วัดสันกลาง เมืองป้าว

วัดสันกลาง เมืองป้าว ศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชน

🪴🪴🪴...วันนี้เอาของดีมาแจก🌿🌿🌿  #ยาแผนโบราณพื้นบ้านล้านนา ตำรานี้ชื่อว่า "ยาเจ้าระสี" หรือว่า "ยาเต๋จ๊ะมันตะ" เป็นอีกหนึ่ง...
07/09/2023

🪴🪴🪴...วันนี้เอาของดีมาแจก
🌿🌿🌿 #ยาแผนโบราณพื้นบ้านล้านนา ตำรานี้ชื่อว่า "ยาเจ้าระสี" หรือว่า "ยาเต๋จ๊ะมันตะ" เป็นอีกหนึ่งตำรายาที่สนใจได้ศึกษารวบรวมเก็บไว้อีกหนึ่งสูตรยา(ป้าก) กราบขอบพระคุณครูบาอาจารย์ พ่อครูที่เมตตาให้สืบทอดรวบรวมเก็บไว้(ฮิ๊บ)
🙏🙏🙏 #สิปปะคุณ "ยาเจ้าระสี" หรือว่า "ยาเต๋จ๊ะมันตะ" เอาหัวหอมเตียมบาทเฟื้อง ฮากเป้าหลวงบาท พริกน้อยขิงแก๋งบาทซีก ตังมวลรอมกั๋นเป๋น 5 บาท เป็นร้อย 1 ต๋ำผงแล้วผสมกับน้ำเผิ้งกับน้ำอ้อยดำเต้ากั๋นเป๋นน้ำแยงปอปั้นได้ ปั้นตากแห้ง แล้วห่อยาไปฝังข้าวสารหรือว่าข้าวเปลือกไว้ 6 วัน จึงเอาออกมาปั้นตากไว้เต๊อะ แห้งแล้วใส่บอกไว้ เอาย่างกับข่าไว้จำเริญ ใส่น้ำอุ่นกิ๋น และวันและลูก อายุก่อยืนกำลังแฮงนักแล มีวัณณะ ต๋นตัวบ่มีพยาธิ
✍️✍️✍️ #สรรพคุณแปลเป็นภาษาไทยกลาง ตำรา "ยาเจ้าระสี"(ยาเจ้าฤาษี) รวมส่วนผสมของตัวยาแล้วเอา ฝังไว้ในข้าวสารหรือว่าข้าวเปลือก แล้วเอามาปั้นเป็นลูกกลอนตากแห้งอีกรอบ เก็บใส่กระบอกไม้ไผ่หรือภาชนะปิดสนิท จะกินให้เอามาย่างไฟบนข่าฝานเป็นแผ่นๆ แล้วแช่น้ำอุ่นกินวันละลูก ช่วยให้อายุยืนเป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงกำลัง มีวรรณะผิวพรรณผ่องใส ไร้โรคพยาธิ (ตามตำราว่าอย่างนั้นเอาไปพิจารณาใช้เองได้)
🧉🧉🧉 #สืบสานตำรายาแผนโบาราณพื้นบ้านล้านนา (ยาเมือง)
#มนต์พร้าววังหิน 7 ก.ย. 66

วัดสันกลาง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานจากที่เคยเป็นวัดร้างมาก่อนไม่แน่ชัดในหลักฐานว่าเริ่มสร้างและร...
03/09/2023

วัดสันกลาง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานจากที่เคยเป็นวัดร้างมาก่อนไม่แน่ชัดในหลักฐานว่าเริ่มสร้างและร้างมาสมัยใด แต่สันนิษฐานว่าคงจะร้างในช่วงที่ล้านนาตกเป็นเมืองขึ้นพม่าร่วม 200 กว่าปี และจากบันทึกที่ท่านพระครูวิจิตรธรรมมาภินันท์(ตุ๊ลงอินหวัน) อดีตเจ้าอาวาสท่านได้รวบรวมหลักฐานอีกครั้งจากบันทึกแผ่นเงินในองค์พระพุทธรูปพระประธานวิหารวัดสันกลาง/ บันทึกของพ่ออุ้ยวงศ์ บุญทา ผู้ใหญ่บ้านลำดับที่ 4 ช่วงปีพ.ศ. 2446-2476/ บันทึกจากคำบอกเล่าของของผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้าน เช่น พ่อน้อยไชยยา ทะกิจ อายุ 78 ปี เมื่อ พ. ศ. 2521 พ่อน้อยอุปรี บุญญาติ อายุ 90 ปี และ ผู้รู้อื่นๆอีกในหมู่บ้าน และบุคคลเหล่านี้ได้ร่วมในการก่อตั้งโรงเรียนบ้านสันกลางด้วย และเข้าเรียนเป็นรุ่นแรกด้วย/ จากการสำรวจจากสิ่งแวดล้อมในหมู่บ้าน เช่นร่องน้ำบ้าง สถานที่โรงเรียนบ้าง ที่สันดอนของวัดบ้าง / โดยได้บันทึกไว้ว่า ในปีพุทธศักราช 2381 (184 ปีก่อน) มีครูบาท่านหนึ่งนามว่าครูบาคำ ท่านเป็นลูกศิษย์ครูบาวัดป่าลัน(อยู่ระหว่างบ้านตีนธาตุกับบ้านเหล่าปัจจุบันเป็นวัดร้างไปแล้ว) มักจะปลีกวิเวกมาบำเพ็ญสมณะธรรมที่นี่เป็นประจำหลังจากที่ออกพรรษาแล้ว เพราะที่นี่เป็นที่สงบ ชาวบ้านไม่กล้าเข้ามากันเพราะเป็นป่ารกทึบ สิงห์สาราสัตว์มากโดยเฉพาะช้างมักจะลงมาหากินที่นี่เป็นประจำทำให้เกิดเป็นทางช้างเดิน บวกกับที่นี่เป็นวัดร้างชาวบ้านมักจะเจออาถรรพ์ลึกลับเจ็บป่วยล้มตายกัน ในครั้งแรกนั้นชาวบ้านป่าบงกลาง เป็นชื่อดงป่าไม้บงที่ชาวบ้านมาแผ้วถางอยู่อาศรัยกัน จึงเรียกว่าบ้านป่าบงกลาง (ภายหลังมาเปลี่ยนชื่อเป็นบ้านสันกลางตามชื่อวัด) โดยชาวบ้านทั้งหมดได้ปรึกษาหารือกัน ที่จะสร้างวัดเพื่อเป็นที่ทำบุญ เมื่อตกลงพร้อมใจกันดีแล้ว จึงได้ไปปรึกษาหารือกับเจ้าอาวาสครูบาวัดป่าลันซึ่งเป็นครูบาอาจารย์ของท่านครูบาคำ เพื่อขอนิมนต์ ครูบาคำ มาโปรดเมตตาชาวบ้านป่าบงกลาง เมื่อท่านอนุญาตให้แล้วชาวบ้านจึงร่วมใจกันแผ้วถางที่บริเวณต้นโพธิ์ทางด้านทิศเหนือของหมู่บ้าน ที่เป็นสันดอน แล้วสร้างเพิงเล็กๆและศาลาบำเพ็ญบุญ อีก 1 หลัง เสร็จแล้วไปนิมนต์ ครูบาคำ มาอยู่ ในกลางพรรษา ประมาณ 2-3 ปี ต่อมาก็นิมนต์ท่านอยู่เป็นประจำทั้งกลางพรรษาและหน้าแล้ง เพราะท่านก็ชอบที่จะปฏิบัติธรรมที่นี่มาก และท่านก็เคยมาเป็นประจำอยู่แล้ว เมื่อท่านมาอยู่ประจำอย่างที่นี่ การก่อสร้างถาวรวัตถุต่างๆภายในวัดจึงเริ่มก่อสร้างขึ้นตามมาด้วย ส่วนที่มาของชื่อ “สันกลาง” นั้นเป็นเพราะที่ตั้งของวัดก็เป็นเนิน ไม่ว่าจะมาทางทิศเหนือ บ้านเหล่าตีนธาตุ หรือทิศใต้ บ้านป่าบงกลาง จะต้องขึ้นเนินมาทั้งสองฝั่ง ทางเหนือเรียกว่า “สัน” ครูบาคำท่านจึงตั้งชื่อวัดว่า “วัดสันกลาง” การตั้งชื่อวัดเป็นที่ถูกใจของชาวบ้านเป็นอย่างยิ่ง ชาวบ้านป่าบงกลางจึงได้ขออนุญาตครูบาคำท่านเพื่อที่เปลี่ยนชื่อบ้านตามชื่อของวัด เพราะเห็นว่าชื่อนี้เป็นมงคลสำหรับหมู่บ้าน ท่านพิจารณาแล้วไม่เสียหายอะไร และเป็นเรื่องที่ดีด้วย ก็ได้อนุญาตให้ชาวบ้านเปลี่ยนชื่อเป็น “บ้านสันกลาง” ชุมชนสันกลางนั้นประกอบด้วยวัด บ้าน และโรงเรียน มีความเจริญรุ่งเรืองสามัคคีกันมากตั้งแต่ในอดีต โดยเฉพาะวัดสันกลางแล้วเมื่อก่อนเปรียบเหมือนสำนักเรียนใหญ่อีกแห่งหนึ่งในอำเภอพร้าวมีพระสงฆ์สามเณรจำพรรษากันหลายไม่ต่ำกว่า 30 รูปเพื่อศึกษาเล่าเรียน มีทั้งโรงเรียนสันกลางที่ให้เด็กๆชาวบ้านมาเรียนด้วย โดยเริ่มต้นจากครูบาคำท่านได้สอนภาษาล้านนา ในวัดก่อน สามเณรในวัดจึงมีมากขึ้นตามลำดับ เพราะบิดามารดาก็อยากให้บุตรหลานของตนเองมีความรู้จึงนำเข้ามาบวชเรียน และอบรมศีลธรรม เมื่อมีผู้ที่เข้ามาบวชเรียนมากขึ้น การอุปถัมภ์บำรุงพระเณรในวัดก็มีภาระมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอาหารการคบฉัน ที่อยู่อาศรัย และอื่นๆอีกมากมายท่านจึงมีความคิดขึ้นมาว่า ต่อไปนี้ท่านจะสอนหมดทั้งที่เข้ามาบวชเรียนและเด็กชาวบ้านที่สนใจที่จะเรียนโดยไม่ต้องบวชก็เรียนได้ เพื่อไม่ให้เป็นภาระกับทางวัดมากเท่าไร เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้ที่เข้ามาสมัครเรียนจึงมากขึ้นตามลำดับ ท่านจึงให้พระเณรที่มีความรู้ช่วยสอนไปด้วย ท่านจึงเป็นที่รักและเคารพแก่ชาวบ้านทุกคน จนถึงวารสุดท้ายท่านได้มรณภาพลงไป เจ้าอาวาสรุ่นต่อมามี ครูบาจันทร์ต๊ะ ครูบาอินต๊ะ ครูบากุรณา ท่านเหล่านี้ได้ทำการสอนสืบทอดเจตนารมณ์ของท่านโดยตลอด ได้ทำการสอนโดยมิได้ขาดตอน จนมาถึงสมัย ครูบาอิ่นคำ เดชะกุศล เป็นเจ้าอาวาส เมื่อปี พ. ศ. 2459 ก่อนที่ท่านจะมาเป็นเจ้าอาวาสท่านได้ไปศึกษาภาษาไทยกลางมาก่อนแล้วจากที่อื่นท่านจึงได้นำความรู้นั้นมาสอน ทั้งภาษาล้านนา และภาษาไทย โดยสอนควบคู่กันไป ต่อมาท่านได้เปิดรับสมัครเด็กทุกคน ทั้งบ้านใกล้เรือนเคียง หลายหมู่บ้านที่อยู่อมรอบบ้านสันกลาง มีบ้านเหล่าตีนธาตุ บ้านสันกลาง บ้านสันปอธง บ้านเหล่าหลวง บ้านสันผักฮี้ บ้านสันฮกฟ้า (บ้านสันผักฮี้และบ้านสันฮกฟ้า ต.สันทราย ปัจจุบันย้ายไปเข้าโรงเรียนท่ามะเกี๋ยง เมื่อปี พ. ศ. 2508 ) ( บ้านเหล่าหลวงย้ายไปเปิดเองที่บ้านเหล่าหลวง ปัจจุบันได้ย้ายกลับมาเรียนที่โรงเรียนบ้านสันกลางอีกเมื่อ พ. ศ. 2544 ) เด็กเหล่านี้มีจำนวนมากขึ้นโดยท่านรับเข้ามาเรียน ทั้งชายและหญิง เข้ามาร่วมเรียนกับพระเณรที่อยู่ในวัด เมื่อรับสมัครเช่นนี้เด็กนักเรียนก็มากขึ้น สถานที่เรียนก็คับแคบลงไปท่านเปิดศาลาทำการสอนก็ยังไปพอกับเด็กนักเรียนอยู่ดี ปีพ. ศ.2462 ท่านจึงให้ชาวบ้านผู้ปกครองมาช่วยกันสร้างอาคารหลังใหม่ขึ้นมาทางด้านทิศตะวันตกของวัด (ที่ตั้งโรงเรียนปัจจุบัน) เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเด็กที่มาเรียน โดยทำเป็นอาคารไม้ 1 หลัง จำนวน 4 ห้องเรียน โดยท่านให้พระเณรที่เรียนจบจากท่านแล้วเป็นผู้ที่มีความรู้ดีเป็นครูสอนกับท่าน เด็กที่เข้ามาเรียนและได้รับการอบรมจากท่านจึงเป็นคนดี มีอัธยาศัยดี ไม่เกเร ก้าวร้าว รู้บุญคุณของบิดา มารดา รู้จักกราบไหว้ เป็นเด็กที่ดี เมื่ออกจากโรงเรียนไปแล้วก็เป็นคนดีของหมู่บ้าน สามารถที่จะเป็นผู้นำในอนาคตได้ นักเรียนจึงมากขึ้นตามลำดับท่านจึงทำการสอนอย่างจริงจัง โดยทำการสอนฟรีเพื่อสงเคราะห์อนุเคราะห์ ในช่วงนั้นท่านก็ได้ติดต่อประสานงานกับทางราชการอยู่เป็นประจำ โดยมีทางราชการมาคอยแนะนำให้อยู่ตลอด ต่อมาท่านจึงได้ทำเรื่องขอเป็นโรงเรียน สาขาโรงเรียนบ้านป่าไหน่ (สมัยนั้นในตำบลป่าไหน่มีโรงเรียนอยู่แห่งเดียวที่เปิดทำการสอนตามทางราชการ) จนถึงปี พ. ศ. 2465 สมัยนั้นมี “ขุนจงรักษ์เวชกิจ” มาเป็นนายอำเภอพร้าว จึงได้ ขอเป็นโรงเรียนเอกเทศ ทางราชการจึงเห็นสมควรให้เปิดได้ ได้ทำการเปิดเมื่อวันที่ 9 เดือนตุลาคม พ. ศ. 2465 เมื่อได้รับอนุญาตแล้วท่านจึงสร้างอาคารเพิ่มอีก 1 หลัง เปิดทำการสอนตั้งแต่ ป. 1 ถึงชั้น ป. 4 สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีครูบาอิ่นคำเป็นครูใหญ่ในครั้งนั้น ท่านได้ทำหน้าที่ของท่านเป็นเวลา 4 ปี ท่านได้ปรับปรุงสถานที่ต่างๆให้อยู่ในสภาพที่ดี ต่อมาเมื่อทางราชการมีบทบาทมากขึ้นท่านจึงได้ลาออกมาเสียเพื่อให้ทางราชการเข้ามาบริหาร แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังขาดท่านไม่ได้อยู่ดี เพราะคนในสมัยนั้นให้ความเคารพนับถือพระสงฆ์เป็นส่วนมาก การพัฒนาโรงเรียนจำเป็นต้องอาศรัยท่าน ท่านยังให้การอุปถัมภ์อยู่ด้วยดีตลอดมา ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงนำเรื่องราวประวัติของชุมชนวัดสันกลางมาเผยแผ่ผ่านทางรูปถ่ายที่ท่านพระครูวิจิตรธรรมภินันท์(ตุ๊ลุงอินหวัน)ได้ถ่ายและเก็บรวบรวมไว้เป็นจำนวนมากและมอบให้แก่ข้าพเจ้าก่อนที่ท่านจะมรณภาพไป เพื่อให้ท่านทั้งหลายได้ย้อนรำลึกถึงความทรงจำดีๆของชุมชนวัดสันกลางแห่งนี้ในอดีตไปด้วยกันอีกครั้งโดยผ่านทางภาพถ่าย (ถ้าผิดพลาดประการใดขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย) #วัดสันกล๋าง เมืองป้าว

วัดสันกลาง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานจากที่เคยเป็นวัดร้างมาก่อนไม่แน่ชัดในหลักฐานว่าเริ่มสร้างและร...
30/08/2023

วัดสันกลาง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานจากที่เคยเป็นวัดร้างมาก่อนไม่แน่ชัดในหลักฐานว่าเริ่มสร้างและร้างมาสมัยใด แต่สันนิษฐานว่าคงจะร้างในช่วงที่ล้านนาตกเป็นเมืองขึ้นพม่าร่วม 200 กว่าปี และจากบันทึกที่ท่านพระครูวิจิตรธรรมมาภินันท์(ตุ๊ลงอินหวัน) อดีตเจ้าอาวาสท่านได้รวบรวมหลักฐานอีกครั้งจากบันทึกแผ่นเงินในองค์พระพุทธรูปพระประธานวิหารวัดสันกลาง/ บันทึกของพ่ออุ้ยวงศ์ บุญทา ผู้ใหญ่บ้านลำดับที่ 4 ช่วงปีพ.ศ. 2446-2476/ บันทึกจากคำบอกเล่าของของผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้าน เช่น พ่อน้อยไชยยา ทะกิจ อายุ 78 ปี เมื่อ พ. ศ. 2521 พ่อน้อยอุปรี บุญญาติ อายุ 90 ปี และ ผู้รู้อื่นๆอีกในหมู่บ้าน และบุคคลเหล่านี้ได้ร่วมในการก่อตั้งโรงเรียนบ้านสันกลางด้วย และเข้าเรียนเป็นรุ่นแรกด้วย/ จากการสำรวจจากสิ่งแวดล้อมในหมู่บ้าน เช่นร่องน้ำบ้าง สถานที่โรงเรียนบ้าง ที่สันดอนของวัดบ้าง / โดยได้บันทึกไว้ว่า ในปีพุทธศักราช 2381 (184 ปีก่อน) มีครูบาท่านหนึ่งนามว่าครูบาคำ ท่านเป็นลูกศิษย์ครูบาวัดป่าลัน(อยู่ระหว่างบ้านตีนธาตุกับบ้านเหล่าปัจจุบันเป็นวัดร้างไปแล้ว) มักจะปลีกวิเวกมาบำเพ็ญสมณะธรรมที่นี่เป็นประจำหลังจากที่ออกพรรษาแล้ว เพราะที่นี่เป็นที่สงบ ชาวบ้านไม่กล้าเข้ามากันเพราะเป็นป่ารกทึบ สิงห์สาราสัตว์มากโดยเฉพาะช้างมักจะลงมาหากินที่นี่เป็นประจำทำให้เกิดเป็นทางช้างเดิน บวกกับที่นี่เป็นวัดร้างชาวบ้านมักจะเจออาถรรพ์ลึกลับเจ็บป่วยล้มตายกัน ในครั้งแรกนั้นชาวบ้านป่าบงกลาง เป็นชื่อดงป่าไม้บงที่ชาวบ้านมาแผ้วถางอยู่อาศรัยกัน จึงเรียกว่าบ้านป่าบงกลาง (ภายหลังมาเปลี่ยนชื่อเป็นบ้านสันกลางตามชื่อวัด) โดยชาวบ้านทั้งหมดได้ปรึกษาหารือกัน ที่จะสร้างวัดเพื่อเป็นที่ทำบุญ เมื่อตกลงพร้อมใจกันดีแล้ว จึงได้ไปปรึกษาหารือกับเจ้าอาวาสครูบาวัดป่าลันซึ่งเป็นครูบาอาจารย์ของท่านครูบาคำ เพื่อขอนิมนต์ ครูบาคำ มาโปรดเมตตาชาวบ้านป่าบงกลาง เมื่อท่านอนุญาตให้แล้วชาวบ้านจึงร่วมใจกันแผ้วถางที่บริเวณต้นโพธิ์ทางด้านทิศเหนือของหมู่บ้าน ที่เป็นสันดอน แล้วสร้างเพิงเล็กๆและศาลาบำเพ็ญบุญ อีก 1 หลัง เสร็จแล้วไปนิมนต์ ครูบาคำ มาอยู่ ในกลางพรรษา ประมาณ 2-3 ปี ต่อมาก็นิมนต์ท่านอยู่เป็นประจำทั้งกลางพรรษาและหน้าแล้ง เพราะท่านก็ชอบที่จะปฏิบัติธรรมที่นี่มาก และท่านก็เคยมาเป็นประจำอยู่แล้ว เมื่อท่านมาอยู่ประจำอย่างที่นี่ การก่อสร้างถาวรวัตถุต่างๆภายในวัดจึงเริ่มก่อสร้างขึ้นตามมาด้วย ส่วนที่มาของชื่อ “สันกลาง” นั้นเป็นเพราะที่ตั้งของวัดก็เป็นเนิน ไม่ว่าจะมาทางทิศเหนือ บ้านเหล่าตีนธาตุ หรือทิศใต้ บ้านป่าบงกลาง จะต้องขึ้นเนินมาทั้งสองฝั่ง ทางเหนือเรียกว่า “สัน” ครูบาคำท่านจึงตั้งชื่อวัดว่า “วัดสันกลาง” การตั้งชื่อวัดเป็นที่ถูกใจของชาวบ้านเป็นอย่างยิ่ง ชาวบ้านป่าบงกลางจึงได้ขออนุญาตครูบาคำท่านเพื่อที่เปลี่ยนชื่อบ้านตามชื่อของวัด เพราะเห็นว่าชื่อนี้เป็นมงคลสำหรับหมู่บ้าน ท่านพิจารณาแล้วไม่เสียหายอะไร และเป็นเรื่องที่ดีด้วย ก็ได้อนุญาตให้ชาวบ้านเปลี่ยนชื่อเป็น “บ้านสันกลาง” ชุมชนสันกลางนั้นประกอบด้วยวัด บ้าน และโรงเรียน มีความเจริญรุ่งเรืองสามัคคีกันมากตั้งแต่ในอดีต โดยเฉพาะวัดสันกลางแล้วเมื่อก่อนเปรียบเหมือนสำนักเรียนใหญ่อีกแห่งหนึ่งในอำเภอพร้าวมีพระสงฆ์สามเณรจำพรรษากันหลายไม่ต่ำกว่า 30 รูปเพื่อศึกษาเล่าเรียน มีทั้งโรงเรียนสันกลางที่ให้เด็กๆชาวบ้านมาเรียนด้วย โดยเริ่มต้นจากครูบาคำท่านได้สอนภาษาล้านนา ในวัดก่อน สามเณรในวัดจึงมีมากขึ้นตามลำดับ เพราะบิดามารดาก็อยากให้บุตรหลานของตนเองมีความรู้จึงนำเข้ามาบวชเรียน และอบรมศีลธรรม เมื่อมีผู้ที่เข้ามาบวชเรียนมากขึ้น การอุปถัมภ์บำรุงพระเณรในวัดก็มีภาระมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอาหารการคบฉัน ที่อยู่อาศรัย และอื่นๆอีกมากมายท่านจึงมีความคิดขึ้นมาว่า ต่อไปนี้ท่านจะสอนหมดทั้งที่เข้ามาบวชเรียนและเด็กชาวบ้านที่สนใจที่จะเรียนโดยไม่ต้องบวชก็เรียนได้ เพื่อไม่ให้เป็นภาระกับทางวัดมากเท่าไร เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้ที่เข้ามาสมัครเรียนจึงมากขึ้นตามลำดับ ท่านจึงให้พระเณรที่มีความรู้ช่วยสอนไปด้วย ท่านจึงเป็นที่รักและเคารพแก่ชาวบ้านทุกคน จนถึงวารสุดท้ายท่านได้มรณภาพลงไป เจ้าอาวาสรุ่นต่อมามี ครูบาจันทร์ต๊ะ ครูบาอินต๊ะ ครูบากุรณา ท่านเหล่านี้ได้ทำการสอนสืบทอดเจตนารมณ์ของท่านโดยตลอด ได้ทำการสอนโดยมิได้ขาดตอน จนมาถึงสมัย ครูบาอิ่นคำ เดชะกุศล เป็นเจ้าอาวาส เมื่อปี พ. ศ. 2459 ก่อนที่ท่านจะมาเป็นเจ้าอาวาสท่านได้ไปศึกษาภาษาไทยกลางมาก่อนแล้วจากที่อื่นท่านจึงได้นำความรู้นั้นมาสอน ทั้งภาษาล้านนา และภาษาไทย โดยสอนควบคู่กันไป ต่อมาท่านได้เปิดรับสมัครเด็กทุกคน ทั้งบ้านใกล้เรือนเคียง หลายหมู่บ้านที่อยู่อมรอบบ้านสันกลาง มีบ้านเหล่าตีนธาตุ บ้านสันกลาง บ้านสันปอธง บ้านเหล่าหลวง บ้านสันผักฮี้ บ้านสันฮกฟ้า (บ้านสันผักฮี้และบ้านสันฮกฟ้า ต.สันทราย ปัจจุบันย้ายไปเข้าโรงเรียนท่ามะเกี๋ยง เมื่อปี พ. ศ. 2508 ) ( บ้านเหล่าหลวงย้ายไปเปิดเองที่บ้านเหล่าหลวง ปัจจุบันได้ย้ายกลับมาเรียนที่โรงเรียนบ้านสันกลางอีกเมื่อ พ. ศ. 2544 ) เด็กเหล่านี้มีจำนวนมากขึ้นโดยท่านรับเข้ามาเรียน ทั้งชายและหญิง เข้ามาร่วมเรียนกับพระเณรที่อยู่ในวัด เมื่อรับสมัครเช่นนี้เด็กนักเรียนก็มากขึ้น สถานที่เรียนก็คับแคบลงไปท่านเปิดศาลาทำการสอนก็ยังไปพอกับเด็กนักเรียนอยู่ดี ปีพ. ศ.2462 ท่านจึงให้ชาวบ้านผู้ปกครองมาช่วยกันสร้างอาคารหลังใหม่ขึ้นมาทางด้านทิศตะวันตกของวัด (ที่ตั้งโรงเรียนปัจจุบัน) เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเด็กที่มาเรียน โดยทำเป็นอาคารไม้ 1 หลัง จำนวน 4 ห้องเรียน โดยท่านให้พระเณรที่เรียนจบจากท่านแล้วเป็นผู้ที่มีความรู้ดีเป็นครูสอนกับท่าน เด็กที่เข้ามาเรียนและได้รับการอบรมจากท่านจึงเป็นคนดี มีอัธยาศัยดี ไม่เกเร ก้าวร้าว รู้บุญคุณของบิดา มารดา รู้จักกราบไหว้ เป็นเด็กที่ดี เมื่ออกจากโรงเรียนไปแล้วก็เป็นคนดีของหมู่บ้าน สามารถที่จะเป็นผู้นำในอนาคตได้ นักเรียนจึงมากขึ้นตามลำดับท่านจึงทำการสอนอย่างจริงจัง โดยทำการสอนฟรีเพื่อสงเคราะห์อนุเคราะห์ ในช่วงนั้นท่านก็ได้ติดต่อประสานงานกับทางราชการอยู่เป็นประจำ โดยมีทางราชการมาคอยแนะนำให้อยู่ตลอด ต่อมาท่านจึงได้ทำเรื่องขอเป็นโรงเรียน สาขาโรงเรียนบ้านป่าไหน่ (สมัยนั้นในตำบลป่าไหน่มีโรงเรียนอยู่แห่งเดียวที่เปิดทำการสอนตามทางราชการ) จนถึงปี พ. ศ. 2465 สมัยนั้นมี “ขุนจงรักษ์เวชกิจ” มาเป็นนายอำเภอพร้าว จึงได้ ขอเป็นโรงเรียนเอกเทศ ทางราชการจึงเห็นสมควรให้เปิดได้ ได้ทำการเปิดเมื่อวันที่ 9 เดือนตุลาคม พ. ศ. 2465 เมื่อได้รับอนุญาตแล้วท่านจึงสร้างอาคารเพิ่มอีก 1 หลัง เปิดทำการสอนตั้งแต่ ป. 1 ถึงชั้น ป. 4 สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีครูบาอิ่นคำเป็นครูใหญ่ในครั้งนั้น ท่านได้ทำหน้าที่ของท่านเป็นเวลา 4 ปี ท่านได้ปรับปรุงสถานที่ต่างๆให้อยู่ในสภาพที่ดี ต่อมาเมื่อทางราชการมีบทบาทมากขึ้นท่านจึงได้ลาออกมาเสียเพื่อให้ทางราชการเข้ามาบริหาร แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังขาดท่านไม่ได้อยู่ดี เพราะคนในสมัยนั้นให้ความเคารพนับถือพระสงฆ์เป็นส่วนมาก การพัฒนาโรงเรียนจำเป็นต้องอาศรัยท่าน ท่านยังให้การอุปถัมภ์อยู่ด้วยดีตลอดมา ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงนำเรื่องราวประวัติของชุมชนวัดสันกลางมาเผยแผ่ผ่านทางรูปถ่ายที่ท่านพระครูวิจิตรธรรมภินันท์(ตุ๊ลุงอินหวัน)ได้ถ่ายและเก็บรวบรวมไว้เป็นจำนวนมากและมอบให้แก่ข้าพเจ้าก่อนที่ท่านจะมรณภาพไป เพื่อให้ท่านทั้งหลายได้ย้อนรำลึกถึงความทรงจำดีๆของชุมชนวัดสันกลางแห่งนี้ในอดีตไปด้วยกันอีกครั้งโดยผ่านทางภาพถ่าย (ถ้าผิดพลาดประการใดขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย) #วัดสันกลางเมืองป้าว

📣📣📣 วันก่อนได้อนุโมทนาบุญกับไวยาวัจกร(ป้อแก่วัด)วัดสันกลางและศรัทธาญาติโยมที่มาช่วยกันตัดหญ้าทำความสะอาดบริเวณวัดสันกลาง...
15/08/2023

📣📣📣 วันก่อนได้อนุโมทนาบุญกับไวยาวัจกร(ป้อแก่วัด)วัดสันกลางและศรัทธาญาติโยมที่มาช่วยกันตัดหญ้าทำความสะอาดบริเวณวัดสันกลาง เห็นรูปคณะกลุ่มหนุ่มสาวบ้านสันกลางเมื่อก่อนที่มาช่วยกันพัฒนาวัดตอนยังไม่ได้บูรณะครอบกำแพงหน้าวัดสันกลาง ตอนนี้จะไปอยู่ที่ไหนอย่างไรกันบ้างแล้วหนอสุขสบายกันดีหรือเปล่า
#อัลบั้มรูปภาพของท่านพระครูวิจิตรธรรมาภินันท์(ตุ๊ลุงอินหวัน)ที่ท่านได้เก็บไว้
#วัดสันกลางเมืองป้าว 15 ส.ค. 66

07/07/2023
วันนี้ครบรอบ 102 ปีที่หลวงปู่ครูบาอุต อุตตมะ อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าฮิ้น ต.บ้านโป่ง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่(ซึ่งท่านเป็นครูบาอาจ...
06/03/2023

วันนี้ครบรอบ 102 ปีที่หลวงปู่ครูบาอุต อุตตมะ อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าฮิ้น ต.บ้านโป่ง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่(ซึ่งท่านเป็นครูบาอาจารย์อีกท่านหนึ่งและเป็นพระกรรมวาจาจารย์ของหลวงปู่ครูบาอินสม สุมโน วัดทุ่งน้อย ต.บ้านโป่ง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่) ท่านได้สร้างพระพุทธรูปไม้แกะนำมาถวายไว้ที่วัดสันกลางพร้อมด้วยคณะศรัทธาญาติโยม ตรงกับวันเพ็ญเดือน 6 เหนือ และวันที่ท่านนำมาถวายในปีนั้นตรงกับวันเป็งปุ๊ดด้วย(วันเพ็ญตรงกับวันพุธ) ดังข้อความที่ท่านได้จารึกอักษรล้านนาที่ฐานแท่นองค์พระพุทธรูปไว้ว่า “ปะถะมะมูละสัทธาหมายมีครูบาอุตตมะ วัดป่าฮิ้นเป๋นเก๊าพร้อมกับป้อแม่ปี้น้องจุ๊คนกับตังสิกโยมจุ๊ต๋นก็ได้ริรังสร้างยังพุทธรูปเจ้าองค์นี้มาตานไว้ ก้ำจูสาสนาอารามวัดสันกลาง ขอหื้อผู้ข้าตังหลายได้เถิงอาระหันตะมัคคญาณ อันได้เข้าสู่เวียงแก้วนิปปานเจ้าเป็นยอดแด่เต๊อะ จุลสักราชได้ 1,282 ตัว(พ.ศ. 2463) ปีกดสัน เดือน 6 เป็งเม็ง วัน4(พุธ) ไตยดับเร้า เริกกดตัวได้ 10 ตัว ติถีวัน 15 ตัว” ซึ่งลูกศิษย์ของท่านคือเจ้าอธิการหลวงกุรนา มาเป็นเจ้าอาวาสที่วัดสันกลางเมื่อช่วงปี พ.ศ. 2451-2459 และท่านยังเป็นช่างสล่าที่มีฝีมือเก่งทางด้านงานไม้และงานแกะสลักได้สวยงาม โดยที่ท่านได้นำพระพุทธรูปไม้หลายองค์รวมไปถึงธรรมมาสน์ปราสาท(ได้ชำรุดเสียหายจากปลวกกัดกิน)และสัตภัณฑ์(ยังคงอยู่) จากการที่ได้ศึกษาประวัติของท่านจากผู้เฒ่าผู้แก่พ่อหน้อยพ่อหนาน ท่านยังเก่งเรื่องวิชาอาคมทางสายปราบด้วย #วัดสันกลางเมืองป้าว 6 มี.ค. 66

ที่อยู่

WAT SANKLANG
Phrao
50190

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ วัดสันกลาง เมืองป้าวผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์