25/05/2026
ครบรอบ ๔๙ ปี เพชรบุรีถวายช้างเผือก
ย้อนรำลึกเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๒๑ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินรับการน้อมเกล้าฯ ถวายช้างสำคัญ และพระราชพิธีขึ้นระวางสมโภช ณ จังหวัดเพชรบุรี เมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๒๑ ช้างสำคัญ คือ ช้างเผือก จำนวน ๓ ช้าง ประกอบด้วย พระเศวตภาสุรคเชนทร์ฯ (พลายภาศรี) พระเทพวัชรกิริณีฯ ฯ (พังขวัญตา) และ พระบรมนขทัศฯ (พลายดาวรุ่ง)
ช้างเผือก ๒ ใน ๓ ช้าง ก่อนขึ้นนำขึ้นถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้รับการเลี้ยงดูจาก พระครูโสภณพัฒนกิจ หรือ “หลวงพ่อบุญส่ง” อดีตเจ้าอาวาสวัดเขาบันไดอิฐ ศิษย์คนสำคัญของ พระครูญาณวิลาศ หรือ หลวงพ่อแดง เป็นผู้เลี้ยงดูและนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเป็นช้างสำคัญ ภายหลังหลวงพ่อบุญส่งได้ทำการถวายช้างเผือกอีกหนึ่งช้าง นามว่า พลายยอดเพชร นับเป็นเหตุการณ์มหัศจรรย์ยิ่งนัก ที่มีช้างเผือกเข้ามาสู่ใบบุญของหลวงพ่อบุญส่งคราวเดียวกันถึง ๓ ช้างในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน
พ.ศ.๒๕๒๐ – ๒๕๒๓ ช่วงเวลา ๓ ปี มีช้างเผือกจำนวน ๓ ช้าง อาศัยอยู่ที่วัดเขาบันไดอิฐ ต.ไร่ส้ม อ.เมืองเพชรบุรี สมัยที่ พระปลัดบุญส่ง ธมฺมปาโล (สมณศักดิ์ในสมัยนั้น) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดเขาบันไดอิฐ ภายหลังที่ พระครูญาณวิลาศ (หลวงพ่อแดง) มรณภาพไปเมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๗ ช้างเผือกตัวแรกที่หลวงพ่อบุญส่งรับมาอุปการะเลี้ยงดูที่วัดเขาบันไดอิฐ คือ พังขวัญตา เป็นช้างเพศเมียได้มาจากครอบครัว นายสนิท ศิริวานิช กำนันตำบลเขาน้อย อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่ถึงแก่กรรมด้วยฝีมือคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงเสียชีวิตขณะอยู่ที่บ้านพักพร้อมพวกอีก ๔ คน
เดิมที่กำนันสนิทเป็นลูกเกิดตำบลหาดเจ้าสำราญ อ.เมืองเพชรบุรี บวชเรียนและเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อแดง ภายหลังจากลาสิกขาบทไปทำงานและใช้ชีวิตอยู่อำเภอปราณบุรี แต่ยังหาโอกาสมากราบเคารพศพหลวงพ่อแดงอยู่เป็นประจำ จึงคุ้นเคยกับพระปลัดบุญส่ง ภายหลังจากทราบข่าวเรื่องกำนันสนิทถึงแก่กรรม หลวงพ่อบุญส่งได้ช่วยเป็นธุระจัดการเรื่องงานงานศพจนเสร็จสิ้น ประกอบกับกำนันสนิทมีความรักและผูกพันกับวัดเขาบันไดอิฐ ทายาทของกำนันสนิทจึงถวายช้างชื่อ “กำพร้า” ให้แก่หลวงพ่อบุญส่ง เพื่อนำไปเลี้ยงดูไว้ที่วัดเขาบันไดอิฐ
“หลวงพ่อบุญส่ง” เล่าให้ฟังว่า พี่สาวกำนันสนิทบอกกับหลวงพ่อ หลังเสร็จงานศพกำนันจะถวายช้างให้เชือกหนึ่ง ตอนนั้นเข้าใจว่า คงจะเป็นช้างแกะสลักไม้ พอตั้งศพเสร็จเรียบร้อยจะเดินทางกลับ พี่สาวกำนันสนิทเรียกหลวงพ่อให้ไปดูช้างที่ใต้ถุนโรงลิเกภายในวัด “เดินไปถึง เห็นแวบแรกคิดในใจว่า ลูกช้างตัวนี้รูปร่างสวย พอเข้าไปใกล้ ลูกช้างเดินออกมาจากใต้ถุนลิเก ใช้งวงดมตามตัวหลวงพ่อ ไล่ตั้งแต่เท้าเรื่อยขึ้นมา เป่าจมูกเล่นไปมา ถามพี่สาวกำนันจะให้จริงหรือ ให้แน่นะ พี่สาวกำนันก็พยักหน้า ตกลงไว้เสร็จงานจะกลับมารับไปอยู่ที่วัดด้วยกัน บอกเจ้าช้างไปพักผ่อนก่อนนะ ลูกช้างเหมือนจะเข้าใจในสิ่งที่หลวงพ่อพูด ก็เดินกลับเข้าไปใต้ถุนโรงลิเก ใครมาดูมาเรียกก็ไม่ยอมออกมา” หลวงพ่อบุญส่ง กล่าว
อดีตเจ้าอาวาสวัดเขาบันไดอิฐ เล่าย้อนถึงที่มาของช้างกำพร้าตัวนี้ว่า ชาวบ้านที่รับจ้างตัดไม้ให้กำนันสนิท เข้าไปในเขตป่าละอู อ.หัวหิน พบกับโขลงช้างป่าและได้ยิงแม่ช้างตาย ลูกช้างตัวดังกล่าวจึงถูกพวกลูกจ้างคนงานทำไม้จับไว้ และนำมาขายให้กับกำนันสนิทในราคา ๕,๐๐๐ บาท ตั้งชื่อให้ลูกช้างว่า กำพร้า เมื่อซื้อมาแล้วจึงนำมาเลี้ยงไว้ที่บ้านปราณบุรี ปรากฏว่า ช้างกำพร้าไม่ยอมเข้าบ้าน จึงผูกไว้กับต้นไม้หน้าบ้าน พอเช้าวันรุ่งขึ้น กำนันสนิทที่เตรียมตัวจะอาบน้ำ ได้ลงมาดูลูกช้างที่หน้าบ้าน จึงถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงจนเสียชีวิต พร้อมกับลูกน้องรวม ๔ ศพ เช้าวันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๒๐ หลังจากเสร็จงานศพกำนันสนิท หลวงพ่อบุญส่งได้ติดต่อกับตำรวจทางหลวงช่วยอำนวยความสะดวกในการพาช้างกำพร้ามาที่วัดเขาบันไดอิฐ
หลวงพ่อบุญส่ง เล่าอีกว่า ตอนนั้นคนที่เคารพนับถือกำนันสนิททราบข่าวว่า จะมารับช้างจึงได้มารอดูช้างที่หน้าบ้านกำนัน หลวงพ่อไปถึงนำกล้วยที่ซื้อจากชาวบ้านชะอำให้ช้างกำพร้ากิน พอเห็นว่าสายมากแล้ว ควรจะพาช้างกลับวัด หลวงพ่อหันหน้าไปทางบ้านกำนันสนิทบอกในใจกับดวงวิญญาณของกำนันว่า ขอมารับช้างไปอยู่ที่วัด หันหน้าไปทางป่า ไหว้เทวดาอารักษ์ เจ้าป่าเจ้าเขา ขอลูกช้างเชือกนี้ไปอยู่ด้วยที่วัด ขอให้เดินทางโดยปลอดภัย พอแก้เชือกล่ามช้าง และถอยรถมาเทียบให้ช้างขึ้นเท่านั้น พังกำพร้าก้าวเท้าวิ่งขึ้นรถโดยไม่ต้องบอก ยืนนิ่งชูงวงเล่นเหมือนโบกมือให้กับคนที่มาดูตลอดทาง เมื่อมาถึงวัด ลูกช้างก้าวเท้าเหยียบพื้นวัด หลวงพ่อก็ประกาศว่านับจากนี้ไปให้เจ้ามีชื่อ “ขวัญตา” ใครมากราบไหว้หลวงพ่อแดง จะได้พบกับพังขวัญตา
อดีตเจ้าอาวาสวัดเขาบันไดอิฐ เล่าต่ออีกว่า พังขวัญตาเป็นช้างแสนรู้ คนที่มาไหว้หลวงพ่อแดง ขวัญตาจะวิ่งแล่นเข้าไปหา จนเป็นที่นิยมชมชอบของผู้ที่มาเยี่ยมวัด ตอนนั้นยังไม่มีใครทราบว่า พังขวัญตาเป็นช้างเผือก กระทั่งราวต้นเดือนธันวาคม พ.ศ.๒๕๒๐ พลเรือเอกกวี หลานของหลวงพ่อแดง พร้อมคุณกมลนารี ภริยา ขับรถเบนซ์มาไหว้หลวงพ่อแดงที่วัดเขาบันไดอิฐ ช่วงที่พลเรือเอกกวีฯ จัดเรียงไม้กอล์ฟที่ท้ายรถ พังขวัญตาเล่นสนุกตามเคย ใช้สองขาหน้าขึ้นไปเหยียบบนกระโปรงรถ ใช้งวงปัดที่กระจกหน้ารถ คุณกมลนารีที่ขณะนั้นอยู่บนกุฏิ ยังไม่ทันจะปักธูปหันไปเห็นเข้า ด้วยความตกใจจึงรีบลงไปดูที่รถ หลวงพ่อก็เดินตามลงไปด้วย
“ขวัญตา อย่า... อย่า... เชื่อมั้ยพอพูดเท่านั้นละ ขวัญตายกตัวนำขาทั้งสองข้างลงจากรถ จังหวะที่ยกท้อง คุณกมลนารี ทักหลวงพ่อ บอกช้างตัวนี้ท้องแดงเป็นช้างเผือก หลวงพ่อก็ไม่แน่ใจ จึงติดต่อกับทางสำนักพระราชวังมาตรวจดู จึงว่าพังขวัญตามีลักษณะตรงคชลักษณ์เป็นสำคัญ ท้องแดง ปากแดง มีรูขนขึ้นมากกว่า ๓ รู เข้าตามตำรา”
ช่วงเวลาใกล้เคียงกัน มีการพบช้างเผือกที่จังหวัดเพชรบุรี จำนวน ๑ ช้าง ชื่อ พลายภาศรี มี นายสุรเดช มหารมย์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ภาศรีฟาร์ม จำกัด ได้รับซื้อช้างจากชาวบ้านกะเหรี่ยงบ้านหนองปืนแตก ต.สองพี่น้อง อ.แก่งกระจาน มาเลี้ยงไว้ที่ฟาร์มของบริษัทใกล้เขื่อนแก่งกระจาน โดยตั้งชื่อช้างตัวนี้ว่า “ภาศรี” ข่าวช้างเผือก 2 ช้างนี้เริ่มเป็นที่หนาหู ประชาชนที่ทราบข่าวต่างเดินทางมาดูช้างเผือกทั้งที่วัดเขาบันไดอิฐ และฟาร์มของนายสุรเดชที่แก่งกระจาน
ทว่าเรื่องมหัศจรรย์ช้างเผือกเมืองเพชรบุรีก็ยังไม่จบลงเท่านี้ ท่านเจ้าคุณเทพประสิทธิคุณ เจ้าคณะภาค ๑๕ วัดประยุรวงศ์ กรุงเทพฯ ได้มีหนังสือถึง พระเทพวงศาจารย์ เจ้าคณะจังหวัดเพชรบุรี เจ้าอาวาสวัดยาง ในขณะนั้น ขอให้พระปลัดบุญส่ง ไปดูช้างเชือกหนึ่งที่ชาวบ้านจับได้ในป่าชายแดนด่านสิงขร จ.ประจวบคีรีขันธ์ นำมาฝากไว้ที่วัดหนองหิน ต.คลองวาฬ อ.เมืองประจวบฯ เนื่องจากชาวบ้านที่จับช้างมากลัวว่าจะถูกเจ้าหน้าที่จับกุม เพราะทำผิดกฎหมาย
ตอนไปดูช้างเห็นเด็กกำลังทุบอ้อยให้ช้างกิน เป็นลูกช้างเพศผู้ ตัวเล็ก ผอมโซ คนเลี้ยงใช้ลวดสลิงมัดขาผูกติดไว้กับเสา ดูแล้วหากปล่อยไว้ไม่เกิน ๓ วันคงต้องตาย หลวงพ่อไปกับพระชื่อชิน และโยมอีกคนเป็นชาวมหาชัย ซื้อองุ่นไปหนึ่งถุง ยื่นให้ช้างกิน มันรีบคว้าจากมือหลวงพ่อ กินจนหมดถุงแล้วยังเอามือหลวงพ่อจับใส่ปากดูดเล่น บอกพระชินที่ไปด้วยกันว่า ช้างตัวนี้เป็นช้างเผือก ดูตามลักษณะเหมือนกับพังขวัญตา จึงนำยาแสงหมึก หรือยากวาดคอเด็ก ที่เตรียมมาป้ายที่ปากลูกช้าง เดิมที่เจ้าของตกลงจะยกให้วัด พอวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๒๑ นำรถไปรับช้าง เจ้าของช้างขอค่าตอบแทนเป็นเงิน ๗,๐๐๐ บาท หลวงพ่อก็ยอมให้ เมื่อนำลูกช้างมาถึงวัดเขาบันไดอิฐ เป็นช่วงเวลาใกล้รุ่ง จึงตั้งชื่อช้างเชือกนี้ว่า “ดาวรุ่ง”
พลายดาวรุ่ง เป็นช้างที่ฉลาดแสนรู้เหมือนพังขวัญตา ชอบเล่นซุกซนกันทั้งคู่ หลวงพ่อบุญส่ง เล่าว่า ครั้นถึงเวลากินนม พลายดาวรุ่งจะใช้งวงเคาะประตูเรียก พอพระท่านเปิดประตูจะรีบเข้าไปหาเพื่อกินนม เวลานอนจะนอนหน้าห้องพระพี่เลี้ยง ส่วนพังขวัญตาจะนอนกับหลวงพ่อ แล้วพระพี่เลี้ยงองค์นี้ท่านช่วยดูแลอย่างดี เรียกช้าง 2 เชือกนี้ ว่าเจ้าหนูทุกคำ ถึงเวลาอาบน้ำจะพาช้างไปเล่นน้ำคลอง กระโดดน้ำกันตูม ๆ สนุกสนาน ชอบคลุกขี้โคลนจนตัวดำ พอกลับมาถึงวัดเป็นอันต้องอาบน้ำใหม่ทุกที
“มีเรื่องแปลก ช้างที่ชาวบ้านพามาขายของ เดินผ่านมาที่วัดเขาบันไดอิฐ หยุดยืนเฉยอยู่ข้างล่าง ไม่กล้าขึ้นมาบนวัด ใช้ตะขอสับเท่าไรก็ไม่ขึ้น หลวงพ่อต้องบอกเขาว่า ที่นี่เคยเลี้ยงช้างเผือก หรือเวลาช้างเผือกอาบน้ำ ช้างบ้านเหล่านี้จะไม่ลงอาบน้ำในจุดที่อยู่เหนือช้างเผือกลงอาบ บางตัววิ่งหนีไปหยุดที่หน้าโรงเรียนพรหมานุสรณ์ก็มี”
ต่อมาในเดือนมีนาคม พ.ศ.๒๕๒๑ นายศุภโยค พานิชวิทย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี ได้ขอความอนุเคราะห์จากสำนักพระราชวังช่วยส่ง จมื่นสิริ วังรัตน เจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญเรื่อง คชลักษณ์ ทำการตรวจสอบลักษณะของช้างพลายดาวรุ่ง ปรากฏว่าเป็นช้างที่ถูกต้องตามคชลักษณ์ เช่นเดียวกับช้างพลายภาศรี และช้างพังขวัญตา โดยจัดอยู่ในตระกูล “วิษณุพงศ์” จำพวก “อัฏฐคช” ชื่อ ครบกระจอก หมายถึง ช้างที่มีเล็บครบ ๒๐ เล็บ คือ เท้าละห้าเล็บทั้งสี่เท้า
สำนักพระราชวังได้ทำพิธีสมโภชขึ้นระวาง ช้าง ๓ ช้าง ณ โรงพิธีจังหวัดเพชรบุรี เมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๒๑ พระราชทานนามช้างเผือกทั้ง ๓ ช้าง ดังนี้
พลายภาศรี นามว่า พระเศวตภาสุรคเชนทร์ นวเมนทราพาหน สุทธวิมลวิษณุพงศ์ คุณธำรงดามพหัสดินทร์ สุพัชรินทร์อนันตพล คชมงคลเลิศฟ้า ๚
พังขวัญตา นามว่า พระเทพวัชรกิริณี ดามพหัสดีพิษณุพงศ์ โสตถิธำรงวิสุทธิลักษณ์ อำนรรฆคุณสบสกนธ์ วิมลสารโศภิต พิบูลกิตติ์เลิศฟ้า ๚
พลายดาวรุ่ง นามว่า พระบรมนขทัศ วัชรพาหนพิษณุพงศ์ โสตถิธำรงอัฏฐคช ดิเรกยศอนันตคุณ อดุลยสารเลิศฟ้า ๚
ครั้นช่วงก่อนงานพิธีสมโภชขึ้นระหว่างถวายช้างสำคัญของเมืองเพชรบุรี ๓ ช้างพร้อมกันนั้น ทางหลวงพ่อบุญส่งได้ช้างเผือกตัวที่ ๓ มาอุปการะเลี้ยงดู ชื่อ พลายยอดเพชร เกิดประมาณกลางปี พ.ศ.๒๕๒๐ เป็นลูกช้างเถื่อนที่มีถิ่นกำเนิดในป่าเขตติดต่อกับประเทศพม่า บริเวณ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์
หลวงพ่อบุญส่ง เล่าว่า ชาวบ้านกะเหรี่ยงไปเห็นลูกช้างป่ากินนมแม่ช้างที่ถูกยิงตาย จึงเอามาเลี้ยงไว้รวมกับหมูของชาวบ้านที่ปราณบุรี ทราบข่าวจากกำนันสุจริต นาอาคม ว่าพบลูกช้างเชือกหนึ่งอยากให้หลวงพ่อไปดู ก็ไปกับพระชิน ลูกช้างตัวนี้อยู่ในคอกหมูแท้ ๆ พอหลวงพ่อไปถึง มันปีนข้ามคอกหมูมาหา หลวงพ่อบดยาแสงหมึกกวาดคอ ก่อนที่จะพาไปอาบน้ำที่แม่น้ำปราณบุรี เนื้อตัวเต็มไปด้วยขี้หมูและไข่เห่า ให้ปลายข้าวให้ช้างกินไว้ ๓ กระสอบ ไม่นานข้าวก็หมดจึงพามาอยู่ที่วัด เป็นเพื่อนเล่นกับพังขวัญตา และพลายดาวรุ่ง ตั้งชื่อว่า ยอดเพชร คือ เพชรเม็ดงามดั่งหัวแก้วหัวแหวน
ลักษณะของ “พลายยอดเพชร” ยังชี้ชัดไม่ได้ว่า เป็นช้างเผือกหรือไม่ ทางวัดจึงติดต่อให้ทางสำนักพระราชวัง จัดส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจคชลักษณ์ จึงทราบว่า “พลายยอดเพชร” เป็นช้างเผือกด้วยเช่นกัน อยู่ในตระกูลพรหมพงศ์ จำพวกอัฏฐทิศ ชื่อ “กมุท” ถึงแม้พลายยอดเพชรจะไม่ได้ทำพิธีสมโภชขึ้นระวางพร้อมกับพลายภาศรี พังขวัญตา และพลายดาวรุ่ง แต่ทางหลวงพ่อบุญส่งได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ในปี พ.ศ.๒๕๒๓ ขณะนั้นพลายยอดเพชร มีอายุได้ประมาณ ๒ ปี ๖ เดือน
นอกจาก ช้างพลายภาศรี พังขวัญตา พลายดาวรุ่ง และพลายยอดเพชร ยังมีช้างเผือกที่ทางจังหวัดเพชรบุรีถวายฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ อีก ๒ ช้าง คือ พลายวันเพ็ญ และ พลายขวัญเมือง ทั้งนี้ พลายวันเพ็ญ เป็นช้างเพศผู้ “สีประหลาด” เกิดประมาณปี พ.ศ.๒๕๑๙ มี นายทรัพย์ พุกดุ่ย ผู้ใหญ่บ้านหมู่ ๕ ต.ท่าไร้รวก อ.ท่ายาง เป็นเจ้าของเดิม ส่วน พลายขวัญเมือง เกิดประมาณปลายปี พ.ศ.๒๕๒๐ เป็นช้างที่มีถิ่นกำเนิดในป่าจังหวัดเพชรบุรี อยู่ในตระกูลพรหมพงศ์ จำพวกอัฏฐทิศ ชื่อ “อัญชัน” จัดพิธีถวาย ณ มุขตะวันออก พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๒๓
ข้อมูลอ้างอิง... สัมภาษณ์พระครูโสภณพัฒนกิจ เจ้าอาวาสวัดเขาบันไดอิฐ ตีพิมพ์ลงนิตยสารเพชรนิวส์ แม็กกาซีน ฉบับที่ ๕๒ เดือนธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๑ ภาพประกอบจากหนังสือที่ระลึกงานพระราชพิธีสมโภชช้างเผือก ๓ เชือก ณ จังหวัดเพชรบุรี พ.ศ.๒๕๒๑