
ที่กำหนดหมาย ถ้าหมายอยู่ก็พอเหมือนๆ'
ท่านสอนอย่างนี้ โอ้ เราต้องทิ้งผู้รู้ไป
ถ้ายังรักษาผู้รู้ไว้แล้ว ก็คิดว่านี่คือนิพพาน
อันนี้ยังหลงอยู่

หลวงตามหาบัวท่านก็สอน
'จิตผู้รู้นั่นล่ะ คือจิตอวิชชา'
คือพระราชาของกิเลส ไม่ได้อยู่ที่อื่นเลย
แต่อยู่ที่จิตผู้รู้นี่เอง
แต่พวกเราอย่าเพิ่งไปทำลายผู้รู้
เราต้องมีผู้รู้ก่อน ถ้าทำลายผู้รู้เร็วเกินไป
มันก็เหมือนเราทำลายเรือ ทั้งที่ยังอยู่ในทะเล
เอาไว้เข้าถึงฝั่งก่อนแล้วค่อยทิ้งเรือ
ค่อยทิ้งผู้รู้ทีหลัง ตอนนี้มีผู้รู้ก่อน
ถ้ามีแต่ผู้หลงจะไปภาวนาอะไรได้

ฉะนั้นตอนนี้พัฒนาผู้รู้ไว้ แล้ววันหนึ่งข้างหน้า
มันไม่ยึดกระทั่งตัวผู้รู้ ตัวผู้รู้ก็หนีไม่พ้น
มันก็ยังตกอยู่ใต้กองทุกข์เหมือนกัน
แต่มันประณีตมาก มันเนียนมาก
ตัวผู้รู้ ท่านถึงเรียกว่าจิตอวิชชา
มันดูยาก มันซ่อนเร้น มันปกปิดตัวเอง”

หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม
4 พฤศจิกายน 2566
ฟังเพิ่มเติมได้ที่
youtube.com/watch?v=jjIBYjj-zvU

สาธุ
10/04/2025

สาธุ

ที่อยู่

Saraburi
18000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ บ้านรู้วางผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์

ประเภท