Blessed Community Church

Blessed Community Church Bring people to Christ Make life Blessed

วันนี้พวกเรา คริสตจักรความสุขได้มีโอกาสมาอวยพร “คุณแม่ของไกด์“ขอพระเจ้าอวยพรคุณแม่ ไกด์ และแป้งให้ทุกคนในบ้านเต็มไปด้วยส...
01/02/2026

วันนี้พวกเรา คริสตจักรความสุข
ได้มีโอกาสมาอวยพร “คุณแม่ของไกด์“

ขอพระเจ้าอวยพรคุณแม่ ไกด์ และแป้ง
ให้ทุกคนในบ้านเต็มไปด้วยสันติสุข
มีสุขภาพที่ดี และมีชีวิตที่มีความสุข

ขอบคุณพระเจ้าที่เราได้ใช้เวลาด้วยกัน
นมัสการพระเจ้าด้วยกัน
ให้กำลังใจกันและกันด้วยพระคำ

“เหตุฉะนั้นจงให้กำลังใจกันและเสริมสร้างซึ่งกันและกันขึ้นเหมือนที่ท่านก็กำลังทำอยู่แล้ว”
(‭‭1เธสะโลนิกา‬ ‭5‬:‭11‬ ‭TNCV‬‬)

คำเทศนา : "ทำสิ่งที่สำคัญ แค่สิ่งเดียวไหม?" (One Thing)ซีรี่ส์ "เข้าที่ ระวัง หยุด" (Start Pause Stop)เทศนาโดย : อ.ศิลา ...
18/01/2026

คำเทศนา : "ทำสิ่งที่สำคัญ แค่สิ่งเดียวไหม?" (One Thing)
ซีรี่ส์ "เข้าที่ ระวัง หยุด" (Start Pause Stop)
เทศนาโดย : อ.ศิลา สุขเจริญกิตติคุณ

ต้นปี 2026 หลายคนเริ่มด้วย
ความตั้งใจดีมากครับ
เราอยากเป็นคนที่ดีขึ้น
อยากมีชีวิตฝ่ายวิญญาณที่มั่นคงขึ้น
อยากดูแลครอบครัวให้ดีขึ้น
อยากทำงานให้ก้าวหน้า
อยากจัดการการเงิน
อยากดูแลสุขภาพ
และอยากรับใช้พระเจ้าให้มากขึ้น
แต่ผ่านไปไม่นาน…หลายคนเริ่ม “หลุด”
ไม่ได้หลุดเพราะไม่รักพระเจ้า
ไม่ได้หลุดเพราะขี้เกียจ
แต่หลุดเพราะ “หลายสิ่ง” ในชีวิต
มันเข้ามาพร้อมกัน
จนหัวใจเราวุ่นวายและหลงทิศ
วันนี้อยากชวนทุกคน
กลับมาฟังคำของพระเยซูที่สั้นมาก
แต่เปลี่ยนชีวิตได้จริง
จากเรื่อง “มารธาและมารีย์”
ใน ลูกา 10:38-42

มารธาไม่ได้ผิด…เธอกำลังทำ “สิ่งดี”
เมื่อพระเยซูเสด็จมาที่บ้าน
มารธารีบจัดการทุกอย่างเพื่อรับรองพระองค์
เตรียมอาหาร จัดบ้าน ดูแลแขก
ทั้งหมดนี้คือ “สิ่งดี” และเป็นการรับใช้ที่น่าชื่นชม
แต่ในขณะที่มารธายุ่งมาก
มารีย์กลับ “นั่งที่พระบาทของพระเยซู”
และฟังพระองค์
มารธารู้สึกว่าไม่แฟร์ จึงพูดว่า
“พระองค์เจ้าข้า พระองค์ไม่ทรงห่วงหรือ
ที่น้องสาวข้าพระองค์ปล่อย
ให้ข้าพระองค์ทำงานคนเดียว?”
แล้วพระเยซูตรัสตอบว่า
“มารธา มารธา เอ๋ย
เจ้ากังวลและวุ่นวายด้วยหลายสิ่ง
แต่จำเป็นเพียงสิ่งเดียว
มารีย์เลือกส่วนดีนั้นแล้ว…”
(ลูกา 10:41–42)

“หลายสิ่ง” ไม่ได้ผิด
แต่ทำให้เราหลุดจาก “สิ่งที่ดีที่สุด”
ประเด็นสำคัญคือ
พระเยซูไม่ได้ต่อว่ามารธาว่าเป็นคนไม่ดี
พระองค์ไม่ได้ห้ามการรับใช้
แต่พระองค์กำลังชี้ว่า “หลายสิ่ง”
ทำให้หัวใจเรา กังวล และ วุ่นวาย
จนหลุดจากสิ่งที่สำคัญที่สุด
นี่คือภาพชีวิตของเราหลายคนในวันนี้ครับ
เรามีเรื่องให้ทำเต็มไปหมด
และหลายเรื่องก็เป็น “เรื่องดี” ด้วย
แต่เมื่อทุกอย่างสำคัญหมด…
สุดท้ายเรากลับเหนื่อย หงุดหงิด
และไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร
สัญญาณว่าเราเริ่มเป็น “มารธา” คือ
- ยิ่งทำ ยิ่งเหนื่อย แต่ไม่เข้าเป้า
- ยิ่งทำ ยิ่งหงุดหงิด ตำหนิคนอื่นง่าย
- ยิ่งทำ ยิ่งห่างจากการฟังพระเจ้า
บางครั้งเราถึงขั้น “ทำเพื่อพระเยซู”
จนไม่ได้ “อยู่กับพระเยซู”
และนี่คือจุดที่ชีวิตเริ่มหลุดทิศครับ

“จำเป็นเพียงสิ่งเดียว”
คือการมีศูนย์กลางที่ถูกต้อง
มารีย์ไม่ได้เลือกความขี้เกียจ
เธอเลือก “สิ่งสำคัญที่สุดก่อน”
คือการอยู่กับพระเยซู ฟังพระองค์
และให้พระองค์เป็นศูนย์กลาง
เมื่อศูนย์กลางถูกต้อง ทุกอย่างจะเรียงใหม่
เราจะรู้ว่าอะไรควรทำก่อน อะไรควรทำทีหลัง
อะไรควรพักไว้ และอะไรควรหยุดไปเลย
ปี 2026 เราไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างพร้อมกัน
แต่เราต้องมี “สิ่งเดียว” ที่เป็นแกนของชีวิต
และเดินให้ชัดครับ

ชวนลงมือทำจริง
หา “One Thing” ของคุณในปี 2026
ลองทำแบบฝึกหัดสั้น ๆ วันนี้ได้เลยครับ
เขียน “One Thing” ในแต่ละด้าน
ด้านละ 1 ประโยคเท่านั้น (ให้ชัดและทำได้จริง)

ความสัมพันธ์กับพระเจ้า
ครอบครัว
งาน/การเรียน
สุขภาพ
การเงิน
การรับใช้/พันธกิจ
จากนั้นให้เลือก “หนึ่งสิ่งเดียวของทั้งปี”
สิ่งที่ถ้าทำได้จริง ปีนี้จะไม่เหมือนเดิม

แล้วเขียนแผน 3 บรรทัดนี้:
- START : ฉันจะเริ่มอะไร “สัปดาห์นี้” เพื่อ One Thing
- PAUSE : ฉันจะพัก/ลดอะไร เพื่อให้มีพื้นที่
- STOP : ฉันจะหยุดอะไร ที่แย่งเวลาและหัวใจ
เพราะถ้าเราไม่ “หยุด” สิ่งที่รบกวน
เราจะไม่มีพื้นที่ให้ “สิ่งที่จำเป็นเพียงสิ่งเดียว”

คำถามชวนคิดก่อนจบ
- วันนี้ฉันเป็น “มารธา” ในเรื่องไหน?
- ฉันต้องกลับไปเป็น “มารีย์” ตรงไหน?
- One Thing ของฉันในปี 2026 คืออะไร และฉันจะเริ่มเมื่อไหร่?

ขอพระเจ้าอวยพรให้ปี 2026 ของทุกคน
ไม่ใช่ปีที่ “ยุ่งมากขึ้น”
แต่เป็นปีที่ “ชัดขึ้น”
เพราะเราเลือก “สิ่งเดียวที่จำเป็น”
และเดินกับพระองค์อย่างต่อเนื่องครับ

#เข้าที่ระวังหยุด #ทำสิ่งที่สำคัญแค่สิ่งเดียวมั้ย #ลูกา10 #ชีวิตคริสเตียน #คริสตจักรความสุขพิษณุโลก

“พระเยซู” ผู้เป็นครูที่ดีเลิศวันครูเป็นวันที่เราหยุดเพื่อขอบคุณ “ผู้ให้”ที่อยู่เบื้องหลังการเติบโตของชีวิตคนมากมายครูไม่...
16/01/2026

“พระเยซู” ผู้เป็นครูที่ดีเลิศ

วันครูเป็นวันที่เราหยุดเพื่อขอบคุณ “ผู้ให้”
ที่อยู่เบื้องหลังการเติบโตของชีวิตคนมากมาย
ครูไม่ใช่แค่คนสอนเนื้อหา
แต่คือคนที่ “หล่อหลอม” ความคิด
ทัศนคติ และทิศทางชีวิตของผู้เรียน

และถ้าเราจะมองหาต้นแบบของ
ความเป็นครูที่ดีเลิศที่สุด
พระคัมภีร์พาเราไปพบ “พระเยซูคริสต์”
ผู้ที่ไม่ได้เพียงสอนด้วยคำพูด
แต่สอนด้วยชีวิตทั้งชีวิต

ในพระกิตติคุณ เราเห็นว่า
ผู้คนเรียกพระองค์ว่า “อาจารย์”
หรือ “ครู” อยู่เสมอ (ยอห์น 13:13)
นั่นสะท้อนว่า
พระเยซูเป็นครูที่ผู้คนยอมรับจริง ๆ
แต่สิ่งที่ทำให้พระองค์ “ดีเลิศ”
ไม่ใช่เพราะทรงมีความรู้มากที่สุดเท่านั้น
หากเป็นเพราะพระองค์สอนด้วยความรัก
ความจริง และการยอมเสียสละ
เพื่อยกชีวิตคนขึ้นให้เปลี่ยนแปลงจากภายใน

1) พระเยซูสอนด้วย “ความจริง”
ที่พาชีวิตไปถึงเป้าหมาย

พระเยซูไม่ได้สอนเพื่อให้คนจำข้อมูลได้
แต่สอนเพื่อให้คน “รู้ทาง”
และ “เดินทาง” ได้จริง พระองค์ตรัสว่า

“เราคือทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต”
(ยอห์น 14:6)

ครูที่ดีไม่ใช่แค่ให้คำตอบ
แต่ช่วยให้ผู้เรียนเห็นความจริง เห็นคุณค่า
และเห็นเป้าหมายของชีวิตมากกว่าคะแนนสอบ
และพระเยซูทรงทำเช่นนั้นเสมอ
พาคนกลับมาเห็นว่าเราถูกสร้างมาเพื่ออะไร
และควรเดินไปทางไหน

2) พระเยซูสอนด้วย “ความรัก”
ที่มองเห็นคุณค่าของคน

พระเยซูไม่ได้มองคนจากภาพลักษณ์หรืออดีต
แต่ทรงมองคนจาก “คุณค่าที่พระเจ้ามอบให้”
พระองค์มีเมตตาต่อผู้ที่ถูกมองข้าม
และเอื้อมมือไปหาคนที่สังคมตัดสินแล้วว่าไม่มีค่า

“เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นฝูงชน
พระองค์ทรงสงสารเขา เพราะเขาเหน็ดเหนื่อย
และกระจัดกระจาย…” (มัทธิว 9:36)

ครูที่เป็นต้นแบบในแบบของพระเยซู
คือครูที่ไม่เพียง “สอนเด็กเก่ง”
แต่เห็นคุณค่าของเด็กทุกคน
โดยเฉพาะคนที่กำลังหลงทาง
เหนื่อยล้า หรือขาดความหวัง

3) พระเยซูสอนด้วย “การเป็นแบบอย่าง”
มากกว่าคำสั่ง

บางครั้งคำสอนที่ทรงพลังที่สุด
ไม่ได้มาในรูปประโยคสวย ๆ
แต่เป็น “ชีวิตที่ทำให้ดู” พระเยซูตรัสว่า

“เราได้วางแบบอย่างไว้ให้แก่พวกท่านแล้ว
เพื่อให้พวกท่านทำเหมือนอย่างที่เรา
ได้ทำแก่พวกท่าน” (ยอห์น 13:15)

ครูที่ดีไม่ใช่ครูที่พูดเก่งที่สุด
แต่เป็นครูที่ความสม่ำเสมอ ความซื่อสัตย์
ความอ่อนโยน และความยุติธรรม
“สอนอยู่ตลอดเวลา” แม้ในวันที่ไม่ได้ตั้งใจจะสอน

4) พระเยซูสอนให้คน “เติบโตจากภายใน”
ไม่ใช่แค่ปรับพฤติกรรม

พระเยซูไม่หยุดแค่การแก้พฤติกรรม
แต่พาไปถึงราก หัวใจ ความคิด และแรงจูงใจ
พระองค์สอนบนภูเขาให้คนเข้าใจ
ความหมายลึกของชีวิตฝ่ายวิญญาณ
เช่น ความสุขแท้ การให้อภัย การรักศัตรู
และการดำเนินชีวิตต่อหน้าพระเจ้า (มัทธิว 5-7)

ตัวอย่างหนึ่งคือพระองค์สอน
เรื่องความชื่นชมยินดีท่ามกลางความยากลำบาก
และชี้ให้เห็นรางวัลจากพระเจ้า

“จงชื่นชมยินดีและเปรมปรีดิ์
เพราะบำเหน็จของท่านมีมากในสวรรค์…”
(มัทธิว 5:12)

นี่ไม่ใช่การสอนเพื่อโลกสวย
แต่เป็นการสอนให้มี “พลังยืนหยัด”
และ “ความหวัง” ที่ไม่พังง่ายเมื่อเจอแรงกดดัน

พระเยซูคือครูที่ดีเลิศ
แล้วครูจะเรียนรู้อะไรจากพระองค์ได้บ้าง?

วันครูไม่ใช่แค่วันแห่งการขอบคุณ
แต่เป็นวันแห่งการ “ทบทวนหัวใจ”
ของการเป็นครูด้วย
ครูทุกคนมีพลังเปลี่ยนชีวิตคนได้จริง
และเมื่อเรามองพระเยซูเป็นต้นแบบ
เราจะเห็นหลักสำคัญอย่างน้อย 4 ข้อ
ที่นำไปใช้ได้ทันที

1) สอนด้วยความรักก่อนความรู้
ก่อนจะถามว่า “เด็กเข้าใจไหม”
ลองถามว่า
“เด็กคนนี้รู้สึกปลอดภัยพอไหมที่จะเรียนรู้”
ความรักสร้างพื้นที่ให้การเติบโต

2) สอนด้วยความจริงอย่างอ่อนโยน
ความจริงที่ไม่มีความรักอาจทำร้าย
แต่ความรักที่ไม่มีความจริงอาจทำให้หลงทาง
พระเยซูสอนทั้งสองอย่างพร้อมกัน

3) เป็นแบบอย่างในเรื่องเล็ก ๆ ทุกวัน
คำพูดสอนได้แค่บางเวลา
แต่ชีวิตสอนตลอดเวลา ความซื่อสัตย์
ความตรงต่อเวลา การให้เกียรติ
และการควบคุมอารมณ์
ล้วนเป็นบทเรียนที่เด็กจำได้ยาวนาน

4) เชื่อว่าทุกคน “เปลี่ยนได้”
พระเยซูไม่ตัดสินคนจากอดีต
แต่เปิดโอกาสให้เริ่มต้นใหม่เสมอ
วันหนึ่งคำพูดและความอดทนของครู
อาจเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่
ของลูกศิษย์คนหนึ่ง

คำอวยพรสำหรับครูทุกคน
ในวันครูนี้ ขอพระเจ้าเสริมกำลังครูทุกคน
ให้มีหัวใจที่มั่นคง มีความรักที่ไม่หมดง่าย
และมีสติปัญญาในการพาชีวิตคนรุ่นต่อไป
ให้เติบโตอย่างงดงาม
และขอให้เราทุกคนได้มองพระเยซู ครูที่ดีเลิศ
และเป็นต้นแบบในการ “สอนด้วยชีวิต”
เพื่อให้ความรู้กลายเป็นความหวัง
และห้องเรียนกลายเป็นพื้นที่แห่งการเปลี่ยนแปลง

หากคุณเป็นครู วันนี้ขอบคุณสำหรับสิ่งที่คุณทำ
และขอให้คุณรู้ว่า…คุณมีคุณค่ามากกว่าที่คุณคิด

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ “เล่าพระคำ”เรากำลังอยู่ในซีรี่ย์ “พระเยซูคริสต์”วันนี้เสนอตอนที่ชื่อว่า“พระเยซูอยู่ที่ไหนในวันที่เรา...
14/01/2026

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ “เล่าพระคำ”
เรากำลังอยู่ในซีรี่ย์ “พระเยซูคริสต์”
วันนี้เสนอตอนที่ชื่อว่า
“พระเยซูอยู่ที่ไหนในวันที่เราทุกข์?

ในวันที่เราล้ม เจ็บ เหนื่อย หรือร้องไห้
คำถามที่หนักที่สุดไม่ใช่แค่ “พระเจ้ามีจริงไหม”
แต่คือ “ถ้าพระเยซูฟื้นคืนจริง…
พระองค์อยู่ที่ไหนตอนนี้ และช่วยเราอย่างไร?”

หลังการฟื้นคืนและเสด็จสู่สวรรค์
พระเยซู ไม่ได้หายไป
แต่ทรงทำงานต่อในปัจจุบัน
อย่างน้อย 5 ด้านสำคัญ

1)ทรงอยู่กับเรา ไม่ทิ้งเราไว้ลำพัง
แต่ทรงสถิตใกล้ผ่านพระวิญญาณ
(ยอห์น 14:18)

2)ประทานสันติสุขที่ไม่ขึ้นกับสถานการณ์
ไม่ใช่การปฏิเสธความเจ็บ
แต่เป็นความมั่นคงภายในที่ค้ำจุนเราได้
(ยอห์น 14:27)

3)ทรงเข้าใจความเจ็บจากข้างในชีวิตมนุษย์
เราเข้าหาพระคริสต์ผู้เห็นใจได้
เพราะพระองค์ทรงผ่านความทุกข์จริง
(ฮีบรู 4:15–16)

4)ทรงวิงวอนเพื่อเรา
แม้วันที่เราอธิษฐานไม่ไหว
พระองค์ยังทรงทำงานเพื่อเราอย่างสัตย์ซื่อ
(โรม 8:34; ฮีบรู 7:25)

5)ทรงยึดอนาคตไว้ด้วยความหวัง
เพราะการฟื้นคืน ความตายไม่ใช่คำสุดท้าย
และความทุกข์ไม่ใช่ทางตัน
(1 เปโตร 1:3)

ตอนนี้ยังช่วยวาง “กรอบความจริง” ที่ทำให้เรา
ไม่หลงทางเมื่อถามว่า
“ทำไมพระเจ้ายังปล่อยให้เราทุกข์?”
พระคัมภีร์ไม่ได้ให้สูตรสั้น ๆ สำหรับทุกเหตุการณ์
แต่ยืนยันว่าโลกยังรอการฟื้นฟูเต็มรูปแบบ
พระเจ้าทรงเดินกับเราในความทุกข์
และทรงทำงานลึกเพื่อการฟื้นฟู
มากกว่าความสบายชั่วคราว

ท้ายตอน จะสรุปแนวทางที่ “จับต้องได้”
ในการสัมผัสการทรงอยู่ของพระเยซู
ผ่านพระวิญญาณ พระวจนะ
คำอธิษฐานที่ซื่อสัตย์ (แม้สั้นมาก)
ชุมชนคริสตจักรของความเชื่อ
และการค้ำจุนให้เรายืนได้ในวันนี้

รับฟังคลิปได้ที่ลิงค์ด้านล่างนี้ครับ

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ “เล่าพระคำ”เรากำลังอยู่ในซีรี่ย์ “พระเยซูคริสต์”วันนี้เสนอตอนที่ชื่อว่า“พระเยซูอย....

คำเทศนาวันอาทิตย์ หัวข้อ : “เป้าหมายนั้น สำคัญมากพอไหม?”ซีรี่ส์ : “เข้าที่ ระวัง หยุด” (Start Pause Stop)คำสำคัญ : “ปณิธ...
11/01/2026

คำเทศนาวันอาทิตย์
หัวข้อ : “เป้าหมายนั้น สำคัญมากพอไหม?”
ซีรี่ส์ : “เข้าที่ ระวัง หยุด” (Start Pause Stop)
คำสำคัญ : “ปณิธาน (Resolution)”
วันที่ : 11 มกราคม 2026
เทศนาโดย : อ.ศิลา สุขเจริญกิตติคุณ

1) คำถามเดียวที่เปลี่ยนทั้งปีได้

สวัสดีครับทุกคน
วันนี้ผมอยากเริ่มด้วย
คำถามเดียวที่ “ตรง” มาก

“เป้าหมายที่คุณกำลังไล่ตาม…
สำคัญมากพอมั้ย?”

สำคัญมากพอไหม…
จนคุณยอมจ่ายราคา

สำคัญมากพอไหม…
จนคุณไม่ถอยตอนเหนื่อย

สำคัญมากพอไหม…
จนคุณล้มแล้วลุก แล้วเดินต่อ

เพราะเราทุกคนมีเป้าหมายครับ
อยากเริ่มใหม่ อยากเปลี่ยนชีวิต
อยากเลิกนิสัยบางอย่าง อยากสร้างสิ่งดี ๆ
แต่ความจริงก็คือ เป้าหมายจำนวนมาก “ตาย”
ไม่ใช่เพราะเราไม่อยาก
แต่เพราะมันยัง ไม่สำคัญพอ
จนกลายเป็น “ปณิธาน”

วันนี้คำสำคัญคือคำว่า ปณิธาน (resolution)
ถ้าพูดง่าย ๆ
เป้าหมาย คือ “ปลายทาง”
ปณิธาน คือ “คำมั่นที่ปักไว้ในใจ”
ว่า ฉันจะเดินต่อ แม้ต้องจ่ายราคา
พระคัมภีร์พูดเรื่องนี้ชัดมากครับ

สุภาษิต 4:23
“จงรักษาใจของเจ้าให้ดี
เพราะชีวิตเริ่มต้นออกมาจากใจ”

ถ้า “ใจ” ไม่ตั้งมั่น
เป้าหมายก็เป็นแค่คำพูดสวย ๆ

แต่ถ้า “ใจ” ปักหลักแล้ว
ชีวิตจะถูกขับเคลื่อนจริง

วันนี้เราจะตอบคำถามเดียวให้ชัด
“เป้าหมายนั้น สำคัญมากพอมั้ย?”
และเราจะเห็นว่า “ปณิธาน”
แบบพระคัมภีร์หน้าตาเป็นอย่างไร

2) พระเยซูกับความแน่วแน่

ลูกา 9:51
“เมื่อ​ใกล้​ถึง​เวลา​ที่​พระเยซู​
จะ​ถูก​รับขึ้น​ไป​บน​สวรรค์
พระองค์​ตัดสินใจ​แน่วแน่
​ที่​จะ​ไป​เมือง​เยรูซาเล็ม”

คำว่า “​ตัดสินใจ​แน่วแน่”
คือภาพของ “ปณิธาน” ที่แท้จริง
ไม่ใช่อารมณ์ ไม่ใช่ไฟวันแรก
แต่เป็นการตัดสินใจที่มั่นคง
เดินหน้าไปทั้งที่รู้ว่ามีความยากและความเจ็บ

และพระคัมภีร์หนุนอีกข้อหนึ่ง

ฮีบรู 12:2
“ขอให้​เรา​จ้อง​อยู่​ที่​พระเยซู…
พระองค์​ได้​อดทน​ต่อ​
การ​ถูก​ตรึง​บน​ไม้กางเขน
เพื่อ​ความ​ยินดี​ที่​รอ​พระองค์​อยู่
พระองค์​ไม่​สนใจ​กับ​ความ​อับอาย​
ที่​ต้อง​ตาย​บน​ไม้กางเขน…”

พระเยซูเดินด้วยเป้าหมาย
ที่ใหญ่กว่า “ความสบาย”
พระองค์เดินเพื่อความรอดของเรา
นี่คือเป้าหมายที่ สำคัญมากพอ
จนกลายเป็นปณิธาน

3) นิยาม “ปณิธาน” แบบพระคัมภีร์
ไม่ใช่แค่อยาก แต่คือ “ความตั้งใจ”

ปณิธานในพระคัมภีร์ไม่ได้แปลว่า
“อยากทำ” เฉย ๆ
แต่คือ “ตั้งไว้ในใจ”
จนทิศชีวิตเปลี่ยน
ดูตัวอย่างชัดมาก

ดาเนียล 1:8
“ดาเนียล​ตั้งใจ​ตั้งแต่แรก​แล้ว​ว่า
เขา​จะ​ไม่กิน​อาหาร​อย่างดี​
และ​เหล้าองุ่น​อย่างเดียว​กับ​
ที่​กษัตริย์​กิน​และ​ดื่ม…”

“ดาเนียลตั้งใจว่า
จะไม่ทำให้ตนเป็นมลทิน…”
นี่คือปณิธาน มีความตั้งใจ
ก่อนสถานการณ์จะบีบให้เลือก
เพราะถ้าเราไม่ตัดสินใจก่อน
วันหนึ่งอารมณ์จะตัดสินใจแทนเรา

อีกข้อหนึ่ง

กิจการ 11:23
“เมื่อบารนาบัสไปถึง
และได้เห็นพระคุณของพระเจ้าก็ปีติยินดี
จึงเตือนคนเหล่านั้นให้ตั้งจิตใจมั่นคง
ในองค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ

ปณิธานแบบผู้เชื่อในพระเยซูจึง
ไม่ใช่แค่ “ฉันจะเก่งขึ้น”
แต่คือ “ฉันจะติดสนิทกับพระเจ้า”
เพราะพระองค์คือแหล่งพลังของชีวิต
(ยอห์น 15:5)

4) ตัวอย่างเรื่องจริง : SpaceX
และราคาของเป้าหมายที่สำคัญพอ
ผมขอยกตัวอย่างเรื่องจริงสั้น ๆ ครับ
เพื่อให้เห็นภาพว่า
“เป้าหมายที่สำคัญพอ” หน้าตาเป็นอย่างไร

หลายคนรู้จัก อีลอน มัสก์ และบริษัท SpaceX
ช่วงเริ่มต้นของ SpaceX ไม่ได้สวยงามเลยครับ
มีความล้มเหลวหลายครั้ง มีแรงกดดันสูงมาก
และบริษัทเกือบไปต่อไม่ไหว
แต่สิ่งที่น่าสังเกตคือ เป้าหมายของเขา “ใหญ่พอ”
จนเขาไม่ยอมเลิกกลางทาง

เขายอมจ่ายราคา ยอมถูกมองว่าเพ้อฝัน
ยอมเจ็บจากความล้มเหลว
แล้วเดินต่อจนเริ่มเห็นผลสำเร็จ
และได้ความเชื่อมั่นกลับมา

ผมไม่ได้เล่าเพื่อยกย่องมนุษย์นะครับ
แต่เล่าเพื่อชี้ให้เห็นความจริงข้อเดียวคือ
เป้าหมายที่ใหญ่พอ จะเรียกราคา
และคนที่ไปถึง มักไม่ใช่คนที่ไม่เคยล้ม
แต่คือคนที่ “ล้มแล้วไม่เลิก”

พระคัมภีร์พูดเหมือนกันครับ
กาลาเทีย 6:9
“อย่าให้เราเมื่อยล้าในการทำดี
เพราะว่าถ้าเราไม่ท้อใจแล้ว
เราก็จะเก็บเกี่ยวในเวลาอันสมควร”

สุภาษิต 24:16
“เพราะคนชอบธรรมล้มลงเจ็ดครั้ง
แล้วก็ลุกขึ้นอีก…”

5) แกนคำเทศนา 3 ประเด็น
ถ้าสำคัญพอ ปณิธานจะมี 3 รูปธรรม

ประเด็นที่ 1 : ถ้าสำคัญพอ
คุณจะพร้อม “จ่ายราคา” ไม่ใช่แค่ฝัน

พระเยซูสอนเรื่องนี้ตรงมากครับ

ลูกา 14:28
“ในพวกท่านมีใครบ้าง
เมื่อปรารถนาจะสร้างตึก
จะไม่นั่งลงคิดราคาดูเสียก่อนว่า
จะมีพอที่จะสร้างให้สำเร็จได้หรือไม่?”

คำถามวันนี้คือ
คุณอยากได้ผลลัพธ์…
แต่คุณยอมจ่ายราคาหรือยัง?
ราคาอาจเป็นเวลา
ราคาอาจเป็นวินัย
ราคาอาจเป็นการตัดสิ่งที่ทำให้หลุด
ราคาอาจเป็นการยอมไม่ตามใจตัวเองทุกเรื่อง

เปาโลยกภาพนักกีฬา
1โครินธ์ 9:24-27
คนที่อยากได้มงกุฎ
เขาฝึก เขาควบคุม เขามีวินัย
เป้าหมายไม่ฆ่าคน
แต่ “เป้าหมายที่ไม่ยอมจ่ายราคา” ฆ่าปณิธาน
เพราะถ้าเราไม่ยอมเสียอะไรเลย
เราก็มักไม่ชนะอะไรเลย

ขอให้ถามตัวเองตรง ๆ วันนี้
สิ่งหนึ่งที่ฉันต้อง “ตัด” เพื่อเป้าหมายนี้คืออะไร?

ฮีบรู 12:1
“เพราะฉะนั้น เมื่อเรามีพยาน
มากมายอยู่รอบข้างอย่างนี้แล้ว
ก็ขอให้เราละทิ้งทุกอย่างที่ถ่วงอยู่
และบาปที่เกาะแน่น
ขอให้เรายังคงวิ่งแข่งด้วยความทรหดอดทน
ในการแข่งขันที่อยู่ข้างหน้าเรา”

ประเด็นที่ 2 : ถ้าสำคัญพอ
คุณจะ “ตั้งบนพระประสงค์” ไม่ใช่ตั้งบนอัตตา

ไม่ใช่ทุกเป้าหมายควรถูกทำให้สำเร็จ
บางเป้าหมายยิ่งทำ ยิ่งทำให้ใจเราห่างพระเจ้า
ห่างคน และห่างความหมายของชีวิต

พระคัมภีร์บอกว่า
“มนุษย์วางแผนงานอยู่ในใจ
แต่องค์พระผู้เป็นเจ้า
ทรงกำหนดแต่ละย่างก้าวของเขา”
(สุภาษิต 16:9)

และ

ยากอบ 4:15
“ถ้าเป็นพระประสงค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า
เราจะมีชีวิตอยู่ทำสิ่งนั้นสิ่งนี้”

ดังนั้น ก่อนตั้งปณิธาน ให้ถาม 3 ข้อสั้น ๆ
สิ่งนี้ถวายเกียรติพระเจ้าไหม (1 โครินธ์ 10:31)
สิ่งนี้ทำให้ฉันรักคนมากขึ้นไหม (มัทธิว 22:37-39)
สิ่งนี้ทำให้ฉันเหมือนพระคริสต์มากขึ้นไหม (โรม 8-29)
แล้วอย่าลืมหลักใหญ่

มัทธิว 6:33
“จงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า
และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน…”

ปณิธานที่ยืนยาว
มักเป็นปณิธานที่ “อยู่ใต้พระเจ้า”
ไม่ใช่ “ใช้พระเจ้ารับใช้เรา”

ประเด็นที่ 3 : ถ้าสำคัญพอ
คุณจะมี “ระบบหล่อเลี้ยง” ไม่ใช่อาศัยไฟวันแรก

หลายคนไม่ได้แพ้เพราะไม่อยากทำ
แต่แพ้เพราะไม่มีระบบ

พระคัมภีร์บอกว่า
“เพราะฉะนั้น เมื่อเรามีพยาน
มากมายอยู่รอบข้างอย่างนี้แล้ว
ก็ขอให้เราละทิ้งทุกอย่างที่ถ่วงอยู่
และบาปที่เกาะแน่น
ขอให้เรายังคงวิ่งแข่งด้วยความทรหดอดทน
ในการแข่งขันที่อยู่ข้างหน้าเรา”
(ฮีบรู 12:1)

และยังบอกว่าเราไม่ควรเดินคนเดียว

ฮีบรู 10:24-25
“ขอให้เราพิจารณาดู
เพื่อจะปลุกใจกันและกัน
ให้มีความรักและทำความดี
อย่าขาดการประชุม
เหมือนอย่างบางคนทำเป็นนิสัย
แต่จงหนุนใจกันให้มากยิ่งขึ้น
เพราะพวกท่านก็รู้อยู่ว่าวันนั้นใกล้เข้ามาแล้ว”

ขอให้จำประโยคนี้ครับ
เป้าหมายพาเราเริ่ม แต่ระบบพาเราไปถึง

ระบบง่าย ๆ 3 อย่างพอครับ
สิ่งที่จะทำทุกวัน/ทุกสัปดาห์ (สม่ำเสมอ)
สิ่งที่จะตัดออก (ลดสิ่งถ่วง)
คนหนึ่งคนที่เรารายงานผล (สามัคคีธรรม)

เพราะ

ปัญญาจารย์ 4:9-10
“สองคนดีกว่าคนเดียว…ถ้าคนหนึ่งล้ม
อีกคนจะช่วยพยุงขึ้น”

6) ช่วง “ชวนลงมือ”
เขียนปณิธาน 1 บรรทัด + ระบบ 1 สัปดาห์

ตอนนี้ผมอยากให้เราทำให้จบที่นี่เลย
จะได้ไม่ลืมนะครับ

(1) เขียน “ปณิธาน 1 บรรทัด”
ใช้โครงนี้
“เพราะพระเจ้าทรงเรียกฉันให้…………………
ฉันจึงตั้งใจของใจว่า ใน 90 วันนี้ ฉันจะ……
โดยทำ ……………… ทุกวัน/ทุกสัปดาห์”

ตัวอย่างเช่น

“เพราะพระเจ้าทรงเรียกฉันให้…ดูแลสุขภาพ…
ฉันจึงตั้งใจของใจว่า ใน 90 วันนี้
ฉันจะ…ลดน้ำหนัก 5 กิโลกรัม…
โดยทำ …ออกกำลังกายและลดน้ำตาล…
ทุกวัน/ทุกสัปดาห์”

(2) ตั้ง “ระบบ 1 สัปดาห์”
เลือก 3 อย่างทันที
ทำอะไร 1 อย่าง
ตัดอะไร 1 อย่าง
บอกใคร 1 คน
แล้วจำหลักนี้
เริ่มเล็ก แต่เริ่มจริง
ดีกว่าเริ่มใหญ่แล้วไม่เริ่ม

7) บทสรุป : พระเจ้าทรงทำกิจอยู่ในเรา

วันนี้เราถามคำถามเดียว
“เป้าหมายนั้น สำคัญมากพอมั้ย?”
ถ้ามันสำคัญพอ
คุณจะยอมจ่ายราคา (ลูกา 14:28)
คุณจะจัดให้มันอยู่ในพระทัยพระเจ้า (มัทธิว 6:33)
และคุณจะมีระบบหล่อเลี้ยง (ฮีบรู 12:1)

แต่ก่อนจบ ผมอยากให้ข่าวดีที่สุดครับ
เราไม่ได้รักษาปณิธานด้วยกำลังเราเองเท่านั้น

ฟีลิปปี 2:13
“เพราะพระเจ้าคือผู้ทรงกระทำกิจภายในท่าน
ให้ท่านตั้งใจ
และทำตามพระประสงค์อันดีของพระองค์”

พระเจ้าทรงทำกิจในเรา
เมื่อเราล้ม เรากลับมาได้ (1ยอห์น 1:9)
เมื่อเราเหนื่อย เรารับกำลังได้ (อิสยาห์ 40:31)
และเรามีแบบอย่างสูงสุดคือพระเยซู
ผู้ทรง “ตั้งพระพักตร์แน่วแน่” เพื่อเรา (ลูกา 9:51)
ดังนั้นให้เรา “จ้องดูพระเยซู” แล้ววิ่งต่อ (ฮีบรู 12:2)

8) คำอธิษฐาน
ข้าแต่พระเจ้า
ขอพระองค์ทรงชำระ
เป้าหมายของเรา
ให้เป็นเป้าหมายที่อยู่
ภายใต้พระประสงค์ของพระองค์
ขอให้เรามี “ปณิธาน” ที่ตั้งไว้ในใจ
เหมือนดาเนียลที่มีความตั้งใจ
เหมือนพระเยซูที่ตั้งพระทัยแน่วแน่
ขอให้ลูกจ่ายราคา มีวินัย ไม่ท้อถอย
และขอให้เราจ้องดูพระเยซูเสมอ
อธิษฐานในพระนามพระเยซูคริสต์ อาเมน

พระเยซูกับเด็ก"ความรักที่กอดไว้และคุณค่าที่พระองค์ยกขึ้น"เนื่องในโอกาสวันเด็กเราอยากชวนทุกคนกลับไปมอง“สายตาของพระเยซู” ท...
10/01/2026

พระเยซูกับเด็ก
"ความรักที่กอดไว้
และคุณค่าที่พระองค์ยกขึ้น"

เนื่องในโอกาสวันเด็ก
เราอยากชวนทุกคนกลับไปมอง
“สายตาของพระเยซู” ที่มีต่อเด็ก ๆ
เพราะในพระคัมภีร์
เราไม่ได้เห็นแค่พระองค์ “รักเด็ก”
แบบคำพูดสวย ๆ
แต่เห็นพระองค์ “ยืนข้างเด็ก” จริง ๆ
ให้เกียรติ ปกป้อง ยกคุณค่า
และเปิดพื้นที่ให้เด็กเข้ามาใกล้พระองค์

ในโลกที่เด็กอาจถูกมองว่า “ยังไม่สำคัญ”
หรือ “รอให้โตค่อยว่ากัน”
พระเยซูกลับบอกเราตรง ๆ ว่า
เด็กมีคุณค่าในสายพระเนตรของพระเจ้า
และพระองค์ทรงใช้เด็ก
เป็นบทเรียนสำคัญให้ผู้ใหญ่ด้วย

1) พระเยซูทรง “ต้อนรับ” เด็ก ไม่ผลักออกไป
มีฉากหนึ่งที่สะเทือนใจและอบอุ่นมาก
ผู้คนพาเด็ก ๆ มาหาพระเยซู
เพื่อให้พระองค์สัมผัสและอวยพร
แต่สาวกกลับพยายามกันเด็กออกไป
เหมือนเด็กเป็น “เรื่องเล็ก”
หรือ “รบกวนเวลา” ของพระเยซู

แต่พระเยซูตอบชัดเจนว่า
“ให้เด็ก ๆ มาหาเราเถิด อย่าห้ามเขาเลย
เพราะอาณาจักรของพระเจ้า
เป็นของคนอย่างเด็กเหล่านี้”
(มาระโก10:13-16; มัทธิว19:13-15;
ลูกา18:15-17)

พระเยซูไม่ได้แค่พูด พระองค์
“อุ้มเด็ก”“วางมือ”และ“อวยพร”เด็กด้วยตัวเอง
นี่คือภาพของพระเจ้าที่ไม่รำคาญความเล็ก
ไม่ดูถูกความไร้เดียงสา
และไม่ปฏิเสธคนที่สังคมมองว่า
ไม่มีอำนาจต่อรอง

สำหรับวันเด็ก นี่เป็นข่าวดีมาก
เด็ก ๆ ไม่ได้ต้อง “เก่งพอ” “โตพอ”
หรือ “ดีพอ” ก่อนถึงจะเข้ามาหาพระเยซูได้
แต่พระเยซูเปิดแขนรับ
และอวยพรเขาอย่างเต็มใจ

2) พระเยซูสอนว่า “เด็กเป็นแบบอย่าง”
ของการเข้าใกล้พระเจ้า
บางครั้งผู้ใหญ่คิดว่า “โตแล้วต้องเข้มแข็ง
ต้องรู้เยอะ ต้องควบคุมชีวิตได้”
แต่พระเยซูทรงชี้ให้เห็นว่า
ความสัมพันธ์กับพระเจ้าเริ่มจาก “ใจที่ไว้ใจ”
มากกว่า “ความสามารถ”

พระองค์ตรัสว่า
“ถ้าพวกท่านไม่กลับใจและเป็นเหมือนเด็ก ๆ
ท่านจะเข้าในอาณาจักรสวรรค์ไม่ได้”
(มัทธิว บทที่ 18 ข้อ 1 ถึง 4)

พระเยซูไม่ได้บอกให้เรา
กลับไปเป็นเด็ก
ในความคิดไร้เหตุผล
แต่ให้เรามี “หัวใจแบบเด็ก”
ในมิติที่ถูกต้อง เช่น
กล้ายอมรับว่าเราต้องการพระเจ้า
วางใจ ไม่ต้องสร้างภาพว่า
“ฉันไหว” ตลอดเวลา
ซื่อสัตย์กับความรู้สึก ไม่เสแสร้ง
เชื่ออย่างจริงใจ ไม่ซับซ้อนด้วยความหยิ่ง

สำหรับครอบครัวและคริสตจักร
นี่คือบทเรียนสำคัญ
บางครั้งเด็กไม่ได้เป็นแค่ “ผู้เรียน”
แต่เป็น “ผู้สอน” ให้ผู้ใหญ่กลับไปหาความเชื่อ
ที่เรียบง่ายและจริงใจอีกครั้ง

3) พระเยซูทรง “ปกป้อง” เด็กอย่างจริงจัง
พระเยซูไม่เพียงต้อนรับเด็ก
แต่ยังเตือนผู้ใหญ่แรงมาก
เรื่องการทำให้เด็กล้มลง
หรือสะดุดในความเชื่อ

พระองค์ตรัสว่า
“ถ้าใครทำให้คนเล็ก ๆ เหล่านี้คนหนึ่ง
ที่เชื่อในเราสะดุด…
จะดีกว่าให้เอาหินโม่ใหญ่ผูกคอเขา
และให้จมทะเลเสีย” (มัทธิว บทที่ 18:5-6)

คำพูดนี้แสดงว่า “เด็กสำคัญมาก”
ในสายพระเนตรของพระเจ้า
และผู้ใหญ่มีความรับผิดชอบสูงมาก
ต่อความปลอดภัยทั้งด้านร่างกาย
จิตใจ และความเชื่อของเด็ก
เด็กไม่ควรถูกทำร้ายด้วยคำพูด
ไม่ควรถูกกดด้วยความคาดหวัง
ไม่ควรถูกละเลยจนรู้สึกว่า “ฉันไม่สำคัญ”
และไม่ควรถูกทำให้ภาพของพระเจ้าเสียรูป
ด้วยความหน้าซื่อใจคดของผู้ใหญ่

คริสตจักรที่เดินตามพระเยซู
จึงต้องเป็น “พื้นที่ปลอดภัย”
ที่เด็กได้รับการดูแล รับฟัง
และเติบโตอย่างงดงาม

4) พระเยซูทรงเห็น “อนาคต” ในเด็ก
และปลุกคุณค่าในตัวเขา
แม้พระคัมภีร์จะเล่าเรื่องพระเยซูกับเด็ก
แบบตรง ๆ ไม่มากนัก
แต่เราเห็นหัวใจของพระองค์
ชัดเจนจากทุกสิ่งที่พระองค์ทำ

พระเยซูทรงชุบชีวิตผู้ที่สิ้นหวัง
เยียวยาคนที่เจ็บปวด
และยกคนเล็กคนน้อยให้มีที่ยืน
(เช่น ลูกา 7:11-17; มาระโก 5:35-43)

นี่สะท้อนว่า เด็ก ๆ ไม่ใช่ภาระ
แต่คือ “ของขวัญ”
และ “ความหวัง” ที่พระเจ้าใส่ไว้ในโลก
และเมื่อเด็กได้สัมผัสความรักของพระเยซู
เขาจะเติบโตขึ้นพร้อมรากฐานที่มั่นคงว่า
“ฉันมีคุณค่า”
“ฉันไม่ถูกทิ้ง”
“พระเจ้ารักฉันจริง”

ข้อคิดสำหรับวันเด็ก
เราจะตอบสนองอย่างไร?
วันเด็กไม่ใช่แค่วันที่ให้ของขวัญเด็ก
แต่เป็นวันที่ผู้ใหญ่ “ตั้งใจใหม่” ว่า
เราจะมองและดูแลเด็ก
แบบพระเยซูอย่างไร

ลองเริ่มจาก 4 ข้อปฏิบัติง่าย ๆ
1)เปิดพื้นที่ให้เด็กเข้ามาใกล้พระเยซู
พาเด็กสวดอธิษฐาน อ่านพระคัมภีร์
ฟังเรื่องของพระเยซูแบบที่เขาเข้าใจได้
(เฉลยธรรมบัญญัติ 6:6-7)

2)พูดคำที่สร้างชีวิต ไม่ใช่คำที่ทำลายใจ
คำพูดของผู้ใหญ่สามารถเป็นทั้ง “บ้าน”
หรือ “แผล” ในใจเด็กได้

3)เป็นแบบอย่างที่จริงใจ
เด็กเรียนรู้ความเชื่อจากสิ่งที่เราเป็น
มากกว่าสิ่งที่เราพูด
(1โครินธ์ 11:1)

4)อวยพรเด็กอย่างตั้งใจ
เหมือนที่พระเยซูวางมืออวยพรเด็ก ๆ
เราก็สามารถอวยพรลูกหลาน
และเด็กในคริสตจักรได้ทุกวัน

ขอให้เด็กทุกคนได้เติบโต
ท่ามกลางความรักที่มั่นคง
ได้รู้ว่าพระเยซูทรงต้อนรับเขา
ทรงอวยพรเขา
และทรงเห็นคุณค่าของเขาเสมอ

“ให้เด็ก ๆ มาหาเราเถิด อย่าห้ามเขาเลย”
(มาระโก 10:14)

สุขสันต์วันเด็ก
ขอพระเจ้าอวยพรเด็ก ๆ และทุกครอบครัว
ให้เต็มไปด้วยความรัก ความอบอุ่น
และความหวังในพระเยซูคริสต์

26/12/2025

ซีรี่ย์ “พระเยซูคริสต์” ตั้งอยู่บนคำถามเดียว
ที่พระเยซูทรงถามสาวกอย่างตรงไปตรงมาว่า
“แล้วพวกคุณว่าเราเป็นใคร?”
(มธ 16:15; มก 8:29; ลก 9:20)

คำถามนี้ไม่ใช่คำถามเชิงความรู้ทั่วไป
แต่เป็นคำถามเชิง “ตัวตน”
ที่พระกิตติคุณต้องการให้ผู้อ่านตัดสินใจ
เพราะพระกิตติคุณไม่ได้เสนอ
พระเยซูเพียงในฐานะ
“ครูสอนศีลธรรม” หรือ “ศาสดาผู้ยิ่งใหญ่”
แต่เสนอว่า พระเยซูเป็นศูนย์กลาง
ของการเปิดเผยพระเจ้าและความรอด

เราไม่ได้ต้องการให้คุณแค่
“รู้ข้อมูลเกี่ยวกับพระเยซู”
แต่ต้องการให้คุณเห็นว่า
พระกิตติคุณกำลังวางเราทุกคน
ไว้หน้าคำถามเดียวกัน

“แล้วคุณว่า พระเยซูเป็นใคร?”

ฟังคลิปเต็มได้ที่
https://youtu.be/SgTR_pDzFwU?si=_oh5aU1kqv17KHug

#พระคัมภีร์ #พระคัมภีร์หนุนใจ #เล่าพระคำ #ข้อคิดดีๆ #พระเยซูคริสต์ #พระเยซู #วันคริสตมาส #พระกิตติคุณ #ศึกษาพระคัมภีร์

อิมมานูเอลบางวัน…เราเหมือนยืนอยู่ใต้ฟ้าที่ว่างเปล่าใจอ่อนล้า เหนื่อยเกินจะอธิบาย และเผลอคิดว่า“เราต้องรับมือทุกอย่างคนเด...
25/12/2025

อิมมานูเอล

บางวัน…เราเหมือนยืนอยู่ใต้ฟ้าที่ว่างเปล่า
ใจอ่อนล้า เหนื่อยเกินจะอธิบาย และเผลอคิดว่า
“เราต้องรับมือทุกอย่างคนเดียว”
แต่ข่าวดีคือ พระเจ้าไม่ได้ทอดทิ้งมนุษย์ให้อยู่ลำพัง
พระองค์ทรง “เข้ามาอยู่กับเรา”

คำว่า “อิมมานูเอล” แปลว่า “พระเจ้าสถิตกับเรา”
และพระคัมภีร์บอกชัดเจนว่า
ชื่อนี้สำเร็จสมบูรณ์ในพระเยซูคริสต์

“เขาจะเรียกนามท่านว่า อิมมานูเอล”
ซึ่งแปลว่า “พระเจ้าทรงสถิตกับเรา”
(มัทธิว 1:23)

อิมมานูเอลไม่ใช่แค่คำปลอบใจสวย ๆ
แต่เป็นความจริงที่จับต้องได้
เพราะพระเยซูทรงเข้ามาในโลกจริง ๆ
อยู่ท่ามกลางความเจ็บปวดจริง ๆ
และเดินผ่านความทุกข์ของมนุษย์จริง ๆ
เพื่อให้เรารู้ว่า…ในวันที่ใจพังที่สุด
เราไม่ได้โดดเดี่ยว

เมื่อใจอ่อนล้า…พระองค์ “อยู่กับเรา”

เพลง “อยู่กับเรา (Emmanuel)”
เริ่มต้นด้วยภาพที่หลายคนคุ้นเคย
“ในวันที่ใจอ่อนล้า มองฟ้าที่ว่างเปล่า…
เหมือนมีเสียงหนึ่งเบา ๆ บอกว่าฉันไม่เดียวดาย”

นี่คือจังหวะที่พระสัญญาของพระเจ้าส่องเข้ามา
อย่างอ่อนโยน ไม่ใช่สัญญาว่าจะไม่มีปัญหา
แต่เป็นสัญญาว่า เราจะไม่ต้องเผชิญปัญหา
นั้นตามลำพัง
พระเยซูตรัสกับสาวก (และกับเราวันนี้) ว่า

“และนี่แน่ะ เราจะอยู่กับท่านทั้งหลายเสมอไป
จนกว่าจะสิ้นยุค”
(มัทธิว 28:20)

บางครั้งเราคิดว่า “ถ้าพระเจ้าอยู่ด้วย
ชีวิตต้องไม่เจอพายุ” แต่ความจริงคือ
พายุอาจยังมา…แต่อิมมานูเอลทำให้เรา
ยืนอยู่ได้ท่ามกลางพายุ เพราะการทรงสถิต
ของพระองค์ให้ “สันติสุข” ที่ลึกกว่าสถานการณ์

“เรามอบสันติสุขไว้กับพวกท่าน…
อย่าให้ใจของพวกท่านหวั่นไหวหรือกลัวเลย”
(ยอห์น 14:27)

พระนามที่สูงเกินนามใด…
และความรักที่ไม่เลือนหาย

ท่อน Pre-Chorus พูดว่า
“พระนามพระองค์สูงเกินนามใด
ความรักไม่มีวันเลือนหาย…”

พระคัมภีร์ยืนยันว่า พระเยซูไม่ใช่เพียง
ผู้ช่วยเหลือคนดีคนหนึ่ง แต่เป็น
องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงพระสิริ
ผู้มีพระนามสูงสุด

“เพราะเหตุนี้ พระเจ้าจึงทรงยกพระองค์ให้สูงยิ่ง
…ประทานพระนามเหนือทุกนาม”
(ฟีลิปปี 2:9–11)

และเมื่อเราพูดถึงความรักของพระองค์
เราไม่ได้พูดถึงความรู้สึกที่ขึ้นลงตามวันเวลา
แต่พูดถึงความรักที่ “ยืนอยู่”
แม้เราอ่อนแรง แม้เราล้มเหลว

“เพราะข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า…
ไม่มีสิ่งใดจะพรากเราออกจากความรักของพระเจ้า
ซึ่งมีในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราได้”
(โรม 8:38–39)

อิมมานูเอล ผู้ช่วยให้รอด ผู้ทรงฤทธา “ลงมาเพื่อเรา”

หัวใจของเพลงอยู่ในท่อน Chorus
“พระเยซู นามอัศจรรย์ อยู่ท่ามกลางเรา อิมมานูเอล
…ลงมาเพื่อเรา อิมมานูเอล”

นี่คือแก่นของข่าวประเสริฐ พระเจ้าทรงมาใกล้
ไม่ใช่เพื่อให้เราฝืนเข้มแข็งด้วยตัวเอง
แต่เพื่อ ช่วยให้รอด และ ยกเราให้ลุกขึ้นใหม่

“เพราะว่าบุตรมนุษย์มาเพื่อเสาะหาและ
ช่วยคนที่หลงหายไปให้รอด”
(ลูกา 19:10)

“ในผู้อื่นความรอดไม่มีเลย…
นอกจากพระนามของพระเยซู”
(กิจการ 4:12)

ดังนั้นเวลาที่เราร้องว่า “ฉันยอมมอบใจ
ทั้งหมดนี้ให้พระองค์” ไม่ใช่แค่ถ้อยคำในเพลง
แต่เป็นการตอบสนองของความเชื่อ มอบภาระ
มอบความกลัว มอบความบาป
มอบความพังทลายให้กับพระองค์ผู้ทรงรับไหว
และทรงรักเราอยู่แล้ว

“จงมอบภาระของท่านไว้กับพระยาห์เวห์
และพระองค์จะทรงชูท่านไว้”
(สดุดี 55:22)

“จงมาหาเรา…เราจะให้ท่านทั้งหลาย
หายเหนื่อยเป็นสุข”
(มัทธิว 11:28)

เพลง “อยู่กับเรา” บทเพลงเพื่อบอกโลกว่า
“คุณไม่ได้อยู่คนเดียว”

เพลง “อยู่กับเรา (Emmanuel)”
เป็นบทเพลงที่คริสตจักรความสุข
ได้เรียบเรียงขึ้น เพื่อสื่อสารถึงผู้คนมากมายว่า
พระเยซูคือ “อิมมานูเอล”
ผู้ทรงอยู่ใกล้ในวันที่มืดที่สุด
และทรงนำทางเราไปสู่ความหวังที่แท้จริง
ถ้าวันนี้คุณกำลังเหนื่อย กำลังสับสน
หรือกำลังรู้สึกว่าชีวิตหม่นมัว

อยากให้คุณรู้ว่า…
ความหวังไม่ได้อยู่ที่เราต้องพยายามให้ไหว
แต่อยู่ที่ พระองค์อยู่กับเรา
และเมื่อเราเริ่มต้นแค่ก้าวเดียว
หันมาหาพระเยซู เราจะพบว่า
“เสียงเบา ๆ” ที่บอกว่าเราไม่เดียวดาย
…เป็นความจริง

อิมมานูเอล… ความรักนิรันดร์
อิมมานูเอล… อยู่ข้างฉันเสมอ

ขอให้บทเพลงนี้เป็นคำอธิษฐานของคุณในวันนี้
และเป็นแรงหนุนใจให้คุณยืนขึ้นอีกครั้ง
ไม่ใช่ด้วยกำลังของตัวเอง
แต่ด้วยพระเจ้า ผู้ทรงสถิตกับเรา

ชวนฟังเพลง : “อยู่กับเรา (Emmanuel)”
หากคุณอยากฟังเพลงเต็ม ๆ
และให้ถ้อยคำเหล่านี้ปลอบประโลมใจคุณ
ฝากติดตามและรับฟังเพลง “อยู่กับเรา (Emmanuel)”
จากช่องและเพจของ คริสตจักรความสุขพิษณุโลก
(Blessed Community Church)

ให้เพลงนี้พาคุณกลับมาจำได้อีกครั้งว่า…
พระเยซูคืออิมมานูเอล และพระองค์อยู่กับคุณจริง ๆ

https://youtu.be/tt4YnozADvw?si=VqxGw4G9WVdsioCI

คริสต์มาส... ของขวัญที่ไม่ได้ห่อด้วยกระดาษ แต่ห่อหุ้มด้วย "ความรัก"เมื่อพูดถึงคริสต์มาส เรามักนึกถึงอะไรครับ?ต้นสนประดับ...
24/12/2025

คริสต์มาส... ของขวัญที่ไม่ได้ห่อด้วยกระดาษ แต่ห่อหุ้มด้วย "ความรัก"

เมื่อพูดถึงคริสต์มาส เรามักนึกถึงอะไรครับ?
ต้นสนประดับไฟระยิบระยับ? เสียงเพลง Jingle Bells? หรือชายแก่ใจดีในชุดสีแดง?
สิ่งเหล่านี้คือสีสันที่สร้างรอยยิ้ม แต่ท่ามกลางบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลอง เคยสงสัยไหมว่า... ทำไมคนทั่วโลกถึงต้องฉลองวันเกิดให้กับผู้ชายคนหนึ่งที่เกิดในรางหญ้าเมื่อ 2,000 ปีก่อน?
วันนี้ คริสตจักรความสุข อยากชวนทุกคนมาแกะกล่องของขวัญที่แท้จริงของคริสต์มาส ที่ซ่อนอยู่หลังแสงไฟเหล่านั้นกันครับ

1. โลกนี้ต้องการ "แสงสว่าง"
เราต่างใช้ชีวิตในยุคที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ ความกดดัน และบางครั้งก็รู้สึกโดดเดี่ยวแม้จะอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย ลึกๆ ในใจมนุษย์ทุกคนต่างโหยหาความหวังและสันติสุขที่แท้จริง
คริสต์มาสไม่ใช่แค่ตำนาน แต่คือเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่พระเจ้ามองเห็นความเจ็บปวดและความมืดมนของมนุษย์ และพระองค์เลือกที่จะไม่ทอดทิ้งเรา

“ประชากรผู้เดินอยู่ในความมืด ได้เห็นแสงสว่างอันยิ่งใหญ่ บรรดาผู้อาศัยในดินแดนแห่งเงาของความตาย แสงสว่างเริ่มสาดต้องพวกเขาแล้ว”
(อิสยาห์ 9:2 TNCV)

2. พระเจ้าผู้ "มาหา" เรา
ในขณะที่ศาสนาส่วนใหญ่อาจสอนให้มนุษย์พยายามทำดีเพื่อไต่เต้าไปหาพระเจ้า แต่ความหมายของคริสต์มาสคือเรื่องราวที่กลับตาลปัตร... คือการที่พระเจ้าลดตัวลงมาหามนุษย์
พระเจ้าไม่ได้ส่ง "กฎเกณฑ์" ลงมาเพิ่ม แต่พระองค์ส่ง "พระบุตร" ลงมา พระเยซูไม่ได้เกิดในวังที่หรูหรา แต่เกิดในรางหญ้าที่ต่ำต้อย เพื่อบอกกับเราทุกคนว่า "ไม่มีใครต่ำต้อยเกินกว่าที่พระเจ้าจะเข้าถึง"

“หญิงพรหมจารีจะตั้งครรภ์และคลอดบุตรชายและเขาจะเรียกท่านว่า อิมมานูเอล” ซึ่งแปลว่า “พระเจ้าทรงอยู่กับเรา”
(มัทธิว 1:23 TNCV)

นี่คือหัวใจของคริสต์มาสครับ คือการรู้ว่าเราไม่ได้สูู้ชีวิตอยู่เพียงลำพัง แต่มีพระเจ้าผู้ทรง "อยู่กับเรา" (Immanuel) ในทุกสถานการณ์

3. ของขวัญที่ชื่อว่า "การให้อภัยและการเริ่มต้นใหม่"
สำหรับเพื่อนๆ ที่อาจจะยังไม่เชื่อพระเจ้า หรือรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ ข่าวดีที่สุดของคริสต์มาสคือ "ความรักของพระเจ้าไม่มีเงื่อนไข"
พระเยซูเสด็จมาเพื่อรับเอาความผิดบาปและความล้มเหลวของเราไป เพื่อแลกกับสันติสุขและชีวิตใหม่ พระองค์มาเพื่อบอกว่า คุณเป็นที่รัก และ ชีวิตของคุณมีความหมาย

“เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลกจนได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่เชื่อในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศแต่มีชีวิตนิรันดร์”
(ยอห์น 3:16 TNCV)

คริสต์มาสที่แท้จริง จึงไม่ใช่เทศกาลของการซื้อของขวัญให้กันและกันเพียงอย่างเดียว แต่คือวันที่เราเฉลิมฉลอง "การให้" ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดจากพระเจ้า
ของขวัญกล่องนี้ไม่ได้วางอยู่ใต้ต้นคริสต์มาส แต่อยู่ที่หน้าประตูหัวใจของคุณ เพียงแค่เปิดใจยอมรับความรักของพระเยซู คุณจะพบกับความสุขที่โลกใบนี้ให้ไม่ได้ และไม่มีใครแย่งไปได้
คริสต์มาสปีนี้... ให้พระเยซูเป็นของขวัญที่ดีที่สุดสำหรับชีวิตคุณนะครับ

สุขสันต์วันคริสต์มาสครับ
ขอพระเจ้าอวยพรพี่น้องชาวพิษณุโลก และทุกคนที่ได้อ่านข้อความนี้

❤️ หากคุณต้องการรู้จักความรักของพระเจ้ามากขึ้น หรือต้องการเพื่อน คริสตจักรความสุข ยินดีต้อนรับทุกคนเสมอ ประตูบ้านของเราเปิดรอคุณอยู่ครับ

รู้จักพระเยซูมากขึ้นได้ที่
https://youtu.be/fvwtD7KDKV8

#คริสตจักรความสุขพิษณุโลก #ความหมายวันคริสต์มาส #พระเยซู #ความรัก

คริสตจักรความสุขขอแนะนำรายการ “เล่าพระคำ”ซีรีส์ “พระเยซูคริสต์” (20 ตอน)เป็นซีรี่ส์ที่ทำให้ทุกคนรู้จักพระเยซูเข้าใจพระอง...
22/12/2025

คริสตจักรความสุขขอแนะนำ
รายการ “เล่าพระคำ”
ซีรีส์ “พระเยซูคริสต์” (20 ตอน)
เป็นซีรี่ส์ที่ทำให้ทุกคนรู้จักพระเยซู
เข้าใจพระองค์เป็นใคร
และเกี่ยวข้องกับชีวิตของเราอย่างไร

สามารถรับชมและติดตามได้ที่
https://youtu.be/SgTR_pDzFwU

Phase 1: ปูพื้นฐาน (Introduction)
เริ่มจากสิ่งที่เห็นด้วยตา สู่ความจริงที่ลึกซึ้ง
ตอนที่ 1: พระเยซู...แค่ศาสดา หรือมากกว่านั้น?
(ประวัติศาสตร์ vs ความเชื่อ)
ตอนที่ 2: ทำไมพระเจ้าต้องมาเป็นมนุษย์?
(ความหมายที่แท้จริงของคริสต์มาส)
ตอนที่ 3: 30 ปีที่เงียบหาย
(ชีวิตวัยรุ่นและการทำงานหนักของพระเยซู)

Phase 2: เปิดเผยตัวตน (The 7 "I AM" Statements)
การที่พระเยซูแนะนำตัวเองว่าพระองค์เป็น “อะไร” สำหรับมนุษย์
ตอนที่ 4: “เราเป็นอาหารแห่งชีวิต” (The Bread of Life)
Key Message: ความหิวกระหายทางจิตวิญญาณ
ความสุขทางวัตถุที่ไม่เคยเติมเต็ม
และพระเยซูคือผู้เติมเต็มความว่างเปล่านั้น
ตอนที่ 5: “เราเป็นความสว่างของโลก” (The Light of the World)
Key Message: การเดินในความมืด (ความสับสน/ความกลัว)
vs การมีความหวังและการทรงนำที่ชัดเจน
ตอนที่ 6: “เราเป็นประตู” (The Door)
Key Message: ความปลอดภัย การเข้าถึงพระเจ้า
และทางออกของปัญหาชีวิต
ตอนที่ 7: “เราเป็นผู้เลี้ยงที่ดี” (The Good Shepherd)
Key Message: ความสัมพันธ์แบบ “ผู้นำ” ที่รู้จัก “ลูกแกะ”
เป็นรายบุคคล และพร้อมสละชีวิตเพื่อปกป้อง
ตอนที่ 8: “เราเป็นเหตุให้คนเป็นขึ้นจากตาย และเป็นชีวิต”
(The Resurrection and the Life)
Key Message: ชัยชนะเหนือความตาย
และความหวังว่าชีวิตไม่ได้จบแค่ลมหายใจสุดท้าย
ตอนที่ 9: “เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต”
(The Way, the Truth, and the Life)
Key Message: ในโลกที่มี “ความจริง” หลายแบบ
พระเยซูเสนอตัวเป็นเส้นทางเดียวที่จะพาเรากลับบ้าน
(ไปหาพระบิดา)
ตอนที่ 10: “เราเป็นเถาองุ่นแท้” (The True Vine)
Key Message: เคล็ดลับชีวิตที่เกิดผล (Success/Fruitfulness)
คือการ “ติดสนิท” และเชื่อมต่อกับแหล่งพลังงาน
ไม่ใช่พยายามด้วยกำลังตัวเอง

Phase 3: การกระทำและแบบอย่าง (Action & Example)
เมื่อรู้ว่าพระองค์เป็นใคร แล้วพระองค์ทำอะไรให้เห็นบ้าง?
ตอนที่ 11: กฎทองคำแห่งความรัก (รักเพื่อนบ้านและศัตรู)
ตอนที่ 12: หมอผู้รักษาใจ (การอัศจรรย์และความเมตตาต่อผู้ป่วย)
ตอนที่ 13: เพื่อนของคนนอกคอก (พระเยซูกับคนเก็บภาษีและคนบาป - การยอมรับคนที่สังคมรังเกียจ)
ตอนที่ 14: ผู้นำที่ล้างเท้า (Servant Leadership -
ความยิ่งใหญ่คือการรับใช้)

Phase 4: ภารกิจเปลี่ยนโลก (The Passion & Application)
บทสรุปสำคัญและการนำมาใช้จริง
ตอนที่ 15: อาหารมื้อสุดท้าย (พันธสัญญาใหม่แห่งความรัก)
ตอนที่ 16: ทำไมต้องกางเขน? (ความยุติธรรม, การไถ่บาป,
และราคาที่ต้องจ่าย)
ตอนที่ 17: อุโมงค์ที่ว่างเปล่า (การฟื้นคืนพระชนม์คือความจริงหรือนิยาย?)
ตอนที่ 18: พระเยซูอยู่ที่ไหนในวันที่เราทุกข์?
(บทบาทของพระองค์ในปัจจุบัน)
ตอนที่ 19: จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเราติดตามพระองค์?
(ราคาแห่งการติดตามและการเปลี่ยนแปลงชีวิต)
ตอนที่ 20: เริ่มต้นนับหนึ่งกับพระเยซู (สรุปจบและคำเชิญชวน)

#คริสตจักรความสุขพิษณุโลก #พระคัมภีร์ #พระคัมภีร์หนุนใจ #เล่าพระคำ #ข้อคิดดีๆ #พระเยซูคริสต์ #พระเยซู #วันคริสตมาส #พระเยซูคือใคร

ที่อยู่

603/3 ถนนพระองค์ขาว ตำบลในเมือง
Phitsanulok
65000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Blessed Community Churchผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Blessed Community Church:

แชร์