15/09/2026
เห็นว่าช่วงนี้มีข่าวสารบ้านเมือง เรียกว่าโลกธรรม มีความวุ่นวายในศาสนามากมาย แต่ความเป็นจริงนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่คนเอามาตีแผ่กล่าวหาว่าเป็นเรื่องไม่ดี ที่จริงเป็นเรื่องที่ดี ดีอย่างไร ไม่ดีอย่างไร ลองพิจารณาตามซิ ในช่วงนี้มีข่าวเรื่องของศาสนา..เป็นยังไง ดีหรือไม่ดี
เอาไม่ดีก่อน ใช่หรือเปล่า ที่ไม่ดีคืออะไร บุคคลทำให้คนมีความศรัทธาในศาสนาเสื่อมไป ใช่หรือเปล่า แต่ความเป็นจริงมันดีอย่างไร ดีที่ว่า..กรรมทั้งหลายมันเริ่มปรากฎ ใช่หรือเปล่า อย่าไปคิดว่าถ้าพระทำไม่ดีแล้ว..พระทั้งหมดต้องไม่ดี สงฆ์ทั้งหมดต้องไม่ดี ใช่หรือเปล่า ถ้าคิดอย่างนั้น..คนคิดนั้นมันก็ไม่ดี
นั้นสิ่งที่เค้าได้ประสบ หรือเรียกว่าน้ำแห้งตอมันผุดมาแล้ว นั่นแหละเค้าเรียกว่ากรรมมันจะกำจัด พุทธบารมี..บุคคลใดก็ตามที่ไม่มีความศรัทธาจริงใจต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต่อคำสอน ต่อวินัยของศีลก็ตาม สิ่งพวกนี้เค้าเรียกว่ามารศาสนาหรืออลัชชีทั้งหลาย เมื่อถึงเวลากรรมมันให้ผล ไม่ว่าจะอาศัยศาสนา อาศัยอะไรก็ตาม ให้มันเป็นมรรคเป็นผลให้เกิดความโลภก็ดี สุดท้ายมันก็จะถูกกรรมวิบากที่มันเคยทำกันมา..
ถูกกรรมวิบากที่เคยทำกันมาคืออะไร ถ้าไม่ขัดผลประโยชน์กันก็เกิดความโลภ ความโลภมันคือความหลงอย่างหนึ่ง สุดท้ายเกิดอะไร..โทสะ คือขัดแย้ง ไม่เกินไฟ ๓ กองนี้ พอมันขัดแย้งแล้วเป็นยังไง ก็อยากจะคิดทำลายกัน ใช่หรือเปล่า เพราะคนที่ใกล้ตัวที่สุดก็คือคนที่อันตรายที่สุดนั่นเอง
สุดท้ายสิ่งเหล่านี้เมื่อมันปรากฏแล้ว..เป็นยังไง เราไม่ต้องไปกำจัดหรือทำลาย มันจะทำลายในตัวของมันเอง นี่เป็นเรื่องดี แต่คนที่เค้ามองว่าไม่ดี..แสดงว่าคนนั้นมันไม่ได้มองให้เข้าถึงในธรรม เข้าใจหรือเปล่า ตอนนี้เค้าถึงได้บอกว่า..ไม่ว่าใครจะทำความชั่ว ความเลว ความทรามอะไรก็ตาม ถ้าถึงเวลา..มันจะถูกคำสาปเผาผลาญ
อ้าว..เรามาพูดถึงคำสาป ไม่ว่าใครก็ตาม ถ้าพูดเรื่องนี้ในตอนนี้..พวกที่ปลุกเสกเลขยันต์ทั้งหลาย หรือเรียกว่าปลุกเสกเครื่องรางของขลังอย่างนั้นก็ได้ ถ้าบุคคลใดที่ไม่มีคุณวิเศษพอ เมื่อไปปลุกเสกอะไรแล้วในพิธี พวกนี้ของจะเข้าตัวทั้งหมด เพราะไม่มีอะไรที่จะเป็นภูมิต้านทานนั่นเอง แต่สำหรับผู้ที่เป็นพระก็ดี หรือเป็นฆราวาสที่ไปปลุกเสกอธิษฐานจิต ถ้าเค้ามีคุณวิเศษมีฌาน..อย่างนี้ก็สามารถมีคุณวิเศษได้
แล้วคนที่เค้าไม่มีคุณวิเศษเลย เมื่อไปทำพิธีกับสิ่งเหล่านี้ ของเหล่านี้จะถูกคำสาป เพราะไม่มีอะไรจะปกป้องป้องกัน เข้าใจหรือเปล่า ดังนั้นสมัยนี้ยุคนี้มันเป็นยังไง มันปลุกปั่นกระแสแห่งความศรัทธาให้เกิดขึ้น หาได้มีคุณวิเศษหรือความขลังที่แท้จริงเกิดขึ้นมา เข้าใจหรือเปล่า
ดังนั้นได้ข้อคิดอีกเรื่องหนึ่งว่า..การปลุกเสกพุทธพิมพ์ก็ดี หรือเหรียญคณาจารย์ครูบาอาจารย์ก็ดี ถ้าของเค้าดีจริงแล้ว คุณวิเศษได้เกิดขึ้นแล้ว..มันไม่มีวันเสื่อม เหมือนพระที่เค้ามาบวช มาญัตติเป็นพระก็ตาม เค้าก็ต้องให้มีพระให้มากขึ้นยิ่งดี เป็นพระอุปัชฌาย์ พระคู่สวด พระญัตติก็ดี เพื่ออะไร..เราไม่รู้ได้ว่าพระองค์ไหนมีความอาบัติก็ดี ศีลมีความด่างพร้อยก็ดี เข้าใจหรือเปล่า
นั้นถ้าเหรียญคณาจารย์ทั้งหลายมีการปลุกเสกเลขยันต์อะไรก็ตาม แล้วมีคณาจารย์ที่มีคุณวิเศษ เราไม่รู้ได้ว่าพระองค์ไหนที่มีหรือไม่มีคุณวิเศษก็ตาม แต่ถ้าพระที่มีคุณวิเศษแล้วปลุกเสกไปแล้ว มีคุณวิเศษแล้ว ไม่ได้เกี่ยวกับองค์พระแล้วทีนี้ ถามว่าเกี่ยวกับผู้เสกมั้ย แต่ถ้าเป็นเหรียญคณาจารย์นี่แหละ..นี่สำคัญนัก ถ้าเค้าไม่มีคุณวิเศษเลย เราจะไปเสกให้เค้าศักดิสิทธิ์ได้หรือเปล่า..ไม่ได้ เพราะอะไร..เพราะเหรียญนั้นมันมีปรากฏคือนามบุคคล ใช่หรือเปล่า เช่นว่าพระที่บวชใหม่อยากจะมีชื่อมีเสียง ก็ตั้งตนปลุกเสกอธิษฐานจิตเหรียญของตนขึ้นมา ถึงแม้ว่าจะมีคณาจารย์ผู้มีคุณวิเศษมาปลุกเสกเหรียญนั้น แต่ถ้าบุคคลนั้นเค้าไม่มีคุณวิเศษจริง เหรียญนั้นก็หาวิเศษไม่ เข้าใจหรือเปล่า
อ้าว..เราไปย้อนดูกันอีก แล้วถ้าเป็นเหรียญพระมหากษัตริย์เล่า แตกต่างกับบุคคลทั่วไปมั้ย ทั้งๆที่ท่านก็เป็นแค่คฤหัสถ์ ใช่หรือเปล่า แต่แตกต่างแน่นอน..เพราะอะไร เพราะท่านเป็นพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์จะมีคุณวิเศษแตกต่างจากคนคฤหัสถ์ฆราวาสทั่วไป หากแม้คณาจารย์ครูบาอาจารย์เอามาปลุกเสกอธิษฐานจิตลงไป ก็ยิ่งมีความขลัง เพราะท่านเป็นพระโพธิสัตว์ เข้าใจหรือเปล่า
นี่แหละ..ไอ้ตรงเรื่องบารมีนี้สำคัญ คือถ้าบารมีไม่พอ พอบารมีไม่พอแล้วเป็นยังไง มันต้องยอมรับผลแรงต้านที่จะเกิดขึ้น อุปมาเหมือนถ้าว่าที่โยมมีภาชนะอะไร ถ้าภาชนะที่โยมรองรับในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง..มันไม่มีกำลังมากพอ มันก็สามารถแตกทะลุได้ เข้าใจหรือเปล่า คือสิ่งนั้นมันต้องมีบารมีรองรับ
เพราะไม่อย่างนั้นครูบาอาจารย์คณาจารย์ที่มีคุณวิเศษเค้าปลุกเสกไปมันทะลุหมดล่ะ เสก..ใช่ นิมนต์มาเสกมานั่งปรก แต่มันทะลุหมดน่ะ คือเสกแล้วเข้าแล้วทะลุ เพราะไม่สามารถรองรับคุณวิเศษของคณาจารย์ได้ เข้าใจหรือเปล่า นั้นสิ่งเหล่านี้แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น..เกิดอาเพศอย่างนี้
นั้นขอให้พวกโยมเข้าใจว่า..ศาสนาไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล แต่ศาสนาอยู่ที่อะไร..อยู่ที่วินัยข้อประพฤติปฏิบัติ อยู่ในศีลสมาธิปัญญา นั่นแหละเรียกว่าศาสนา ถ้าศาสนาใดบุคคลใดประพฤติปฏิบัติไม่อยู่ในศีล ในข้อวัตร ในข้อปฏิบัติแล้วไซร้ ความเสื่อมก็จะเกิดกับบุคคลผู้นั้น เข้าใจหรือเปล่า
แล้วไม่ใช่สิ่งที่โยมเห็นแล้วมันจะไม่มี..ยังมีอีกมาก มันยังมีอีกมาก..พะโล้ทั้งหลายนี่ แล้วเราอย่าไปมองว่าเค้านั้นเป็นคนชั่ว เพราะนั่นมันคือวิบากแห่งกรรม แต่เรากลับมาย้อนมองเราซิ..ตัวเรายังมีความชั่วเหมือนเค้ามั้ย และพึงแก้ไขเสีย เข้าใจหรือเปล่า ไม่ใช่เห็นเค้ามีพลาดพลั้งแล้วเพลี่ยงพล้ำแล้ว..เราไปซ้ำเติมเค้า บุคคลพวกนี้เรียกว่าจะไปติดกรรม กรรมเหล่านั้นสักวันหนึ่งก็จะกลับมาหาตัวเอง
ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเรื่องดี เพราะถ้าไม่เกิดขึ้นมันจะไม่ดี พอมันเกิดขึ้นแล้วเป็นยังไง มันจะได้เห็นแล้วว่าถ้าเป็นสงฆ์ที่แท้จริง ตกน้ำแล้วเป็นยังไง..ไฟไหม้แล้วเป็นยังไง ใช่หรือเปล่า โดนใส่ร้ายแล้วเป็นยังไง นั้นถ้าของไม่จริงแล้วก็ไม่มีการต้านทานอะไรได้ ใช่หรือเปล่า นั้นก็ขอให้เราพิจารณาด้วยความมีสติ ด้วยวางใจให้เป็นกลาง จะเสพจะรู้อะไรสิ่งใด..ก็ให้พิจารณา เข้าใจหรือเปล่า
เพราะกรรมเหล่านี้มันติดกรรมกันได้โดยง่าย ด้วยมโนจิตของเรา มโนวิญญาณ มโนความคิดเหล่านี้ พอเราคิดไปแล้วเราอาจจะไปปรามาสเค้า อย่าลืมว่าพระหากแม้ปาราชิกไปแล้ว ถ้าไปบวชอีกก็ไม่สามารถเข้าถึงความเป็นสงฆ์เป็นพระได้ คือไม่สามารถบรรลุในทางพระได้ แต่ไม่ได้บอกว่าจะบรรลุธรรมไม่ได้ เข้าใจหรือเปล่า ถ้าเรามีศีลสมาธิปัญญา มีหิริโอตัปปะ มีความละอายแล้ว เราก็สามารถประพฤติปฏิบัติในทางฆราวาสได้ เข้าใจหรือเปล่า
แต่การที่เราจะไปประพฤติปฏิบัติในทางว่าเป็นพระนั้น พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้แล้วว่า..บุคคลที่ปาราชิกไปแล้ว ที่ว่าปาราชิกไม่ว่าจะเป็นพระอะไรที่ว่าไปเกี่ยวข้อง..แม้ไม่ได้เป็นราคะไปเสพเมถุนก็ตาม อวดอุตริมนุสธรรมก็ดี ลักของสงฆ์ก็ดี ฆ่าสัตว์ฆ่าอะไรก็ตามเหล่านี้..ที่ท่านห้ามไว้ นั้นเมื่อเราจะไปบวชอีกเป็นยังไง..มันก็หาว่าจะบวชได้ คือเหมือนตาลยอดด้วน ถ้าเป็นกฎหมายบ้านเมืองเค้าเรียกว่าเป็นคดีอาญา ติดคดีอาญา เข้าใจหรือเปล่า
ดังนั้นเมื่อเราไปบวชไม่ได้เมื่อสึกออกมาแล้ว ใครบวชให้ก็หาความว่าเป็นพระไม่มีเป็นสงฆ์ไม่มี แล้วถ้าบวชไม่ได้แต่เราสำนึกในกรรมเหล่านั้น..ว่าเราเคยทำกรรมอะไรไว้ แล้วก็แก้ไขเสีย เมื่อเราแก้ไขแล้วตั้งใจประพฤติปฏิบัติ เราก็สามารถบรรลุธรรมอย่างเป็นฆราวาสได้ เข้าใจหรือเปล่า
นั้นขอให้เข้าใจอย่างนี้ว่า..ไม่ว่าใครเค้าจะเพลี่ยงพล้ำไปแล้วในทางโลก หรือเพลี่ยงพล้ำไปแล้วในผ้ากาสาวพัสตร์ก็ดี เราอย่าได้ไปตำหนิติเตียน อย่าไปซ้ำเติมเค้า อย่าไปปรามาสเค้า เพราะเราไม่รู้ได้เลยว่าเค้ามีบารมีหรือเปล่า บางคนเค้ามีฌานแต่ฌานเค้าเสื่อมได้ เข้าใจหรือเปล่า
ดังนั้นแล้วถ้าเรามีธรรมแล้ว..เราก็ไม่ควรเอาธรรมเราไปแลกกับสิ่งเหล่านี้ เพราะเมื่อเราไปแลกไปปรามาส..ธรรมเราก็เสื่อม การที่เราประพฤติปฏิบัติ..บางคนปฏิบัติได้ปฏิบัติดี แต่หลังๆมาเริ่มมีการปฏิบัติแล้วไม่ก้าวหน้า หารู้ตัวไม่ว่าบางทีเราไปพลาดพลั้งไม่เจตนา..ไปล่วงเกินไปปรามาสบุคคลผู้ทรงศีล ผู้ทรงฌาน เข้าใจหรือเปล่า นี่แหละ..มันจึงติดกรรมมา ทำให้การประพฤติปฏิบัติหรือภูมิธรรมของเรามีความตกต่ำลง เสื่อมลง มันเป็นอย่างนั้น ฉันก็ขอฝากไว้..
เทศนาธรรมกรรมฐาน วันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๖๙
มูลนิธิเมืองธรรมพรหมรังสี สมเด็จพระพุฒาจารย์โต
บ้านโปร่งวิเชียร อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี
ติดตามข้อมูลข่าวสารกิจกรรมของมูลนิธิได้ทาง https://www.facebook.com/mprs.foundation
ติดตาม คลิปธรรมะได้ทาง YouTube channel : ธรรมะมหัศจรรย์ ตามรอยธรรมสมเด็จโต