ธรรมะมหัศจรรย์ ตามรอยธรรมสมเด็จโต สถานปฏิบัติธรรมพรหมรังสี

ธรรมะมหัศจรรย์ ตามรอยธรรมสมเด็จโต สถานปฏิบัติธรรมพรหมรังสี เผยแพร่ธรรมะตามแนวทางและปฏิปทาขององค์สมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) พรหมรังสี

ขอให้รู้ว่าในขณะที่เรานั้นจะมาเจริญประพฤติปฏิบัติ เราไม่ต้องไปสนใจเรื่องว่าร่างกายสังขารมันจะมีความเสื่อม ตรงนี้มีความสำ...
18/05/2026

ขอให้รู้ว่าในขณะที่เรานั้นจะมาเจริญประพฤติปฏิบัติ เราไม่ต้องไปสนใจเรื่องว่าร่างกายสังขารมันจะมีความเสื่อม ตรงนี้มีความสำคัญอย่างมาก ถ้าเรานั่งประพฤติปฏิบัติแล้ว เรามีความกังวลเรื่องกายว่ากายมันจะเสื่อม กายมันจะเจ็บกายกายมันจะป่วย เพราะถึงเวลานี้มันจะต้องพักต้องผ่อน ก็ในขณะที่เรานั่ง..ไม่ได้เอากายไปแบกหาม ไม่ได้เอากายไปทรมานด้วยการอดอาหาร ในขณะนี้เราแค่มาทรงกายนิ่งๆอยู่ แต่คือทรงสตินั่นเอง นี่แหละ..เรียกว่ากายได้พักผ่อน

แต่ในขณะที่กายมันพักผ่อน แต่ถ้าเราเอาจิตไปยึดกายเมื่อไหร่ สติตรงนี้จะไม่ตั้งอยู่ที่กาย เมื่อสติไม่ตั้งอยู่ที่กายแล้ว..มันจะทรงกายไม่ได้ เมื่อมันทรงกายไม่ได้แล้ว มันก็ประกอบการงาน..มาเจริญพระกรรมฐานมาเจริญสติไม่ได้นั่นเอง เพราะเรียกว่าจิตนั้นมันไม่มีสติรู้อยู่ในสิ่งที่อยู่เฉพาะในขณะนี้ แต่ถ้าเรามีสติรู้อยู่ที่กายเมื่อไหร่ เราจะทรงกายได้ อาศัยกายนี้มาประพฤติปฏิบัติ เพื่อให้รู้เวทนา..มาประพฤติปฏิบัติธรรมได้

นั้นในขณะที่เราทรงรู้ในสติปัฏฐานอยู่ในกาย เพื่ออะไร..เพื่อให้เรามาเจริญสติ มาภาวนา อาศัยกายนี้แหละ..เค้าเรียกว่าการอาศัยกาย เพราะว่ากายนี้เป็นที่ตั้งของความเกิดคือความเป็นทุกข์ ทีนี้ว่าเราจะไปออกจากทุกข์ที่ไหนล่ะ มันเกิดจากที่นี่..เราต้องแก้ไขที่นี่ที่กายนี้ ที่แดนเกิด ที่ตั้งแห่งภพนี้ เพราะแสดงว่าเรายังไปติดอยู่ในกาย คิดว่ากายเป็นเรา นั่นแหละเราต้องแก้ที่อย่างนั้น

จะตัดกรรมก็ต้องตัดที่กายตรงนี้ ที่เราไปติด นี่เค้าเรียกการเอาจิตมาฝึก ฝึกให้รู้ว่าจิตไปติดไปพอใจอยู่ในอะไร..เราก็มาแก้ไขตรงนั้น มาพิจารณา..เพื่ออะไร พิจารณาเพื่อแก้ไข เพื่อให้เห็นโทษมัน พิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริง..ว่ากายมันใช่ของเราจริงมั้ย พอเรานั่งไปนานๆมีความเวทนาเกิดขึ้น เราห้ามมัน..บังคับบัญชาได้มั้ยว่าไม่ให้มันเจ็บไม่ให้มันปวด

เมื่อเราห้ามมันไม่ได้ บังคับมันไม่ได้ เราก็กำหนดรู้ เป็นผู้รู้..ด้วยมีอุเบกขาธรรม ว่าอ้อ..กายมันมีความเจ็บมีความป่วย อย่าเอาจิตเข้าไปเจ็บ ก็คือไม่ไปปรุงแต่ง ไม่ไปยึดถือว่ากายนี้มันจะเสื่อม พอเราวาง..เห็นกายตามความเป็นจริง ยกจิตขึ้นสู่ไตรลักขณญาณ เห็นกายว่ากายนี้มันมีความทุกข์อยู่แล้ว มีความขัดข้องอยู่แล้ว มีความเสื่อมเป็นธรรมดาอยู่แล้ว มีความสลายตัวไปของธาตุ

ถ้าเราพิจารณาได้อย่างนี้..นี่เรียกว่าจิตเข้าไปเห็น สิ่งที่ถูกเห็นเหล่านั้น..ไม่ใช่ตัวจิต เมื่อไม่ใช่ตัวจิตแล้วเป็นอะไร มันเป็นตัวอะไร มันเป็นของสมมุติ เป็นของธาตุดินน้ำไฟลมที่มารวมตัวประชุมธาตุ มันเป็นที่อาศัยให้เราได้มาประพฤติปฏิบัติ ได้อาศัยมาเจริญในมรรคนี้

พอเราเห็นอย่างนี้แล้วว่าอ้อ..กายนี้มันเป็นเพียงของสมมุติ สมมุตินี้มันมีอายุขัย..ว่าอีกไม่ช้าไม่นานกายนี้ก็ต้องแตกสลาย ไม่เกิน ๑๐๐ ปีก็ต้องแตกสลาย ถ้าเรามีอายุสัก ๕๐ แล้ว..มันก็ไม่เกินอีก ๕๐ ถ้าเราเกินไปกว่านั้นอีก..อายุมันก็สั้นลงๆ

แต่ความเป็นจริงแล้วความตายก็ดีในขันธ์ ๕ นี้มีความเกิด..แก่..เจ็บ..ตายอยู่ทุกขณะ มีความเสื่อม อะไรบ้างที่บอกว่าความเสื่อม มีความไม่สบายกาย มีความเสื่อมไปของธาตุก็ดี เช่นว่าเรี่ยวแรงถดถอย นี่จึงมีความเสื่อมความแก่ ความสลายตัวของธาตุของกำลัง สายตาฝ้าฟางก็ดี ผมเผ้าที่มันร่วงหล่น ผมขาวแล้วก็ดี ผิวหนัง..ธาตุดินที่มีความเสื่อม ไม่อิ่มเอิบแล้ว ไม่ผ่องใสแล้ว เหี่ยวย่นแล้วก็ดี รูปร่างร่างกายสังขารมีการเปลี่ยนไปก็ดี สิ่งเหล่านี้..นี่คือความเสื่อมทั้งนั้น

หรือเวทนาที่เกิดขึ้นในขณะใดในกายนี้ ก็คือความเสื่อมของกาย คือความแก่ คือความชรา คือความสลายตัวของธาตุ คือความเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตนของเรา คือสิ่งนั้นคือเราไปบังคับบัญชามันไม่ได้ เมื่อเราเอาจิตไปรู้ไปพิจารณาอย่างนี้ นี่แหละเรียกว่าวิปัสสนามันก็บังเกิด จิตกับกาย..กายกับจิต..จะแยกกันอยู่ตรงนี้ แยกกันตรงที่อะไร..แยกกันตรงที่จิตที่เราเข้าไปเห็น รู้เท่าทันมัน นั่นเรียกว่าจิตที่ตื่นรู้

การที่จิตตื่นรู้..คืออะไร คือจิตที่เข้าไปเห็นแล้วไม่ได้ติดอยู่ในสิ่งที่รู้ ขณะที่เรานั้นยังไม่ตื่นรู้ แน่นอนไอ้ตัวรู้เหล่านั้นเรายังต้องไปยึดต้องอาศัยอยู่ เช่นการภาวนาจิตว่าพุทโธ เป็นสัญญามั้ย..เป็นสัญญา ลมหายใจในอานาปานสติ หรือกาย..เวทนา..จิต..ธรรม เป็นสัญญามั้ย..เป็นสัญญา เพราะว่าเรายังไม่ได้ตื่นรู้ แต่ต้องอาศัยตัวรู้

แล้วเมื่ออาศัยตัวรู้ตรงนี้แล เรารู้ด้วยอะไร เรารู้ด้วยสติเฉพาะหน้าว่าเราคือรู้ด้วยวางเฉย รู้ตามความเป็นจริง รู้ในอารมณ์ปัจจุบันของเรา คราวนี้ถ้าเรามีอารมณ์เข้ามาแทรก อารมณ์ในอดีตเข้ามาแทรก อารมณ์ที่เป็นอกุศลก็ดี ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ คือความปรุงแต่งความพอใจอะไรก็ตาม ความไม่รู้เท่าทันในอารมณ์ก็ดี เราก็ดึงสติกลับมารู้อยู่ที่กายใหม่ มาอยู่ที่ลมใหม่ อยู่ที่องค์ภาวนาไว้..

เพราะองค์ภาวนามันคือเชือกคอยดึงไว้ แต่พอเรานี้ภาวนาจนชินแล้ว ครั้นเมื่อจิตมันเคลื่อนไป ส่งออกไปภายนอก พุทโธตัวนี้จะไปทำหน้าที่ไปดึงจิตกลับมา มาอยู่ที่เสาหลักมาอยู่ที่ฐานของจิต นี่เรียกว่าจิตเราเริ่มมีความชินแล้ว เริ่มมีกำลัง มีการพัฒนา

ดังนั้นขณะที่เรามาเจริญภาวนา ต้องมาทำอย่างนี้ตลอดเวลามั้ย (ลูกศิษย์ : ตลอดเวลา) ถูกต้อง..เมื่อจิตเรายังไม่มีความทรงตัวในศีลสมาธิปัญญา เราก็ต้องมาฝึกอย่างนี้อยู่บ่อยๆ เพราะอะไร ๑.ศีลของเรานั้นไม่ได้รักษาได้ตลอดเวลา ๒.สมาธิเราไม่ได้ทรงได้ตลอดเวลา ๓.ปัญญาเราไม่ได้เจริญอยู่ทุกขณะ คือยังไม่เห็น..ตื่นรู้อยู่ทุกขณะ

ดังนั้นครั้นเมื่อเราว่างเว้นจากหน้าที่การงานแล้ว จากวิบากกรรมในทางโลกที่เราต้องไปชดใช้ อะไรอย่างใดอย่างหนึ่งก็ดี ที่ต้องไปหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องในหน้าที่การงานก็ดีเหล่านี้ พอเราว่างเว้นจากสิ่งเหล่านี้ เรามีเวลาแล้ว เราก็มาให้เวลาของเทพพรหมเค้า เราก็มาเจริญประพฤติปฏิบัติ ตั้งจิตอธิษฐานบุญกุศลที่เราจะประพฤติปฏิบัติในพระกรรมฐาน เช่นในขณะนี้ก็ดี

ขอเป็นไปเพื่อประโยชน์ต่อทุกดวงจิตดวงวิญญาณทั้งหลาย ตลอดทั้งคู่อาฆาตคู่อิจฉา คู่ริษยาพยาบาททั้งหลาย ที่ข้าพเจ้าได้เคยมีวิบากกรรมกันมา ด้วยทางกาย ทางวาจา ทางใจอย่างใดอย่างหนึ่งก็ดี ที่มีเจตนาไม่มีเจตนาอย่างใดอย่างหนึ่งก็ดี ขอบุญกุศลที่ข้าพเจ้าได้กระทำในขณะนี้ จงเป็นไปเพื่อประโยชน์ ขอให้ทุกดวงจิตดวงวิญญาณจงมาโมทนา มีส่วนได้ในผลบุญกุศลนี้ มาอโหสิกรรมซึ่งกันและกัน เพื่อจะได้ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน

เมื่อเราตั้งจิตอธิษฐานไปอย่างนี้แล้ว แต่ทุกครั้งเมื่อเราอธิษฐาน..อย่าลืมว่า ก็ต้องขอว่า..ขอบุญกุศลนี้ ขอทุกดวงจิตดวงวิญญาณให้มาโมทนาอโหสิกรรม เพื่อจะได้ไม่มีเวรเป็นพยาบาทเบียดเบียนซึ่งกันและกันอีกต่อไป จนกว่าจะเข้าถึงการพ้นทุกข์..นี่แหละตั้งปรารถนาไว้ ความพ้นทุกข์คืออะไร..คือพระนิพพานไว้

การอธิษฐานแบบนี้ทุกครั้งอย่างนี้แล ไม่ว่าเราจะสร้างบุญเล็กสร้างบุญน้อย ภาวนาเล็กน้อย หรืออบรมเล็กน้อยอะไรก็ตาม ได้มาเจริญกรรมฐาน..ได้บ้างไม่ได้บ้าง ให้ตั้งจิตอธิษฐานไปอย่างนี้ เพราะอะไร..ไอ้ตัวจิตตั้งปรารถนาอธิษฐานคือความพ้นทุกข์ คือมันเป็นจุดหมายปลายจงกรมของบุคคลผู้นั้น แล้วพระนิพพานคือสิ่งสูงสุดคือการสิ้นสุดแห่งวัฏสงสาร

ทีนี้คนอธิษฐานแบบนี้ไว้..เป็นยังไง มันจะมีความคล่องตัว..คล่องตัวอะไร กรรมมันจะหมดไวขึ้น มีความคล่องตัวในทางโลก มีเวลามาประพฤติปฏิบัติมากขึ้น อุปสรรคก็น้อยลง เพราะอะไร..การอธิษฐานถึงตรงนี้แล้ว มันมีบุญกำลังมากนั่นเอง บุญกำลังของพระนิพพานมันมีกำลังมาก

ดังนั้นแล้วเมื่อเราอธิษฐานอย่างนี้แล้ว จิตหรือว่าบารมีทั้ง ๑๐ ทัศมันจะมารวมตัวกันได้ง่าย เพราะมันจะทำให้เข้าถึงตัวการที่ทำให้จิตมันตื่นรู้ จิตที่ตื่นรู้คืออะไร..ตัวปิติ มีความผ่องใสของจิตนี่เอง พอมันมีปิติมีความผ่องใสของจิตแล้ว นิวรณ์ทั้ง ๕ กามฉันทะ เวรพยาบาทเบียดเบียนอะไร ความเคลิบเคลิ้มจิตเคลิบเคลิ้มใจ ความลังเลสงสัยปลงใจไม่ได้เหล่านี้ มันจะระงับลง

พอมันระงับลงแล้วเป็นยังไง จิตเราก็จะมีศรัทธาตั้งมั่นในความเพียร แล้วถ้าเราเคยเจริญศีลสมาธิปัญญาอยู่แล้ว มันจะมารวมตัวกันได้ง่าย พอมันรวมตัวกันได้ง่ายแล้วนี่แหละ ไม่ว่าจะเป็นราตรีหรือว่าร่างกายสังขารจะมีความเสื่อมอย่างไรแล้ว จิตมันจะวางของมันเอง จิตมันจะไม่สนใจ..

ดังนั้นแล้ว..ทุกครั้ง ถึงแม้เรายังไม่เข้าถึงพระโสดาบันปัตติผล แต่ทุกครั้งเมื่อเราได้เจริญแล้ว เพราะเราเป็นโสดาบันปัตติมรรค เป็นผู้ที่มีศรัทธาแล้วในพระรัตนตรัย แต่ยังไม่เข้าถึงความเป็นอริยะ คือศีลสมาธิปัญญามันยังไม่ทรงตัว ดังนั้นมันขาดตัวเดียว..บุคคลที่ยังไม่เข้าถึงพระโสดาบันปัตติผล มันขาดอยู่ตัวเดียว..คืออะไร เพราะตัวที่มีศรัทธาในพระรัตนตรัย ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีความสงสาร มีความเมตตามันมีอยู่แล้ว

แต่ตัวหนึ่งที่มันจะตัดไอ้ความลังเลสงสัย ความอิจฉาความอาฆาตพยาบาทไปได้..นั่นคืออะไร ก็คือความระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์ นี่แหละ..พระโสดาบันปัตติผลเขาจะไม่ลืมระลึกถึงตรงนี้ เพราะบุคคลใดก็ตามเมื่อระลึกถึงอารมณ์ของความตายเกิดขึ้น ความอาฆาตความพยาบาทเบียดเบียน อิจฉาริษยาเหล่านี้..มันจะระงับ จิตมันจะน้อมเข้าสู่อะไร..สู่ธรรมสังเวช คือจิตเข้าสู่เมตตาธรรมเกิดขึ้น

เมื่อมีเมตตาแล้วมันจะมีกรุณาเกิดขึ้นเอง มันจะไม่คิดอาฆาตไปเบียดเบียนใคร ไม่อิจฉาใครทั้งนั้น พอเราระลึกถึงความตายเราจะเห็นอะไร..คือเห็นธรรมสังเวช เห็นว่าเราเองก็ต้องตาย คนอื่นที่เราเกลียดก็ตามเค้าก็ต้องตาย ดังนั้นแล้วบุคคลเหล่านี้โสดาบันปัตติมรรค ขาดหรือลืมการพิจารณาระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์ เพราะพระโสดาบันปัตติผลเค้ามีความศรัทธาในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และสิ่งหนึ่งที่เค้ามีธรรมเป็นเครื่องอยู่ก็คือวิหารธรรม..คือระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์

เพราะว่าการละสักกายทิฏฐิ มันเป็นสังโยชน์ด่านแรก พอเราระลึกถึงความตายแล้ว จิตมันจะไม่ยึดมั่นอยู่ในกาย มันยึดมั่นอยู่ในอะไร..มันยึดมั่นอยู่ในธรรม มันจะยึดมั่นอยู่ในกรรมบถนั่นเอง กายวาจาใจที่มันเป็นอกุศล..มันจะมีความละอาย มันจะมีหิริมีโอตัปปะ..และมีความเท่าทัน

คนเราที่เราไปหลงเกลียด หลงชัง หลงรัก หลงอาฆาตหลงพยาบาท เพราะอะไร..เพราะไม่คิดถึงความตายที่จะเกิดขึ้น พอไม่คิดถึงความตายที่จะเกิดขึ้น มันเกิดความโลภ มันเกิดความหลง หลงตัวเองว่าเรานั้นจะมีความอายุยืนยาวนาน สิ่งเหล่านี้แลมันจึงขาดสตินั่นเอง..

เทศนาธรรมกรรมฐาน วันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๖๙
มูลนิธิเมืองธรรมพรหมรังสี สมเด็จพระพุฒาจารย์โต
บ้านโปร่งวิเชียร อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี

ติดตามข้อมูลข่าวสารกิจกรรมของมูลนิธิได้ทาง https://www.facebook.com/mprs.foundation
ติดตาม คลิปธรรมะได้ทาง YouTube channel : ธรรมะมหัศจรรย์ ตามรอยธรรมสมเด็จโต

16/05/2026
การที่เรามารวมตัวกันมาเจริญความดี มาอธิษฐานบุญก็ดี มาอโหสิกรรมกันก็ดี เพื่อมาตัดวิบากกรรมกัน เพื่อมาลดทอนในอัตตาให้มันเบ...
14/05/2026

การที่เรามารวมตัวกันมาเจริญความดี มาอธิษฐานบุญก็ดี มาอโหสิกรรมกันก็ดี เพื่อมาตัดวิบากกรรมกัน เพื่อมาลดทอนในอัตตาให้มันเบาบางลง ดังนั้นแล้วทุกครั้งที่เรามาเจริญกรรมฐาน คือให้เรามาตั้งต้นในความดี คือเอาจิตนี้ตั้งอยู่ในกองกุศลเสีย เช่นเราภาวนา ถ้าเราไม่ภาวนาเมื่อไหร่..

การที่เราเจริญสมาธิเค้าเรียกว่ารูปฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปิติ มีสุข มีอุเบกขาเป็นอารมณ์เหล่านี้ เรายังมีความรู้สึกนึกคิดอยู่ เพราะฉะนั้นขณะที่เราจะภาวนาก็ดี ถ้าเรายังไม่ภาวนาอย่างต่อเนื่อง ยังไม่ชิน ยังไม่เป็นอารมณ์ของฌานแล้ว ไอ้ความคิดมันจะเข้ามาแทรก นี่เป็นความคิดที่เป็นอกุศลที่จะมาตัดรอน เค้าเรียกว่าอมนุษย์ที่มันยังมีแทรกอยู่

ทีนี้อมนุษย์มันเกิดจากอะไร มันเกิดจากศีลที่เรามีความพร่อง เปิดทางให้สิ่งเหล่านี้มันเข้ามา นี้เค้าเรียกว่าอกุศลเข้ามาในจิต มันเข้ามาแทรกมาทำลายศีลของเรา มาทำลายสมาธิของเรา..ไม่ให้เราตั้งมั่น นั่นก็เรียกว่าอวิชชา..ที่มันเป็นอาหารของนิวรณ์

นี้ถ้าเราไม่เท่าทันจะทำอย่างไร ถ้าเราไม่เท่าทันจิตเราก็จะมีความพลั้งเผลอเคลิบเคลิ้มไป นั้นถ้าจิตเรายังไม่เป็นสมาธิ..เราอย่าเพิ่งหลับตา เพราะหลับตาเมื่อไหร่จิตมันก็ฟุ้งเคลิบเคลิ้มไปเมื่อนั้น ทีนี้การที่เราจะลืมตาภาวนาได้มั้ย..ได้ เพราะสมาธิมันคือจิตที่ตั้งมั่น เข้าถึงความสงบ ถ้าจิตยังไม่เข้าถึงความสงบตั้งมั่น เราจะใช้วิธีไหนก็ได้เป็นอุบายให้จิตเรา

คือเราต้องสามารถรู้ว่าเหตุใดที่จิตเราไม่สงบ นั่นต่างหากที่เป็นยอดของสมาธิ คือมีตัวสตินั่นเอง ถ้าเรามาทำสมาธิแต่ขาดซึ่งสติแล้ว ระลึกรู้ไม่เท่าทันในอารมณ์แล้ว สมาธิมันก็ไม่สามารถจะเจริญขึ้นมาได้ เพราะองค์แห่งการตรัสรู้สัมโพชฌงค์..มันมีสติเป็นตัวอันดับแรก ไม่ว่าใครจะมีความเพียรศรัทธาเพียงใดก็ตาม แต่ถ้าขาดซึ่งสติแล้ว ไม่ว่าจะเป็นความเพียรหรือศรัทธาอะไรก็ตาม ไม่สามารถจะรวมตัวกันได้ในบารมีทั้ง ๑๐ นั้น

นั้นสติสัมโพชฌงค์..ก็คือตัวระลึกรู้ ว่าในขณะนี้ก็ดี ราตรีนี้ก็ดี เรามาทำอะไรอยู่ ให้เรามีตัวสติตัวระลึกได้ นั้นถ้าคราใดเราจะเจริญสมาธิเราก็ต้องระลึกรู้ได้ว่า..อะไรที่เป็นข้าศึกของสมาธิ ก็ต้องดูจิตของเราว่าเหตุใดจิตเราถึงไม่สงบ ก็ให้เราพิจารณาใคร่ครวญอย่างนี้อยู่บ่อยๆ

อะไรก็ตามที่มันล่วงมาแล้ว..ก็ให้เราวางไว้เสีย ไม่ใช่บอกว่าสมาธิของเรา..นั่งคือให้ได้ความสงบ เราต้องไปยึดในความสงบอย่างเดียว..ก็ไม่ได้ เพราะเราต้องดูสติเฉพาะหน้า ดูความเป็นจริงว่าจิตของเราในขณะนี้ เวลานี้..มันเป็นอย่างไร

นั้นอดีตมันล่วงมาแล้ว เกิดขึ้นแล้ว แม้มันยังไม่สามารถสำเร็จเป็นมรรคเป็นผลได้ หรือในสิ่งที่เรากังวลอยู่กระทำอยู่นั้น..ไม่สามารถทำให้มันสำเร็จได้หรือแก้ไขได้ ยังไม่ต้องแก้มัน ปล่อยวางทั้งหมด กลับมาดูลมของเรา มาอยู่กับปัจจุบัน มาอยู่กับลมหายใจ มาอยู่กับอานาปานสติ มาอยู่กับองค์ภาวนา นี่แหละมาอยู่กับสติปัฏฐาน ๔

อันว่าสติปัฏฐาน ๔ เป็นยอดของอานาปานสติแน่นอน พอถามว่าอานาปานสติคืออะไร อานาปานสติก็คือกำหนดรู้ลม มารู้ลมอยู่ที่สติปัฏฐาน ๔ นี่แหละแสดงว่าสติปัฏฐาน ๔ เป็นยอดของอานาปานสตินั่นเอง บุคคลใดเอาจิตมาเที่ยวทัศนาจรอยู่ในกาย เวทนา จิต ธรรม..อยู่ทุกขณะหรืออยู่บ่อยๆเนืองๆแล้วไซร้ เค้าเรียกว่าทำการงานชอบ เป็นผู้เห็นชอบดำริชอบแล้วอย่างนี้แล้ว..ผู้นั้นย่อมไม่ห่างเหินจากความดีและความเพียร ย่อมเข้าถึงคุณวิเศษเข้าถึงอภิญญา ย่อมรู้ทางหลุดพ้นคือมรรคผล

นั้นสมาธิ..ไม่ได้บอกว่ามุ่งเน้นให้จิตมันเข้าถึงความสงบ แต่การเจริญสมาธิคืออะไร คือรู้..มีสติรู้ว่าจิตที่ไม่สงบนี้เพราะอะไร นั่นแหละเค้าเรียกว่าอริยสัจ ถ้าใครเจริญปฏิบัติอย่างนี้อยู่บ่อยๆแสดงว่าเป็นผู้เห็นอริยสัจ คือเห็นเหตุแห่งทุกข์..เราต้องกำหนดรู้ ดูซิว่าใจเรามันทุกข์เพราะอะไร จิตไม่สงบเพราะอะไร นั่นแหละแปลว่ามีเหตุ..เหตุเหล่านั้นมันเกิดมาจากอะไร เกิดจากจิตที่ยังยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ ในรูป นั่นเค้าเรียกว่าทุกข์

ก็ให้ไปน้อมลงไปในอารมณ์ทั้งหลายในกายนี้ ว่ากายนี้มันมีแต่ความทุกข์ทั้งนั้น..สิ่งใดทั้งปวง ให้เราน้อมไปถึงอะไร..ให้เราน้อมไปถึงความตายให้เกิดขึ้น ให้เกิดมรณะสัญญาเกิดขึ้น อะไรก็ตามเมื่อเราระลึกถึงความตาย..จิตที่เรามีความโลภ ความโกรธ ความหลง ความอยากได้อยากดีอะไรก็ตาม ความอาฆาตพยาบาทอะไรก็ตาม..มันจะผ่อนลงมา คลายลงมา

เพราะอะไร..เพราะว่าเมื่อเราระลึกถึงความตายแล้ว จิตมันจะมีความสะดุ้งผวา พอมันสะดุ้งผวาแล้วมันจะเริ่มมีสติเกิดขึ้น จิตมันจะคลายในสิ่งที่ยึด คลายในสิ่งที่หลง..

นั้นขอให้จำไว้..ในขณะที่เราจะเจริญกรรมฐานทุกครั้ง แม้ร่างกายสังขารหรือจิตของเรานั้นจะถูกนิวรณ์ครอบงำอยู่ก็ตาม มันเป็นเรี่องของขันธมาร ถ้าไม่มีนิวรณ์แล้วเราจะเอาอะไรประพฤติปฏิบัติเล่า แล้วเราจะเอาตัวอะไรที่เป็นตัววัดเป็นตัวทดสอบ..ว่าจิตของเรามีบารมีหรือยัง จิตเราเป็นศีลหรือยัง จิตเป็นสมาธิหรือยัง จิตเข้าถึงปัญญาหรือยัง เราจะเอาอะไรวัด..ถ้าเราไม่มีสิ่งเหล่านี้

เทศนาธรรมกรรมฐาน วันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๖๙
และวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๖๘
มูลนิธิเมืองธรรมพรหมรังสี สมเด็จพระพุฒาจารย์โต
บ้านโปร่งวิเชียร อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี

ติดตามข้อมูลข่าวสารกิจกรรมของมูลนิธิได้ทาง https://www.facebook.com/mprs.foundation
ติดตาม คลิปธรรมะได้ทาง YouTube channel : ธรรมะมหัศจรรย์ ตามรอยธรรมสมเด็จโต

ในยุคของยุคนี้..การที่เราจะเข้าไปสู่ในยุคใหม่ เราต้องประคับประคองจิตของเราให้รอดพ้นจากอารมณ์ ไม่อย่างนั้นแล้ว..ทำไมถึงไม...
13/05/2026

ในยุคของยุคนี้..การที่เราจะเข้าไปสู่ในยุคใหม่ เราต้องประคับประคองจิตของเราให้รอดพ้นจากอารมณ์ ไม่อย่างนั้นแล้ว..ทำไมถึงไม่รอดพ้นจากอารมณ์ อารมณ์เหล่าใดก็ตามที่เป็นอกุศลกรรมเหล่านี้ มันจะนำพาให้เรานั้นไปเสวยวิบากกรรมนั่นเอง หรือเรียกว่ากรรมที่เราได้ล่วงมา หรือเรียกว่ายังติดอยู่ ยังไม่ได้ละ ยังไม่ได้แก้ไข มันจะเข้ามาเสวยบาป..

เมื่อเสวยบาปแล้ว เค้าเรียกว่าบุญของเราที่เราทำมา..มันยังไม่ได้เสวยความดี เค้าเรียกว่ากรรมวิบากมันมาตัดรอน ดังนั้นให้ระวังไว้ ให้พึงสำนึกสำเหนียกว่าสิ่งที่ใกล้ตัวเราที่สุด..คืออะไร สิ่งที่ใกล้ตัวเราที่สุดคือ..ไม่ใช่พี่น้อง ไม่ใช่ญาติมิตร ไม่ใช่คนใกล้ชิดหรือคนสนิท แต่สิ่งที่ใกล้ชิดเราที่สุด..ก็คือความตาย

ความตายเหล่านี้เราพึงพิจารณาให้มากๆ มันจะได้ละอัตตาความถือดีอวดดี นั่นคือธรรมอันประเสริฐ ถ้าเราระลึกถึงความตายอยู่บ่อยๆ เราจะไม่ประมาทในการทำความดี เราเอาความตายมาเป็นอารมณ์ พึงมีความสำนึกซะ..ว่าเราจักตายในวันนี้ ถ้าเราคิดว่าเราจะตายพรุ่งนี้เมื่อไหร่ก็ยิ่งประมาทขึ้นไปอีก

การที่เราพิจารณาถึงความตาย ร่างกายสังขารมีความเสื่อมลงไป ตายลงไป สลายลงไปเหล่านี้ มันเป็นยอดแห่งกรรมฐาน เพราะว่าเราระลึกถึงความตายแล้ว ความโลภในตัณหาที่เป็นเหตุแห่งความพอใจ..มันก็จะระงับ โทสะก็ดีที่เป็นเหตุทำให้เราเกิดมีความอิจฉาริษยา ความไม่พอใจ ความไม่เท่าทันในอารมณ์..มันก็จะค่อยเบาบางลง แล้วความหลงคือความไม่รู้ ไม่เท่าทันในอารมณ์เหล่านี้ คือการไปปรุงแต่งพอใจในอารมณ์ในความคิดทั้งหลาย..มันก็จะระงับได้

นี่แหละ..ดังนั้นให้เราพิจารณาซิ ว่าสติปัฏฐานของเราเป็นยังไง มีความตั้งมั่นมากมั้ย..ในสติปัฏฐาน ถ้าฐานของเรานั้นมันไม่มีกำลังเมื่อไหร่ ย่อมถูกทำลายได้โดยง่ายในกองอกุศลทั้งหลาย เราต้องฝึกปรับปรุง แก้ไข บำรุงจิต บำรุงธาตุของเราในสติปัฏฐานให้มันมีกำลัง เพราะอะไร..ถ้าฐานที่ตั้งไม่มีกำลัง ยุคนี้เป็นภัยสงคราม..ถ้าฐานที่ตั้งไม่ดีก็ถูกทำลายได้โดยง่าย

นั้นกุศลและความดีก็ดีเมื่อเราได้สร้างแล้วทำแล้ว..เราต้องรักษาไว้ นั่นเรียกว่า ๔ เพียร ๔ เพียรก็คือความอดทนอดกลั้นที่เอามาประพฤติพรหมจรรย์ มีอะไรบ้าง..เพียรแรก (ลูกศิษย์ : เพียรกระทำก่อน) เพียรแรกต้องเพียร "กระทำ" ก่อน ถ้าโยมไม่กระทำโยมจะรู้ได้อย่างไร พอเพียรกระทำแล้วต้องเพียรอะไรอีก (ลูกศิษย์ : เพียรละ) อ้าว..พอเพียรกระทำก็เรียกว่าที่เรามาสร้างความเพียร..นี่เขาเรียกว่าหัวใจขอองกรรมฐานคือเพียร "ละ"

กระทำขึ้นมาก่อนคือต้นทุนบุญกุศล บารมีเรามีเท่าไหร่..เราถึงจะไปละได้มากน้อยแค่ไหนก็อยู่ที่กำลังต้นทุนของเราตั้งแต่แรก อันที่ ๒ เค้าเรียกเพียรละ ละอะไรบ้าง..ก็ละอกุศลมูลทั้งหลายที่มันหมักดองในดวงจิตในดวงใจให้เหลือน้อย หรือให้มันเบาบางลง นั่นเขาเรียกว่าเพียรละ..กรรมชั่วหรืออกุศลมูลทั้งหลายที่เป็นต้นเหตุต้นตอให้เรานั้นติดบ่วงแห่งกรรมนี้ สลัดออกไปไม่ได้สักที

เมื่อมีเพียรละแล้วต่อไปต้องทำอะไร (ลูกศิษย์ : เพียรระวัง) ทำไมถึงต้องเพียร "ระวัง" ก็เหมือนที่โยมได้รักษาคุณงามความดีและหาทรัพย์มาได้แล้วน่ะ โยมก็ต้องมีระวังว่าทรัพย์เหล่านั้นจะหายจะหมดไปไหน หรือมีใครขโมยเอาไป คือเพียรระวัง..

เมื่อเพียรละแล้ว เพียรระวังแล้ว ต้องเป็นเพียรอะไรอีก (ลูกศิษย์ : เพียรรักษา) ถูกต้อง..เมื่อละได้แล้วก็ต้องรักษาไว้ ทำไมถึงต้อง "รักษา" ไว้ในบุญกุศล เหมือนทุกวันนี้ที่โยมมีน่ะ โยมมีบุญทุกวันแต่โยมก็หมดทุกวัน ถ้าโยมไม่รักษากายวาจาใจ ไม่รักษาทานศีลภาวนา..

ดังนั้นหากว่าไอ้ฐานที่ตั้งมั่นของเรานั้นมันอ่อนกำลัง เราต้องกลับมาดูที่ลมหายใจ มาอยู่กับกายของเรา ถ้าเราเอาจิตไปท่องเที่ยวภายนอกอยู่บ่อยๆ เหมือนบ้านเรือนเราปล่อยไว้ไม่ค่อยมาดูแล บ้านเรือนมันก็จะร้าง ไม่นานเข้าไอ้คนจรเร่ร่อนหรือวิญญาณทั้งหลายมันก็จะเข้ามาสิงสู่ มาอาศัย มายึดครอง

นั้นใจของเราก็เช่นเดียวกัน จิตของเราก็เช่นเดียวกัน เราอย่าอยู่ห่างกาย อย่าให้ห่างลมหายใจของเรา เพราะลมหายใจของเรานี้คือความตาย ถ้าเราไม่เท่าทันในอารมณ์เหล่านี้ เราจึงไม่เห็นกองอกุศลที่เข้ามาแทรกได้ นั้นจงรักษาในฐานที่มั่นไว้ให้ดี ให้อยู่กับองค์ภาวนา อยู่ในสติปัฏฐาน ๔ นี้ อยู่ในกาย เวทนา จิต ธรรม ท่องเที่ยวทัศนาจรมันอยู่บ่อยๆ ในอาการ ๓๒ นี้

พิจารณาอยู่บ่อยๆ แล้ว..นี่แหละเค้าเรียกว่าผู้ที่มีแก้ว ๓ ประการ คือเข้าถึงในพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ผู้ใดผู้ที่เข้าถึงตรงนี้แล้วผู้นั้นย่อมเป็นอมตะ แม้จะมีชีวิตอยู่ก็อยู่อย่างประเสริฐ ตายแล้วก็จะไปจุติสุคติภูมิ ในโลกสวรรค์..

ทีนี้เรามาพูดถึงสวรรค์กันดีกว่า อันว่าสวรรค์นี้พากันไปเป็นหมู่คณะหมู่มากๆน่ะไปกันได้ เพราะสวรรค์มันคือที่ตั้งต้นแห่งความดี..เรียกว่าสวรรค์ แต่ทีนี้เรื่องของพระนิพพานมันไปกันเป็นหมู่คณะได้ยาก เพราะเรื่องของพระนิพพานมันต้องไม่ห่วงใคร ไม่ว่าวันนี้ใครจะมาหรือไม่มาก็ตาม ถ้าเราไปรอไปห่วง..เราก็ไปไม่ได้อันว่าพระนิพพาน

เพราะว่านิพพานมันต้องไม่มีใครแล้ว แม้ตัวของเรานั้นก็ต้องละจากตัวเรา ก็ต้องทิ้งจากตัวเรา จะไปยึดถือว่าตัวเรายังมีอยู่มันก็ไปนิพพานไม่ได้อีก นั้นคำว่าสวรรค์คือความดีที่ตั้งต้นเราไปเป็นหมู่คณะได้ แต่เรื่องของพระนิพพานมันเป็นเรื่องของวาสนาปรมัตถ์ เรื่องบารมี มันจะใช้ความอยากได้อยากดีอยากเป็น..ไม่ได้ มันต้องละจากความอยากได้ใคร่ดี อยากมีอยากเป็น..ถึงไปพระนิพพานได้ และต้องมีความเด็ดเดี่ยว แล้วต้องเป็นบารมีเฉพาะ

ดังนั้นแล้วเราจะไปห่วงใครก็ไม่ได้ นั้นการที่เรามาตั้งต้นในความดีคือเรียกว่าสวรรค์ก็ดี เพื่ออะไร..เพื่อเราจะรวมธรรมธาตุให้เป็นหนึ่ง ให้เป็นกำลังใจ พอเรามีกำลังใจแล้ว..เค้าเรียกว่ารวมบารมีทั้ง ๑๐ คำว่ารวมบารมีทั้ง ๑๐ แล้ว..เราจะปรารถนาพระนิพพานก็ดี ปรารถนาจะพ้นทุกข์ก็ดี..มันก็ทำได้ อย่างนี้

เทศนาธรรมกรรมฐาน วันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๖๙
มูลนิธิเมืองธรรมพรหมรังสี สมเด็จพระพุฒาจารย์โต
บ้านโปร่งวิเชียร อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี

ติดตามข้อมูลข่าวสารกิจกรรมของมูลนิธิได้ทาง https://www.facebook.com/mprs.foundation

ติดตาม คลิปธรรมะได้ทาง YouTube channel : ธรรมะมหัศจรรย์ ตามรอยธรรมสมเด็จโต

การที่เรามาพิจารณาฝึกตายก่อนตาย พิจารณาเห็นความตาย..ไม่ใช่ตอนที่เราหมดลมหายใจ หรือเห็นใครที่เค้าตายไปจากเรา หรือมิตรสหาย...
12/05/2026

การที่เรามาพิจารณาฝึกตายก่อนตาย พิจารณาเห็นความตาย..ไม่ใช่ตอนที่เราหมดลมหายใจ หรือเห็นใครที่เค้าตายไปจากเรา หรือมิตรสหายเพื่อนฝูงตายไปจากเรา อย่างนั้นเราจะไม่ได้เห็นความโทมนัสได้ เพราะอะไร..เพราะเราจะเห็นว่าเป็นธรรมดา แต่ว่าเรานั้นประมาท คือสิ่งเหล่านั้น..ความตายก็ดี ความเจ็บไข้ได้ป่วยก็ดี..มันยังไม่ได้เกิดขึ้นกับเรา แม้จะเกิดขึ้นกับญาติพี่น้องเพื่อนสนิท..ก็ยังไม่ชื่อว่าเราอยู่ดี

ก็เหมือนคนที่เรานั้นไปประพฤติปฏิบัติ..แต่ธรรมนั้นไม่ได้เกิดขึ้นกับเรา เราจึงไม่รู้รสชาติของมันในสิ่งนั้น ดังนั้นสิ่งทั้งหลายมันจะเกิดชัดแจ้งเห็นจริงได้ก็ต่อเมื่อมันปรากฏขึ้นกับเรา..ต่อหน้า และเราได้สัมผัสมันได้เองในเวทนานั้น เราถึงจะรู้รสรู้ชาติในสิ่งเหล่านั้น..

ดังนั้นฉันจึงบอกว่าความตาย..ไม่ใช่ตอนที่ว่าตายแล้วไม่มีลมหายใจ หรือบุคคลที่ล้มหายตายจากไปแล้ว แต่ความตายที่แท้จริงมันคือในร่างกายสังขารที่เรายังประมาท คือยังหลงไปติดในสุขในความเพลิน ในความยินดีพอใจในขันธ์ ๕ ว่าเป็นเรา..นี่ต่างหากที่เรากำลังประมาทในความตาย

แท้ที่จริงในขันธ์ ๕ นี้มันมีความเสื่อมและตายอยู่ทุกขณะนั่นเอง เค้าเรียกว่ากายเหล่านี้มันเป็นที่รังของโรค เราไม่รู้ได้ว่ามันจะกำเริบเสิบสานได้เมื่อไหร่..ในธาตุเหล่านี้ เพราะอะไร..เพราะเราไม่ใช่เจ้าของมัน เมื่อไม่ใช่เจ้าของมันแล้ว..เราจึงห้ามมันไม่ได้ ว่าไม่ให้มันเป็นสิ่งนั้นไม่ให้มันเป็นสิ่งนี้ ไม่ให้เจ็บไม่ให้ป่วย

เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วเราจะทำอย่างไร ก็ทำใจอยู่ทุกขณะ พิจารณาดูซิว่าร่างกายมันมีแต่ความขัดข้องทุกขณะ เมื่อเห็นความขัดข้องอย่างนี้แล้ว จิตจะไม่ไปยึดอยู่ในกายมากจนเกินไป แม้มันจะมีความเจ็บป่วยไข้ไม่สบาย..เราก็รักษาไปตามอาการ เมื่อรักษาไปตามอาการแล้ว..อย่าไปยึดมั่นว่ามันจะหายหรือไม่หาย แต่เราได้ทำหน้าที่ดูแลเค้าในระดับหนึ่งแล้ว

แต่ถ้ามันจะเป็นไปในตามกฎแห่งไตรลักษณ์ เราก็น้อมรับว่า..เราไม่ตายในวันนี้ วันหน้าเราก็ต้องตาย เราไม่พลัดพรากจากกายในวันนี้ วันหน้าเราก็ต้องพลัดพรากจากกายนี้ เมื่อเราพิจารณาได้อย่างนี้ เมื่อจิตไม่ไปยึดอยู่ในกาย..แล้วจิตจะอยู่ที่ไหน เราต้องมีธรรมเป็นเครื่องอยู่ ก็คืออยู่กับลมหายใจในอานาปานสติ อยู่กับพุทโธ อยู่กับธัมโม อยู่กับสังโฆ อยู่กับธรรมใดธรรมหนึ่ง..

คือธรรมใดที่พิจารณาแล้วเพื่อความเบื่อหน่ายคลายจากความกำหนัด คลายจากความยึดมั่นในขันธ์ ๕ นี้ ก็คือเอาพระนิพพานมาเป็นอารมณ์ นี่..คือพิจารณาเห็นกายสังขารไม่เที่ยง ไม่ใช่เรา นั่นแหละเรียกว่าเห็นพระนิพพาน บุคคลใดเห็นพระนิพพานแล้ว..เป็นที่อยู่ที่อาศัยแล้ว จิตมันจะเป็นประกาย คือมีปิติซาบซ่าน แม้ในขณะที่เรานั้นจะต้องเสวยในเวทนาก็ดี..อย่างนี้

เราก็เอาเวทนาเหล่านั้นแลมาเป็นกรรมฐานซะ เอาทุกข์ในกายมาเป็นกรรมฐานซะ ยิ่งเวทนามันเกิดขึ้นเห็นชัดมากเพียงใด..พระนิพพานก็แจ่มชัดมากเพียงนั้น มันเป็นอย่างนั้น เอาทุกข์เหล่านี้มาตัดในทุกข์ เอาเวทนามาตัดในเวทนา ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วนั่นแล..เราจะพ้นจากความตาย คนจะพ้นจากความตายเป็นอมตะ..ก็ต้องให้เห็นธรรมวิมุติในขณะที่เรามีกายสังขาร

ดังนั้นถ้าเราไม่ฝึกกำลังใจตอนนี้ จะไปฝึกตอนที่มันมีเวทนามารุมเร้าเรา..ไม่มีทางเลยที่เราจะรวมกำลังใจได้ดี เพราะเมื่อเวทนามันเกิดขึ้นแล้ว จิตมันจะมีความกังวล เพราะจิตที่เรายังปล่อยวางไม่ได้ มันจะไปยึดอยู่ในขันธ์ ๕ พอจะภาวนารวมจิต..มันรวมยาก

แต่ถ้าเราฝึกอบรมไว้แล้ว ฝึกเพียรละ เห็นโทษภัยในขันธ์ ๕ ในเวทนา ในความเจ็บป่วยไข้ไม่สบาย ในความเสื่อมขัดข้องในกายอยู่บ่อยๆ ก็พึงเห็นและตัด..ตัดอารมณ์มันอยู่บ่อยๆ วางอารมณ์มันอยู่บ่อยๆ ถ้าเป็นอย่างนี้ พอครั้นเมื่อมันเกิดขึ้นกับเราจริงๆ ได้เผชิญหน้ากันจริงๆแล้ว จิตเราจะมีความคุ้นเคยในอารมณ์เหล่านี้

เมื่อจิตมันมีความคุ้นเคยเห็นชัดอย่างนี้แล้ว จิตมันจะถอนความยึดมั่นในกายทันที เมื่อถอนแล้วเป็นยังไง ถามว่ารู้สึกอยู่มั้ย..รู้สึก แต่ก็สักว่าเป็นอารมณ์ของเวทนาเหล่านั้น แต่จิตจะไปยึดอะไร..จิตจะรวมตัวกัน สมาธิที่เราเคยฝึกมา ปัญญาที่เคยอบรมมา ศีลที่เราเคยรักษา สำรวมในกายวาจาใจของเรานี้ จิตมันจะมีความปรกติของมัน

คือว่าปรกติเป็นอย่างไร ก็เห็นสิ่งต่างๆทั้งหลายที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งปรกติ และสิ่งเหล่านั้นเราก็จะยอมรับมันได้ เมื่อจิตมันยอมรับ..มันเป็นยังไง จิตไม่ต่อต้าน เมื่อจิตไม่ต่อต้าน..เป็นยังไง จิตก็เป็นจิต ธรรมก็เป็นธรรม เวทนาแห่งกายก็เป็นสักแต่ว่าเป็นเวทนา มันจะแยกกันออกให้เห็นอย่างนี้

พอมันแยกกันออก..มันก็กลายเป็นวิปัสสนา พอเป็นวิปัสสนามันก็จะละอารมณ์นั้นไปในตัว แต่สิ่งเหล่านี้ที่ฉันกล่าวนี้..จะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้ามนุษย์ทั้งหลายไม่ประพฤติปฏิบัติ ไม่ทำให้มันแจ้งในอริยสัจเสียก่อน และน้อมรับเห็นตามความเป็นจริง และยอมรับปล่อยวางมันได้..

ไม่ใช่บอกว่าเดี๋ยวจะทำตอนนี้ พอถึงเวลาแล้วเราไม่ได้ฝึกเพียรละแล้ว แล้วเราบอกว่าเมื่อถึงเวลาก่อน ให้มันเจอเกิดขึ้นก่อน เราค่อยพิจารณาธรรม อย่าไปรอว่าให้เวทนาเกิดขึ้น หรือทุกข์เกิดขึ้น หรือความขัดข้องเกิดขึ้นกับเราแล้ว..แล้วเราถึงพิจารณาเห็นชัด จริงๆถ้าเราพิจารณา..มันคือการละอารมณ์

อารมณ์คืออะไร อารมณ์ที่เรายังไปยึดติดในขันธ์ ๕ นั่นแหละเราประมาทแล้ว เรากำลังหลงไปในอารมณ์ หลงไปในขันธ์ ๕ หลงไปในภพ หลงไปในชาติที่เราเข้าไปเสวย มันจะทำให้เราติดพอใจในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ในธรรมารมณ์ทั้งหลาย ในกามคุณทั้งหลาย เหล่านั้นแลมันจะบั่นทอนกำลังของเราไปเรื่อยๆ

แต่ถ้าเราเห็นอารมณ์อยู่ ละอารมณ์อยู่บ่อยๆ นั่นต่างหากที่จะทำให้จิตมันรวมตัวกัน แล้วพิจารณาละในขันธ์ ๕ นี้ การละในขันธ์ ๕ คืออะไร การเห็นตามความเป็นจริงของสภาวะกายนี้..มันเป็นอย่างไร กายที่แท้จริงมันหาสุขไม่ได้เลย มันมีสุขน้อย..ที่มีมากคือทุกข์ แม้สุขที่แท้จริงก็ยังแทบไม่มีอยู่แล้ว ที่มีเพราะอะไร..เราไปปรุงแต่งพอใจให้มันเป็นสุข

เพราะสุขเหล่านี้มันก็ไม่เที่ยง มันก็มีความทุกข์เข้ามา..เพราะอะไร พอเราไม่ได้ดั่งใจในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง สุขที่เคยมีเป็นยังไง..ก็จางหายไป ทุกข์ใหม่ก็เข้ามา เมื่อทุกข์ใหม่เข้ามา..เราต้องแสวงหาสุขเพื่อมาดับทุกข์อีก แล้วเมื่อมันดับได้อีก..ก็ตั้งอยู่..แล้วก็ดับไปอีก และทุกข์นั้นก็เกิดขึ้นมาใหม่ แสดงว่าสุขที่แท้จริงจึงหาไม่ได้เลยในกายนี้

เพราะว่ากายนี้มันแปรเปลี่ยนอยู่ทุกขณะนั่นเอง มีความขัดข้องอยู่ตลอดเวลา แม้เราจะบำรุงบำเรอมันอย่างดี ให้อาหารมันอย่างดี สุดท้ายอาหารอย่างดีเหล่านั้นแล มันบำรุงบำเรอน้ำเลือดน้ำหนอง เมื่อบำรุงบำเรอน้ำเลือดน้ำหนองแล้วเป็นยังไง..มันก็มีกำลัง แล้ววันใดที่กำลังเรามันอ่อนแอ ภูมิต้านทานเราไม่ดี นั่นแหละมันจะกัดกินเรา มันทรยศหักหลังเราได้ตลอดเวลา..

เพราะเราไม่ใช่เจ้าของกายนี้ เราไม่สามารถไปบังคับบัญชาให้มันเป็นไปตามในสิ่งที่เราต้องการได้ เพราะว่ามันคือความตายของพญามัจจุราช คือกายสังขารมันตายอยู่ทุกขณะ เสื่อมอยู่ทุกขณะ พญามัจจุราชท่านก็ได้เตือนเราอยู่ทุกเวลาแล้ว ในเวลาที่เรากำลังถดถอยที่ความเสื่อมของกายในขันธ์ ๕ และยามที่ร่างกายหรือผมเผ้าเกศาของเราร่วงหล่น แสดงว่ามันเสื่อมลงแล้ว มันแก่มันชรา เมื่อยามที่เรานั้นสายตาฝ้าฟางก็ดี นี่แหละ..เค้าเตือนอยู่ทุกขณะ และเมื่อเรามีความเจ็บป่วยไข้ไม่สบาย..นั่นแหละ แสดงว่าสัญญาณมันเตือนมาแล้ว เราจึงพึงเห็นโทษในวัฏฏะนี้ ให้เห็นชัดอย่างนี้..

เทศนาธรรมกรรมฐาน วันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙
มูลนิธิเมืองธรรมพรหมรังสี สมเด็จพระพุฒาจารย์โต
บ้านโปร่งวิเชียร อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี

ติดตามข้อมูลข่าวสารกิจกรรมของมูลนิธิได้ทาง https://www.facebook.com/mprs.foundation
ติดตาม คลิปธรรมะได้ทาง YouTube channel : ธรรมะมหัศจรรย์ ตามรอยธรรมสมเด็จโต

ลูกศิษย์ : พอดีมีเรื่องนึงที่ยังติดค้างใจเกิดขึ้นในสิ่งที่ผ่านมา แล้วโกรธกับเหตุการณ์นึงที่เกิดขึ้น แล้วมันจะผุดขึ้นมาเร...
11/05/2026

ลูกศิษย์ : พอดีมีเรื่องนึงที่ยังติดค้างใจเกิดขึ้นในสิ่งที่ผ่านมา แล้วโกรธกับเหตุการณ์นึงที่เกิดขึ้น แล้วมันจะผุดขึ้นมาเรื่อยๆ แรกๆเราก็จะมีการคิดแล้วอุปาทาน ปรุงแต่งไป ซึ่งเหตุการณ์นี้มันทำให้เราโกรธ พอมาเรื่อยๆก็ยังโกรธ พอเหตุการณ์นี้ผุดขึ้นมาเราก็จะโกรธ พอโกรธเราก็จะปรุงแต่ง หลังๆมาเราได้มีสติ แล้วพอเราตัดได้ พอเราทำมากๆขึ้นก็จะรู้ว่ามันตัดออกไป แล้วแผ่เมตตาให้เค้าไป คืออโหสิกรรมไป แผ่เมตตา ขอโทษสิ่งที่เกิดขึ้น อันนี้ถ้าเราทำได้จนถึงที่สุด ใช่ถือว่าจิตขาวรอบมั้ยเจ้าคะ

หลวงปู่ : คำว่าจิตขาวรอบ..เค้าเรียกว่าการได้ทำกุศลให้ถึงพร้อม ไม่ทำบาปทั้งปวง คำว่าไม่ทำบาปทั้งปวงจิตมันจะขาวรอบก็คือ..สะอาดทั้งกาย วาจา และใจนั่นเอง ก็คือศีล คือจิตที่เราเข้าถึงความเมตตาแล้ว จิตที่เราเข้าถึงความปล่อยวางแล้วนั่นเอง คำว่าจิตขาวรอบคือไม่มีอกุศลกรรม ไม่มีความโลภ ไม่มีความโกรธ ไม่มีความหลง

จิตจะขาวรอบก็ตอนไหน..ลองบอกซิ ตอนที่เรานั้นเข้าถึงอะไร เข้าถึงจิตที่เป็นอริยบุคคล ก็คือพระโสดาบัน คือมีศีลสมาธิปัญญาที่ทรงตัวแล้ว คือวางความอาฆาตความพยาบาทได้ นี่เรียกว่าจิตที่เรานั้นถึงกุศลแล้ว เข้าถึงศีลสมาธิปัญญา..นี่เรียกว่าจิตที่ขาวรอบ

เหมือนที่โยมถามเมื่อจิตเราไม่มีความอาฆาต ไม่มีพยาบาทแล้ว ไม่มีความเบียดเบียน เค้าเรียกว่าละการพยาบาทเบียดเบียนได้..นั่นเรียกว่าจิตขาวรอบ พระพุทธองค์ท่านทรงสรรเสริญและโมทนาบุญก็ด้วยเหตุนี้ คือได้มาเจริญสติมาเจริญภาวนา เพื่ออะไรที่เรามาอบรมบ่มจิต เพื่อให้จิตนั้นมันสะอาด..ก็คือศีลนั่นเอง

เค้าเรียกการฟอกจิตก็คือการที่เรานั้นเข้าถึงศีล ทีนี้ศีลของเรานั้นมันยังสกปรก ยังมีความด่างพร้อย เราต้องมาปะชุน เราต้องภาวนา ภาวนาน่ะคือการฟอก เหมือนเสื้อผ้าที่เราใส่ สมมุติเราใส่เสื้อผ้าสีขาว..มันมีความหม่นหมองมั้ย การที่เราซักน่ะเค้าเรียกการฟอก

จิตน่ะเราก็ต้องซักทำความสะอาด ร่างกายสังขารเรายังมีความสกปรก ถ้าเราไม่ได้อาบชำระล้างร่างกาย ๑-๒-๓ วันก็ดี ทีนี้จิตเราก็เหมือนกัน เราก็ต้องมาทำความสะอาด..ก็คือการภาวนา คือการฟอกจิต..นั่นแหละ หรือการเจริญสมาธิ การเจริญฌาน..อย่างใดอย่างหนึ่งก็ดี นั่นเรียกการทำให้จิตนี้ขาวรอบ

นั้นการทำให้จิตขาวรอบมันมีหลายวิธีแห่งมรรค เช่นว่าภาวนาบ้าง เจริญดูอานาปานสติบ้าง ละอกุศลกรรมบ้าง เจริญเมตตาในพรหมวิหาร ๔ บ้าง ลองถามใจตัวเองเรากลับไปดูซิ ถ้าเรามีเมตตา..เราจะไม่เกลียดใคร ถ้าเรามีความกรุณาแล้ว..เราจะไม่อาฆาตใคร ถ้าเรามีมุทิตาแล้ว..เราจะไม่อิจฉาใคร ถ้าเรามีปัญญาแล้ว..เราจะปล่อยวางได้คืออุเบกขา นั่นแหละจิตที่ขาวรอบเป็นอย่างนี้

คำว่าจิตที่ขาวรอบคือจิตที่ไม่มีอกุศลมูลแล้ว ไม่มีอกุศลจิตกับใครแล้ว เค้าเรียกว่าจิตที่ปล่อยวางนั่นเอง ให้เราพิจารณาอย่างนี้ นั้นการที่ว่าเมื่อเราครุ่นคิดในเรื่องที่ว่ามันทำให้เราเกิดโทสะ..มันเป็นของธรรมดา เพราะจิตเรามีความปรุงแต่ง ยังมีสัญญาความไม่พอใจ นั้นแสดงว่าเรายังไม่ได้อภัย เรายังไม่ได้อโหสิกรรม..

นั้นการที่เราจะอโหสิกรรม..เราไม่ต้องไปตามหาใคร เพราะเรารู้อยู่แล้ว พอเราระลึกถึงใครแล้วรู้สึกว่าใจเราเศร้าหมอง จิตเรามีความขุ่นมัว จิตเรามีความโทสะ ที่แท้จริง..เค้าไม่ได้เป็นต้นเหตุ แต่มันเป็นบุพกรรมที่เกี่ยวข้อง เป็นส่วนหนึ่งแห่งวิบากกรรมของเรา แล้วต้นเหตุของเราอยู่ที่ไหน..ต้นเหตุมันอยู่ที่ใจเราต่างหากที่ไม่ปล่อยวาง ต้นเหตุที่เรานั้นไม่ได้ตัดอโหสิกรรม เรายังมีเวรมีพยาบาทกับเค้า ยังมีความขุ่นเคืองใจกับเค้า

เราต้องอโหสิกรรมเค้า ขอขมากรรม ถ้าเราไม่เคยกระทำมาแล้ว..สิ่งเหล่านั้นจะไม่เกิดขึ้นกับเรา นั้นเมื่ออะไรเกิดขึ้นปรากฎกับเราในขณะที่เราจะทำสมาธิ แสดงว่าวิบากกรรมเหล่านั้นเริ่มมาตัดรอนเรา เค้ามาขอส่วนบุญเราก็ดี ให้เราอธิษฐานบุญตรงนี้ บุญแห่งกรรมฐานที่เรามาเจริญภาวนาในกรรมฐานก็ดี

ขอบุญตรงนี้ที่ข้าพเจ้าได้เจริญแล้ว จงสำเร็จประโยชน์ต่อทุกดวงจิตวิญญาณ ต่อบุคคลทั้งหลาย ตลอดทั้งคู่อิจฉาคู่พยาบาททั้งหลาย ให้เขาได้มาโมทนาอโหสิกรรม เพื่อจะได้ไม่เป็นเวรเป็นพยาบาทซึ่งกันและกันอีกต่อไปเลย

แม้แต่กรรมใดๆก็ตามที่ใครทำกับข้าพเจ้าก็ตาม ข้าพเจ้าขออโหสิกรรม ขอยกเป็นบุญกุศลเป็นอภัยทาน ต่อพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ต่อพระบิดามารดา ครูบาอาจารย์ทั้งหลาย เหล่าเทพยดา ขอพระแม่นางธรณีจงเป็นทิพย์พยานในบุญของข้าพเจ้า ณ ขณะนี้ต่อไปด้วยเทอญ เราก็ตั้งจิตอธิษฐานไปแบบนี้

การตั้งเจตนาตรงนี้แล..เรียกเป็นศีล เจตนาตรงนี้เป็นกรรมที่เราจะไม่เบียดเบียน เรียกว่าเป็นอหิงสา คือไม่เบียดเบียน ถ้ามันเป็นอย่างนี้ทำอย่างนี้แล้ว นั่นแหละเป็นอุบายวิถีทางแห่งมรรคอย่างหนึ่ง..ให้จิตเราขาวรอบ คำว่าจิตเราขาวรอบคืออะไร..จิตเราเข้าถึงความผ่องใสของจิต

จิตที่ไม่ขาวรอบเพราะจิตมีความขุ่นมัว ก็คืออะไร..จิตยังมีความอาฆาตพยาบาทอิจฉาริษยา เราจึงต้องมาเจริญพรหมวิหาร ๔ นั่นเอง เป็นยอดแห่งกรรมฐาน เป็นกรรมฐานกองหนึ่ง ให้พิจารณาดูซิ ถ้าเมตตาเราถึงแล้ว..เราจะไม่เกลียดใคร ไม่ว่าคนที่เราชอบหน้าหรือไม่ชอบหน้า เราจะไม่เลือกวรรณะ เพศ หรือบุคคล

ถ้าจิตเรามีความกรุณาแล้ว..เราจะไม่อาฆาตพยาบาทใคร ถ้าจิตเราเข้าถึงมุทิตาแล้ว..เราจะมีความยินดี โมทนากับทุกคน ไม่ว่าใครที่เราชอบหรือไม่ชอบก็ตาม เราจะไม่ริษยาใคร นี่แหละ..ให้เราพิจารณาลงไปในจิตเราตรงนี้ พอเราพิจารณาในจิตถ้ามันเกิดมันยังมีในอารมณ์เหล่านั้น..ให้เราละอารมณ์ในจิตของเรา เพ่งโทษ แสดงว่าเรายังมีความชั่วอยู่ ยังมีความเลวอยู่

นั่นแหละ..การประพฤติปฏิบัติตรงนี้เพื่อให้เห็นจิตตัวเอง ไม่ใช่เห็นจิตใคร ให้เห็นความชั่วตัวเอง ไม่ได้เห็นความชั่วใคร พอเราละถึงความเลวตรงนี้ได้แล้ว ไม่ต้องไปถามว่าเราดีหรือไม่ดี เพราะถ้าเรายังคิดว่าตัวเองดีเมื่อไหร่..เราก็จะไปยึดดีอีกทีนี้ เราก็จะไปหลงดีอีก

เราละความชั่วความเลวเหล่านี้..เพราะอะไร เพราะเราพึงเห็นโทษมัน แล้วการที่เราละการที่เราเจริญความดี..เพราะอะไร เพราะเรามีศรัทธาในความดี เราจึงต้องหมั่นเจริญและกระทำมันอยู่บ่อยๆ เพราะว่าบุญหรือความดีที่เราถึงแล้วในจิตที่ขาวรอบนี้ มันประกอบสุขให้เกิดขึ้นกับเรา คือไม่เป็นโทษในภายหลังนั่นเอง คือกรรมดี

กรรมอันใดที่ทำไปแล้วไม่เดือดร้อนในภายหลัง..นั่นเรียกว่ากรรมดี หากกรรมอันใดทำไปแล้วมันทำให้เราเดือดร้อนในภายหลัง..นั่นเรียกว่ากรรมชั่ว หากกรรมอันใดทำไปแล้วทำไปเพื่อเข้าไปสู่นิโรธไปสู่มรรค หรือทางแห่งความหลุดพ้น..นี่เรียกว่ากรรมเหนือกรรม

เหมือนที่โยมกำลังเจริญกรรมเหล่านี้อยู่ คือเจริญศีลสมาธิปัญญา เจริญวิปัสสนา นี่เรียกว่ากรรมเหนือกรรมทั้งนั้น แต่ว่าในขณะที่เรายังไม่เหนือมัน..แต่เราต้องรู้ การที่เรารู้..อย่างน้อยกรรมที่มันจะมาเสวยเรานั้นยังไม่ได้นั่นเอง แต่ถ้าเราไม่รู้..มันคืบคลานมาหน้าบ้านเรา มาอยู่ในใจเรา มาอยู่ในบ้านเราแล้ว..เรายังไม่รู้อีก เป็นยังไง..โยมว่ามันอันตรายมั้ย

แสดงว่าใครเป็นคนเปิดรับมัน (ลูกศิษย์ : เราเอง) ใช่หรือเปล่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย..เราไม่มีสติในอายตนะเหล่านี้ ช่องทางที่มันเข้ามา พอมันเข้ามาสู่ที่ใจเราแล้ว..เราไปหลงพอใจมัน แม้ตัวเราเองเราก็ไว้ใจไม่ได้ อย่าว่าแต่ไว้ใจคนอื่น ตัวเราเองก็ไว้ใจไม่ได้ จำเอาไว้นะ ไอ้ตัวเราเองนี่แหละยังไว้ใจไม่ได้เลย ดังนั้นแล้วสิ่งเหล่านี้เราต้องฝึกไป

วันไหนเราละไม่ได้ก็อย่าไปคิดว่าจิตจะเศร้าหมอง ให้เห็นว่านั่นคือวิบากกรรมของเรา แต่ถ้าเราเห็นมันอยู่บ่อยๆ เรายังเหนือกรรมไม่ได้ เราก็เห็นมันอยู่บ่อยๆ ค่อยๆละมันลงไป พอเราละมันแล้ว..กรรมมันจะเบาบาง พอกรรมมันเบาบางเมื่อไหร่ จิตเราจะมีกำลังเหนือกรรมเหล่านั้น ถ้าจิตเรามันอ่อน..กรรมมันก็มีกำลัง เป็นของธรรมดา

แต่เมื่อใดเราเข้าถึงศีลสมาธิปัญญามีความทรงตัวแล้ว ทีนี้..เราจะเป็นผู้เห็นกรรม นี่แหละเรียกว่ากรรมเหนือกรรมตรงนี้มันจะเกิดขึ้น ทีนี้ถ้าเรายังไม่เหนือกรรม..ต้องทำอย่างไร เค้าบอกให้เราทรงกรรมบถ ๑๐ ไว้ เข้าใจหรือเปล่า นั่นแหละไอ้กรรมบถ ๑๐ ตรงนี้แหละ..ที่มันจะทำให้เป็นวิบากกรรม

คำว่ากรรมบถ ๑๐ มันคืออะไร กายกรรม ๓ ทำความชั่วทางกายใช่หรือเปล่า ประพฤติผิดในกามบ้าง ลักทรัพย์บ้าง นั่นแหละ..ถ้าเรานั้นไม่ได้เจริญกรรมบถ ๑๐ เมื่อไหร่ เราจะเกิดวิบากกรรมเกิดขึ้น ไม่ต้องไปถามว่าศีลถ้าเราไปผิดแล้วไปละเมิดแล้ว..จะให้ผลอย่างไร เราละเมิดได้หรือเปล่า..ละเมิดได้ แต่เมื่อละเมิดแล้วเราต้องยอมรับผลของกรรมเหล่านั้น แค่นั้นเอง..

เทศนาธรรมกรรมฐาน วันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๖๙
มูลนิธิเมืองธรรมพรหมรังสี สมเด็จพระพุฒาจารย์โต
บ้านโปร่งวิเชียร อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี

ติดตามข้อมูลข่าวสารกิจกรรมของมูลนิธิได้ทาง https://www.facebook.com/mprs.foundation
ติดตาม คลิปธรรมะได้ทาง YouTube channel : ธรรมะมหัศจรรย์ ตามรอยธรรมสมเด็จโต

ที่อยู่

สถานปฏิบัติธรรม พรหมรังสี บ้านโปร่งวิเชียร ต. ยางน้ำกลัดใต้
Phet Buri
76160

เบอร์โทรศัพท์

+66819293222

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ธรรมะมหัศจรรย์ ตามรอยธรรมสมเด็จโต สถานปฏิบัติธรรมพรหมรังสีผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง ธรรมะมหัศจรรย์ ตามรอยธรรมสมเด็จโต สถานปฏิบัติธรรมพรหมรังสี:

แชร์