08/06/2025
พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ในสุตตบาตว่า
ลาภกมฺยา น สิกฺขติ อลาเภ จ น กุปฺปติ
อวิรุทฺโธ จ ตณฺหาย รเสสุ นานุคิชฺฌติ.
อย่าศึกษาเพราะอยากได้ลาภ
อย่าเสียใจเพราะไม่ได้ลาภ
อย่าเคืองใจ และติดในรส
เพราะตัณหาเป็นเหตุ
พระสารีบุตรเถระอธิบายคำสอนไว้ในปุราเภทสูตร คัมภีร์มหานิทเทส ดังต่อไปนี้
ลาภกมฺยา น สิกฺขติ, อลาเภ จ น กุปฺปตีติ. กถํ ลาภกมฺยา สิกฺขติ ? อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ภิกฺขุํ ปสฺสติ ลาภึ จีวรปิณฺฑปาตจีวรเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารานํ. ตสฺส เอวํ โหติ “เกน นุ โข อยมายสฺมา ลาภี จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารานนฺติ ? ตสฺส เอวํ โหติ ”อยํ โข อายสฺมา สุตฺตนฺติโก เตน อยมายสฺมา ลาภี จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารานนฺติ. โส ลาภเหตุ ลาภปจฺจยา ลาภการณา ลาภาภินิพฺพตฺติยา ลาภํ ปริปาเจนฺโต สุตฺตนฺตํ ปริยาปุณาติ. เอวมฺปิ ลาภกมฺยา สิกฺขติ.
พระดำรัสว่า อย่าศึกษาเพราะอยากได้ลาภ อย่าเสียใจเพราะไม่ได้ลาภ อธิบายว่า บุคคลย่อมศึกษาเพราะอยากได้ลาภ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นภิกษุได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร เธอคิดอย่างนี้ว่า เพราะเหตุไรหนอ ท่านผู้นี้จึงได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร เธอคิดต่อไปว่า ท่านผู้นี้เป็นผู้ทรงจำพระสูตร เพราะเหตุนั้น ท่านจึงได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร เธอหวังลาภ จึงเล่าเรียนพระสูตร เพราะลาภเป็นเหตุ เพราะลาภเป็นปัจจัย เพราะลาภเป็นตัวการณ์ เพราะมุ่งหวังการเกิดลาภโดยเฉพาะ ชื่อว่า ย่อมศึกษาเพราะอยากได้ลาภ เป็นอย่างนี้
อถวา ภิกฺขุ ภิกฺขุํ ปสฺสติ ลาภึ จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารานํ. ตสฺส เอวํ โหติ ”เกน นุ โข อยมายสฺมา ลาภี จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารานนฺติ ? ตสฺส เอวํ โหติ “อยํ โข อายสฺมา วินยธโร ฯเปฯ ธมฺมกถิโก… อาภิธมฺมิโก, เตนายมายสฺมา ลาภี จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารานนฺติ. โส ลาภเหตุ ลาภปจฺจยา ลาภการณา ลาภาภินิพฺพตฺติยา ลาภํ ปริปาเจนฺโต อภิธมฺมํ ปริยาปุณาติ. เอวมฺปิ ลาภกมฺยา สิกฺขติ.
อีกนัยหนึ่ง ภิกษุเห็นภิกษุได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร เธอคิดอย่างนี้ว่า เพราะเหตุไรหนอ ท่านผู้นี้จึงได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร เธอมีความคิดต่อไปว่า ท่านผู้นี้เป็นผู้ทรงจำพระวินัย... เป็นธรรมกถึก… เป็นผู้ทรงจำพระอภิธรรม เพราะเหตุนั้น ท่านจึงได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร เธอมุ่งหวังลาภ จึงเล่าเรียนพระวินัย ... เรียนพระอภิธรรม เพราะลาภเป็นเหตุ เพราะลาภเป็นปัจจัย เพราะลาภเป็นตัวการณ์ เพราะมุ่งหวังการเกิดลาภโดยเฉพาะ ชื่อว่า ย่อมศึกษาเพราะอยากได้ลาภ เป็นอย่างนี้
อถวา ภิกฺขุ ภิกฺขุํ ปสฺสติ ลาภึ จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารานํ. ตสฺส เอวํ โหติ “เกน นุ โข อยมายสฺมา ลาภี จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารานนฺติ ? ตสฺส เอวํ โหติ ”อยํ โข อายสฺมา อารญฺญิโก… ปิณฺฑปาติโก… ปํสุกูลิโก… เตจีวริโก… สปทานจาริโก… ขลุปจฺฉาภตฺติโก… เนสชฺชิโก… ยถาสนฺถติโก, เตนายมายสฺมา ลาภี จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารานนฺติ. โส ลาภเหตุ ลาภปจฺจยา ลาภการณา ลาภาภินิพฺพตฺติยา ลาภํ ปริปาเจนฺโต อารญฺญิโก โหติ ฯเปฯ ยถาสนฺถติโก โหติ. เอวมฺปิ ลาภกมฺยา สิกฺขติ.
อีกนัยหนึ่ง ภิกษุเห็นภิกษุได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า เพราะเหตุไรหนอ ท่านผู้นี้จึงได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร เธอมีความคิดต่อไปว่า ท่านผู้นี้เป็นผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร... เป็นผู้เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร... เป็นผู้นุ่งห่มผ้าบังสุกุลเป็นวัตร... เป็นผู้ทรงไตรจีวรเป็นวัตร... เป็นผู้เที่ยวบิณฑบาตตามลำดับตรอกเป็นวัตร... เป็นผู้งดฉันอาหารมื้อหลัง(ฉันอาสนะเดียว)เป็นวัตร ... เป็นผู้ถือการนั่ง(ไม่เอนตัวลงนอน)เป็นวัตร... เป็นผู้ถือการอยู่ในเสนาสนะตามที่เขาจัดให้เป็นวัตร เพราะเหตุนั้น ท่านจึงได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร เธอมุ่งหวังลาภ จึงเป็นผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ... เป็นผู้ถือการอยู่ในเสนาสนะตามที่เขาจัดให้เป็นวัตร เพราะลาภเป็นเหตุ เพราะลาภเป็นปัจจัย เพราะลาภเป็นตัวการณ์ เพราะมุ่งหวังการเกิดลาภโดยเฉพาะ ชื่อว่า ย่อมศึกษาเพราะอยากได้ลาภ เป็นอย่างนี้
กถํ น ลาภกมฺยา สิกฺขติ ? อิธ ภิกฺขุ น ลาภเหตุ, น ลาภปจฺจยา, น ลาภการณา, น ลาภาภินิพฺพตฺติยา, น ลาภํ ปริปาเจนฺโต, ยาวเทว อตฺตทมถาย อตฺตสมถาย อตฺตปรินิพฺพาปนตฺถาย สุตฺตนฺตํ ปริยาปุณาติ วินยํ ปริยาปุณาติ อภิธมฺมํ ปริยาปุณาติ. เอวมฺปิ น ลาภกมฺยา สิกฺขติ.
อถวา ภิกฺขุ น ลาภเหตุ, น ลาภปจฺจยา, น ลาภการณา, น ลาภาภินิพฺพตฺติยา, น ลาภํ ปริปาเจนฺโต, ยาวเทว อปฺปิจฺฉญฺเญว นิสฺสาย สนฺตุฏฺฐิญฺเญว นิสฺสาย สลฺเลขญฺเญว นิสฺสาย ปวิเวกญฺเญว นิสฺสาย อิทมตฺถิตญฺเญว นิสฺสาย อารญฺญิโก โหติ, ปิณฺฑปาติโก โหติ, ปํสุกูลิโก โหติ, เตจีวริโก
โหติ, สปทานจาริโก โหติ, ขลุปจฺฉาภตฺติโก โหติ, เนสชฺชิโก โหติ, ยถาสนฺถติโก โหติ. เอวมฺปิ น ลาภกมฺยา สิกฺขตีติ ลาภกมฺยา น สิกฺขติ.
บุคคลย่อมไม่ศึกษาเพราะอยากได้ลาภ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มิได้มุ่งหวังลาภ เล่าเรียนพระสูตร เล่าเรียนพระวินัย เล่าเรียนพระอภิธรรม เพื่อประโยชน์ในการฝึกตน (ด้วยปัญญาที่ประกอบกับวิปัสสนา) เพื่อประโยชน์แก่ความสงบของตน (ด้วยปัญญาที่ประกอบกับสมาธิ) เพื่อประโยชน์ในการทำตนให้ดับเย็น (ด้วยอนุปาทาปรินิพพาน) เท่านั้น มิใช่เพราะลาภเป็นเหตุ มิใช่เพราะลาภเป็นปัจจัย มิใช่เพราะลาภเป็นตัวการณ์ มิใช่เพราะมุ่งหวังการเกิดลาภโดยเฉพาะ ชื่อว่า ย่อมไม่ศึกษาเพราะอยากได้ลาภ เป็นอย่างนี้
อีกนัยหนึ่ง ภิกษุไม่มุ่งหวังลาภ เป็นผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร... เป็นผู้เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร... เป็นผู้นุ่งห่มผ้าบังสุกุล
เป็นวัตร ... เป็นผู้ทรงไตรจีวรเป็นวัตร ... เป็นผู้เที่ยวบิณฑบาตตามลำดับตรอกเป็นวัตร... เป็นผู้งดอาหารมื้อหลังเป็นวัตร... เป็นผู้ถือการนั่งเป็นวัตร... เป็นผู้ถือการอยู่ในเสนาสนะตามที่เขาจัดให้เป็นวัตร เพียงเพราะความปรารถนาน้อย (ปรารถนาน้อยในปัจจัยสี่,ปรารถนาน้อยในอธิคม,ปริยัติและธุดงค์) เพราะความสันโดษ เพราะความขัดเกลากิเลส เพราะความสงัด ความเป็นผู้ต้องการกุศลธรรมเหล่านี้เท่านั้น มิใช่เพราะลาภเป็นเหตุ มิใช่เพราะลาภเป็นปัจจัย มิใช่เพราะลาภเป็นตัวการณ์ มิใช่เพราะมุ่งหวังการเกิดลาภโดยเฉพาะ ชื่อว่า ย่อมไม่ศึกษาเพราะอยากได้ลาภ เป็นอย่างนี้ รวมความว่า บุคคลย่อมไม่ศึกษาเพราะ
อยากได้ลาภ
อลาเภ จ น กุปฺปตีติ. กถํ อลาเภ กุปฺปติ ? อิเธกจฺโจ ”กุลํ วา น ลภามิ, คณํ วา น ลภามิ, อาวาสํ วา น ลภามิ, ลาภํ วา น ลภามิ, ยสํ วา น ลภามิ, ปสํสํ วา น ลภามิ, สุขํ วา น ลภามิ, จีวรํ วา น ลภามิ, ปิณฺฑปาตํ วา น ลภามิ, เสนาสนํ วา น ลภามิ, คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารํ วา น ลภามิ, คิลานุปฏฺฐากํ วา น ลภามิ, อปฺปญฺญาโตมฺหีติ กุปฺปติ พฺยาปชฺชติ ปติฏฺฐียติ, โกปญฺจ โทสญฺจ อปฺปจฺจยญฺจ ปาตุกโรติ. เอวํ อลาเภ กุปฺปติ.
กถํ อลาเภ น กุปฺปติ ? อิธ ภิกฺขุ “กุลํ วา น ลภามิ, คณํ วา น ลภามิ, อาวาสํ วา น ลภามิ, ลาภํ วา น ลภามิ, ยสํ วา น
ลภามิ, ปสํสํ วา น ลภามิ, สุขํ วา น ลภามิ, จีวรํ วา น ลภามิ, ปิณฺฑปาตํ วา น ลภามิ, เสนาสนํ วา น ลภามิ, คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารํ วา น ลภามิ, คิลานุปฏฺฐากํ วา น ลภามิ, อปฺปญฺญาโตมฺหีติ น กุปฺปติ น พฺยาปชฺชติ น ปติฏฺฐียติ, น โกปญฺจ โทสญฺจ อปฺปจฺจยญฺจ ปาตุกโรติ. เอวํ อลาเภ น
กุปฺปตีติ. ลาภกมฺยา น สิกฺขติ, อลาเภ จ น กุปฺปติ.
พระดำรัสว่า อย่าเสียใจเพราะไม่ได้ลาภ อธิบายว่า ภิกษุเสียใจเพราะไม่ได้ลาภ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ไม่พอใจ ไม่ชอบใจ โกรธกรุ่น และทำความโกรธ ความขัดเคืองขึ้นว่า เราไม่ได้ตระกูล หมู่คณะ อาวาส ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร หรือผู้พยาบาลยามอาพาธ ไม่มีชื่อเสียงที่คนรู้จัก ชื่อว่า เสียใจเพราะไม่ได้ลาภ เป็นอย่างนี้
ภิกษุไม่เสียใจเพราะไม่ได้ลาภ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมไม่รู้สึกไม่พอใจ ไม่รู้สึกผิดหวัง ไม่โกรธกรุ่น และไม่ทำความโกรธ ความขัดเคืองขึ้นว่า เราไม่ได้ตระกูล หมู่คณะ อาวาส ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร หรือผู้พยาบาลยามอาพาธ ไม่มีชื่อเสียงที่คนรู้จัก ชื่อว่า ย่อมไม่เสียใจเพราะไม่ได้ลาภเป็นอย่างนี้ รวมความว่า บุคคลย่อมไม่ศึกษาเพราะอยากได้ลาภ ย่อมไม่เสียใจเพราะไม่ได้ลาภ
https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=29&siri=10