วัดบ้านโนนหอม อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร

วัดบ้านโนนหอม อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร เป็นที่ยึดเหนียวจิตใจของพุทธศาสนิ?

25/06/2023

วันที่ 1 กรกฎาคม ทางวัดมีงานบุญฉลองสมณศักดิ์พระครูถีรโชติคุณญาติโยมท่านใด๋ต้องเป็นเจ้าถงภาพต่างติดต่อทางคณะกรรมการและทางวัดได้โดยตรง

13/07/2022

วันอาสาฬหบูชา
ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘

วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ นับเป็นวันที่สำคัญในประวัติศาสตร์แห่งพระพุทธศาสนา คือวันที่พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมเทศนาหรือหลักธรรมที่ทรงตรัสรู้ เป็นครั้งแรกแก่เบญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ณ มฤคทายวัน ตำบลอิสิปตนะ เมืองพาราณสี ในชมพูทวีปสมัยโบราณซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ในประเทศอินเดีย ด้วยพระพุทธองค์ทรงเปรียบดังผู้ทรงเป็นธรรมราชา ก็ทรงบันลือธรรมเภรียังล้อแห่งธรรมให้หมุนรุดหน้า เริ่มต้นแผ่ขยายอาณาจักรแห่งธรรม นำความร่มเย็นและความสงบสุขมาให้แก่หมู่ประชา ดังนั้น ธรรมเทศนาที่ทรงแสดงครั้งแรกจึงได้ชื่อว่า ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร แปลว่า พระสูตรแห่งการหมุนวงล้อธรรม หรือพระสูตรแห่งการแผ่ขยายธรรมจักร กล่าวคือดินแดนแห่งธรรม

เมื่อ ๒๕๐๐ กว่าปีมาแล้วนั้นชมพูทวีปในสมัยโบราณ กำลังย่างเข้าสู่ยุคใหม่แห่งความเจริญก้าวหน้า รุ่งเรืองเฟื่องฟูทุกด้านและมีคนหลายประเภททั้งชนผู้มั่งคั่งร่ำรวย นักบวชที่พัฒนาความเชื่อและ ข้อปฏิบัติทางศาสนา เพื่อให้ผู้ร่ำรวยได้ประกอบพิธกรรมแก่ตนเต็มที่ ผู้เบื่อหน่ายชีวิตที่วนเวียน ในอำนาจและโภคสมบัติที่ออกบวช หรือบางพวกก็แสวงหาคำตอบที่เป็นทางรอกพ้นด้วยการคิดปรัชญาต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องที่เหลือวิสัยและไม่อาจพิสูจน์ได้บ้าง พระพุทธเจ้าจึงทรงอุบัติในสภาพเช่นนี้ และดำเนินชีพเช่นนี้ด้วยแต่เมื่อทรงพบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนั้นขาดแก่นสาน ไม่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง แก่ตนเองและผู้อื่น จึงทรงคิดหาวิธีแก้ไขด้วยการทดลองต่าง ๆ โดยละทิ้งราชสมบัติ และอิสริยศแล้วออกผนวช บำเพ็ญตนนานถึง ๖ ปี ก็ไม่อาจพบทางแก้ได้ ต่อมาจึงได้ทางค้นพบ มัชฌิมาปฏิปทา หรือทางสายกลาง เมื่อทรงปฏิบัติตามมรรคานี้ก็ได้ค้นพบสัจธรรมที่นำคุณค่า แท้จริงมาสู่ชีวิต อันเรียกว่า อริยสัจ ๔ ประการ ในวันเพ็ญเดือน ๖ ก่อนพุทธศก ๔๔ ปี ที่เรียกว่า การตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า จากนั้นทรงงานประกาศศาสนาโดยทรงดำริหาทางที่ได้ผลดีและรวดเร็ว คือ เริ่มสอนแก่ผู้มีพื้นฐานภูมิปัญญาดีที่รู้แจ้งคำสอนได้อย่างรวดเร็วและสามารถนำไปชี้แจงอธิบาย ให้ผู้อื่นเข้ามาได้อย่างกว้างขวาง จึงมุ่งไปพบนักบวช ๕ รูป หรือเบญจวัคคีย์ และได้แสดงธรรม เทศนาเป็นครั้งแรกในวันเพ็ญ เดือน ๘

ใจความสำคัญของปฐมเทศนาในวันวันอาสาฬหบูชา
ในการแสดงแสดงปฐมเทศนาครั้งแรกของพระพุทธเจ้าทรงแสดงหลักธรรมสำคัญ ๒ ประการคือ

ก. มัชฌิมาปฏิปทาหรือทางสายกลาง เป็นข้อปฏิบัติที่เป็นกลาง ๆ ถูกต้องและเหมาะสมที่จะให้บรรลุถึงจุดหมายได้ มิใช่การดำเนินชีวิตที่เอียงสุด ๒ อย่าง หรืออย่างหนึ่งอย่างใด คือ

๑. การหมกหมุ่นในความสุขทางกาย มัวเมาในรูป รส กลิ่น เสียง รวมความเรียกว่า เป็นการหลงเพลิดเพลินหมกหมุ่นในกามสุข หรือ กามสุขัลลิกานุโยค

๒. การสร้างความลำบากแก่ตนดำเนินชีวิตอย่างเลื่อนลอย เช่น บำเพ็ญตบะการทรมานตน คอยพึ่งอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นต้น การดำเนินชีวิตแบบที่ก่อความทุกข์ให้ตนเหนื่อยแรงกาย แรงสมอง แรงความคิด รวมเรียกว่า อัตตกิลมถานุโยค

ดังนั้นเพื่อละเว้นห่างจากการปฏิบัติทางสุดเหล่านี้ ต้องใช้ทางสายกลาง ซึ่งเป็นการดำเนินชีวิตด้วยปัญญา โดยมีหลักปฏิบัติเป็นองค์ประกอบ ๘ ประการ เรียกว่า อริยอัฏฐังคิกมัคค์ หรือ มรรคมีองค์ ๘ ได้แก่

๑. สัมมาทิฏฐิ เห็นชอบ คือ รู้เข้าใจถูกต้อง เห็นตามที่เป็นจริง
๒. สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ คือ คิดสุจริตตั้งใจทำสิ่งที่ดีงาม
๓. สัมมาวาจา เจรจาชอบ คือ กล่าวคำสุจริต
๔. สัมมากัมมันตะ กระทำชอบ คือ ทำการที่สุจริต
๕. สัมมาอาชีวะ อาชีพชอบ คือ ประกอบสัมมาชีพหรืออาชีพที่สุจริต
๖. สัมมาวายามะ พยายามชอบ คือ เพียรละชั่วบำเพ็ญดี
๗. สัมมาสติ ระลึกชอบ คือ ทำการด้วยจิตสำนึกเสมอ ไม่เผลอพลาด
๘. สัมมาสมาธิ ตั้งจิตมั่นชอบ คือ คุมจิตให้แน่วแน่มั่นคงไม่ฟุ้งซ่าน

ข. อริยสัจ ๔ แปลว่า ความจริงอันประเสริฐของอริยะ ซึ่งคือ บุคคลที่ห่างไกลจากกิเลส ได้แก่

๑. ทุกข์ ได้แก่ ปัญหาทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ บุคคลต้องกำหนดรู้ให้เท่าทันตามความเป็นจริงว่ามันคืออะไร ต้องยอมรับรู้กล้าสู้หน้าปัญหา กล้าเผชิญความจริง ต้องเข้าใจในสภาวะโลกว่าทุกสิ่งไม่เที่ยง มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่น ไม่ยึดติด

๒. สมุทัย ได้แก่ เหตุเกิดแห่งทุกข์ หรือสาเหตุของปัญหา ตัวการสำคัญของทุกข์ คือ ตัณหาหรือเส้นเชือกแห่งความอยากซึ่งสัมพันธ์กับปัจจัยอื่น ๆ

๓. นิโรธ ได้แก่ ความดับทุกข์ เริ่มด้วยชีวิตที่อิสระ อยู่อย่างรู้เท่าทันโลกและชีวิต ดำเนินชีวิตด้วยการใช้ปัญญา

๔. มรรค ได้แก่ กระบวนวิธีแห้งการแก้ปัญหา อันได้แก่ มรรคมีองค์ ๘ ประการดังกล่าวข้างต้น

ผลจากการแสดงปฐมเทศนา
เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแล้ว ปรากฏว่าโกณฑัญญะผู้เป็นหัวหน้าเบญจวัคคีย์ได้เกิดเข้าใจธรรม เรียกว่า เกิดดวงตาแห่งธรรมหรือธรรมจักษุ บรรลุเป็นโสดาบัน จึงทูลขอบรรพชาและถือเป็นพระภิกษุสาวก รูปแรกในพระพุทธศาสนา มีชื่อว่า อัญญาโกณฑัญญะ

ความหมายของอาสาฬหบูชา
“อาสาฬหบูชา” (อา-สาน-หะ-บู-ชา/อา-สาน-ละ-หะ-บู-ชา) ประกอบด้วยคำ ๒ คำ คือ อาสาฬห (เดือน ๘ ทางจันทรคติ) กับบูชา (การบูชา) เมื่อรวมกันจึงแปลว่า การบูชาในเดือน ๘ หรือการบูชาเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในเดือน ๘ หรือเรียกให้เต็มว่า อาสาฬหบูรณมีบูชา

โดยสรุป วันอาสาฬหบูชา แปลว่า การบูชาในวันเพ็ญ เดือน ๘ หรือ การบูชาเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในวันเพ็ญ เดือน ๘ คือ

๑. เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา
๒. เป็นวันที่พระพุทธเจ้าเริ่มประกาศพระศาสนา
๓. เป็นวันที่เกิดอริยสงฆ์ครั้งแรกคือ การที่ท่านโกณฑัญญะรู้แจ้งเห็นธรรม เป็นพระโสดาบัน จัดเป็นอริยบุคคลท่านแรกในอริยสงฆ์
๔. เป็นวันที่เกิดพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา คือ การที่ท่านโกณฑัญญะขอบรรพชาและ ได้บวชเป็นพระภิกษุ หลังจากฟังปฐมเทศนาและบรรลุธรรมแล้ว
๕. เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงได้ปฐมสาวกคือ การที่ท่านโกณฑัญญะนั้น ได้บรรลุธรรม และบวชเป็นพระภิกษุ จึงเป็นสาวกรูปแรกของพระพุทธเจ้า

เมื่อเปรียบกับวันสำคัญอื่น ๆ ในพระพุทธศาสนา บางทีเรียก วันอาสาฬหบูชา นี้ว่า วันพระสงฆ์ (คือวันที่เริ่มเกิดมีพระสงฆ์)

พิธีกรรมที่กระทำในวันนี้ โดยทั่วไป คือ ทำบุญ ตักบาตร รักษาศีล เวียนเทียน ฟังพระธรรมเทศนา (ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร) และสวดมนต์ ดังนั้นในวันนี้จึงถือว่า พุทธศาสนิกชนควรได้รับประโยชน์ ที่เป็นสาระสำคัญจากอาสาฬหบูชา กล่าวคือ ควรทบทวนระลึกเตือนใจสำรวจตนว่า ชีวิตเราได้เจริญงอกงามขึ้นด้วยความเป็นอยู่อย่างผู้รู้เท่าทันโลก และชีวิตนี้บ้างแล้วเพียงใด เรายังดำเนินชีวิตอยู่อย่างลุ่มหลงมัวเมา หรือมีจิตใจอิสระปลอดโปร่งผ่องใสบ้างแล้วเพียงใด

วันออกพรรษา 2563 ตรงกับวันที่  วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ.2563 , วันศุกร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนสิบเอ็ด(๑๑) ปีชวดทางวัดบ้านโนนห...
02/10/2020

วันออกพรรษา 2563 ตรงกับวันที่ วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ.2563 , วันศุกร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนสิบเอ็ด(๑๑) ปีชวด
ทางวัดบ้านโนนหอม ได้จัดกิจกรรมตักบาตรเทโวเนื่องในวันออกพรรษา

"วันนี้วันพระ"ประเพณีบุญข้าวสาก ขึ้น15 ค่ำเดือน10 เป็นประเพณีที่ทำบุญหาบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ขอให้บรรพบุรุษ เจ้ากรรม...
02/09/2020

"วันนี้วันพระ"
ประเพณีบุญข้าวสาก
ขึ้น15 ค่ำเดือน10

เป็นประเพณีที่ทำบุญหาบรรพบุรุษ
ที่ล่วงลับไปแล้ว ขอให้บรรพบุรุษ
เจ้ากรรมนายเวรทุกตนทุกคน
มารับบุญครั้งนี้ด้วยเทอญ🙏🙏🙏

สาธุบุญ18 ส.ค. บุญเดือนเก้า บุญข้าวประดับดินเป็นอีกหนึ่งประเพณีที่สืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณ ในภาคอีสานโดยบุญข้าวประดับดิน ...
18/08/2020

สาธุบุญ
18 ส.ค. บุญเดือนเก้า
บุญข้าวประดับดิน

เป็นอีกหนึ่งประเพณีที่สืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณ ในภาคอีสาน

โดยบุญข้าวประดับดิน เป็นงานประเพณีที่ถูกจัดขึ้นในวัน แรม 14 ค่ำ เดือน 9 ของทุก ๆ ปี และในปีนี้ 2563 ประเพณีบุญข้าวประดับดินก็ตรงกับวันที่ 18 สิงหาคม 2563

บุญข้าวประดับดิน เป็นประเพณีการทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่เปรต หรือญาติพี่น้องที่ตายไปแล้ว ข้าวประดับดิน

จะประกอบด้วย ข้าว อาหารคาวหวาน หมากพลูและบุหรี่ ซึ่งเราห่อหรือใส่กระทงไปวางไว้ตามพื้น หรือแขวนไว้ตามต้นไม้ในบริเวณวัด

มูลเหตุที่ทำให้เกิดบุญข้าวประดับดินมีว่า ครั้งสมัยพุทธกาล มีญาติของพระเจ้าพิมพิสารไปกินอาหารของพระสงฆ์ ตายไปแล้วจึงเกิดเป็นเปรต เมื่อพระเจ้าพิมพิสารไปถวายทานแด่พระพุทธเจ้าและพระสงฆ์แล้ว มิได้อุทิศส่วนกุศลไปให้

ถึงเวลากลางคืนจึงพากันมาส่งเสียงรบกวนเพื่อขอส่วนบุญ พระเจ้าพิมพิสารจึงไปทูลถามพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงแจ้งเหตุให้ทราบ เมื่อพระเจ้าพิมพิสารทรงีราบ จึงถวายสสังฆทานแล้วอุทิศส่วนบุญส่วนกกุศลไปให้ญาติพี่น้อง จึงทำให้เกิดเป็นประเพณีบุญข้าวประดับดินขึ้น

พิธีทำบุญข้าวประดับดิน ในวันแรม 13 ค่ำ เดือน 9 ญาติโยมนิยมถวายทาน รักษาศีล ฟังเทศน์ และมีการเตรียมอาหารคาวหวาน หมากพลู บุหรี่

โดยห่อด้วยใบตองหรือใส่กระทง รุ่งเช้าในวันแรม 14 ค่ำ เวลาประมาณ 4 ถึง 5 นาฬิกา นำห่อหรือกระทงที่เตรียมไว้ไปถวายหรือแขวนในบริเวณวัด ในการวางสิ่งของเพื่ออุทิศให้เปรตหรือญาติมิตรที่ล่วงลับไปแล้วดังกล่าว บางท้องถิ่นอาจทำก่อนถวายทานก็มี เป็นเสร็จพิธีทำบุญข้าวประดับดิน

30/11/2019

..ธรรมะยามเย็น... #สิ่งที่เราควรจะกล้า...เรามักกลัวในสิ่งที่ไม่ควรกลัว กล้าในสิ่งที่ไม่ควรกล้า คือ กล้าทำบาปความชั่วทั้งหลาย เห็นมั๊ย..ทำบาปด้วยกาย วาจา ใจ เขากล้า กล้าทำลายกัน กล้าด่ากัน กล้าถกเถียง ทะเลาะกัน กล้าคิดอิจฉาพยาบาท อาฆาตจองเวร..เอ้า..มากล้าอย่างนี้ล่ะ .สิ่งที่ควรกล้า คือ กล้าพากันทำความดี พยายามรักษาศีลให้ดี พยายามนั่งปฏิบัติฝึกหัดจิตใจให้สงบเป็นสมาธิ สร้างสมอบรมสติปัญญาให้แก่กล้า ใช้ความพากเพียรพยายามที่จะแก้ไขกิเลส แต่ก็มากลัว ไม่กล้าอีก ล่ะ..กลัวมันเลยเป็นอย่างนี้ .เขากลัวในสิ่งที่ไม่ควรกลัว เอ.. ทำไมมันเป็นอย่างนี้ จิตใจของคนเรา ก็มันขาดสติปัญญามั นก็เป็นอย่างนี้ มันก็เกิดทุกข์
สิ เหตุฉะนั้น พระพุทธองค์ก็จึงทรงให้พวกเราได้ศึกษา ให้เข้าใจในธรรมะ.ให้กล้าในสิ่งที่ควรกล้า กลัวในสิ่งที่ควรกลัว กลัวคือ กลัวบาปจะติดตาม ถ้าทำบาป ถ้าคิดบาป ก็ให้กลัวจิตจะมีความทุกข์ ท่านให้กลัวอย่างนั้น.กล้าที่จะสร้างร่างกายของเราให้เป็นมงคล กล้าทำวาจาของเราให้เป็นมงคล กล้าคิดอ่านสร้างสรรค์พัฒนา ให้จิตของเราให้เป็นมงคล เข้าใจสัจจะแจ่มแจ่งชัด ให้อยู่ในความสงบ ... สิ่งที่เราควรจะกล้า.เหตุฉะนั้น พวกเราทั้งหลายก็ไม่ต้องวุ่นวายอะไร พยายามจะศึกษาให้เข้าใจในธรรมะ ให้จิตสงบ ระงับดับความทุกข์ จากจิตใจของพวกเราให้ได้..
. #โอวาทธรรมหลวงปู่เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป..

27/11/2019

ยูเนสโกยกย่อง "หลวงปู่มั่น" เป็นบุคคลสำคัญของโลกสาขาสันติภาพ ย้อนดูคำสอน-ตำนานอภินิหารของอริยสงฆ์ที่ "ไม่ทำวัตถุธรรม"
ที่ประชุมใหญ่สมัยสามัญขององค์การยูเนสโก ครั้งที่ 40 มีมติรับรองการร่วมเฉลิมฉลองในวาระครบรอบบุคคลสำคัญและเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ (พ.ศ. 2563-2564) ได้ยกย่องบุคคลสำคัญ 2 รูป ได้แก่ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ครบรอบ 150 ปีชาตกาล (20 มกราคม พ.ศ. 2563) และสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ครบ 100 ปี แห่งการสิ้นพระชนม์ (2 สิงหาคม พ.ศ. 2464)
หลวงปู่มั่น เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2413 ที่บ้านคำบง อำเภอศรีเมืองใหม่ จังหวัดอุบลราชธานี บิดามารดาชื่อ นายคำด้วง-นางจันทร์ แก่นแก้ว ตามหนังสือ “ขันธะวิมุติสะมังคีธรรม” ที่ท่านแต่งและเขียนด้วยลายมือของท่านเองทั้งเล่ม ชื่อของท่านสะกดว่า “หมั่น”
เหตุที่ท่านเขียนว่า หมั่น นี้ ท่านเขียนตามเสียงภาษาอีสาน ซึ่งเป็นคำเดียวกับคำว่า มั่น ในภาษาภาคกลาง หมายความว่า มั่นคง เหนียวแน่น บากบั่น พากเพียร มุมานะ
ท่านบวชเป็นสามเณรเมื่ออายุได้ 15 ปี เพียงสองปีให้หลังก็ลาสิกขาไปช่วยงานทางบ้านตามคำขอของบิดา กระทั่ง พ.ศ. 2436 ท่านอายุได้ 22 ปี จึงได้บวชพระที่วัดศรีทอง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ได้ฉายาว่า “ภูริทตฺโต” แปลว่า ผู้ให้ปัญญาประดุจดั่งแผ่นดิน
จากนั้นได้ไปศึกษาพระธรรมในสำนักของพระอาจารย์เสาร์ กันตสีลเถร ที่วัดเลียบ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งท่านเป็นพระกัมมัฏฐานที่เป็นที่เคารพของชาวพุทธอย่างมาก หลวงปู่มั่นได้ติดตามพระอาจารย์เสาร์ไปธุดงค์ถึงฝั่งลาว และเมื่อเข้าสู่พรรษาที่ 3 หลวงปู่มั่นจึงสำเร็จเป็นอริยบุคคล โสดาบัน
หลวงปู่มั่นได้ออกจาริกแสวงหาที่สงบเพื่อฝึกฝนจิต เดินจงกรม นั่งสมาธิ ฯลฯ ตามสถานที่ต่าง ๆ ทั้งป่าช้า ป่าเขา และถ้ำอยู่หลายปี ต่อมาจึงมาจำพรรษาที่วัดปทุมวนาราม จนสำเร็จเป็นอริยบุคคล สกทาคามี จากนั้นจึงเดินทางไปศึกษาพระธรรมในประเทศเมียนมา ไปถึงพระธาตุชเวดากอง และได้จำพรรษาในวัดแห่งหนึ่งในเมืองมะละแหม่ง เมื่อกลับประเทศไทย ได้ไปบำเพ็ญสมณธรรมที่ถ้ำสาริกา จังหวัดนครนายก จนสำเร็จเป็นอริยบุคคล อนาคามี
หลวงปู่มั่นเล่าว่า การออกธุดงค์กลางป่าเขานั้น ต้องเจอสัตว์ป่าดุร้าย แต่ท่านมิได้หวาดกลัว ท่านว่า “เราไม่จำเป็นจะต้องถือว่าการผจญภัยกับพวกสัตว์ร้ายเป็นเรื่องสำคัญ เราถือว่าการปฏิบัติที่เรากำลังจะต่อสู้กับกิเลสภายในนี่แหละสำคัญกว่า”
ในระหว่าง พ.ศ. 2458-2469 หลวงปู่มั่นได้จำพรรษาในสถานที่หลายแห่งทั่วภาคอีสาน เพื่อศึกษาพระธรรม บำเพ็ญสมณธรรม และอบรมสอนพระธรรมแก่ภิกษุสามเณร ทั้งในจังหวัดอุบลราชธานี อุดรธานี เลย มุกดาหาร หนองบัวลำภู หนองคาย นครพนม ก่อนจะมาจำพรรษาในวัดประทุมวนารามอีกครั้งเมื่อ พ.ศ. 2471 ขณะพรรษาที่ 38
ในหนังสือ “ขันธะวิมุติสะมังคีธรรม” มีคติธรรมของท่านจำนวนมาก เช่น “เที่ยวดุโทษคนอื่นนั้นขื่นใจ เหมือนก่อไฟเผาตัวต้องมัวมอม ใครผิดถูกชั่วดีก็ตัวเขา ใจของเราเพียรระวังตั้งถนอม อย่าให้อกุศลวนมาตอม ควรถึงพร้อมบุญกุศลผลสบาย” และ "เพลินดูโทษคนอื่นดื่นด้วยชั่ว โทษของตัวไม่เหนเปนไฉน โทษคนอื่นเขามากสักเท่าไร ไม่ทำให้เราตกนะรกเลยฯ" เป็นต้น
พ.ศ. 2472 หลวงปู่มั่นเดินทางไปยังภาคเหนือยังจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ไปจนถึงเมียนมา รวมเวลานานหลายปี ก่อนจะกลับมาจำพรรษาที่วัดป่าโนนนิเวศน์ จังหวัดอุดรธานี เมื่อ พ.ศ. 2483 ที่นั่น หลวงปู่มั่นได้เทศนาสั่งสอนแก่ผู้มาศึกษาและปฏิบัติธรรมจำนวนมาก พระลูกศิษย์หลายรูปเลื่อมใสศรัทธาจึงได้กระจายตัวออกไปก่อตั้งวัดป่าทั่วทั้งภาคอีสานหลายวัด
หลวงตามหาบัวเปรียบหลวงปู่มั่นว่าเป็น “โรงงานใหญ่” ที่ผลิตพระปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ พระฝ่ายธุดงค์กัมมัฏฐานทั่วประเทศล้วนแต่ออกจาก “โรงงานใหญ่” ที่หลวงปู่มั่นแนะนำสั่งสอนทั้งสิ้น
ต่อมาหลวงปู่มั่นมาจำพรรษาที่วัดป่าบ้านหนองผือ จังหวัดสกลนคร (ปัจจุบันคือวัดป่าภูริทัตตถิราวาท) ท่านจำพรรษาที่วัดแห่งนี้เป็นเวลา 4 ปี จนถึงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2492 หลวงปู่มั่นอาพาธหนัก จึงได้ขอให้ลูกศิษย์พาท่านไปพำนักที่วัดป่าสุทธาวาส จังหวัดสกลนคร
ท่านปรารภว่า บ้านหนองผือเป็นหมู่บ้านเล็ก อาหารการกินจำกัด หากท่านมรณภาพลงที่นี่จะเกิดความยุ่งยาก แต่ที่วัดป่าสุทธาวาสนั้นตั้งอยู่ในเมืองสกลนคร มีตลาดใหญ่ ท่านบอกว่า “ถ้าตายที่วัดสุทธาวาสก็ค่อยยังชั่ว” ท่านถึงวัดป่าสุทธาวาสหลังเที่ยงวันของวันที่ 10 พฤศจิกายน และในเวลา 02.23 ของวันที่ 11 พฤศจิกายน ท่านก็มรณภาพด้วยอาการสงบ รวมอายุได้ 80 ปี 58 พรรษา
เรื่องเล่าเกี่ยวกับหลวงปู่มั่นมีหลายเรื่อง ทั้งที่เป็นคำสั่งสอนตามหลักพระธรรมและอภินิหารต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น
เรื่องเล่าโดยหลวงตาทองคำ จารุวณฺโณ ท่านเล่าว่าวันหนึ่งขณะที่หลวงปู่มั่นพักที่ดอยมูเซอ พระสยามเทวาธิราชพร้อมคณะเทพบริวารไปกราบนมัสการ บทสนทนามีดังนี้
“เวลานี้ฝ่ายสัมพันธมิตรได้มาทิ้งระเบิดกรุงเทพฯ อย่างหนักหน่วง พวกข้าพเจ้าป้องกันเต็มที่”
“มีคนบาดเจ็บล้มตายไหม”
“มี”
“ทำไมไม่ช่วย”
“ช่วยไม่ได้ เพราะเขามีกรรมเวรกับฝ่ายข้าศึก จะช่วยได้แต่ผู้ไม่มีเวรกรรม สถานที่สำคัญ และพระพุทธศาสนาเท่านั้น”
“พวกท่านมานี้ประสงค์อะไร”
“ขอให้ท่านบอกคาถาปัดเป่าระเบิดไม่ให้ตกถูกที่สำคัญ”
หลวงปู่มั่นจึงกำหนดพิจารณาเพียงครู่หนึ่งได้ความว่า “นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา” จากนั้นเหล่าเทพก็สาธุการแล้วลากลับไป และไม่กลับมาอีกเลย
เรื่องเล่าโดยหลวงปู่หล้า เขมปตฺโต ท่านเล่าว่า หลวงปู่มั่นจะไม่เอากระดาษจากหนังสือมาเหยียบหรือเช็ดทำความสะอาดเด็ดขาด เพราะหลวงปู่มั่นเคยอธิบายว่า “หนังสือชาติใดก็ตามสามารถจารึกคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทั้งนั้น จึงควรเคารพยำเกรง”
นอกจาก นี้หลวงปู่หล้ายังเล่าว่า หลวงปู่มั่นไม่ทำของขลัง เครื่องราง เหรียญ หรือวัตถุใด ๆ เลย แม้แต่การบวชพระพุทธรูปหรือวิชาปลุกเสก แคะหู แคะตาให้พระพุทธรูป หลวงปู่มั่นก็ไม่ทำ ท่านเห็นว่า “เราดีอย่างไรจึงจะไปบวชให้องค์ท่าน องค์ท่านบวชก่อนเราแล้ว เราดีอย่างไรจึงจะไปปลุกให้ท่านตื่น... เราดีอย่างไรจึงจะไปแคะหูแคะตาให้องค์ท่าน... องค์ท่านเป็นพระพุทธเจ้าเต็มภูมิแล้ว จะเอาไสยศาสตร์ไปพอกองค์ท่านทำไม นั่นแหละตัวบาป นั่นแหละขุมนรก...”
จากคำบอกเล่าจากพระลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่นหลายรูป ต่างก็พูดไปทางเดียวกันว่า หลวงปู่มั่นมีหูทิพย์ ตาทิพย์ และเห็นวาระจิตของผู้อื่น ครั้งหนึ่งเคยมีพระรูปหนึ่งตั้งจิตว่า ขอให้หลวงปู่มั่นมาหาที่กุฏิในคืนนี้ ปรากฏว่าหลวงปู่มั่นมาหาจริง และได้เอ็ดด้วยเสียงลั่นว่า “ท่าน ทำไมจึงคิดไปอย่างนั้น นั่นไม่ใช่ทางพ้นทุกข์” จะเห็นได้ว่าท่านยึดมั่นในพระพุทธศาสนาอยู่เสมอ และมักสั่งสอนพระธรรมให้ลูกศิษย์ตั้งมั่นแน่วแน่อยู่กับพระศาสนา
หลวงปู่มั่นสอนให้มุ่งทำความเพียร ท่านอุปมาว่า ใบหูอ่อน ๆ ของควายกระทบกับเขาแข็ง ๆ ของมัน ใบหูยังทำให้เขาทะลุได้ฉันใด การภาวนาก็ฉันนั้น หากปฏิบัติไปเรื่อย ๆ ก็จะสำเร็จผล ดังคติธรรมบทหนึ่งของหลวงปู่มั่นว่า
“ดีใดไม่มีโทษ ดีนั้นเชื่อว่าดีเลิศ
ได้สมบัติทั้งปวง ไม่ประเสริฐเท่าได้ตน
เพราะตัวตน เป็นบ่อเกิดแห่งสมบัติทั้งปวง”
อ้างอิง :

“พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต อริยสงฆ์ของยุคสมัย” เขียนโดยสีระศักร จันทร์ส่งแสง ในนิตยสารสารคดี ฉบับกุมภาพันธ์ 2553

“รอยเท้าท่านอาจารย์มั่น” เขียนโดยวสิษฐ เดชกุญชร ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับมิถุนายน 2545

luangpumun.dra.go.th/biography
ขอบคุณรูปภาพและข้อมูลจากเพจ Silapawattanatham - ศิลปวัฒนธรรม

ขอเชิญร่วมเป็นเจ้าภาพซื้อที่ดินขยายเขตถวายวัดบ้านโนนหอมตรารางเมตรละ 2,500 บาทติดต่อเบอร์โทร 0874906946 , 0819992007บัญชี...
23/11/2019

ขอเชิญร่วมเป็นเจ้าภาพซื้อที่ดินขยายเขตถวายวัดบ้านโนนหอม

ตรารางเมตรละ 2,500 บาท

ติดต่อเบอร์โทร 0874906946 , 0819992007
บัญชี ธนาคารออมสิน สาขาสกลนคร เลขที่ 020129633291 ชื่อบัญชี วัดบ้านโนนหอม

หรือติดต่อทำบุญได้ที่วัดบ้านโนนหอมโดยตรง ทุกวัน จ - อ ไม่เว้นวันหยุดราชการ

ธรรมชาติของจิตต้องทำจิตใจให้วางได้ สละสิ่งต่างๆ ให้เหลือแต่ธรรมชาติของจิตถ้ามาวางนิดหน่อยก็ไปอยู่ครู่เดียวก็เรียกว่า "ขณ...
01/11/2019

ธรรมชาติของจิต

ต้องทำจิตใจให้วางได้ สละสิ่งต่างๆ
ให้เหลือแต่ธรรมชาติของจิต
ถ้ามาวางนิดหน่อยก็ไปอยู่ครู่เดียว
ก็เรียกว่า "ขณิกสมาธิ" ถ้าวางขึ้นนานอีกหน่อย
ก็เรียกว่า "อุปจารสมาธิ" ถ้าวางเสียจนหมดเลย
ก็เรียกว่า "อัปปนาสมาธิ" คือ เข้าถึงฐาน
ฐานจิตขั้นความสงบ แต่เป็นภวังค์อยู่

อันนี้มันวางได้เนื่องจาก การอาศัยการประพฤติ
ปฏิบัติอย่างเต็มที่ มันก็เกิดในจิตใจของเรานั่นแหละ
ที่เรียกว่า "ฝึกทักษะหัดวาง" ถ้าใจไม่เห็นโทษมัน
ก็ไม่ยอมสละ ไม่ยอมวางง่ายๆ

แต่ต้องอาศัยสติความระลึกรู้ควบคุมดูแลตลอดเวลา
รู้เท่าทันในเรื่องของจิตอยู่ตลอดเวลา
ในที่สุดมันลงเองหรอก พอลงไปแล้วมันเห็นทุกข์
เห็นโทษ เห็นภัย ของมัน มันก็พยายามเข้าไป
ไปนานจนแยกออกจากกันได้ เป็นตามลำดับ

#โอวาทธรรม

หลวงปู่ศรี มหาวีโร

วัดป่ากุง อ.ศรีสมเด็จ จ.ร้อยเอ็ด

ความดีอันใด ที่ยังไม่มี ก็ต้องเพียรพยายามทำให้เกิดให้มีขึ้นนี่แหละของดี ของดีมีอยู่แล้วในตัวของเราทุกๆ คน มองให้มันเห็น ...
22/10/2019

ความดีอันใด ที่ยังไม่มี ก็ต้องเพียรพยายาม
ทำให้เกิดให้มีขึ้นนี่แหละของดี

ของดีมีอยู่แล้วในตัวของเราทุกๆ คน
มองให้มันเห็น หาให้มันเห็น
ภายในตนของตนนี่แหละ จึงใช้ได้
ถ้าไปมองหาแสวงหาของดี ภายนอกแล้ว ใช้ไม่ได้

หลวงปู่แหวน สุจิณโณ

ที่อยู่

ตำบลโนนหอม
Sakhon Nakhon
47000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ วัดบ้านโนนหอม อำเภอเมือง จังหวัดสกลนครผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

ประเภท