ประวัติวัดตาปะขาวหาย
ประวัติความเป็นมาของวัดตาปะขาวหาย
วัดตาปะขาวหาย ตั้งอยู่เลขที่๔๖ หมู่ ๔ ตำบลหัวรอ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก สังกัดคณะสงฆ์ มหานิกายเดิมชาวบ้านเรียกว่า “วัดเตาไห” เพราะเป็นหมู่บ้านที่ปั้นเตาและไห ผลิตส่งออกขายภายในประเทศและต่างประเทศ พบหลักฐานเครื่องปั้นดินเผาที่วัดจุฬามณี และพบเครื่องปั้นดินเผาที่อ่าวไทยในซากเรือสำเภาล้มอ่าวไทย เป็นหลักฐานสำคัญ
วัดตาปะขาวหาย เป็นวัดเก่าแก่ได้ก
่อสร้างและตั้งวัดขึ้นในสมัยใดไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด แต่สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นสมัยสุโขทัยตอนต้น และตามโบราณสถาน ปูชนียวัตถุที่ปรากฏมีอยู่คือเตาสมัยโบราณ คงจะก่อสร้างวัดขึ้นในราว พ.ศ. ๑๙๐๐ วัดตาปะขาวหายตั้งอยู่ริมแม่น้ำน่านฝั่งทิศตะวันออก และถูกกระแสน้ำไหลกัดเซาะตลิ่ง จนวัดจมลงในแม่น้ำน่านสองครั้งมาแล้ว หลักฐานคือใบเสมาและใบอุโบสถปัจจุบันจมอยู่กลางแม่น้ำน่าน สมัยก่อนไม่มีเขื่อน เวลาหน้าแล้งจะแลเห็นใบเสมาและอุโบสถ นอกเหนือจากนั้นยังพบฐานเจดีย์ซึ่งก่อด้วยอิฐเป็นจำนวนมากที่ริมตลิ่งแม่น้ำน่าน วัดตาปะขาวหายปัจจุบันเป็นการย้ายที่ตั้งวัดเป็นครั้งที่สามแล้ว
ประวัติปู่เทพตาปะขาว เป็นตำนานสืบเนื่องมาจากการสร้างพระพุทธชินราช ตามพงศาวดารกล่าวว่าพระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎก หรือพระมหาธรรมราชา พญาลิไท รัชกาลที่ ๔ ในราชวงศ์พระร่วงกรุงสุโขทัยนั่นเองที่เป็นผู้สร้างพระพุทธชินราช เมื่อราว พ.ศ. ๑๙๐๐ โดยสมเด็จพระเจ้ากรุงศรีสัชนาลัยได้ส่งช่างพราหมณ์ฝีมือดี ๕ นาย ชื่อบาอินทร์ บาพราหมณ์ บาพิษณุ บาราชสิงห์และบาราชกุศล พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎก โปรดให้ช่างสวรรค์โลก ช่างเชียงแสนและช่างหริภุญไชยสมทบกับช่างจากกรุงศรีสัชนาลัยช่วยกันหล่อพระพุทธรูปขนาดใหญ่ทั้ง ๓ องค์ มีทรวดทรงสัณฐานคล้ายกันคือ
พระองค์ที่ ๑ ตั้งพระนามเริ่มไว้ว่า “พระพุทธชินราช” มีขนาดหน้าตักกว้าง ๕ ศอก ๑ คืบ ๕ นิ้ว มีเศียรสูง ๗ ศอก พระเกศสูง ๑๕ นิ้ว เป็นปางมารวิชัย
พระองค์ที่ ๒ ตั้งพระนามเริ่มไว้ว่า “พระพุทธชินสีห์” มีขนาดหน้าตักกว้าง ๕ ศอก ๔ นิ้ว เป็นปางมารวิชัย
พระองค์ที่ ๓ ตั้งพระนามเริ่มไว้ว่า “พระศรีศาสดา” มีขนาดหน้าตักกว้าง ๔ ศอก ๑ คืบ ๖ นิ้ว เป็นปางมารวิชัย
จวบจนวันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ปี เถาะ จุลศักราช ๗๑๗ ราว พ.ศ. ๑๘๙๘ ได้มงคลฤกษ์ กระทำพิธีเททองหล่อพระพุทธรูปทั้ง ๓ องค์และเมื่อเททองหล่อเสร็จแล้วกระทำการแกะพิมพ์ออก ปรากฏว่า พระองค์ที่ ๒ คือ พระพุทธชินสีห์ และองค์ที่ ๓ คือ พระศรศาสดา องค์พระบริบูรณ์ดีมีน้ำทองแล่นติดตลอดเสมอกันสวยงามสององค์เท่ากัน ส่วนพระพุทธชินราชนั้น ทองแล่นติดไม่เต็มองค์ไม่บริบูรณ์นับว่าเป็นที่อัศจรรย์ของช่างและผู้มาร่วมพิธีเป็นอันมาก ช่างได้ช่วยกันทำหุ่นและเททองอีก ๓ ครั้งก็ไม่สำเร็จเป็นองค์พระได้ คือทองแล่นไม่ติดเต็มองค์
พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎกทรงรู้สึกประหลาดพระทัยยิ่งนัก พระองค์จึงทรงตั้งสัตยาธิษฐานเสี่ยงเอาบุญบารมีของพระองค์เป็นที่ตั้งอีกทั้งขอให้ทวยเทพยดาจงช่วยดลใจให้สร้างพระพุทธรูปสำเร็จตามพระประสงค์เถิด แล้วพระองค์พร้อมทั้งทวยราษฎร์พร้อมกันรักษาศีล ๘ และศีล ๕ อย่างเคร่งครัด และได้ให้ช่างปั้นหุ่นใหม่อีกครั้งหนึ่ง ในกาลครั้งนี้ปรากฏว่ามี “ตาปาว” คนหนึ่ง ไม่มีผู้ใดทราบว่าชื่อใดมาจากไหนได้เข้ามาสมัครเป็นนายช่างใหญ่ ช่วยปั้นหุ่นและช่วยเททอง ทำการงานอย่างแข็งแรง ทั้งกลางวันและกลางคืน จนเสร็จโดยไม่ยอมพูดจากับผู้ใด
ครั้นได้มหามงคลฤกษ์ ณ วันพฤหัสบดี ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๖ ปีมะเส็ง นับเวลาห่างจากครั้งแรกเป็นเวลา ๒ ปี นพศกจุลศักราช ๗๑๙ (พระพุทธศาสนาล่วงแล้ว ๑๙๐๐) ก็ได้ประกอบพิธีเททองหล่อพระพุทธชินราช คราวนี้ทองก็แล่นเต็มบริบูรณ์ตลอดทั้งองค์พระ พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎกทรงปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่งจึงตรัสให้หา “ตาปะขาว” ผู้มาช่วยปั้นหุ่นและช่วยเททองนั้น แต่มิได้พบ ปรากฏว่าเมื่อหล่อพระเสร็จแล้วก็เดินออกทางประตูเมืองข้างทิศเหนือและได้หายตัวกลับวิมานไป ณ วัดตาปะขาวหายแห่งนี้
ส่วนวัดตรงที่ “องค์เทพตาปะขาว” ไปหายนั้น เดิมเป็นวัดเก่าแก่ ซึ่งมีซากโบสถ์เก่าๆ และบัดนี้ได้พังลงแม่น้ำน่านไปแล้ว วัดเก่าชื่ออะไรไม่ปรากฏแน่นอน แต่มีชื่อหนึ่งคือ “วัดเตาไห” และหมู่บ้านเตาไห นับว่าเป็นแหล่งผลิตหม้อและไห เหนือหมู่บ้านเตาไหเล็กน้อยมีหมู่บ้านหนึ่งเรียกว่า บ้านหม้อ สันนิษฐานว่าเป็นบ้านที่ปั้นหม้อปั้นไห แล้วส่งมาเผาที่บ้านเตาไห เพราะหลังจากที่ชาวออสเตเลียได้สำรวจพบว่าที่วัดตาปะขาวหายปัจจุบันมีเตาเก่า รุ่นก่อนชะเลียงของสุโขทัย พบว่ามีประมาณ ๕๐ เตาเรียงเป็นแถวยาว บางเตามีลักษณะซ้อนกันแสดงให้เห็นถึงความเคลื่อนที่ของผิวโลก ซึ่งต้องอาศัยเวลาอันยาวนาน
สันนิษฐานหนึ่งว่า ไพระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎกได้โปรดให้สร้างวัดขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ระลึกถึงองค์เทพเทวดาตาปะขาว เรียกชื่อว่า “วัดตาปะขาวหาย”
ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๔ ได้มีผู้พบพระทองคำขนาดต่างๆหน้าตักตั้งแต่ ๓-๕ นิ้ว จำนวน ๒๐ กว่าองค์ ซึ่งไหลออกมาจากริมตลิ่งแม่น้ำน่านบริเวณที่เป็นโบสถ์เก่า ภายหลังวัดที่ “ตาปะขาว” ไปหายนั้นได้ชื่อว่า “วัดตาปะขาวหาย” ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา และจากวัดตาปะขาวหายขึ้นไปทางทิศเหนือ ๘๐๐ เมตร ได้ปรากฏหลักฐานสำคัญที่ทำให้เชื่อได้ว่า “องค์เทพตาปะขาว” ได้หายไปจริง เพราะมีผู้พบเห็นว่าท้องฟ้าเป็นช่อขึ้นไป ชาวบ้านได้สร้างศาลาขึ้นไว้ เรียกว่า “ศาลาช่องฟ้า” มาจนถึงปัจจุบันนี้ ณ ที่นั้นมีบ่อน้ำใสสะอาด ซึ่งชาวบ้านได้ใช้ดื่มกินกันมาโดยตลอด ตราบเท่าทุกวันนี้
เพื่อเป็นที่ระลึกถึงเทพเจ้า “ ตาปะขาว” ทางวัดตาปะขาวหายโดยอดีตท่านเจ้าอาวาส คือพระครูนิวิฐบุญสาร (บุญจันทร์ อุชุโก) ได้ให้พระบุญทิว บูรณเขตต์ อดีตช่างปั้นฝีมือดีของจังหวัดพิษณุโลกสร้างรูปปั้น “เทพตาปะขาว” ด้วยปูนพลาสเตอร์เป็นรูปแรก และต่อมาได้สร้างด้วยทองสัมฤทธิ์ “เทพตาปะขาว” ประดิษฐานไว้ที่ศาลเทพตาปะขาว ณ วัดตาปะขาวหายและได้เคยแสดงอภินิหารให้ปรากฏหลายครั้งหลายหน จึงเป็นที่เคารพ ศรัทธาของชาวบ้านและบุคคลทั่วไปเป็นอันมากจนถึงทุกวันนี้
ได้รับประกาศตั้งวัดขึ้น ในสมัยใดไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด เดิมวัดเก่าแก่มาก ตามทะเบียนระบุไว้ พ.ศ. ๑๙๐๐ ได้รับการจดทะเบียนวัด
ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา อุโบสถหลังเก่า ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาในราว พ.ศ. ๑๙๐๐ ซึ่งได้ผุพังลงแม่น้ำไปแล้ว
อุโบสถหลังใหม่ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ในวันที่ ๘ มกราคม พ.ศ. ๒๔๓๕ ที่ตั้งวัดมีเนื้อที่ดินจำนวน ๒๒ ไร่ ๑ งาน ๒๕ ตารางวา
เอกสารกรรมสิทธิ์ที่ดินถูกต้องตามกฎหมาย โดยมีโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๘๖๗๗ เป็นหลักฐาน
สภาพพื้นที่ดินมีอาณาเขตติดต่อดังนี้
ทิศเหนือ ติดต่อกับโรงเรียนตาปะขาวหาย
ทิศใต้ ติดต่อกับสถานแรกรับเด็กและเยาวชนกระทรวงยุติธรรมจังหวัดพิษณุโลก
ทิศตะวันออก ติดต่อกับองค์การบริหารส่วนตำบลหัวรอ
ทิศตะวันตก ติดต่อกับแม่น้ำน่าน
สภาพบริเวณใกล้เคียงกับวัด
-มีโรงเรียนประถมศึกษาทางราชการ ตั้งอยู่ติดกับทางทิศเหนือ
-ตั้งอยู่ในย่านชุมชนมีตลาด อ.บ.ต. หัวรอ ติดกับวัดทางทิศตะวันออก
-ระยะห่างจากตัวเมือง ๓ กิโลเมตร
-ประชาชนมาบำเพ็ญกุศล คือหมู่บ้านตาปะขาวหายและหมู่บ้านใกล้เคียง
-อาชีพของประชาชนในหมู่บ้าน ทำนา ทำไร่ ค้าขาย และรับราชการ
เสนาสนะและโบราณวัตถุ
อุโบสถ ลักษณะทรงไทยเดิม สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กมุงกระเบื้องเคลือบ ขนาดกว้าง ๙ เมตร ยาว ๑๗ เมตร สิ้นค่าก่อสร้างเป็นจำนวนเงิน ๔,๓๑๓,๒๘๐ บาท และได้บูรณปฏิสังขรณ์ใหม่เมื่อ พ.ศ.๒๕๔๕ ใช้งบประมาณ ๒,๔๐๐,๐๐๐ บาท
มณฑปจตุรมุขบรรจุรอยพระพุทธบาทจำลอง เป็นโบราณสถานเก่าแก่ ภายในบรรจุรอยพระพุทธบาทจำลอง ทำด้วยทองเหลือง ปัจจุบันตั้งอยู่ทิศเหนือของอุโบสถ เป็นศิลปะสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ได้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์หลายครั้งโดยช่างท้องถิ่น
สมัยหลวงพ่อต่วน ครั้งเมื่อดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดตาปะขาวหาย ท่านเป็นสหธรรมิกหลวงปู่ศุข วัดมะขามเฒ่า อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท พระพ่อต่วนท่านพรรษาอ่อนหลวงปู่ศุข ๑๒ พรรษา เป็นสหายสนิทกับหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน จ.พิจิตร ได้บูรณปฏิสังขรณ์มณฑปจตุรมุข เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๖๐ โดยหลวงปู่ศุขกับหลวงปู่ต่วนได้ร่วมกันสร้างวัตถุมงคลขึ้นหลายแบบ คือหลวงพ่อโตเนื้อผงใบลานคลุกรัก พระพิมพ์นาคปรกหรือพระพิมพ์ลำพูน พระปิดตาเนื้อผง การออกแบบองค์พระและเนื้อพระ ตลอดจนร่วมพิธีพุทธาภิเษก ที่พระวิหารหลวงพ่อพระพุทธชินราชก่อน ภายในอุโบสถวัดตาปะขาวหายเพื่อหาจตุปัจจัยสนับสนุนในการสร้างมณฑป ส่วนหนึ่งบรรจุไว้ใต้ฐานรอยพระพุทธบาท มณฑปจตุรมุขนี้เหมือนกับที่วัดปากคลองมะขามเฒ่าและวัดพัทลาน พุทธศักราช ๒๔๗๑ ได้มีการจารึกไว้ ณ โบราณสถาน
บูรณปฏิสังขรณ์หลังสุดเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๙ ใช้งบประมาณ ๒,๕๐๐,๐๐๐ บาท งบประมาณของวัฒนธรรมจังหวัดพิษณุโลก
วิหาร ลักษณะทรงไทยเดิมสร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๓๔๐ มุงกระเบื้องเคลือบเงา ขนาดกว้าง ๙.๕๐ เมตร ยาว ๑๗ เมตร สิ้นค่าก่อสร้างเป็นจำนวนเงิน ๓๕,๐๐๐ บาท
ศาลาเปรียญ ลักษณะทรงไทย สร้างด้วยไม้ขนาดกว้าง ๒๒ เมตร ยาว ๓๖ เมตร มุงด้วยกระเบื้อง สิ้นค่าก่อสร้างเป็นจำนวนเงิน ๘๐๘,๗๓๐ บาท สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๗
หอสวดมนต์ ลักษณะทรงไทยสร้างด้วยไม้มุงกระเบื้อง สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๘ ขนาดกว้าง ๙ เมตร ยาว ๑๓ เมตร มีอยู่แห่งเดียวในจังหวัดพิษณุโลก ปัจจุบันทรุดโทรมลงมากแล้ว ทางวัดได้อนุรักษ์ให้คงสภาพเดิมไว้
กุฏิสงฆ์จำนวน ๖ หลัง ลักษณะทรงไทย ๒ ชั้น ครึ่งไม้ครึ่งตึก มุงกระเบื้องลูกฟูก ขนาดกว้าง ๖.๕ เมตร ยาว ๙ เมตร สิ้นค่าก่อสร้างเป็นจำนวนเงิน ๔,๒๑๐,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๔๘ ได้สร้างกุฏิขึ้นมาใหม่จำนวน ๖ หลัง หลังละ ๑๔๐,๐๐๐ บาท พ.ศ. ๒๕๔๙ จักสร้างเพิ่ม ปัจจุบันรวมได้ ๙ หลังใหม่
พระพุทธรูป ขนาดกว้าง ๒.๔๔ เมตร สูง ๓ เมตร ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยใดอายุประมาณ ๖๐๐ กว่าปี ประดิษฐานในอุโบสถ
พระพุทธรูป ๖ องค์ ขนาดกว้าง ๓๐ นิ้ว สูง ๑.๕๐ เมตร สร้างเสร็จเมื่อวันที่๒๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๐ งบประมาณการสร้าง ๖๐,๐๐๐ บาท
รูปหล่อเทพตาปะขาวหาย ขนาดกว้าง ๒๐ นิ้ว สูง ๑.๖๐ เมตร สร้างเสร็จเมื่อวันที่ ๑๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๒๙ งบประมาณการสร้าง ๖๐,๐๐๐ บาท
การศึกษาพระปริยัติธรรม
-แผนกบาลี มี
-แผนกนักธรรม มี
การปกครอง สถิติพระภิกษุอยู่จำพรรษา
พ.ศ. ๒๕๔๗ พระภิกษุ ๒๐ รูป
พ.ศ. ๒๕๔๘ พระภิกษุ ๑๕ รูป
พ.ศ. ๒๕๔๙ พระภิกษุ ๑๕ รูป
พ.ศ. ๒๕๕๐ พระภิกษุ ๑๕ รูป
เจ้าอาวาสตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ตามหลักฐานที่บันทึกอยู่มี ๙ รูป คือ
๑.พระปลัดไปล่
๒.พระครูต่วน
๓.พระอาจารย์นุ่น
๔.พ.ศ. ๒๔๖๗-๒๔๖๙ พระอาจารย์ทิพย์ เป็นเจ้าอาวาส
๕.พ.ศ. ๒๔๖๙-๒๔๗๕ พระอาจารย์คราม เป็นเจ้าอาวาส
๖.พ.ศ. ๒๔๗๕-๒๔๘๕ พระอาจารย์ยิ้ม เป็นเจ้าอาวาส
๗.พ.ศ. ๒๔๘๕-๒๔๘๗ พะอาจารย์ตี๋ เป็นเจ้าอาวาส
๘.พ.ศ. ๒๔๘๗-๒๔๙๔ พระอธิการหอม เป็นเจ้าอาวาส
๙.พ.ศ. ๒๔๙๔-๒๕๔๒ พระครูบุญจันทร์ อุชุโก เป็นเจ้าอาวาส
๑๐.พ.ศ. ๒๕๔๒-ปัจจุบัน พระมหาพิชัย ธมฺมวํโส เป็นเจ้าอาวาส
เจ้าอาวาสปัจจุบันวิทยฐานะ เจ้าคณะตำบลหัวรอเขต ๒ นักธรรมเอก เปรียญธรรม ๗ ประโยค สามัญ ปริญญาตรี
ไวยาวัจกร ๑.นายผิน นาคม่วง
พระกรุเก่าแก่ของวัดตาปะขาวหาย เท่าที่รู้
๑.พระพิมพ์นางพญา เนื้อมะขามเปียก
๒.พระพิมพ์หลวงพ่อโตเนื้อดิน
๓.พระพิมพ์ปิดตา ผงสีขาว และเนื้อสัมฤทธิ์
๔.พระพิมพ์นาคปรก เนื้อผง
๕.พระพิมพ์สี่เหลี่ยม
เขตโบราณสถานวัดตาปะขาวหาย
พื้นที่โบราณสถานวัดตาปะขาวหายมี ๑๑ ไร่ ๓ งาน ๔๔ ตารางวา ประกาศขึ้นทะเบียนและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน ณ วันที่ ๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๐
โครงการใหญ่
๑.สร้างอาคารปฏิบัติธรรม ๓ ชั้น
๒.สร้างพระมหาเจดีย์ ๒ ชั้น
โครงการย่อย
๑.ปรับปรุงศาลาธรรมสังเวช
๒.ยกพื้นเมรุ
๓.เทพื้นหน้าศาลาเพื่อจอดรถ
๔.สร้างกุฏิสงฆ์
๕.ต่อเติมบันไดลงท่าน้ำ