Top 100 เครื่อข่าย พุทธบุตร

คำสอนหลวงพ่อเรื่อง “รักษากำลังใจในปัจจุบัน”... คนผู้มีอารมณ์วุ่นวายนี้ มีร่างกายเศร้าหมอง หน้าตาเศร้าหมองก็แก่เร็วและที่...
26/09/2022

คำสอนหลวงพ่อเรื่อง “รักษากำลังใจในปัจจุบัน”..
. คนผู้มีอารมณ์วุ่นวายนี้ มีร่างกาย
เศร้าหมอง หน้าตาเศร้าหมองก็แก่เร็ว
และที่ท่านบอกว่าการละความห่วงใย
ไม่ให้จิตเกาะเกี่ยวกับอารมณ์ที่ยังมา
ไม่ถึง หรือว่าอารมณ์ที่ล่วงไปแล้ว

เพราะว่าอารมณ์ที่ล่วงไปแล้วนั้น
ถึงแม้ว่าเราไปย้อนคิดถึงมันยังไงๆ มันก็
มาไม่ได้ มันไร้ประโยชน์ สิ่งที่ยังมาไม่ถึง
เราจะดึงให้มันมา มันก็มาไม่ได้

ถ้าเราทุกคนรักษาจิตใจในปัจจุบันนี้
ให้มีความสุข ความสุขที่จะพึงมีในปัจจุบัน
ที่มันสุขจริงนั้นก็คือ

๑.”อารมณ์ความรัก” คำว่ารักอยู่ที่ไหน
จิตใจสบายที่นั่น ให้จิตใจของเรารักอยู่
เสมอ รักคน รักสัตว์ โลกนี้ทั้งหมดเสมอ
กัน เราไม่คิดจะเป็นศัตรูกับใคร จิตใจ
มันก็ชุ่มชื่น

๒.”มีจิตกรุณา สงสาร” ปรารถนาที่จะ
เกื้อกูลบุคคลอื่นให้มีความสุข ถ้าสิ่งนั้น
ไม่เกินวิสัยสำหรับเรา กำลังใจแบบนี้
เป็นกำลังใจที่ผ่องใสทำให้ใจสบาย

๓.”มุทิตา” ถ้าจิตใจของเราไม่อิจฉา
ริษยาใคร เห็นใครได้ดี พลอยยินดีกับ
ความดีของเขา แล้วก็ลอกแบบลอกแผน
ของเขามาประพฤติปฏิบัติ ใจเราก็เป็นสุข

๔.”อุเบกขา” อย่างที่ “พระเตมีย์” ว่า
สิ่งใดที่ผ่านไปแล้วแม้ว่าจะเป็นวิสัยทำให้
ใจเราเศร้าโศก เราก็ไม่เศร้าโศก เพราะ
ว่านั่นมันเป็นเรื่องผ่านไปแล้ว และสิ่งใด
ที่เราคิดไว้ว่าอยากจะได้ มันยังมาไม่ถึง
เราก็ไม่สนใจในมัน

เพราะถือว่าสนใจก็ไม่ได้เกิดประโยชน์
อะไร เพราะยังมาไม่ถึง ทรงอารมณ์วางเฉย
ไว้ในปัจจุบัน คิดว่าสิ่งใดที่ผ่านไปแล้วก็
ช่างมัน ที่ยังมาไม่ถึงก็ไม่สนใจ “รักษา
กำลังใจในปัจจุบัน” คือ เวลานี้ให้มันดีไว้

ถ้าทุกคนทำใจอย่างนี้ อารมณ์ใจ
ไม่เศร้าหมอง ผิวพรรณจะผ่องใสเพราะ
อำนาจของธรรมปีติ นี่เราจะเห็นกันได้ว่า
ผู้จะเดินสายสมถกรรมฐานและวิปัสสนา
กรรมฐาน

ถ้ากำลังใจของบุคคลเข้าถึงธรรมปีติ
หน้าตาของบุคคลนั้นก็จะมีแต่ความแช่ม
ชื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งพูดกันอย่างชาว
บ้าน คนนั้นแก่ยาก บางทีอายุเกือบจะ
๗๐ ปี ชาวบ้านบอก

“แหม… คิดว่าอายุ ๔๐ หรือว่าอายุ ๕๐”
ที่เป็นอย่างนี้เพราะกำลังใจของเขามี
ความสุข ..

(พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน)

30/08/2022

เรื่อง พระศรีอริยะเมตไตรย
โดยหลวงพ่อพระราชพรหมยาน(วัดท่าซุง)
"ว่าทำบุญอย่างไร...จึงจะทันศาสนาพระศรีอาริย์?"

ถามว่า "แนะนำแล้วทุกอย่าง แต่ว่าไม่รู้ข้อเจาะจง ให้เจาะ จงไปว่าทำบุญอย่างไร...จึงจะทันศาสนาพระศรีอาริย์?"

(นี่..สำหรับคนมี "บารมีอ่อน" นะ คนมี "บารมีเข้ม" ให้ตั้งใจไปนิพพานชาตินี้ ถ้าคน "บารมีอ่อน" ตั้งใจไปนิพพานชาติพระ ศรีอาริย์ หรือวางแผนไว้ ๒ อย่างก็ได้ว่า ตั้งใจไปนิพพานชาตินี้ ถ้าพลาดชาตินี้ ขอให้ได้นิพพานสมัยพระศรีอาริย์ก็ได้)

ท่านบอกว่า "ให้ทุกคนที่ต้องการเกิดทันสมัยผม ให้รักษาศีล ๕ เป็นปกติ รักษา กรรมบถ ๑๐ เป็นปกติทุกวัน ไม่คลาดเคลื่อนอย่างนี้เป็นอุคฆฏิตัญญู ไปเกิดในสมัยผมฟังเทศน์แค่ หัวข้อเล็ก ๆ สั้น ๆ ก็บรรลุมรรคผลทันที

ถ้าบางท่านปฏิบัติอ่อนกว่านั้น รักษาได้ กรรมบถ ๑๐ เหมือนกัน ศีล๕ ก็ครบ แต่ว่าบางทีก็มีอาการเผลอเล็กน้อย อย่างนี้เป็นวิปจิตัญญู หมายความไปเกิดสมัยผมเทศน์หัวข้อฟังไม่เข้าใจ ต้องอธิบายเล็กน้อยจึงบรรลุอรหันต์

บางท่านที่มีบารมีอ่อนกว่านั้น วันธรรมดา ๆ อาจจะบก พร่องบ้างเป็นของธรรมดา แต่สำหรับวันพระต้องรักษาให้ครบ ถ้วนทั้ง ศีล ๕ และ กรรมบถ ๑๐ หมายความตามธรรมดา คน เรามีอาชีพต่างกัน บางคนปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหาร ก็ต้องฉีดยา ฆ่าเพลี้ยฆ่าสัตว์ที่มารบกวนพืชพันธุ์ธัญญาหารบ้าง บางคนมี อาชีพไปในทางการประมง ต้องทำการประมงฆ่าปลาฆ่าสัตว์บ้าง ถ้าอย่างนี้ถือว่าวันธรรมดาบกพร่องได้ และวันพระต้องครบถ้วนบริบูรณ์ อย่างนี้ถ้าเกิดในสมัยผม เขาเรียกว่า เนยยะ เทศน์ครั้งเดียวสองครั้งยังไม่มีผล ต้องฟังเทศน์หลาย ๆ หน สามารถ เป็นพระอริยะได้

เอาละ... บรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ท่านทั้งหลายมานั่งอยู่กันที่ตรงนี้และฟังเทศน์แล้ว เรื่องของพระศรีอาริยเมตไตรย ถ้าจะว่ากันไปก็คงไม่แตกต่างกับเรื่องขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าทุกท่านรักษาศีล ๕ ครบถ้วน กรรมบถ ๑๐ ครบถ้วน ที่มีบารมีเข้มข้นสามารถจะไปนิพพานได้ในชาตินี้ ถ้าบังเอิญชาตินี้พลาดไปนิพพาน ไปเกิดเป็นเทวดาก็ดี นางฟ้าก็ดี หรือพรหมก็ตาม อีกไม่นานนักพระศรีอาริย์ก็ตรัส เราก็ฟังเทศน์ จากพระศรีอาริย์ภายในไม่ช้าก็บรรลุอรหันต์สามารถไปนิพพานได้"
อ่านเพิ่มเติม
http://tamroiphrabuddhabat.com/xmb/viewthread.php?tid=276

บุญเท่าไหร่แล้ว ที่ได้เกิดมา ได้อัตถภาพ ความเป็นมนุษย์ บุญเท่าไหร่แล้ว ที่ได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ได้เจอพระรัตนตรัย สรณะ...
18/04/2022

บุญเท่าไหร่แล้ว ที่ได้เกิดมา ได้อัตถภาพ ความเป็นมนุษย์ บุญเท่าไหร่แล้ว ที่ได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ได้เจอพระรัตนตรัย สรณะอันประเสริฐ บุญเท่าไหร่แล้วที่ได้มีโอกาส เจออุปัชฌาย์ครูบาอาจารย์ ดีๆ บุญเท่าไหร่แล้ว ที่มีโอกาสฝึกปฏิบัติขัดเกลากิเลส ให้พ้นจากเครื่องเศร้าหมองเสียได้

บุญไม่มีประมาณแล้วนะ ท่านทั้งหลาย

"หัดพูดแต่คำวาจาที่ประสานมิตรไมตรีจิตต่อกันและกัน ไม่ไปยุให้รำ ตำให้รั่ว ไม่ไปยุยง ให้ใครทะเลาะวิวาท แตกร้าวสามัคคีกันพู...
04/04/2022

"หัดพูดแต่คำวาจาที่ประสานมิตรไมตรีจิต
ต่อกันและกัน ไม่ไปยุให้รำ ตำให้รั่ว ไม่ไปยุยง
ให้ใครทะเลาะวิวาท แตกร้าวสามัคคีกัน

พูดแต่วาจานิ่มนวลอ่อนหวาน ต่อบุคคลทั่วไป
เว้นจากการพูดคำหยาบโลนต่างๆ พูดแต่เรื่อง
ที่เป็นประโยชน์ต่อตน และผู้อื่น

เรื่องใดที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อตนและผู้อื่นแล้ว
ก็ไม่พูด เพราะเสียเวลาไปเปล่าๆ นิ่งเสียดีกว่า"

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ

"วิเวก" เขาทำยังไง?***************มันต้องเอาจิตเข้าไปชนกับอารมณ์ต่าง ๆ เขาไม่ให้หลบคนนี่ การฝึกจิตให้สงัดจากกิเลสด้วยอำน...
02/04/2022

"วิเวก" เขาทำยังไง?
***************

มันต้องเอาจิตเข้าไปชนกับอารมณ์ต่าง ๆ เขาไม่ให้หลบคนนี่ การฝึกจิตให้สงัดจากกิเลสด้วยอำนาจของสมาธิที่จิตสงัดเรียกอะไร .. "กายวิเวก จิตวิเวก อุปธิวิเวก"

กายวิเวก หลบเข้าไปในที่วิเวก คือ ที่สงัด

จิตวิเวก จิตเป็นฌานสมาบัติ ต้องออกมาสู้กับทุกอย่างที่มันมีอยู่ในโลก เมื่อเข้าอยู่ในที่สงัดจิตเป็นจิตวิเวก ทรงฌานได้ดี พอออกจากที่ เข้าสู้กับคน เข้าสู้กับผลงาน เข้าสู้กับอารมณ์ที่เราไม่ต้องการ สู้ทุกอย่าง ถ้าอารมณ์ที่เราไม่ต้องการเกิดขึ้น จิตเราสามารถคุมฌานได้ดี .. อย่างนี้ใช้ได้ นี่..นักธุดงค์ในวัดก็ดี นักธุดงค์นอกวัดก็ดี เขาต้องปฏิบัติอย่างนี้ เมื่อเป็นจิตวิเวกแล้วอย่านึกว่าดีนะ ฌานสมาบัติยังไม่พ้นขุมนรก ดูท่านเทวทัตได้ฌานสมาบัติ ได้อภิญญา ๕ เหาะไปเหาะมา เหาะลงอเวจีไปเลย ต้องทำให้เป็น อุปธิวิเวก

อุปธิวิเวก เขาทำยังไง .. ก็ทำจิตให้สงัดจากกิเลส คือเป็น พระโสดา สกิทาคา อนาคา อรหันต์ ถ้าจิตเราทรงฌานได้อย่างนั้นจริง ๆ อุปธิวิเวกเป็นไม่ยาก

์NOTE : วิเวก แท้จริงแล้ว คือ ทำให้จิตสงัดจากกิเลส
---------------------------------------------------------------
จากบทความตอน "วิเวก ๓" ใน "จะไปนิพพานเขาทำยังไง"
พระราชพรหมยาน หลวงพ่อฤาษีลิงดำ
ที่มา : www.tinyurl.com/ln9nptq

29/03/2022

บุพกรรม​พระอริยสงฆ์​ทั้ง5​ ที่ให้ผลตกเครื่องบิน​มรณภาพ​ แม้รู้กรรมล่วงหน้าแต่ไม่ขัดกรรม​ ยอมสิ้นชีวิต

"โคตรภูญาณ"จิตมันอยู่ระหว่าง โลกีย์ กับ โลกุตตระ..คือความเป็นคนกับความเป็นพระอริยเจ้า ท่านเปรียบเหมือนกับ ลำรางเล็ก ๆ น่...
15/03/2022

"โคตรภูญาณ"

จิตมันอยู่ระหว่าง โลกีย์ กับ โลกุตตระ..
คือความเป็นคนกับความเป็นพระอริยเจ้า ท่านเปรียบเหมือนกับ ลำรางเล็ก ๆ น่ะ คือ ขาหนึ่งยืนอยู่นี่ อีกขาหนึ่งฝ่ายโลกีย์ ยังยกไม่ขึ้น

ทีนี้อารมณ์ของโคตรภู..
เราต้องรู้ว่า ขณะใดเราเข้าถึงโคตรภู ไอ้พูดตามตำรานี่มันพูดได้ไม่ยากหรอก แต่ตัวเข้าถึงนี่ซี ถ้าเราเป็นฝ่ายวิชชาสามนะ มันเห็นชัด คือ เวลาที่เราถอดจิตขึ้นไปตามปกติ เราจะท่องเที่ยวแต่เฉพาะในส่วนของโลกีย์ใช่ไหม จะเป็นเมืองมนุษย์ก็ดี อบายภูมิก็ดี เทวดา พรหมก็ดี แต่ส่วนโลกุตตระเราจะเข้าไม่ได้ ไม่สามารถจะเห็น แต่ถ้าอารมณ์ของจิตเข้าถึงโคตรภู เราจะเห็นพระนิพพานชัด

ถ้าพูดถึงอารมณ์..
อันดับแรก อารมณ์มันจะยึดตัว "ธรรมดา" คือ ใครด่าเขาด่า ก็ว่า เป็นธรรมดาเกิดมาต้องมีคนเขาด่าว่า อันที่จริงก็โมโหเหมือนกันนะ แต่โมโหแล้วมันปล่อย ไม่เกาะอยู่ ถ้ายังไม่ได้อนาคามี อย่านึกว่า ไม่มีโมโห โทโส มีโกรธ เหมือนกัน โกรธเดี๋ยวเดียว แต่ไม่ไปอาฆาต ไม่ไปทำร้ายเขาแล้วมันก็หายไป เห็นอะไรๆ มันก็ธรรมดา ถ้าไปเจอะคน ตายมันก็วาบหวิวไปนิดหนึ่ง ประเดี๋ยวตัว "ธรรมดา" มันก็ปรากฏ

ถ้าอารมณ์เข้มขึ้น..
มันก็ยัน "ธรรมดา" อยู่เสมอ แต่ก็ยังมีสะท้านอยู่บ้าง ในขณะเดียวกัน ก็มีอารมณ์ "รักพระนิพพานเป็นที่สุด" ใครจะพูดเรื่องอะไรก็ฟังได้ แต่ฉันไม่เอาด้วย ฉันจะไปนิพพานนี่สำหรับพวกมีวิชชาสาม

ส่วนพวกสุกขวิปัสสโก ก็ต้องสังเกตอารมณ์เอาว่า.. "ยึดธรรมดา และ รักพระนิพพาน" เพียงใด ถ้ารักมากก็ชื่อว่าเข้าถึงโคตรภู ต้องสังเกตตรงนี้ ไม่ใช่ว่าเราไปแกล้งธรรมดานะ ต้องธรรมดานะของมันเป็นปกติ จิตจะรักพระนิพพานเป็นอารมณ์จริง ๆ แต่ถ้าไปนิพพานไม่ได้อย่างอื่นก็ต้องการ คือ จะไปพักสวรรค์พักพรหมโลก พักเพื่อหวังนิพพาน จะทำอะไรก็ตามไม่หวังผลตอบแทนฉันหวังจะไปนิพพาน

นี่คือ... "อารมณ์โคตรภู"

หลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง

"จาคะอย่างเดียวไปนิพพานได้" ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะคำว่า จาคะ แปลว่า "เสียสละ" ถ้าจาคะตัวนี้เรามีกำลังความรู้สึกของใจว่าต...
15/03/2022

"จาคะอย่างเดียวไปนิพพานได้"

ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะคำว่า จาคะ แปลว่า "เสียสละ" ถ้าจาคะตัวนี้เรามีกำลังความรู้สึกของใจว่าต้องเสียสละ ยังไปนิพพานไม่ได้ จะไปได้ก็เพียงสวรรค์กามาวจรเท่านั้น

ถ้าจาคะตัดคำว่าเสียออก เหลือแต่ "สละ" อย่างนี้มีกำลังใจเข้มแข็งยังไปนิพพานไม่ได้ ไปได้แค่พรหมโลก

ถ้าจาคะกำลังเหลือคำว่า “ละ” คำเดียว อย่างนี้ไปนิพพานได้

หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ วัดท่าซุง

"พระศรีอาริยเมตไตรย"ถามท่านว่า ทำไมจึงให้สร้างรูปพระศรีอาริย์ฯท่านบอกว่า คนจำนวนมากที่มีบารมียังไม่เข้มข้น และคนจำนวนแสน...
15/03/2022

"พระศรีอาริยเมตไตรย"

ถามท่านว่า ทำไมจึงให้สร้างรูปพระศรีอาริย์ฯ

ท่านบอกว่า คนจำนวนมากที่มีบารมียังไม่เข้มข้น และคนจำนวนแสนที่ติดตามพระศรีอาริย์ฯ ต้องการเป็นสาวกของท่านก็มาเกิดสมัยนี้เป็นแสน

ทั้งพระศรีอาริย์ฯ ก็ฝากเธอไว้ว่า ให้ช่วยแนะนำให้เข้าใจตามเกณฑ์ที่เขาเหล่านั้นจะเกิดทันท่าน

ในขณะนั้น ท่านเรียกพระศรีอริย์ฯมา พระศรีอาริย์ฯท่านมีความต้องการให้คนที่มีความต้องการที่จะเกิดในสมัยท่าน ได้ฟังเทศน์จบเดียวก็เป็นพระอรหันต์

พระศรีอาริย์ท่านตรัสว่า คนที่ต้องการไปเกิดในสมัยผม ขอให้ปฏิบัติตามนี้ คือ

(1) ตั้งใจรักษาศีล 5 และกรรมบถ 10 ให้ครบถ้วนเสมอ ถ้ารักษาครบทุกวันไม่ได้ วันอื่นอาจจะบกพร่องบ้าง ก็ไม่เป็นไร แต่ทุกวันพระ ต้องรักษาให้ครบ ทั้งศีล 5 และกรรมบถ 10

(2) จงหมั่นให้ทาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ สังฆทาน ถ้าจนมาก ทรัพย์มีน้อย ก็จัดหาอาหาร หรือผลไม้ ผล 2 ผล ถวายพระที่มีตั้งแต่ 4 รูปขึ้นไป ก็เป็นสังฆทาน มีอานิสงส์มาก

(3) จงเจริญภาวนาเสมอๆ ถ้าทำไม่ได้มาก เมื่อศีรษะถึงหมอน ก็ให้ภาวนาเล็กน้อยแล้วหลับไป

เพียงเท่านี้ เขาจะเกิดในสมัยผมตรัสเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน

ถามท่านว่า จะให้หล่อรูปแบบไหน เป็นรูปพระ หรือเทวดา ท่านบอกว่า เวลานี้ผมเป็น เทวดา ก็หล่อรูปเทวดา อย่าเพิ่งหล่อรูปเป็นพระ

ถามท่านว่า ให้หล่อแบบไหน

ท่านก็ยืนตรงมือขวาถือกงจักร มือซ้ายถือพระขรรค์ ใส่ชฎา

ปัญหามีอยู่ว่า ผิวท่านขาวมาก เหมือนพ่นด้วยสีเงิน และเครื่องแต่งกายท่านเป็นแก้ว จะให้ทำอย่างไร ถ้าเอาแก้วติดเหมือนกันจะดูไม่ตรงตามความเป็นจริง เพราะเนื้อท่านไม่เป็นแก้ว

ท่านบอกว่า ตอนที่เป็นเนื้อ ให้เอาแผ่นเงินปิด ตอนที่เป็นครื่องแต่งกาย ให้ใช้กระจกเงาใส

เรื่องรูปผ่านไป ต่อมาก็ถามความหมายกับสมเด็จองค์ปฐมว่า ทำไมจึงต้องหล่อรูปพระศรีอาริย์ฯ มีความสำคัญอย่างไร

สมด็จองค์ปฐมท่านตรัสว่า เป็นอนุสติ คนจะได้จับรูปนี้เป็นนิมิต และความมั่นใจที่พระศรีอริย์แนะนำให้ปฏิบัติก็จะมีมากขึ้น จะเป็นการช่วยให้เขาเหล่านั้นไม่ตกนรก และเกิดทันสมัยท่าน

เมื่อเหตุผลพออย่างนั้น ก็รับอาสาว่า จะสร้างตามพระพุทธประสงค์ คือหล่อรูปพระศรีอาริย์ฯ ในงานเดือนมีนาคม 2537

พระราชพรหมยาน
17 มีนาคม 2535

แก้ข้อข้องใจเรื่องรูปทรง และเครื่องประดับองค์พระศรีอาริย์

ตามที่เขียนมาแล้ว ได้เขียนว่า พระศรีอาริย์ๆ ท่านมาแสดงองค์ท่านให้เห็น เพื่อปั้นหุ่นหล่อรูปท่าน ท่านมีเครื่องแต่งองค์สีขาวทั้งองค์ ผิวเนื้อขาวคล้ายสีเงินนั้นเป็นรูปทรงและเครื่องแต่งองค์ท่าน ที่ท่านต้องการให้ทำอย่างนั้น เพื่อเปลื้องความสงสัยของนักปฏิบัติเพื่อทิพจักขุญาณ

ขอให้ทุกท่านเข้าใจตามความเป็นจริงว่า พระศรีอาริย์ฯตามปกตินั้น ท่านมีเพชรประดับ เครื่องทรงของท่านหลายสี สวยงามมาก ซึ่งปกติจะไม่พบว่าท่านทรงชุดสีขาวเป็นแก้วเลย แต่เมื่อถามท่านว่า ทำไมจึงให้หล่อรูปท่านให้มีเครื่องทรงเป็นชุดสีขาว

ท่านตอบว่า "ท่านจะหล่อรูปผมเพื่อให้พุทธบริษัทบูชา ผมจึงให้ใช้เครื่องทรงชุดสีขาวประดับแก้วสะท้อนแสง ทั้งนี้ก็เพราะว่า สีขาวเป็นสีสะอาด ให้สังเกตดูคณะบุคคลที่แต่งชุดสีขาวเปรียบเทียบกับสีอื่น เช่น คณะแม่ชีสีขาว คณะพยาบาลสีขาว คณะข้าราชการเมื่อแต่งชุดสีขาว จะดูสง่างามกว่าชุดสีอื่นๆ สีขาวเป็นสีเรียบ ทำให้ชื่นตาชื่นใจดีกว่าสีอื่น ฉะนั้นผมจึงให้ท่านทำเครื่องแต่งองค์เป็นชุดสีขาว"

ขอนักปฏิบัติ และครูผู้สอน จงอย่าคิดว่า พระศรีอาริย์ที่เห็นนั้น จะต้องมีเครื่องทรงเป็นชุดสีขาวเสมอไป ท่านจะทรงเครื่องแต่งองค์ชุดสีอะไรก็ตาม เมื่อเห็นท่าน ก็ให้ถือว่าท่านคือพระศรีอาริย์ ทั้งท่านอาจจะทรงครื่องแต่งองค์ให้เหมาะสมกับจริตของผู้เข้าไปนมัสการท่าน เพื่อเจริญศรัทธาให้ชื่นตาชื่นใจของผู้พบเห็น

สำหรับ พระขรรค์ และจักร ที่ท่านถือ มือขวาถือจักร มือซ้ายถือพระขรรค์นั้น ปกติก็ไม่เคยเห็น แต่ในวันนั้นท่านถือให้เห็น ก็แปลกใจเหมือนกัน จึงถามท่านว่า ทำไมจึงมีมือถือทั้งจักรและพระขรรค์

ท่านตอบว่า "ลักษณะที่ผมถือ ผมปล่อยลงตามปกติ ไม่ใช่ถือแบบท่าของนักรบ ทั้งนี้ก็เพราะว่า การปราบกิเลสก็เหมือนกับการปราบข้าศึก แต่ข้าศึกคือกิเลส ร้ายแรงกว่าธรรมดา การถือจักรก็คือพระธรรมจักร มีไว้สำหรับปราบกิเลสของเจ้าสำนักต่างๆที่มีความเข้าใจผิดว่า การปฏิบัติของตนถูกต้อง จึงต้องใช้จักร คือธรรมะที่ละเอียดลึกซึ้งแก้ทุกแง่ทุกมุมของกิเลสที่เขามีอยู่ ความหมายสั้นๆก็คือ แก้หรือทำลายล้างคนที่มีกิเลสหนาแน่นมากนั่นเอง

สำหรับพระขรรค์นั้นเปรียบเสมือนพระสูตร หรือชาดก ค่อยๆลูบหรือสับเบาๆ กิเลสก็สลายตัว มีไว้สำหรับผู้มีกิเลสเบาบาง หรือปานกลาง ไม่ใช่มีไว้สำหรับห้ำหั่นคน หรือสัตว์ แบบนักรบชาวโลก"

ฉะนั้น จึงใคร่ขอร้องให้นักปฏิบัติหรือครูผู้สอน จงอย่าคิดหรือเข้าใจว่า พระศรีอาริย์ฯต้องแต่งชุดสีขาว ซึ่งจริงๆแล้วท่านมีหลายสี แต่ที่ท่านแสดงภาพให้ทำเป็นสีขาวล้วนนั้น ก็มีความประสงค์จะให้ท่านที่บูชา มีจิตเป็นสุขเพราะสีขาวเย็นตาเย็นใจ

พระราชพรหมยาน
30 มีนาคม 2535

จาก : watthasung.com

ตัณหา ๓ เหตุแห่งทุกข์ธรรมโอวาทหลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุงให้พิจารณาเห็นว่า ทุกข์ทั้งหมดที่ได้รับเป็นประจำไม่ว่างเว้นนี้ เกิดมี...
18/02/2022

ตัณหา ๓ เหตุแห่งทุกข์
ธรรมโอวาทหลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง

ให้พิจารณาเห็นว่า ทุกข์ทั้งหมดที่ได้รับเป็นประจำไม่ว่างเว้นนี้ เกิดมีขึ้นได้เพราะอาศัย ตัณหา ความทะยานอยาก ๓ ประการ คือ

-อยากมีในสิ่งที่ไม่เคยมี
-อยากเป็นในสิ่งที่ไม่เคยเป็น
-อยากปฏิเสธในเมื่อความสลายตัวเกิดขึ้น ไม่อยากให้สลายตัว

เจ้าความอยากทั้ง ๓ นี้แหละ เป็นผู้สร้างความทุกข์ขึ้นมา ทุกข์นี้จะสิ้นไปได้ก็เพราะเข้าถึงจุดความดับ คือ นิโรธ เสียได้

จุดดับนั้นท่านวางมาตราฐานไว้ ๓ ประการ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ที่ท่านเรียกว่า มรรค ๘ ย่อมรรค ๘ ลงเหลือ ๓ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา

เพราะอาศัยศีลบริบูรณ์ สมาธิเป็นฌาน ปัญญารู้เท่าทันสภาวะความเป็นจริง หมดความเมาในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และดับอารมณ์พอใจ ไม่พอใจเสียได้ ตัดอารมณ์พอใจในโลกีย์วิสัยได้ ตัดความกำหนัดยินดีเสียได้ ด้วยปัญญาวิปัสสนาญาณ ชื่อว่าเห็นในอริยสัจ ๔

ทำอย่างนี้ คิดอย่างนี้ให้คล่อง จนจิตครอบงำความรัก ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความเมาในชีวิต เสียได้ ชื่อว่าท่านได้วิปัสสนาญาณ ๙ และอริยสัจ ๔

แต่อย่าเพิ่งพอ หรือคิดว่าดีแล้ว ต้องฝึกฝนพิจารณาเรื่อยไป จนตัดสังโยชน์ทั้ง ๑๐ ประการได้แล้ว นั่นแหละ ชื่อว่าเอาตัวรอดได้แล้ว

ที่อยู่

Rayong

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Top 100ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์