อิสลาม คือ วิถีชีวิต Islamic Nations

อิสลาม คือ วิถีชีวิต Islamic Nations ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก อิสลาม คือ วิถีชีวิต Islamic Nations, มัสยิด, Phuket.

มาลิกซัลมาน อับดุลอาซีซแห่งราชอณาจักรซาอุดีอาระเบียดำเนินนโยบายเด็ดเดี่ยวรับมือความเปลี่ยนแปลงรอบด้านเพียง 100 วันหลังเส...
05/05/2015

มาลิกซัลมาน อับดุลอาซีซแห่งราชอณาจักรซาอุดีอาระเบียดำเนินนโยบายเด็ดเดี่ยวรับมือความเปลี่ยนแปลงรอบด้านเพียง 100 วันหลังเสด็จขึ้นครองราชย์ กษัตริย์ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบีย ทรงดำเนินนโยบายอันเด็ดเดี่ยวในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่.. พระองค์ทรงสั่งให้ใช้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อกลุ่มกบฏในเยเมน จัดสวัสดิการต่าง ๆ ให้ประชาชนเป็นเงินราว 1 ล้านล้านบาท รวมทั้งการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งใหญ่ โดยแต่งตั้งให้เจ้าชายมูฮัมหมัด บิน นาเยฟ พระราชนัดดา ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมหาดไทย ขึ้นเป็นมกุฎราชกุมารองค์ใหม่ และให้เจ้าชายมูฮัมหมัด บิน ซัลมาน พระโอรสขึ้นเป็นรองมกุฎราชกุมาร ถือเป็นการยุติการสืบทอดอำนาจจากกษัตริย์อับดุลลาห์ ผู้นำซาอุดีอาระเบียพระองค์ก่อน.. นอกจากนี้กษัตริย์ซัลมาน ยังทรงดำเนินนโยบายการเมืองที่แตกต่างออกไปจากเดิมที่มักรอมชอมค่อยเป็นค่อยไปและเน้นฉันทามติของบรรดาชนชั้นปกครองในประเทศ โดยความเคลื่อนไหวที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงเล็งเห็นความจำเป็นในการเผชิญหน้ากับความท้าทายทั้งจากชาติคู่อริอย่างอิหร่าน และแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศ.. ขณะเดียวกันความท้าทายทางการเมือง อาทิ ภัยจากกลุ่มอัลไคดาเริ่มคลี่คลายลง และกลุ่มผู้สนับสนุนแนวคิดเสรีก็เริ่มเสื่อมความนิยมลง ชาวซาอุดีอาระเบียที่สนับสนุนประชาธิปไตยต่างเห็นว่าการปกครองโดยราชวงศ์นั้นดีกว่าการออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองเพราะเห็นผลพวงจากปรากฏการณ์อาหรับสปริงที่นำไปสู่ปัญหาความวุ่นวายในซีเรีย ลิเบีย และอียิปต์.. อย่างไรก็ดี ปัจจัยสำคัญของเสถียรภาพในซาอุดีอาระเบียขึ้นอยู่กับความเข้าใจกันระหว่างราชวงศ์ซาอุดีอาระเบียและกลุ่มผู้นำศาสนาอิสลามนิกายวาฮาบี ซึ่งมีความตึงเครียดอยู่บ้าง โดยชาววาฮาบีจำนวนไม่น้อยมีมุมมองเชิงลบต่อราชวงศ์เพราะเห็นว่าเป็นผู้ปกครองที่ทุจริต มุ่งทางโลกและมีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับชาติตะวันตกมากเกินไป ในอดีตกลุ่มผู้นำนิกายวาฮาบี ได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ศาสนาได้อย่างเสรีแต่ในระยะหลังเริ่มมีความเปลี่ยนแปลงเนื่องจากทางการมีความกังวลเรื่องการขยายอิทธิพลของกลุ่มอัลไคดาและกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส).. ความท้าทายอีกประการที่ซาอุดีอาระเบียกำลังเผชิญก็คือเรื่องเศรษฐกิจซึ่งปัจจุบันประเทศกำลังประสบปัญหาการว่างงานที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งรายได้จากการส่งออกน้ำมันดิบที่มีราคาลดลงอย่างต่อเนื่อง จนทำให้รัฐบาลเผชิญปัญหาขาดดุลงบประมาณราว 1.2 ล้านล้านบาท
-------------------------------------
บีบีซี
Ref : Ana Ghurabaa Belkarsma
Cr. Nurul Muhammad

"คุลลาเมีย"น้าชายหัวใจแกร่งต่อสู้เรียกร้องความยุติธรรมบนแผ่นดินไทยให้หลานชายสุดที่รัก กอเซ็ม ชาวโรฮิงญา จนจับนายหน้าค้าม...
05/05/2015

"คุลลาเมีย"น้าชายหัวใจแกร่ง
ต่อสู้เรียกร้องความยุติธรรมบนแผ่นดินไทยให้หลานชายสุดที่รัก กอเซ็ม ชาวโรฮิงญา จนจับนายหน้าค้ามนุษย์รายใหญ่คนหนึ่งสำเร็จและขยายผลกวาดล้างขบวนการใกล้สูญพันธุ์
ทนายฮานีฟ หยงสตาร์เลขามูลนิธิมุสลิมเพื่อสันติเดินทางพูดคุยกับคุลลาเมีย และ รอฟิก(เหยื่อค้ามนุษย์ถูกอันวาจับตัวมาสองรอบรอบแรกเรียกเงิน 40,000 บาท ปล่อยตัวไปมาเลย์ ถูกจับกลับมาเรียกค่าไถ่รอบสอง 30,000บาทไม่มีเงินจ่าย อันวาจึงให้มาช่วยงานมีหน้าที่ทำอาหาร ขนส่งเสบียงไปยังแคมป์ต่างๆ) ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช พยานคนสำคัญที่ขยายผลจนสามารถจับกุมตัวนายอันวา (พ่อค้ามนุษย์รายใหญ่คนหนึ่ง)ได้สำเร็จ พบข้อมูลหลักฐานสำคัญในการคุมแคมป์ การขนอาหาร ส่งเสบียง ขั้นตอนการทำร้ายร่างกาย หลายวิธี มีทั้งใช้หวาย ใช้ไม้ทุบ ใช้หินทุบบริเวณหน้าอก(จนเสียชีวิต) การฝังศพโรฮิงญาที่เสียชีวิต บางรายละหมาด บางรายไม่ละหมาด ได้ข้อมูลผู้ร่วมขบวนการในพื้นที่บ้านต๊ะโล๊ะทั้งหมด ว่าใครเป็นใครส่งสัญญานกันอย่างไร
นายรอฟิกยังบอกเล่าถึงการเคลื่อนย้ายชาวโรฮิงญาระหว่างแคมป์ต่อแคมป์ในไทยไปมาเลย์ และบอกเล่าชีวิตระหว่างการเดินทางจากพม่าสู่ไทยไปมาเลย์ ว่า เรือลำหนึ่งที่ตนขึ้นมาแบ่งเป็น 3 ชั้น ชั้นบนสุดผู้คุมเรืออยู่ ชั้นกลาง ผู้หญิง เด็กนั่ง ชั้นสุดท้ายผู้ชายนั่ง ขณะเดินทางจากพม่าหญิงสาวโรฮิงญาหน้าตาดีที่นั่งมาชั้นกลางของเรือ มักจะถูกผู้คุมลงมาบังคับหลับนอนด้วยเป็นประจำ(ข่มขืน) หากชายชาวโรฮิงญาที่นั่งมาชั้นล่างแอบมองหรือส่งเสียงรบกวนก็จะถูกเชือดคอโยนลงทะเลไป
ต่อเมื่อขึ้นฝั่งเรียบร้อย มุ่งหน้าเดินทางเข้าแคมป์บนเขาแก้ว บ้านต๊ะโล๊ะ ต.ปาดังเบซาร์ ผู้คุมจะนำมาแยกเป็นกลุ่มๆจัดเข้าที่กักกัน ถือเป็นการเริ่มต้นขบวนการรีดไถ่เงินจากบรรดาญาติๆของเหยื่อ ใครมีเงินจ่ายไวได้ออกก่อน และมีสิทธิละหมาดได้ ณ ห้องละหมาด กลางของแคมป์ หากใครจ่ายเงินล่าช้าหรือแจ้งความกับตำรวจก็จะโดนอย่างกรณีหลานคุลลาเมีย กอเซ็ม( ชื่อที่พ่อแม่ตั้งให้จากประเทศพม่า เรียก ฮาชิม )
นอกจากนี้เรื่องน่าเศร้าอีกเรื่องที่รอฟิกเล่าให้ฟังคือ บรรดาหญิงสาวชาวโรฮิงญา จะถูกเรียกตัวไปหลับนอนกับคนคุมแคมป์สลับหมุนเวียนกันไปวันต่อวัน ผู้คุม 1 คนต่อหญิงสาว 1 คน หญิงคนใดขัดขืนหรือโวยวายไม่ยอมหลับนอนด้วยจะถูกผู้คุมช่วยกันรุมบังคับขืนใจ กรณีหญิงท้องใกล้คลอดรอฟิกเล่าให้ฟังว่า ส่วนมากแม่จะเสียชีวิตเด็กรอด เด็กเหล่านี้จะมีคนรับไปดูแลต่อ
ข้อมูลการเคลื่อนย้ายแคมป์ รอฟิก ให้ข้อมูลว่าเมื่อเจ้าหน้าที่ขึ้นลาดตระเวนเขาฝั่งไทย ผู้คุมได้รับแจ้งจากคนเฝ้าอยู่ด้านล่าง จะดำเนินการเคลื่อนย้ายทันทีโดยข้ามไปยังฝั่งมาเลย์บ้าง หรือบางทีย้ายห่างออกไปจากแคมป์เดิมประมาณ 300 เมตร ผู้คุมจะให้นั่งเงียบห้ามส่งเสียงจนกว่าเจ้าหน้าที่จะกลับออกไป
ล่าสุดจากการนำข้อมูลของมูลนิธิมุสลิมเพื่อนสันติ เป็นรูปภาพคนคุมแคมป์ให้รอฟิกดู ปรากฎพบแล้วว่าใครเป็นคนฆ่าหลานคุลลาเมีย ตรงไหน บริเวณไหน ฆ่าอย่างไร
ติดตามตอนต่อไป
วันที่ 4 เดือน 5 ปี 58
#ขุนคมคำ
Cr.white news

ถึงห่างไกล หาใช่เป็น อุปสรรคเป็นคู่รัก ถึงเวลา ย่อมมาถึงเป็นคู่ใจ ไม่ต้องบ่น เพ้อรำพึงจะเฝ้ารอ จนกว่าเมื่อ ถึงเวลาคู่ชีว...
04/05/2015

ถึงห่างไกล หาใช่เป็น อุปสรรค
เป็นคู่รัก ถึงเวลา ย่อมมาถึง
เป็นคู่ใจ ไม่ต้องบ่น เพ้อรำพึง
จะเฝ้ารอ จนกว่าเมื่อ ถึงเวลา
คู่ชีวิต อัลลอฮฺทรง ลิขิตไว้
ถึงไม่เคย รู้จักกัน ใช่ปัญหา
หากเธอคือ หนึ่งคนนั้น ในดุอาอฺ
จะรักษา หนึงหัวใจ ไว้ให้เธอ
เพียงคนเดียว ที่มอบใจ ให้ครองรัก
เป็นที่พัก พิงหัวใจ ให้คลายเหงา
เพียงหนึ่งเดียว คู่ชีวิต ข้างกายเรา
คนที่เขา มีอีหม่าน อาม้าลดี
ขอมองรัก แบบอิสลาม ตามสุนนะฮฺ
แม้ไกลจะ เฝ้ารอเธอ ไม่เพ้อหา
เพราะมั่นใจ ในกำหนด ที่ผ่านมา
ถึงเวลา อัลลอฮฺทรง ส่งให้เรา
# Cr.Wichan Mod-ad #

โฉมหน้าพันเอก Hasib Mualla ผู้บัญชาการฝ่ายการเมืองของกองกำลังพิเศษของบาชาร์ อัลอัซซาด คนสนิทของมันอีกหนึ่งตัวล่าสุดที่ตก...
30/04/2015

โฉมหน้าพันเอก Hasib Mualla ผู้บัญชาการฝ่ายการเมืองของกองกำลังพิเศษของบาชาร์ อัลอัซซาด คนสนิทของมันอีกหนึ่งตัวล่าสุดที่ตกมาอยู่ในอุ้งมือของกองกำลังมูยาฮีดีนแห่งชาย์ม เป็นที่เรียบร้อย..... หนึ่งในสิ่งบ่งชี้นับถอยหลังวันล่มสลายของระบอบเดรัจฉานบาชาร์ อัลอัซซาด ...
Ana Ghurabaa Belkarsma
ที่มา Marco Solomon

ฮะนียะฮฺเผย หลักฐานของยูเอ็นต่อการรุกรานของอิสราเอลในสงคราม 50 วันที่ผ่านมา ไม่ใช่เบี้ยต่อรองทางการเมืองสำนักข่าว PIC รา...
30/04/2015

ฮะนียะฮฺเผย หลักฐานของยูเอ็นต่อการรุกรานของอิสราเอลในสงคราม 50 วันที่ผ่านมา ไม่ใช่เบี้ยต่อรองทางการเมือง
สำนักข่าว PIC รายงานจากฉนวนกาซ่าว่า นายอิสมาอีล ฮะนียะฮฺ รองประธานสำนักงานทางการเมืองของขบวนการหะมาส เผยว่า รายงานขององค์การสหประชาชาติ (UN) ที่ประณามรัฐบาลอิสราเอลผู้ยึดครองปาเลสไตน์ต่อการทำสงคราม 50 วันครั้งล่าสุดเมื่อฤดูร้อนที่ผ่านมาในฉนวนกาซ่า เป็นหลักฐานอีกชิ้นหนึ่งที่ยืนยันถึงการก่อการร้ายของอิสราเอลและการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ
ฮะนียะฮฺ กล่าวในการสัมภาษณ์พิเศษกับ PIC กระตุ้นทางการปาเลสไตน์ให้ใช้ประโยชน์จากรายงานของ UN และยื่นคำร้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC)
ฮะนียะฮฺกล่าวว่า “ทางการปาเลสไตน์ต้องระวังที่จะไม่ใช้รายงานฉบับนี้เป็นเบี้ยต่อรองสำหรับกลยุทธ์ทางการเมืองเพื่อรื้อฟื้นการเจรจาระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์อีกครั้ง”
นอกจากนี้ฮะนียะฮฺทำคำร้องเกี่ยวกับการสร้างนิคมชาวยิวแบบผิดกฎหมายบนแผ่นดินปาเลสไตน์และการสร้างกำแพงที่ใช้กั้นเขตแดน เพื่อยื่นต่อ UN ในเวลาอันใกล้นี้ โดยมีการร่วมลงนามจากหลายกลุ่มการเมือง ผู้นำอิสลาม ตลอดจนตัวแทนของผู้มีชื่อเสียง และองค์กรภาคประชาชน
ฮะนียะฮฺกล่าวอีกว่า “เราอยู่ที่นี่ในวันนี้เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าปาเลสไตน์เป็นของพวกเรา และสิทธิของพวกเราถูกต้องตามกฎหมายและประชาชนกาซ่ามีความกระตือรือร้นที่จะบูรณะเยรูซาเล็มและดินแดนปาเลสไตน์ในพื้นที่อื่นๆ ที่ถูกอิสราเอลยึดครอง”
“เป็นความจริงที่ว่ากาซ่าถูกปิดล้อม แต่พวกเรากลับเป็นอิสระ” ฮะนียะฮฺกล่าวย้อนถึงชัยชนะที่หะมาสได้รับจากสงคราม 50 วันในฉนวนกาซ่าที่ถูกปิดล้อมทั้งทางบกและทางทะเล
#ขุนคมปราชญ์
ที่มา White news

30/04/2015
อัลลอฮ์จะทรงยืนยันถึงการมีพระเจ้าองค์เดียวเท่านั้น ด้วยพระดำรัสของพระองค์ว่า“ดังนั้นจงรู้เถิดว่า ไม่มีพระเจ้าใดๆ ทั้งสิ้...
30/04/2015

อัลลอฮ์จะทรงยืนยันถึงการมีพระเจ้าองค์เดียวเท่านั้น ด้วยพระดำรัสของพระองค์ว่า
“ดังนั้นจงรู้เถิดว่า ไม่มีพระเจ้าใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากอัลลอฮ์” (มูฮัมหมัด : 19)
และพระองค์ทรงยืนยันว่า พระองค์เท่านั้นที่เป็นผู้สร้างสรรพสิ่งต่างๆ ขึ้นมา ด้วยพระดำรัสที่ว่า
“และพระเจ้าของพวกเจ้านั้น คือพระเจ้าองค์เดียว ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ ผู้ทรงเมตตาแผ่ไพศาล อีกทั้งทรงเมตตาตลอดไป แท้จริงในการสร้างบรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดิน และสับเปลี่ยนกลางคืนและกลางวันและเรือที่วิ่งอยู่ในทะเลพร้อมด้วยสิ่งอำนวย ประโยชน์แก่มนุษย์ และน้ำที่อัลลอฮ์ได้ทรงให้หลั่งลงมาจากฟากฟ้า แล้วทรงให้แผ่นดินมีชีวิตชีวาขึ้นด้วยน้ำนั้นหลังจากที่มัน (แห้งแล้ง) ตายไปแล้ว และได้ทรงให้สัตว์แต่ละชนิดแพร่สะพัดไปในแผ่นดิน และการให้ลมพัดเปลี่ยนทิศทางและให้เมฆถูกขับเคลื่อนไประหว่างฟากฟ้าและแผ่น ดิน (เหล่านั้น) ย่อมเป็นสัญลักษณ์ (บ่งชี้ว่าอัลลอฮ์มีหนึ่งเดียวและพระองค์ทรงเดชานุภาพ) แก่กลุ่มชนที่ใช้สติปัญญา” (อัลบะกอเราะฮ์: 163-164)
จากโองการนี้ อัลลอฮ์ทรงยืนยันว่า พระองค์ผู้เดียวเท่านั้นที่เป็นผู้สร้างสรรพสิ่งต่างๆ ทรงสร้างกฎเกณฑ์ทางธรรมชาติ และทรงเป็นผู้บริหารจัดการสิ่งต่างๆ ด้วยพระประสงค์ของพระองค์เอง โดยไม่มีการพลั่งเผลอหรือหลงลืมใดๆ ฉะนั้นสิ่งที่เป็นไปทั้งหมดทั้งสิ้นเป็นไปด้วยการกำหนดของอัลลอฮ์ ซึ่งแน่นอนว่าในศาสนาอิสลามจึงไม่มีคำว่า “บังเอิญ”
ถึงแม้ว่าอัลลอฮ์จะทรงยืนยันด้วยพระวจนะดังกล่าว แต่ก็ยังมีผู้ปฏิเสธความเชื่อนั้น เนื่องจากพวกเขาไม่ใช้สติปัญญาไตร่ตรอง ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงได้ทรงตอกย้ำด้วยพระดำรัสที่ว่า
“หรือว่าพวกเขาถูกบังเกิดมาโดยไม่มีผู้ให้บังเกิด หรือว่าพวกเขาเป็นผู้ให้บังเกิดตนเอง, หรือว่าพวกเขาเป็นผู้สร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินนี้ เปล่าเลย เพราะพวกเขาไม่เชื่อมั่นต่างหาก” (อัฏฏูร : 35)
อัลลอฮ์ทรงประสงค์ที่จะชี้แจงแก่บรรดาผู้ปฏิเสธการมีพระเจ้าผู้สร้างด้วยคำถามที่พวกเขาไม่สามารถตอบได้ว่า หากไม่มีพระเจ้าผู้สร้าง แล้วพวกเขาถือกำเนิดขึ้นมาโดยบังเอิญกระนั้นหรือ? หรือว่าพวกเขาสร้างตัวของพวกเขาขึ้นมาเอง? สำหรับชั้นฟ้าและแผ่นดินล่ะ พวกเขาสร้างมันขึ้นมาเองกระนั้นหรือ?
ที่มา - ศาสนศาสตร์ - อิสลาม
ที่มา มุสลิม แอนตี้ อิสลามโมโฟเบีย

จากบาทหลวงผู้ทำพิธีศีลจุ่ม....สู่.....อิสลาม:Mr.Dexter บาทหลวงผู้ทำพิธีศีลจุ่ม ของโบสถ์ แต่หลังจากได้ไตร่ตรองอย่างลึกซึ้...
30/04/2015

จากบาทหลวงผู้ทำพิธีศีลจุ่ม....สู่.....อิสลาม:
Mr.Dexter บาทหลวงผู้ทำพิธีศีลจุ่ม ของโบสถ์ แต่หลังจากได้ไตร่ตรองอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับชีวิตและสิ่งที่เขาได้รับการสอนสั่งตั้งแต่เติบโตขึ้นมาเป็นเด็กและความสงสัยเกี่ยวกับ "ผู้ที่คุณสวดภาวนาให้คือใคร?" พระเยซู, พระวิญญาณบริสุทธิ์หรือพระเจ้ากันแน่
จากนั้นเขาก็ตัดสินพบมุสลิมคนหนึ่งและเกิดความประทับใจกับความมีน้ำใจของชาวมุสลิมอุปนิสัยและความอ่อนน้อมถ่อมตน จนทำให้เขาสนใจในอิสลาม
หลังจากที่เขาได้สนใจในศาสนาอิสลาม เขาได้หลงรักแนวคิดที่ชัดเจนและเรียบง่ายที่สอนให้มุสลิมสักการะผู้สร้างแต่เพียงองค์เดียวมันเป็นข้อความที่เรียบง่ายและเป็นวิธีการที่นำมาเพื่อความสันติสุขและมีจุดมุ่งหมายในการดำเนินชี
@ ดาบแห่งอัลเลาะห์ แอนตี้ไซออนิสต์

ที่มา ห้องประชาชาติแห่งอิสลาม

http://www.youtube.com/watch?v=mJX_vN67Eb8มักกะฮ์ และ บักกะฮ์ ? , บากา ในไบเบิล ?คำว่า บักกะฮ์ เป็นชื่อโบราณของเมืองมักก...
29/04/2015

http://www.youtube.com/watch?v=mJX_vN67Eb8

มักกะฮ์ และ บักกะฮ์ ? , บากา ในไบเบิล ?

คำว่า บักกะฮ์ เป็นชื่อโบราณของเมืองมักกะฮ เป็นชื่อที่เรียกสถานที่ที่ท่านนบีอิบรอฮีม (ศาสนฑูต อับราฮัม) ได้นำนบีอิสมาเอล (ขอความสันติจงประสบแด่นบีทั้งสอง) มาปล่อยไว้ให้จำเริญเพาพันธ์ จากจุดนั้นคำว่า ... บากา บักกะฮ์ หรือ บูกา มีบันทึกอยู่ในคัมภีร์เตารอต (โตรา) แต่พวกพระของพวกยะฮูดี (ยิว) เกรงว่าถ้าขืนปล่อยไว้เช่นนั้น ก็จะเป็นการส่งเสริมประชาชาติยิวให้เข้ารับอิสลาม เหตุผลเพราะว่าหลักฐานต่าง ๆ มีความชัดเจนและมีเหตุผลเป็นอย่างมาก ถ้าคัมภีร์เตารอต (ปัจจุบันคัมภีร์เตารอตไม่มีต้นฉบับเหลืออยู่) ยืนยันคำว่า บากา ว่าเป็นคำเดียวกันกับคำที่กุรุอานยืนยันแล้วก็หมายความว่า พวกอิสรอเอลทุกคนจะต้องยอมรับว่าอัลกุรอานมากกว่า เตารอต

ด้วยเหตุนี้พวกพระรับไบ ในศาสนายิวจึงเบี่ยงเบนคำว่า บากา ที่เป็นวิสามานยานาม (ชื่อเฉพาะ) ให้เป็นคำนามทั่วไปที่มีคำแปล และแปลคำว่า บากา ในภาษาฮิบรูว่าเป็น ภูเขาร้องไห้ โดยเพี้ยนจากภาษาอรับ บูกา ซึ่งแปลว่าร้องไห้ พวกพระในศาสนายิวได้กระทำการเปลี่ยนคำพูดบ้าง ย้ายคำพูดบ้างเพื่อไม่ให้คนยอมรับในอิสลาม ทั้งนี้เพื่อที่จะได้รักษาผลประโยชย์และความนิยมของมวลชนไว้แก่บรรดาพระเหล่านั้นตลอดไป
ดังมีโองการจากอัลลอฮในกุรอานว่า

نَ الَّذِينَ هَادُوا يُحَرِّفُونَ الْكَلِمَ عَن مَّوَاضِعِهِ وَيَقُولُونَ سَمِعْنَا وَعَصَيْنَا وَاسْمَعْ غَيْرَ مُسْمَعٍ وَرَاعِنَا لَيًّا بِأَلْسِنَتِهِمْ وَطَعْنًا فِي الدِّينِ وَلَوْ أَنَّهُمْ قَالُوا سَمِعْنَا وَأَطَعْنَا وَاسْمَعْ وَانظُرْنَا لَكَانَ خَيْرًا لَّهُمْ وَأَقْوَمَ وَلَٰكِن لَّعَنَهُمُ اللَّهُ بِكُفْرِهِمْ فَلَا يُؤْمِنُونَ إِلَّا قَلِيلً
.. ความว่า จากบ่างคนในหมู่ผู้เป็นยิวนั้น พวกเขาบิดเบือนถ้อยคำให้เหออกจากที่ของมัน (ถ้อยคำต่างๆ จากอัลลอฮ) และพวกเขากล่าว (กับนบีมูฮัมมัด) ว่า เราได้ยินกันแล้ว (และนึกในใจว่า) เราฝ่าฝืน (พวกเขากล่าวกับนบีในเชิงเย้ยหยันว่า) และท่านจงฟังเถิด แบบผู้ไม่เคยถูกให้ฟัง (สิ่งไร้สาระเลย) และรออินา(เป็นภาษายิวแปลว่าจงสดับฟังเรา แล้วบิดลิ้นของพวกเขาขณะที่พูดให้เสียงเปลี่ยนเป็น รออินู ซึ่งแปลว่า ชั่วรายมาก ทั้งนี้โดยมีเจตนาต่อว่าท่านนบี) เพื่อการบิดลิ้นของพวกเขา และใส่รายในศาสนา และหากว่าพวกเขากล่าวว่า ... เราได้ยินกันแล้ว และได้เชื่อฟังกันแล้ว และท่านจงฟัง และมองดูเถิดก็จะเป็นการดีกว่าแก่พวกเขา และเที่ยงตรงกว่าสำหรับพวกเขา แต่ทว่าัอัลลอฮได้ทรงสาปแช่งพวกเขาเพราะว่าการเนรคุณของพวกเขาเอง ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ศรัทธา
นอกจากเพียงเล็กน้อยเท่านั้น (เช่น อับดุลลฮ บิน สลาม และ กะอับ อัลอเฮบาร์ค) กุรอาน 4.46

ถ้าพี่น้องชาวคริสตหรือชาวยิวดูรายละเอียดในบทความนี้ด้วยใจเป็นธรรมโดยไม่มีอัคติด้วยความยุติธรรมและเปิดใจให้กว้างพร่อมที่จะเปิดรับความจริง

สถานที่ที่พระเจ้า(อัลลอฮ) กำหนดให้นบีอิบรอฮีม (อับราฮัม) เชือดนบีอิสมาอีลเพื่อที่จะทดสอบความศรัทธาของท่านทั้งสอง (ศาสนฑูตอิมาเอล) ขอความสันติจงมีแด่ท่านทั้งสอง สถานทีทนั้นมีชื่อว่า โมริยาห์ ชาวยิวอ่างว่า โมริยาห์ เป็นสถานที่ที่นบีสุลัยมาน (ศาสนฑูตโซโลมอน) ขอความสันติมีแด่ท่าน) ได้สร้างสถานที่บูชาเพื่อถวายแก่อัลลอฮ (ในคัมภีร์เตารอตหรือโตราทีอัลลอฮประท่านให้แก่นบีมูซาหรือโมเสสเรียกชื่อนี้ว่าบ้านของพระเจ้า (คำว่าบ้านของพระเจ้ามิได้หมายถึงพระองค์อาสัยอยู่ในบ้านแต่เป็นการให้เกียรติแก่สถานที่)

ส่วนชาวคริสตร์ถือว่า โมริยาห์ เป็นสถานที่ี่ี่ที่เยซัส (นบีอีซา) ถูกตรึงไม้กางเขน นักวิชาการยุโรป เซอร์สแตนลีกล่าวว่า อับรมฮัมตื่นขึ้นในตอนเช้า ออกจากเต๊นของท่าน และมุ่งหน้าไปยังสถานที่ี่ที่พระเจ้าสั่งให้ไป ' แต่นั้นไม่แต่นั้นไม่ใช้ภูเขาโมริยาห์ ดังที่ชาวยิวและคริสตชนอ้าง

ดูหลักฐานทางอิสลาม

ก่อนอื่นต้องพิจารนาก่อนว่า โมริยาห์ เป็นชื่อเฉพาะหรือเป็นคำนามทั่วไป คนแปลบางคนแปลคำ ๆ นี้ว่าเป็น
แผ่นดินที่ยกให้สูง หรือ สถานที่แห่งฝัน
แต่ความเป็นจริงคำนีิเป็นชื่อเฉพาะของสถานที่ พวกเขามิได้แปลแต่ใช้คำว่า โมริยา เป็นชื่อสถานที่นั้นไปตรง ๆ เมื่อเวลาผ่านไป คำว่าโมราห์ ก็เพี้ยนไปเป็น
โมริยาห์ ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากภาษาฮิบรูเขียนสองคำนี้คล้ายกัน

ในไบเบิล ผู้พิพากษา 7.20 โมราห์ตั้งอยู่ในประเทศอาหรับ และแคมป์แห่งมิดยานส์อยู่ทางตอนเหนือในหุบเขาข้าง ๆ ภูเขาโมราห์ (มิดยานส์คืออาหรับ คนอาหรับสมัยนั้นถูกเรียกว่า ชาวมิดยานส์ แผ่ดินมิดยานส์แผ่จากตอนใต้ของซีเรีย ไปจนถึงตอนเหนือของเยเมน ประชาชนเหล่านี้สืบเชื้อสายจากนบีอิบรอฮีม (ศาสนฑูต อับราฮัม ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) จากภาคผนวกไบเบิ้ลหน้า 114)

จากหลักฐานดังกล่าวแล้วทั้งหมดพอสรุปได้ว่า สิ่งที่ชาวยิวและคริสตเรียก โมรียาห์ แท้จริงมันก็คือ มัรวะฆ์ นั้นเอง ทำไม่ถึงสรุปว่าเป็น มัรวะฮ จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ท่านนบีมูฮัมมัด (ซ.ล) ชี้นิวไปยังเนินเขา มันวะฮ์ และประกาศว่า ... นี้คือสถานที่เพื่อทำการเชือดสัตว์พลี และในทุกแห่งในหุบเขาแห่งมักกะฮนี้เป็นสถานที่เพื่อการเชือดพลีทั้งสิ้น (มุวัตเตาะ อีม่ามมาลิก)

ในสมัยท่านนบีมูฮัมมัด (ซ.ล) นั้น สัตว์ที่นำมาทำ อุดฮียะห์ (การเชือดพลี) จะถูกนำไปที่ตำบนมีนา ซึ่งอยู่ห่างจากเมื่อง มักกะฮ 3 ไมล์ แต่กระนั้นก็ตามท่านนบีมูฮัมมัด (ซ.ล) ก็ได้กำหนดให้ มัรวะฮ เป็นสถานที่เชือด เพราะท่านนบีอิบรอฮีม (ขอสันติจงมีแด่ท่าน) ได้ใช้สถานที่นี้เป็นที่เชือดมาก่อน อัลกุรอานยืนยันหลักฐานนี้ด้วยอายะฮต่อไปนี้

لَكُمْ فِيهَا مَنَافِعُ إِلَىٰ أَجَلٍ مُّسَمًّى ثُمَّ مَحِلُّهَا إِلَى الْبَيْتِ الْعَتِيقِ

ในปศุสัตว์เหล่านั้นมีคุณประโยชน์มากหลายสำหรับพวกเจ้า จนถึงเวลาที่ถูกกำหนดไว้ และสถานที่เชือดของมันคือบริเวณบ้านอันเก่าแก่ (ซูเราะฮ อัล ฮัจญ์ 22.33)

และอีกอายะฮหนึ่ง

ا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا لَا تَقْتُلُوا الصَّيْدَ وَأَنتُمْ حُرُمٌ وَمَن قَتَلَهُ مِنكُم مُّتَعَمِّدًا فَجَزَاءٌ مِّثْلُ مَا قَتَلَ مِنَ النَّعَمِ يَحْكُمُ بِهِ ذَوَا عَدْلٍ مِّنكُمْ هَدْيًا بَالِغَ الْكَعْبَةِ أَوْ كَفَّارَةٌ طَعَامُ مَسَاكِينَ أَوْ عَدْلُ ذَٰلِكَ صِيَامًا لِّيَذُوقَ وَبَالَ أَمْرِهِ عَفَا اللَّهُ عَمَّا سَلَفَ وَمَنْ عَادَ فَيَنتَقِمُ اللَّهُ مِنْهُ وَاللَّهُ عَزِيزٌ ذُو انتِقَامٍ

ผู้ศรัทธาทั้งหลาย! จงอย่าฆ่าสัตว์ล่าในขณะที่พวกเจ้ากำลังครองอิห์รอมอยู่ และผู้ใดในหมู่พวกเจ้าได้ฆ่ามันโดยเจตนาแล้วไซร้ การชดเชยก็คือ ชนิดเดียวกับที่ถูกฆ่า (จากปศุสัตว์) โดยผู้ที่ยุติธรรมสองคนในหมู่พวกเจ้าจะกระทำการชี้ขาดมัน ในฐานะเป็นสัตว์พลีที่ไปถึงอัล-กะฮ์บะฮ์ หรือไม่ ก็ให้มีการลงไถ่โทษ คือให้อาหารแก่บรรดามีสกีน หรือสิ่งที่เท่าเทียมสิ่งนั้น ด้วยการถือศีลอด เพื่อที่เขาจะได้ลิ้มรสผลภัยแห่งกิจกรรมของเขา อัลลอฮ์ได้ทรงอภัยให้จากสิ่งที่ได้ล่วงเลยมาแล้ว และผู้ใดกลับกระทำอีก อัลลอฮ์ก็จะทรงลงโทษเขาและอัลลอฮ์ คือผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงลงโทษ (ซูเราะฮ อัลมาอีดะฮ 5.95)

จะเห็นได้ว่าทั้ง 2 อายะฮหมายถึง การทำการเชือดว์ ณ ไบตุลอะตี๊ก คือบ้านโบราณ (ไบตุลลอฮ) และกะอ์บะฮก็คือไบตุลลอฮ

มัรวะฮหรือโมราฆ์ตั้งอยู่ตรงหน้าและอยู่ใกล้ ๆ กะอ์บะฮ กุรอานทั้งสองโองการนี้ แสดงให้เห็นถึงสถานที่เชือดสัติว์พลีตั้งแต่ดั้งเดิม แต่ก็อยู่ในขอบเขตและบริเวณของพื้นที่ที่มีคามจำเริญและเป็นดินแดนต้องห้ามและถือว่าเป็นอาณาบริเวณของกะอ์บะฮด่วย

พวกยิวเป็นลูกหลานของนบี อิสฮาก (อิสอัค) ถ้าอิสฮากถูกพระเจ้า (อัลลอฮ ซ.บ) ถูกกำหนดให้ถูกเชือดพลี ดังที่พวกยิวเข้าใจแล้ว พวกเขาคงจะต้องจดจำพิธีกรรมเหล่านี้ได้ แต่ความจริง นบีอิสมาอีล (ศาสนฑูตอิสมาเอล) บุตรคนหัวปีของท่านนบีอิบรอฮีม (สันติจงมีแด่ท่าน) ต่างหากที่ถูกพระเจ้า (อัลลอฮ) ทดสอบโดยกำหนดให้ท่านนบีอิบรอฮีมเชือดลูกของท่านคือนบีอิสมาอีล

ดังนั้นพิธีกรรมนี้จึงตกทอดเป็นมรดกยังสายพันธ์ของอิสมาอีล และไม่ปรากฎในสายของนบีอิสฮาก (ศาสนฑูต อิสอัค) ดังหลักฐานที่ปรากฎในคัมภีร์เตารอตหรือโตรา ในส่วนที่ยังไม่ได้ถูกแปลนแปลงที่ปรากฎอยู่ในไบเบิล ปฐมกาล 22.1

1 . ก่อนที่ท่านนบีอิบรอฮีมจะได้รับคำสั่งให้นำบุตรรักคือท่านนบีอิสมาอีลไปทำการเชือดพระผู้เป็นเจ้าได้เรียกท่านว่า ... โอ อิบรอฮีม แล้วท่านนบีก็กล่าวว่า .. ข้าพเจ้าอยู่ที่นี้แล้ว ... ลับบัยก์) โดยใช้คำเดิมว่า ลับบัยก์ ข้าอยู่ที่นี่ตามที่พระองค์เรียกแล้ว)

2 . ในพิธีกรรมของท่านนบีอิบรอฮีม ได้กำหนดว่าใครก็ตามที่จะทำการเชือดจะต้องเดินรอบแท่นบูชาหลาย ๆ รอบ ( เลวีนิตี 8.17 ) ชาวมุสลิมเดินไปมาระหว่างภูเขาซอฟากับมัรวะฮ ก็เป็นพิธีการเดิม ที่มาจากท่านนบีอิบรอฮีม (สันติจงมีแด่ท่าน)

3 . ข้อแม้ในการเชือดอีกประการหนึ่ง ผู้ประกอบพิธีฮัจย์ต้องไม่ตัดผมหรือโกนผมจนกว่าจะถึงวันเชือด ชาวมุสลิมก็จะไม่ตัดผมหรือโกนผมจนกว่าจะถึงวันเชือดสัติพลี (อุดฮียะฮ)

لَّقَدْ صَدَقَ اللَّهُ رَسُولَهُ الرُّؤْيَا بِالْحَقِّ لَتَدْخُلُنَّ الْمَسْجِدَ الْحَرَامَ إِن شَاءَ اللَّهُ آمِنِينَ مُحَلِّقِينَ رُءُوسَكُمْ وَمُقَصِّرِينَ لَا تَخَافُونَ فَعَلِمَ مَا لَمْ تَعْلَمُوا فَجَعَلَ مِن دُونِ ذَٰلِكَ فَتْحًا قَرِيبًا

โดยแน่นอนอัลลอฮ.ได้ทรงทำให้ความฝันนั้นสมจริงแก่ร่อซูลของพระองค์ด้วยความจริง แน่นอนพวกเจ้าจะได้เข้าสู่มัสยิดอัลฮะรอมอย่างปลอดภัยหากอัลลอฮ.ทรง ประสงค์ (อินชาอัลลอฮ.) โดย (บางคน) โกนผมของพวกเจ้าและ (อีกบางคน) ตัดผม พวกเจ้าอย่าได้หวาดกลัว เพราะอัลลอฮ.ทรงรอบรู้สิ่งที่พวกเจ้าไม่รู้ ดังนั้นพระองค์จึงได้ทรงกำหนดชัยชนะอื่นจากนั้น ซึ่งชัยชนะอันใกล้นี้
(สูเราะฮฺ อัล-ฟัตห์ 48.27)

4 . ส่วนสำคัญในพิธีฮัจย์คือการเชือดสัตว์ เรื่องนี้ก็เกี่ยวโยงกับพิธีกรรมของท่านนบีอิบรอฮีม อัลกุรอานกล่าวว่า

وَفَدَيْنَاهُ بِذِبْحٍ عَظِيمٍ

และเราได้ให้ค่าไถ่ตัวเขาด้วยสัตว์เชือดพลีอันใหญ่หลวง
(สูเราะฮฺ อัศ-ศอฟฟาต 37.07)

นครมักกะฮ

ชามมุสลิมทุกคนได้เรียนจากอัลกุรอานว่า ท่านนบีอิสมาอีลได้ถูกพระเจ้า (อัลลอฮ) ทดสอบให้บิดาของท่านคือท่านนบีอิบรอฮีม (อับราฮัม) สันติสุขจงมีแด่ท่านทั้งสอง ให้เชือดท่านในขณะที่ท่านใช้ชีวิตอยู่ในนครมักกะฮ

ดังนั้นสถานที่ที่เชือดจึงจะเป็นที่อื่นใดไม่ได้นอกจากในหุบเขาของนครมักกะฮ แต่นักประวัติศาสตร์ชาวยุโรปได้บิดเบือนไปเป็นสถานที่อื่น เพื่อยืนยันถึงความถูกต้องและขอ้เท็จจริงที่ไม่สามรถปฎิเสธได้ เราจะนำหลักฐานต่อไปนี้เพื่อพิสูจน์

ซึ่งดั้งเดิมของ มักกะฮ คือ บักกะฮ ดังมีหลักฐานในคัมภีร์กุรอานว่า

إِنَّ أَوَّلَ بَيْتٍ وُضِعَ لِلنَّاسِ لَلَّذِي بِبَكَّةَ مُبَارَكًا وَهُدًى لِّلْعَالَمِينَ

แท้จริงบ้านหลักแรกที่ถูกตั้งขึ้นสำหรับมนุษย์(เพื่อการอิบาดะฮ์) นั้นคือบ้านที่บักกะฮ์ โดยเป็นที่ที่ถูกให้มีความจำเริญ และเป็นที่แนะนำแก่ประชาชาติทั้งหลาย
(กุรอาน สูเราะฮฺ อาล อิมรอน 3.96)

ในไบเบิลเราพบหลักฐาน Psalms 84. 5 - 7 .. ความสุขเป็นของบุคคลที่กำลังของเขาอยู่ในพระองค์ คือคนที่ในใจของเขาเป็นทางหลวงไปศิโยน
.. ขณะที่เขาผ่านไปตามหว่างเขาบาคา เขากระทำให้เป็นที่น้ำพุ ฝนต้นฤดูกระทำให้ได้รับพระพร
.. เขาไปด้วยมีกำลังมาเพิ่มขึ้น ๆ เขาจะเข้าเฝ้าพระเจ้าในศิโยน

ในบทเพลงสวดบทนี้คำว่า บากา หรือ บักกะฮ จะเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจาก มักกะฮ ชาวยิวและคริสตมีต้องการที่จะลดบทบาทอันสำคัญของนครมักกะฮลง จึงได้แปลคำ บากา ตามสำเนียงอรับว่า บูกา ที่แปลว่าร้องไห้ และยืนยันว่าเป็นภูเขาร้องไห้ไปเลย ทั้ง ๆ ที่คำว่า บูกา เป็นคำอาหรับ และยังเฉไปอีกว่า มักกะฮเป็นสถานที่ใหม่ ไม่ใช่บ้านหลังแรก ดังที่มุสลิมเข้าใจ

ผู้ที่มีจิตใจที่เป็นธรรมโดยไม่มีอคติและกล้าที่จะยอมรับความจริงจะเข้าใจได้ทันที่ว่า การแปลเช่นนี้เป็นเรื่องไร้สาระและเหลวไหล เพราะถ้าไปดูบทเพลงสวดในวรรคต้น ๆ ของบทเดียวกันกับบทข้างต้น เราก็จะเข้าใจได้ว่า เดวิด (ศาสนฑูตดาวูด) สันติจงมีแด่ท่าน ถวิลหา บักกะฮ มัรวะฮ และสถานที่ที่นบีอิสมาอีลถูกกำหนดให้ถูกเชือด (โปรดดูคำวดจากไบเบิลต่อไปนี้)

1 ... ข้าแต่พระเจ้าจอมโยธาที่ประทับของพระองค์เป็นที่รักจริง ๆ

2 ... วิญญาณของข้าพระองค์ปราถนาเออ อาลัยหาบริเวณพระนิเวศของพระเจ้าใจกายของข้าพระองค์ ร้องเพลงด้วยความชื่นบานถวายพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์

3 ... แม้นนกกระจอกก็หาบ้านได้แล้ว และนกนางแอ่นหารังสำหรับตัวมันได้ ที่ที่มันจะตกฟองออกลูก คือที่แท่นบูชาของพระองค์ ข้าแต่พระเจ้าจอมโยธา พระราชาและพระเจ้าของข้าพระองค์

4 ... ความสุขเป็นของบุคคลที่อาศัยในพระนิเวศของพระองค์ เข้าร้องเพลงสรรเสริญพระองค์เสมอ

5 ... ความสุขเป็นของบุคคลที่กำลังของเขาอยู่ในพระองค์ คือคนที่ในใจของเขาเป็นทางหลวงไปศิโยน

6 .... ขณะที่เขาผ่านไปตามหว่างเขา ... บาคา เขากระทำให้เป็นน้ำพุ ฝนต้นฤดูกระทำให้ได้รับพร

7 ... เขาไปด้วยมีกำลังเพิ่มขึ้น ๆ เขาจะเข้าเฝ้าพระเจ้าในศิโยน

เป็นที่รู้กันว่า ศาสนฑูต เดวิด (นบีดาวูด) ปราถนาจะเห็นลักษณะพิเศษของสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ต่อไปนี้

1 ต้องเป็นสถานที่ที่ทำการบูชายัน

2 ต้องเป็นสถานที่ที่ห่างไกลจากที่อยู่ของนบีดาวูด จึงจำเป็นต้องรอนแรมด่วยระยะทางไกลกว่าจะถึงที่นั้น

3 ต้องมีชื่อว่า บักกะฮ

4 ต้องมีมัรวะฮอยู่ใกล้ ๆ

จากบทสวดที่กล่าวมานี้จะเข้าใจได้ว่าไบเบิลในส่วนที่ยังไม่ถูกบิดเบือนยืนยันว่า บักะฮ คือ บักกะฮ และ
โมราห์ คือ มัรวะฮ และเป็นข้อพิสูจน์ว่าพวกยิวเปลี่ยนแปลงคำพูดเพื่อตอบสนองเจตนารมย์ของตน ดังที่อัลกุรอานยืนยันพฤติกรรมเหล่านี้ไว้ใน 4 . 46 ว่า

مِّنَ الَّذِينَ هَادُوا يُحَرِّفُونَ الْكَلِمَ عَن مَّوَاضِعِهِ وَيَقُولُونَ سَمِعْنَا وَعَصَيْنَا وَاسْمَعْ غَيْرَ مُسْمَعٍ وَرَاعِنَا لَيًّا بِأَلْسِنَتِهِمْ وَطَعْنًا فِي الدِّينِ ۚ وَلَوْ أَنَّهُمْ قَالُوا سَمِعْنَا وَأَطَعْنَا وَاسْمَعْ وَانظُرْنَا لَكَانَ خَيْرًا لَّهُمْ وَأَقْوَمَ وَلَٰكِن لَّعَنَهُمُ اللَّهُ بِكُفْرِهِمْ فَلَا يُؤْمِنُونَ إِلَّا قَلِيلًا

จากบางคนในหมู่ผู้เป็นยิวนั้น พวกเขาบิดเบือนบรรดาถ้อยคำให้เหออกจากที่ของมัน และพวกเขากล่าวว่า เราได้ยินกันแล้วและเราก็ได้ฝ่าฝืนกันแล้ว และท่านจงฟังโดยที่มิใช่เป็นผู้ได้ยิน และจงสดับฟังเราโดยบิดลิ้นของพวกเขา และใส่ร้ายในศาสนา และหากว่าพวกเขากล่าวว่า เราได้ยินกันแล้ว และได้เชื่อฟังกันแล้ว และท่านจงฟัง และมองดูเราเถิด ก็จะเป็นสิ่งดีกว่าแก่พวกเขา และเที่ยงตรงกว่า แต่ทว่าอัลลอฮฺได้ทรงละอนัต พวกเขาเสียแล้ว เนื่องด้วยการปฏิเสธศรัทธาของพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ศรัทธากัน นอกจากเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ( 4 . 46)

เขาได้เปลี่ยนคำพูดจากสถานที่เดิมของมัน

นอกจากบรรดาพวกพระในศาสนายิวและคริสต์แล้วยังมีบุคคลที่พยายามเบี่ยงเบนความจริงเหล่านี้อีกมากอาทิ เช่น Dr. Hasting ในประธานุกรมคำภีร์ไบเบิลและ Margoliouth และคนอื่น ๆ อีกมาก

จากหลักฐมาทั้งในประฝ้ติศาสตร์และทีทปรากฎ.น เตารอตและกระอานต่างยืนยันว่า บักกะฮ ก็คือ มักกะฮ และยังมีผู้ทีไม่ยอมรับความจริง และพยมยามบิดเบืน อัลลอฮ (ซ.บ) ก็ได้ทรงเมตตาประธานกุรอานลงมาเพื่อยื่นยันว่าแท่จริงแล้ว มักกะฮ ก็คือ บักกะฮ ในอดีตนั้นเอง

อ้างอิงจาก Translated by yasin S.M. Moothu

seed ikwan นำเสนอ

http://www.youtube.com/watch?v=mJX_vN67Eb8

บัดนี้ฮิซบุลลาตรับรู้ได้อย่างลึกซื้งแล้วว่าระบอบของเดรัจฉานบาชาร์ อัลอัซซาดกำลังร่อแร่ดิ่งลงเรื่อยๆ การสูญเสียกำลังพลของ...
29/04/2015

บัดนี้ฮิซบุลลาตรับรู้ได้อย่างลึกซื้งแล้วว่าระบอบของเดรัจฉานบาชาร์ อัลอัซซาดกำลังร่อแร่ดิ่งลงเรื่อยๆ การสูญเสียกำลังพลของตนที่ส่งไปหนุนทัพของบาชาร์ อัลอัซซาดมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆแบบไม่อาจหยุดยั้งได้ สร้างความหวั่นไหวให้กับญาติพี่น้องของพวกเขาในเลบานอนที่จะส่งลูกหลานไปโอบอุ้มบาชาร์ อัลอัซซาดยิ่งนัก ทางเดียวที่พวกเขาทำได้เพื่อเรียกร้องความเห็นใจจากชีอะห์ในเลบานอน ณ ยามนี้ คือ เร่งอุปโลกน์โฆษณาชวนเชื่อว่าพวกเขา กำลังต่อสู้กับกองกำลังที่ได้รับการหนุนหลังจาก "ไซออนิสต์" อย่างทื่อๆ..... นี่คือความลับสุดยอดของฮิซบุลลาตที่พยายามปิดบังมิให้ล่วงรู้ถึงแนวร่วมของพวกตน ณ ยามนี้อย่างสิ้นคิด
Ana Ghurabaa Belkarsma

ที่มา Marco Solamon

ที่อยู่

Phuket
83110

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ อิสลาม คือ วิถีชีวิต Islamic Nationsผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

ประเภท