ธรรมะมหัศจรรย์ ตามรอยธรรมสมเด็จโต สถานปฏิบัติธรรมพรหมรังสี

ธรรมะมหัศจรรย์ ตามรอยธรรมสมเด็จโต สถานปฏิบัติธรรมพรหมรังสี เผยแพร่ธรรมะตามแนวทางและปฏิปทาขององค์สมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) พรหมรังสี

เห็นว่าช่วงนี้มีข่าวสารบ้านเมือง เรียกว่าโลกธรรม มีความวุ่นวายในศาสนามากมาย แต่ความเป็นจริงนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่คนเอาม...
15/09/2026

เห็นว่าช่วงนี้มีข่าวสารบ้านเมือง เรียกว่าโลกธรรม มีความวุ่นวายในศาสนามากมาย แต่ความเป็นจริงนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่คนเอามาตีแผ่กล่าวหาว่าเป็นเรื่องไม่ดี ที่จริงเป็นเรื่องที่ดี ดีอย่างไร ไม่ดีอย่างไร ลองพิจารณาตามซิ ในช่วงนี้มีข่าวเรื่องของศาสนา..เป็นยังไง ดีหรือไม่ดี

เอาไม่ดีก่อน ใช่หรือเปล่า ที่ไม่ดีคืออะไร บุคคลทำให้คนมีความศรัทธาในศาสนาเสื่อมไป ใช่หรือเปล่า แต่ความเป็นจริงมันดีอย่างไร ดีที่ว่า..กรรมทั้งหลายมันเริ่มปรากฎ ใช่หรือเปล่า อย่าไปคิดว่าถ้าพระทำไม่ดีแล้ว..พระทั้งหมดต้องไม่ดี สงฆ์ทั้งหมดต้องไม่ดี ใช่หรือเปล่า ถ้าคิดอย่างนั้น..คนคิดนั้นมันก็ไม่ดี

นั้นสิ่งที่เค้าได้ประสบ หรือเรียกว่าน้ำแห้งตอมันผุดมาแล้ว นั่นแหละเค้าเรียกว่ากรรมมันจะกำจัด พุทธบารมี..บุคคลใดก็ตามที่ไม่มีความศรัทธาจริงใจต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต่อคำสอน ต่อวินัยของศีลก็ตาม สิ่งพวกนี้เค้าเรียกว่ามารศาสนาหรืออลัชชีทั้งหลาย เมื่อถึงเวลากรรมมันให้ผล ไม่ว่าจะอาศัยศาสนา อาศัยอะไรก็ตาม ให้มันเป็นมรรคเป็นผลให้เกิดความโลภก็ดี สุดท้ายมันก็จะถูกกรรมวิบากที่มันเคยทำกันมา..

ถูกกรรมวิบากที่เคยทำกันมาคืออะไร ถ้าไม่ขัดผลประโยชน์กันก็เกิดความโลภ ความโลภมันคือความหลงอย่างหนึ่ง สุดท้ายเกิดอะไร..โทสะ คือขัดแย้ง ไม่เกินไฟ ๓ กองนี้ พอมันขัดแย้งแล้วเป็นยังไง ก็อยากจะคิดทำลายกัน ใช่หรือเปล่า เพราะคนที่ใกล้ตัวที่สุดก็คือคนที่อันตรายที่สุดนั่นเอง

สุดท้ายสิ่งเหล่านี้เมื่อมันปรากฏแล้ว..เป็นยังไง เราไม่ต้องไปกำจัดหรือทำลาย มันจะทำลายในตัวของมันเอง นี่เป็นเรื่องดี แต่คนที่เค้ามองว่าไม่ดี..แสดงว่าคนนั้นมันไม่ได้มองให้เข้าถึงในธรรม เข้าใจหรือเปล่า ตอนนี้เค้าถึงได้บอกว่า..ไม่ว่าใครจะทำความชั่ว ความเลว ความทรามอะไรก็ตาม ถ้าถึงเวลา..มันจะถูกคำสาปเผาผลาญ

อ้าว..เรามาพูดถึงคำสาป ไม่ว่าใครก็ตาม ถ้าพูดเรื่องนี้ในตอนนี้..พวกที่ปลุกเสกเลขยันต์ทั้งหลาย หรือเรียกว่าปลุกเสกเครื่องรางของขลังอย่างนั้นก็ได้ ถ้าบุคคลใดที่ไม่มีคุณวิเศษพอ เมื่อไปปลุกเสกอะไรแล้วในพิธี พวกนี้ของจะเข้าตัวทั้งหมด เพราะไม่มีอะไรที่จะเป็นภูมิต้านทานนั่นเอง แต่สำหรับผู้ที่เป็นพระก็ดี หรือเป็นฆราวาสที่ไปปลุกเสกอธิษฐานจิต ถ้าเค้ามีคุณวิเศษมีฌาน..อย่างนี้ก็สามารถมีคุณวิเศษได้

แล้วคนที่เค้าไม่มีคุณวิเศษเลย เมื่อไปทำพิธีกับสิ่งเหล่านี้ ของเหล่านี้จะถูกคำสาป เพราะไม่มีอะไรจะปกป้องป้องกัน เข้าใจหรือเปล่า ดังนั้นสมัยนี้ยุคนี้มันเป็นยังไง มันปลุกปั่นกระแสแห่งความศรัทธาให้เกิดขึ้น หาได้มีคุณวิเศษหรือความขลังที่แท้จริงเกิดขึ้นมา เข้าใจหรือเปล่า

ดังนั้นได้ข้อคิดอีกเรื่องหนึ่งว่า..การปลุกเสกพุทธพิมพ์ก็ดี หรือเหรียญคณาจารย์ครูบาอาจารย์ก็ดี ถ้าของเค้าดีจริงแล้ว คุณวิเศษได้เกิดขึ้นแล้ว..มันไม่มีวันเสื่อม เหมือนพระที่เค้ามาบวช มาญัตติเป็นพระก็ตาม เค้าก็ต้องให้มีพระให้มากขึ้นยิ่งดี เป็นพระอุปัชฌาย์ พระคู่สวด พระญัตติก็ดี เพื่ออะไร..เราไม่รู้ได้ว่าพระองค์ไหนมีความอาบัติก็ดี ศีลมีความด่างพร้อยก็ดี เข้าใจหรือเปล่า

นั้นถ้าเหรียญคณาจารย์ทั้งหลายมีการปลุกเสกเลขยันต์อะไรก็ตาม แล้วมีคณาจารย์ที่มีคุณวิเศษ เราไม่รู้ได้ว่าพระองค์ไหนที่มีหรือไม่มีคุณวิเศษก็ตาม แต่ถ้าพระที่มีคุณวิเศษแล้วปลุกเสกไปแล้ว มีคุณวิเศษแล้ว ไม่ได้เกี่ยวกับองค์พระแล้วทีนี้ ถามว่าเกี่ยวกับผู้เสกมั้ย แต่ถ้าเป็นเหรียญคณาจารย์นี่แหละ..นี่สำคัญนัก ถ้าเค้าไม่มีคุณวิเศษเลย เราจะไปเสกให้เค้าศักดิสิทธิ์ได้หรือเปล่า..ไม่ได้ เพราะอะไร..เพราะเหรียญนั้นมันมีปรากฏคือนามบุคคล ใช่หรือเปล่า เช่นว่าพระที่บวชใหม่อยากจะมีชื่อมีเสียง ก็ตั้งตนปลุกเสกอธิษฐานจิตเหรียญของตนขึ้นมา ถึงแม้ว่าจะมีคณาจารย์ผู้มีคุณวิเศษมาปลุกเสกเหรียญนั้น แต่ถ้าบุคคลนั้นเค้าไม่มีคุณวิเศษจริง เหรียญนั้นก็หาวิเศษไม่ เข้าใจหรือเปล่า

อ้าว..เราไปย้อนดูกันอีก แล้วถ้าเป็นเหรียญพระมหากษัตริย์เล่า แตกต่างกับบุคคลทั่วไปมั้ย ทั้งๆที่ท่านก็เป็นแค่คฤหัสถ์ ใช่หรือเปล่า แต่แตกต่างแน่นอน..เพราะอะไร เพราะท่านเป็นพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์จะมีคุณวิเศษแตกต่างจากคนคฤหัสถ์ฆราวาสทั่วไป หากแม้คณาจารย์ครูบาอาจารย์เอามาปลุกเสกอธิษฐานจิตลงไป ก็ยิ่งมีความขลัง เพราะท่านเป็นพระโพธิสัตว์ เข้าใจหรือเปล่า

นี่แหละ..ไอ้ตรงเรื่องบารมีนี้สำคัญ คือถ้าบารมีไม่พอ พอบารมีไม่พอแล้วเป็นยังไง มันต้องยอมรับผลแรงต้านที่จะเกิดขึ้น อุปมาเหมือนถ้าว่าที่โยมมีภาชนะอะไร ถ้าภาชนะที่โยมรองรับในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง..มันไม่มีกำลังมากพอ มันก็สามารถแตกทะลุได้ เข้าใจหรือเปล่า คือสิ่งนั้นมันต้องมีบารมีรองรับ

เพราะไม่อย่างนั้นครูบาอาจารย์คณาจารย์ที่มีคุณวิเศษเค้าปลุกเสกไปมันทะลุหมดล่ะ เสก..ใช่ นิมนต์มาเสกมานั่งปรก แต่มันทะลุหมดน่ะ คือเสกแล้วเข้าแล้วทะลุ เพราะไม่สามารถรองรับคุณวิเศษของคณาจารย์ได้ เข้าใจหรือเปล่า นั้นสิ่งเหล่านี้แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น..เกิดอาเพศอย่างนี้

นั้นขอให้พวกโยมเข้าใจว่า..ศาสนาไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล แต่ศาสนาอยู่ที่อะไร..อยู่ที่วินัยข้อประพฤติปฏิบัติ อยู่ในศีลสมาธิปัญญา นั่นแหละเรียกว่าศาสนา ถ้าศาสนาใดบุคคลใดประพฤติปฏิบัติไม่อยู่ในศีล ในข้อวัตร ในข้อปฏิบัติแล้วไซร้ ความเสื่อมก็จะเกิดกับบุคคลผู้นั้น เข้าใจหรือเปล่า

แล้วไม่ใช่สิ่งที่โยมเห็นแล้วมันจะไม่มี..ยังมีอีกมาก มันยังมีอีกมาก..พะโล้ทั้งหลายนี่ แล้วเราอย่าไปมองว่าเค้านั้นเป็นคนชั่ว เพราะนั่นมันคือวิบากแห่งกรรม แต่เรากลับมาย้อนมองเราซิ..ตัวเรายังมีความชั่วเหมือนเค้ามั้ย และพึงแก้ไขเสีย เข้าใจหรือเปล่า ไม่ใช่เห็นเค้ามีพลาดพลั้งแล้วเพลี่ยงพล้ำแล้ว..เราไปซ้ำเติมเค้า บุคคลพวกนี้เรียกว่าจะไปติดกรรม กรรมเหล่านั้นสักวันหนึ่งก็จะกลับมาหาตัวเอง

ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเรื่องดี เพราะถ้าไม่เกิดขึ้นมันจะไม่ดี พอมันเกิดขึ้นแล้วเป็นยังไง มันจะได้เห็นแล้วว่าถ้าเป็นสงฆ์ที่แท้จริง ตกน้ำแล้วเป็นยังไง..ไฟไหม้แล้วเป็นยังไง ใช่หรือเปล่า โดนใส่ร้ายแล้วเป็นยังไง นั้นถ้าของไม่จริงแล้วก็ไม่มีการต้านทานอะไรได้ ใช่หรือเปล่า นั้นก็ขอให้เราพิจารณาด้วยความมีสติ ด้วยวางใจให้เป็นกลาง จะเสพจะรู้อะไรสิ่งใด..ก็ให้พิจารณา เข้าใจหรือเปล่า

เพราะกรรมเหล่านี้มันติดกรรมกันได้โดยง่าย ด้วยมโนจิตของเรา มโนวิญญาณ มโนความคิดเหล่านี้ พอเราคิดไปแล้วเราอาจจะไปปรามาสเค้า อย่าลืมว่าพระหากแม้ปาราชิกไปแล้ว ถ้าไปบวชอีกก็ไม่สามารถเข้าถึงความเป็นสงฆ์เป็นพระได้ คือไม่สามารถบรรลุในทางพระได้ แต่ไม่ได้บอกว่าจะบรรลุธรรมไม่ได้ เข้าใจหรือเปล่า ถ้าเรามีศีลสมาธิปัญญา มีหิริโอตัปปะ มีความละอายแล้ว เราก็สามารถประพฤติปฏิบัติในทางฆราวาสได้ เข้าใจหรือเปล่า

แต่การที่เราจะไปประพฤติปฏิบัติในทางว่าเป็นพระนั้น พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้แล้วว่า..บุคคลที่ปาราชิกไปแล้ว ที่ว่าปาราชิกไม่ว่าจะเป็นพระอะไรที่ว่าไปเกี่ยวข้อง..แม้ไม่ได้เป็นราคะไปเสพเมถุนก็ตาม อวดอุตริมนุสธรรมก็ดี ลักของสงฆ์ก็ดี ฆ่าสัตว์ฆ่าอะไรก็ตามเหล่านี้..ที่ท่านห้ามไว้ นั้นเมื่อเราจะไปบวชอีกเป็นยังไง..มันก็หาว่าจะบวชได้ คือเหมือนตาลยอดด้วน ถ้าเป็นกฎหมายบ้านเมืองเค้าเรียกว่าเป็นคดีอาญา ติดคดีอาญา เข้าใจหรือเปล่า

ดังนั้นเมื่อเราไปบวชไม่ได้เมื่อสึกออกมาแล้ว ใครบวชให้ก็หาความว่าเป็นพระไม่มีเป็นสงฆ์ไม่มี แล้วถ้าบวชไม่ได้แต่เราสำนึกในกรรมเหล่านั้น..ว่าเราเคยทำกรรมอะไรไว้ แล้วก็แก้ไขเสีย เมื่อเราแก้ไขแล้วตั้งใจประพฤติปฏิบัติ เราก็สามารถบรรลุธรรมอย่างเป็นฆราวาสได้ เข้าใจหรือเปล่า

นั้นขอให้เข้าใจอย่างนี้ว่า..ไม่ว่าใครเค้าจะเพลี่ยงพล้ำไปแล้วในทางโลก หรือเพลี่ยงพล้ำไปแล้วในผ้ากาสาวพัสตร์ก็ดี เราอย่าได้ไปตำหนิติเตียน อย่าไปซ้ำเติมเค้า อย่าไปปรามาสเค้า เพราะเราไม่รู้ได้เลยว่าเค้ามีบารมีหรือเปล่า บางคนเค้ามีฌานแต่ฌานเค้าเสื่อมได้ เข้าใจหรือเปล่า

ดังนั้นแล้วถ้าเรามีธรรมแล้ว..เราก็ไม่ควรเอาธรรมเราไปแลกกับสิ่งเหล่านี้ เพราะเมื่อเราไปแลกไปปรามาส..ธรรมเราก็เสื่อม การที่เราประพฤติปฏิบัติ..บางคนปฏิบัติได้ปฏิบัติดี แต่หลังๆมาเริ่มมีการปฏิบัติแล้วไม่ก้าวหน้า หารู้ตัวไม่ว่าบางทีเราไปพลาดพลั้งไม่เจตนา..ไปล่วงเกินไปปรามาสบุคคลผู้ทรงศีล ผู้ทรงฌาน เข้าใจหรือเปล่า นี่แหละ..มันจึงติดกรรมมา ทำให้การประพฤติปฏิบัติหรือภูมิธรรมของเรามีความตกต่ำลง เสื่อมลง มันเป็นอย่างนั้น ฉันก็ขอฝากไว้..

เทศนาธรรมกรรมฐาน วันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๖๙
มูลนิธิเมืองธรรมพรหมรังสี สมเด็จพระพุฒาจารย์โต
บ้านโปร่งวิเชียร อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี

ติดตามข้อมูลข่าวสารกิจกรรมของมูลนิธิได้ทาง https://www.facebook.com/mprs.foundation
ติดตาม คลิปธรรมะได้ทาง YouTube channel : ธรรมะมหัศจรรย์ ตามรอยธรรมสมเด็จโต

เราจะวางกายจากขันธมารอย่างไร ก็ให้เราพิจารณาดูซิว่า..แม้ในขณะนี้ก็ตาม อันว่าขันธมารหรือกายสังขารขันธ์ ๕ นี้ มันมีความทุก...
14/09/2026

เราจะวางกายจากขันธมารอย่างไร ก็ให้เราพิจารณาดูซิว่า..แม้ในขณะนี้ก็ตาม อันว่าขันธมารหรือกายสังขารขันธ์ ๕ นี้ มันมีความทุกข์มีความขัดข้อง เค้าจึงให้เราละวางกายเสียก่อน ทีนี้การจะวางกายเรานี้ เราต้องพิจารณาอะไรได้บ้าง

ในขณะที่เรานั้นกำลังจะเจริญสมาธิภาวนา ความเป็นจริงแล้วตั้งแต่ที่เรานั้นสวดมนต์ภาวนา จนมาถึงขณะที่เรานั้นอธิษฐานจิตบารมีนั่งไป ๒ ชั่วโมง ในขณะนั้นความเป็นจริงจิตมันเป็นสมาธิอยู่แล้ว แต่สมาธิที่เรานั้นกำลังจะเจริญอยู่..จิตมันยังไม่ตั้งมั่น

ครั้นเมื่อจิตไม่ตั้งมั่นนี้..เราจะแก้อย่างไรบ้าง เราก็สามารถพิจารณา..เค้าเรียกว่าการอบรมจิต คือพิจารณากายในกายนี้ลงไป ส่วนมากเมื่อเราจะเจริญพิจารณา เราจะเห็นว่าร่างกายในขันธมารจะมีเวทนา มีความเจ็บ เมื่อมันมีเวทนาเกิดขึ้น จิตมันจะมีความฟุ้งซ่าน

ดังนั้นแล้วเมื่อเราจะพิจารณากาย เราต้องเห็นอะไร..เราก็ต้องเห็นเวทนาในกายนี้ก่อน พิจารณาเห็นกายในกายว่าเป็นอย่างไร เห็นว่ามันมีความขัดข้อง มันเป็นทุกข์ แล้วเอาความตายมาพิจารณาน้อมเข้าไป เห็นว่าไม่ช้าไม่นานกายในขันธ์ ๕ นี้ มันต้องมีความเจ็บ มีความแก่ และมีความตาย นั่นก็หมายถึงว่าหากวันนี้เราจะต้องตายลงไปเสียแล้ว เราจะพิจารณาวางกายอย่างไร วางใจอย่างไร

ทีนี้การจะตัดละสักกายทิฏฐิตัวนี้ ไอ้ตัวอวิชชานี้..มันทำได้ยากนั่นเอง แต่ถ้าเราไม่หมั่นพิจารณากายในกาย ในอาการ ๓๒ ให้เห็นว่ากายมันมีความเสื่อมอย่างไร มันมีความขัดข้องอย่างไร ที่พิจารณายกธรรมขึ้นมาให้เกิดธรรมสังเวช ถ้าธรรมสังเวชมันยังไม่เกิดขึ้น..ทำยังไง เราก็ต้องหาอุบายกำกับดูลมหายใจในกายนี้..อยู่ไปสลับกันไป สลับกันไปอบรมอยู่อย่างนั้น อยู่มันไปอย่างนั้น

ถ้าจิตเราไม่มีกรรมฐานเป็นที่ตั้งแห่งการงานแล้ว จิตมันจะฟุ้งซ่านโดยธรรมชาติของมัน แต่เมื่อใดพอเรามีกรรมฐาน มีฐานที่อยู่ที่ตั้งที่อาศัยของกายของจิต อบรมบ่มจิตภาวนา..สลับกับการพิจารณากายลงไปนี่ ไม่จำเป็นเลยว่าเราต้องจิตสงบแล้ว จิตตั้งมั่นแล้ว เราถึงจะไปพิจารณากาย

เพราะคำว่าสมถะคือใจที่มันมีความสงบบ้างเล็กน้อย หรือเรียกว่าสมาธิ แต่วิปัสสนาหรือกรรมฐานวิปัสสนา คือการระลึกถึง ยกจิตขึ้นมาอบรมบ่มจิต แต่ถ้าเรารอแต่ให้จิตมันมีความสงบอย่างเดียวแล้ว แล้วเราค่อยมาพิจารณาแล้วอย่างนี้ ไม่นานจิตหรือสมาธิที่เรามีอยู่ ก่อนที่มันจะมีจิตที่จะตั้งมั่น..จิตมันจะฟุ้งซ่านก่อนนั่นเอง

การที่เรายกจิตมาพิจารณากายก็เพราะว่าเหตุว่า เพื่อไม่ให้จิตเรานั้นมันมีความฟุ้งซ่าน ครั้นเมื่อเราละในกายขันธ์ ๕ นี้ พิจารณาลงไปในความเสื่อม ในความขัดข้องในกายแล้ว พอเราวางกายไว้ได้ จิตเมื่อมันวางกายได้แล้ว..เวทนามันจะระงับลงไป..ระงับลงไป นั่นแหละจิตมันจะรวมเข้า..รวมเข้า..รวมเข้า เรียกว่าจิตจะเริ่มตั้งมั่นขึ้น

นี่..ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องละสักกายทิฏฐิ เรียกว่าตัวอวิชชาตัวนี้ หรือเรียกว่านิวรณ์ ถ้าเรายังไม่สามารถกำจัดนิวรณ์ได้ จิตเราจะพิจารณาเห็นตามความเป็นจริง..ก็ยังเห็นได้ยากนั่นเอง ดังนั้นการจะข้ามนิวรณ์ ที่เรานั้นอดทนบำเพ็ญเพียรภาวนามาจนถึงขณะนี้ เราจึงสังเกตได้ว่า..พอเรามีความอดทนอดกลั้นต่อสู้ หรือมีขันติทรงอยู่ได้ในความเพียร หากแม้ว่าสมาธิที่เกิดขึ้นมันเป็นเพียงชั่วขณะ ยังไม่ต่อเนื่องก็ดี

แต่จะสังเกตได้ว่าพอผ่านในการที่เราตั้งสัจจะอธิษฐานอบรมบ่มจิตภาวนามานี้ จิตเมื่อพ้นจากการถูกบีบคั้น ถูกบังคับให้เรานั้นต้องตั้งสัจจะพิจารณาทำความเพียรแล้ว พ้นจากการที่ตั้งสัจจะอธิษฐานแล้ว จิตเราจึงเป็นอิสระเสียได้ ไอ้ตัวที่จิตเราพ้นเป็นอิสระตรงนี้ เมื่อเราได้มีโอกาสได้มาบำเพ็ญเพียรภาวนาพิจารณา เราลองย้อนดูซิ..เหตุการณ์ทั้งหลายของจิตของเรานี้ ทำไมจิตเราจึงไม่สามารถข้ามนิวรณ์ได้

นั่นก็เป็นเพราะว่าขันธ์ ๕ ของเรานี้มันมีความเสื่อม เมื่อขันธ์ ๕ มันมีความเสื่อม เรายังไม่สามารถวางในขันธ์ ๕ ได้ทีเดียว เราจึงต้องพิจารณาละอารมณ์ในขันธ์ ๕ อยู่บ่อยๆเนืองๆ แต่การละอารมณ์ในขันธ์ ๕ ครั้นเมื่อเราจะมาพิจารณาสักหนึ่งครั้ง เหมือนเราจะมาทำความสะอาดเสื้อผ้าอาภรณ์ที่มันสกปรก ที่มันหมักหมมมากๆ มันมีคราบสกปรกมากๆแล้ว การจะชำระทำให้มันสะอาดโดยทีเดียวแล้ว..มันเป็นของที่ทำได้ยาก

มันก็ต้องมีการเจริญฌาน ทรงอารมณ์ พิจารณาอารมณ์เสียก่อน นี่แหละเค้าเรียกว่าการทรงฌาน ประคับประคองจิตไปเสียก่อน ดังนั้นแล้วเราจึงต้องคอยดูอาการของจิต แม้จิตมันจะมีเวทนามันจะมีความง่วง ให้รู้ เมื่อเรารู้แล้วให้ทำยังไง

รู้..ในขณะที่รู้นั้นแล เราก็ภาวนาเข้าไปกำกับไว้ อย่าให้จิตของเรานั้นส่งออกไปภายนอก ในขณะที่เรารู้อยู่ก็มีองค์ภาวนารู้อยู่กับลมหายใจ เมื่อมันมีอารมณ์ของเวทนาขึ้นมาแทรก ก็ให้เรากำหนดรู้ในเวทนาเหล่านั้น ครั้นเมื่อเรากำหนดรู้ในเวทนาเหล่านั้นแล้ว เราก็อยู่กับลมของเรา อยู่กับกายของเรานั้น แต่เวทนาที่เกิดขึ้นในขันธ์ ๕ มันก็จะเป็นสักแต่ว่าเวทนา

ครั้นเมื่อเวทนาปรากฏ..เราก็รู้ว่าเวทนาปรากฏอย่างนั้น เมื่อเวทนาปรากฏในกายก็รู้ว่าเวทนาปรากฏขึ้น นั่นแหละไอ้จิตตัวนี้ที่เป็นผู้รู้..มันจะเห็นเวทนาที่เกิดขึ้น ก็หมายถึงว่าเมื่อเวทนาอารมณ์เกิดขึ้น จิตก็เป็นผู้รู้ผู้เห็น นั้นจิตเมื่อเป็นผู้รู้ผู้เห็นแล้ว จิตจึงจะไม่ไปเป็นผู้ไปเป็น หรือไปปรุงแต่ง

สำคัญที่ว่าเมื่อเราไม่เท่าทันในอารมณ์ของเวทนาเหล่านี้แล จึงว่าจิตมันจะไปยึดว่าเวทนานั้นเป็นเรา นี่แหละ..เมื่อจิตไปคิดว่าเวทนานั้นเป็นเราแล้ว จิตตัวนี้มันจะฟุ้งซ่าน นั้นเราจะทำอย่างไร เราต้องดูอารมณ์อยู่อย่างนั้น มีภาวนาเข้าไปกำกับรู้ รู้ในเวทนาบ้าง ในเวทนาเหล่าใดในกายนี้ก็ดี นั่นแหละ..พิจารณาอย่างนี้ลงไป

นั้นการทำสมาธิ..มันไม่ได้ให้เรานั้นอยู่กับความสงบ เพราะถ้าจิตไม่สงบก็ต้องรู้ว่าจิตไม่สงบอย่างไร ข้อสำคัญคือกายสังขารหรือขันธ์ ๕ นี้ เมื่อเรายังละมันไม่ได้วางมันไม่ได้ เมื่อเรายังติดยังพอใจมันอยู่ ยังยึดว่าจิตตัวนี้ อาการตัวนี้ เวทนาตัวนี้..ยังเป็นเราอยู่ เมื่อยังมีเรา..อุปมาเหมือนเรายังแบกหามของหนัก ที่มันยังมิได้วางนั่นเอง

ครั้นเมื่อเรานั้นไม่ได้วางของหนัก..เป็นยังไง กายรู้สึกว่ามันมีความเหนื่อยล้า พอมันเหนื่อยล้าแล้วมันก็ไม่อยากได้อะไร ดังนั้นแล้วเราต้องกำหนดรู้ว่าขันธ์ ๕ กายนี้ ครั้นเมื่อเราจะมาประพฤติปฏิบัติ..ให้พิจารณาถึงความตายที่จะเกิดขึ้น เห็นความเสื่อมแห่งกายนี้ ถึงแม้ว่าเราจะรู้ว่ากายนี้มิใช่เรา แต่เรายังรู้ไม่ถึง ยังรู้ไม่ชัด

เราต้องพิจารณาเสียก่อนว่า..ไอ้ขันธ์ ๕ ที่มีความเสื่อม ต้องพิจารณาว่าเมื่อเรานั่งประพฤติปฏิบัติไปแล้ว ให้ตัดกังวลเรื่องกายว่า..ถ้ามันจะเจ็บจะป่วย จะเสื่อมเพียงใดก็ตาม มันก็เป็นเรื่องของกายของขันธ์ ๕ นี้ จิตเราต่างหาก..ครั้นเมื่อเรากำหนดรู้ในจิตตรงนี้ได้ นั่นแหละจึงจะเรียกว่าเริ่มเห็นมรรคเริ่มเห็นทาง เริ่มเห็นแสงสว่างแห่งความสงบเกิดขึ้น เริ่มเห็นแสงปัญญาเกิดขึ้น

ถ้าเรายังตัดเรื่องความกังวลในกายยังไม่ได้ สมาธิมันจะเกิดยาก เมื่อสมาธิเรามันเกิดยาก จิตมันไม่ตั้งมั่น มรรคมันก็บังเกิดยาก ปัญญามันก็เกิดยาก เพราะอะไร..เพราะเรายังไม่เท่าทันในอารมณ์หรือเวทนาที่เกิดขึ้น ดังนั้นเรื่องการละวางกายตัวนี้เป็นเรื่องของสำคัญ

ให้เราคิดว่าการประพฤติปฏิบัติทุกครั้งของเรา เราต้องระลึกถึงความตาย เมื่อเราระลึกถึงความตายแล้ว เราจะรู้สึกถึงความไม่เที่ยงมันบังเกิดขึ้น ความฟุ้งซ่าน ความยึดมั่นถือมั่น..ที่เราไปยึดมั่นกังวลในเรื่องบ้านเรือน ลูก สามีภรรยาก็ตาม ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งนี้ ในหน้าที่การงานอะไรก็ตาม..มันจะเริ่มวางลง ระงับลง เพราะเหตุใด..เพราะความตายเหล่านี้มันคือมรณานุสติกรรมฐานอย่างดี

ครั้นเมื่อคนจะมีความตายเกิดขึ้นแล้ว จิตมันจะกลับไปอยู่ที่อะไร จิตมันจะกลับไปอยู่ที่ลมหายใจ กลับมาอยู่ในขณะที่ปัจจุบัน จิตมันจะเริ่มมีการปล่อยวางเกิดขึ้นโดยธรรมชาติของมัน ดังนั้นถ้าจิตเราไม่ระลึกถึงความตายเป็นมรณานุสติ เห็นกายในกายว่าไม่เที่ยง มีความเสื่อมแล้ว จิตมันจะเริ่มฟุ้งซ่าน เพราะอะไร..มันจะมีความกังวลเกิดขึ้น มันยังมีการปรุงแต่ง ยังมีสัญญา..สัญญาแห่งความจำ ยังมีอารมณ์แห่งเวทนาต่างๆเกิดขึ้น เข้ามาแทรก มารบกวนจิต

นั้นเมื่อเรารู้ว่าขณะนี้เรากำลังเจริญภาวนาพระกรรมฐานอยู่ ให้เราระลึกถึงความตาย ตัดกังวลเสียก่อน อย่านัดหมายใดๆ ให้อธิษฐานจิต เมื่อเราอธิษฐานจิตลงไป ๒ ชั่วโมงแล้ว เราอย่าได้ไปยึดถือในเวลาเหล่านั้น ให้เราเจริญความเพียรไปตามกำลังของเรา เมื่อจิตนั้นเรานั้นได้ปล่อยวางเวลาระยะทางข้างหน้า เรียกว่าตัดกังวลแล้วในเวลา แต่เมื่อเราอธิษฐานจิตลงไป..นั่นคือจุดหมายปลายจงกรมของเรา เราก็ประพฤติปฏิบัติอบรมตามอัธยาศัย ตามบุญวาสนาของเรา

เมื่อเรานั้นพิจารณาในกายในขันธ์ ๕ เห็นว่าขันธ์ ๕ มีความเสื่อม แล้วเราระลึกถึงความตายมาเป็นอารมณ์ เข้ามาในกายในจิตของเราอย่างนี้ จิตมันจะเริ่มปล่อยวาง ละความยึดมั่นถือมั่นลงไปโดยธรรมชาติของมัน

ดังนั้นอันดับแรกเราต้องวางกายในขันธ์ ๕ ก่อน เห็นความเจ็บป่วยในกายในขันธ์ ๕ นี้หยิบยกขึ้นมา ให้เห็นความเสื่อม เพราะเมื่อครั้นใดคราใดที่เราระลึกถึงความเจ็บป่วยไข้ไม่สบาย หรือทุกข์เวทนาในขันธ์ ๕ ในกายนี้ นั่นแหละมันจะคอยเตือนใจของเราว่า อ้อ..กายเรามีความเสื่อม แม้ในขณะนี้มันไม่ปรากฎกำเริบขึ้นมา แต่มันก็ซ้อนอยู่ในนั้น อยู่ในกายนี้แห่งความเจ็บป่วยนั้น..วันใดวันหนึ่งมันกำเริบเสิบสานขึ้นมา เช่นเดียวกันเมื่อเรามีความเจ็บป่วยไข้ไม่สบายแล้ว ความตายมันก็บังเกิดขึ้น จักมีความตายอยู่เบื้องหน้าของเรา

เมื่อเราน้อมพิจารณาอย่างนี้ มันจะเห็นความไม่เที่ยงเกิดขึ้น ความไม่เที่ยงเหล่านี้แลเค้าเรียกว่าความเป็นอนิจจัง เราจะได้เห็นความเป็นอนัตตาเกิดขึ้นมา ซ้อนเข้ามาในจิตของเรา..คืออะไร คือความที่ว่าเราไม่สามารถบังคับบัญชามันได้ ในความเจ็บป่วยไข้ไม่สบาย ในความเสื่อมของขันธ์ ๕ เหล่านี้ จิตเรานี้ตัวที่เห็นว่าเป็นมรรคตัวนี้แล เห็นเป็นปัญญา มันจะเริ่มสอนในตัวของมันเอง

จิตเมื่อถูกอบรมบ่มจิตอย่างนี้ในขณะนั้น จะไม่มีอารมณ์ใดเข้ามาแทรก..เพราะอะไร เพราะจิตเราจดจ่ออยู่ในธรรม เราเอาธรรมมาเป็นเครื่องอยู่ เรียกว่าธรรมานุสติบ้าง มรณานุสติบ้าง เมื่อเราพิจารณาอย่างนี้สลับกับการดูอานาปานสติลมหายใจ

ทีนี้ว่าลมหายใจ..เราไม่ได้ว่าต้องไปดูลมอย่างเดียว ที่เราดูลมเพราะอะไร เพื่อไม่ให้จิตเราฟุ้งซ่าน หากจิตเรามีธรรมเป็นเครื่องอยู่ นั่นก็เป็นอานาปานสติอย่างหนึ่งในสติปัฏฐาน ๔ เช่นว่าดูกายในกาย เห็นกายในกาย เห็นเวทนาในเวทนาที่เกิดขึ้นมีผัสสะมากระทบ มีอารมณ์เกิดขึ้นก็ดี เห็นจิตในจิตก็คือรู้สึกว่าจิตนี้ในขณะนี้มันเสวยอารมณ์ใดอยู่ เข้ามากระทบผัสสะเกิดขึ้น ให้เรารู้ตรงนี้

เมื่อเรารู้แล้วเป็นยังไง ก็กำหนดรู้แล้ววางสิ่งนั้น เราก็พิจารณาธรรมขึ้นมาบ้าง..ให้เกิดในธรรม ในอริยสัจ เรียกว่าธรรมสังเวช เมื่อเราสลับพิจารณาอยู่อย่างนี้แล เค้าเรียกว่าอบรมบ่มจิต ปรารภในจิต ปรารภในความเพียรลงไป..ลงไป พอจิตมันได้เข้าถึงแล้ว มันรู้แล้ว มันสงบแล้ว เมื่อจิตมันสงบจิต..มันจะระงับ มันจะวางของมันเอง คือวางอะไร..วางความคิด

ไอ้ความคิดมันเป็นอุปาทานแห่งขันธ์อย่างหนึ่ง เพราะเมื่อจิตเรานั้นไม่ไปยึดในขันธ์แล้ว เห็นตามความเป็นจริงว่ามันเป็นอย่างนี้แล้ว จิตมันจะวางความยึดมั่นถือมั่นของมันเอง นี่แหละเค้าเรียกว่าการวางกาย เรียกว่าวางของหนัก หากเรายังไม่สามารถวางของหนักวางกายได้..จิตจะหาความสงบไม่ได้

เมื่อจิตหาความสงบไม่ได้แล้ว ความวิเวกของจิตมันก็ไม่บังเกิดขึ้น เมื่อนั้นมันจะมีแต่ความฟุ้งซ่าน แล้วนิวรณ์ก็จะมารบกวนจิต ครั้นเมื่อใครเป็นผู้วางกายได้แล้วในขันธ์ ๕ เห็นว่าขันธ์ ๕ นี้มันมีแต่ความเสื่อม มีแต่ความขัดข้อง และมีสภาวะไม่แน่นอนไม่เที่ยง มีความเป็นอนัตตา คือบังคับบัญชาไม่ได้อย่างนี้ ถ้าผู้ใดพิจารณาเห็นได้อย่างนี้แล้ว แม้จะอยู่ในราตรีใดในค่ำคืนใดก็ตาม แม้จะมีนิวรณ์ที่มาก่อกวน..นิวรณ์เหล่านี้ก็ไม่สามารถเข้ามาครอบงำจิตได้

เพราะอะไร..เพราะผู้รู้นั้นได้ทำงานเกิดขึ้น เมื่อเรานั้นจิตยังไม่ตื่นรู้ ให้อยู่กับผู้รู้ เกาะผู้รู้ไว้ ผู้รู้เกาะยังไง..ก็อยู่ในฐานคือสติปัฏฐาน ๔ รู้กายบ้างก็คือรู้ลมบ้าง รู้เวทนาอาการของจิตบ้าง เห็นจิตในจิตบ้าง เห็นจิตเห็นอารมณ์เกิดขึ้น..ตั้งอยู่..ดับไปบ้าง เห็นธรรมในธรรมบ้างคือเห็นธรรมสังเวชในอาการ ๓๒ ยกขึ้นมาอย่างใดอย่างหนึ่ง นั่นแหละเอามาหล่อเลี้ยงจิต ให้จิตนั้นมีกรรมฐานมีการงาน

เมื่อจิตมันมีกรรมฐานมีการงานแล้ว จิตมันจะมีหลักเป็นที่อยู่ที่อาศัย..อย่างนี้ นี่เรียกว่าจิตจะไม่ส่งออกไปภายนอก นี่เรียกว่าจิตเรานี้กำลังอบรมบ่มจิตอยู่ ให้มีเครื่องอยู่ในธรรมทั้งหลาย ถ้าเราพิจารณาได้อย่างนี้ จิตตัวนี้แลมันจะคลายความฟุ้งซ่าน

ดังนั้นไอ้ตัวขันธมารในกายมันเป็นของหนัก ไม่มีอะไรจะหนักกว่าการมีการเกิด คือการมีขันธ์ ๕ อีกแล้ว และไม่มีอะไรจะมีทุกข์มีเวทนาเท่ากับการมีขันธ์ ๕ อีก..

เทศนาธรรมกรรมฐาน วันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๖๙
มูลนิธิเมืองธรรมพรหมรังสี สมเด็จพระพุฒาจารย์โต
บ้านโปร่งวิเชียร อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี

ติดตามข้อมูลข่าวสารกิจกรรมของมูลนิธิได้ทาง https://www.facebook.com/mprs.foundation

มีข้อหนึ่งที่ฉันฝาก..อยากให้พวกโยมไปคิด คำว่าบาดแผลหรือผู้ที่มีบาดแผล จะเป็นแผลทางกายแผลทางใจก็ดี เค้าบอกว่าอาจจะต้องใช้...
13/09/2026

มีข้อหนึ่งที่ฉันฝาก..อยากให้พวกโยมไปคิด คำว่าบาดแผลหรือผู้ที่มีบาดแผล จะเป็นแผลทางกายแผลทางใจก็ดี เค้าบอกว่าอาจจะต้องใช้เวลาเยียวยา ฉันจึงบอกว่าเวลานั้นแลจะเป็นผู้ทำให้บาดแผลนั้นสมานกัน..แล้วหายในความทุกข์ในเวทนานั้น นั่นก็คือความอดทนอดกลั้น

บาดแผลบางแห่งนั้นอาจใช้เวลานาน แต่บาดแผลบางแห่งอาจใช้เวลาไม่นาน เค้าจึงว่าบาดแผลทางใจต่างหากที่ต้องใช้ระยะเวลามากนั่นเอง

ดังนั้นแล้วเวลานั้นแลจะเป็นผู้เยียวยา แล้วเวลานั้น..ถ้าโยมนั้นไม่ได้จมอยู่กับความทุกข์ แต่โยมเอาเวลาเหล่านั้นมาพิจารณาธรรมให้เห็นทุกข์..นี่เค้าเรียกว่ากรรมเหนือกรรม โยมจะเป็นผู้เห็นกรรม บาดแผลนั้นจะหายไวขึ้นกว่าคนปรกติธรรมดา เข้าใจหรือเปล่าจ๊ะ

นั้นการจะอยู่คนเดียวสันโดษก็ดี เราจะเห็นบาดแผลเรานั้นได้โดยง่าย เราจะเห็นกรรมอกุศลความชั่วของเราได้ง่าย นั่นคือบาดแผลทั้งนั้น เมื่อเรานั้นไม่มีบาดแผลแล้ว..ความกลัวความสะดุ้งผวาว่าใครจะมานินทาว่าร้าย สรรเสริญทำให้เราเสียเกียรติเสื่อมยศทั้งหลาย..จักไม่มีอีกแล้ว แสดงว่าบาดแผลเราเริ่มหายดี

แต่ถ้าเรายังมีความกังวลสิ่งเหล่านี้ แสดงว่าบาดแผลมันยังมีร่องรอยอยู่ แต่ถ้าเราไม่มีธรรมเยียวยา ไม่มีธรรมเป็นเครื่องอยู่ ไม่มีศีล ไม่มีการปฏิบัติ ไม่มีภาวนา ไม่ได้มาเจริญกรรมฐาน เค้าบอกว่าบาดแผลนั้นจะติดเชื้อ

ติดเชื้อเป็นยังไง อ้าว..มันก็จะเป็นอันธพาล มันก็จะเป็นการพาลชน ดังนั้นแล้วฉันหวังว่าพวกโยมนั้น..เมื่อมีธรรมแล้ว มีศีลแล้ว มีกรรมฐานแล้ว มีธรรมเป็นเครื่องอยู่ มีศรัทธาต่อครูบาอาจารย์ท่านสมเด็จโตแล้วก็ดี ฉันเชื่อในบารมีนั้น..ว่าพวกโยมจะสามารถรักษาแผลนั้นให้หายได้ในชาตินี้

จะไม่เป็นเวรเป็นพยาบาทซึ่งกันและกัน จะเหลือทรงไว้ซึ่งความดีคือธรรม คือบารมีสืบไป..ฉันก็ขอโมทนาไว้ล่วงหน้า เข้าใจหรือเปล่าจ๊ะ

เทศนาธรรมกรรมฐาน วันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๖๕
มูลนิธิเมืองธรรมพรหมรังสี สมเด็จพระพุฒาจารย์โต
บ้านโปร่งวิเชียร อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี

ติดตามข้อมูลข่าวสารกิจกรรมของมูลนิธิได้ทาง https://www.facebook.com/mprs.foundation

ติดตาม คลิปธรรมะได้ทาง YouTube channel : ธรรมะมหัศจรรย์ ตามรอยธรรมสมเด็จโต

11/09/2026
ลูกศิษย์ : หลวงปู่ครับ ถ้าถวายข้าวพระพุทธแล้ว ข้าวพระพุทธนั้นจะเอาย้อนกลับมาให้พระฉัน หรือว่าไปให้ญาติโยมทาน อันไหนจะถูก...
10/09/2026

ลูกศิษย์ : หลวงปู่ครับ ถ้าถวายข้าวพระพุทธแล้ว ข้าวพระพุทธนั้นจะเอาย้อนกลับมาให้พระฉัน หรือว่าไปให้ญาติโยมทาน อันไหนจะถูกต้องกว่ากันน่ะครับ

หลวงปู่ : คนที่เค้ายังไม่เข้าถึง..ย่อมมีความสงสัยเป็นธรรมดา อันว่าข้าวพระพุทธนี้เราถวายเพื่ออะไร..เป็นพุทธบูชา ถามว่าท่านได้เสวยมั้ย ท่านไม่ได้เสวย แล้วอะไรเสวย ใจเรายังไง..เสวยเป็นบุญเป็นทิพย์ เพราะเราระลึกถึงคุณอะไร..คุณพระพุทธ ใช่หรือเปล่า

แม้น้ำ ๑ แก้วที่เราถวายพระพุทธบนหิ้งพระหิ้งหอก็ตาม มีอานิสงส์ทั้งนั้น เพราะอะไร..มันเป็นกระแส กระแสจิตของเรา..มันจะเกิดกระแสจิตที่เป็นกุศล ถวายน้ำ ถวายดอกไม้ธูปเทียน เอาแค่ไม่ต้องถวายอะไรทั้งนั้น เอาแค่เราปัดกวาดเช็ดถูดูแล ก็เหมือนเป็นอุปัฏฐาก เข้าใจหรือเปล่า

ดังนั้นการที่เราถวายอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นข้าวปลาอาหาร มันได้กระแสนั่นเอง กระแสที่เป็นกุศล เรียกว่าเราระลึกถึงคุณพระพุทธ การกระทำที่เราทำลงไปนี้ เช่นอาหารคาวหวานที่เราถวาย ถามว่าพระพุทธเจ้าท่านปรินิพพานไปแล้ว ท่านรับได้หรือเปล่า ท่านรู้มั้ย (ลูกศิษย์ : รู้ครับ) รู้..แล้วรู้ได้ยังไง ท่านมาบอกหรือไง อ้าว..จิตของเราเมื่อเรามีศรัทธามันถึงหรือเปล่า ถ้าศรัทธาเราถึงมันก็ถึง เข้าใจหรือเปล่า กล่าวระลึกถึงการบูชา

เวลาเค้ากล่าวบูชาเค้ากล่าวว่าอะไร เรากล่าวว่าอะไรก่อนเราบูชา..ข้าวพระพุทธน่ะ (ลูกศิษย์ : อิมัง สูปะพฺยัญชะนะสัมปันนัง สาลีนัง โภชะนัง อุทะกัง วะรัง พุทธัสสะ ปูเชมิ) อ้าว..เค้าก็บอกตรงตัวอยู่แล้ว ข้าพเจ้าขอน้อมถวายอาหารคาวหวานถวายบูชาแด่พระพุทธเจ้า ใช่หรือเปล่า ก็บอกอยู่แล้วบูชาพระพุทธเจ้า คราวนี้พระพุทธเจ้าทรงรับมั้ยล่ะ ท่านก็ไม่ได้ปฏิเสธ ใช่หรือเปล่า

เดี๋ยวก็มีบริวารมา ก่อนจะมาให้ลูกศิษย์ลูกหา มีโยมมดมาก่อน มากินก่อน..คือมด เป็นทาน ทีนี้ตรงนี้จะเริ่มเป็นทานแล้ว การลาข้าวพระพุทธแล้วไปให้ใคร ก็ไปให้คฤหัสถ์ฆราวาสนี้แล เอาไปให้สุนัขได้มั้ย ไปให้สัตว์ได้หรือเปล่า (ลูกศิษย์ : ได้ค่ะ) ถูกต้อง แล้วถามว่าเอาไปให้พระอีกต่อได้หรือเปล่า อ้าว..ก็ไปถวายพระทำไมเล่า พระท่านก็ฉันของท่านแล้ว ใช่หรือเปล่า อันนี้เค้าถวายพระพุทธ พอถวายพระพุทธแล้ว เรากล่าวถวายอาหารคาวหวานทั้งหลายให้พระสงฆ์มั้ย..ในขณะนั้น ก็ถวาย ใช่หรือเปล่า นั้นอาหารเหล่านี้ไม่ควรไปถวายสงฆ์แล้ว เข้าใจหรือเปล่า

เพราะเราถวายพระพุทธไปแล้ว ถวายพระสงฆ์ไปแล้ว แล้วก็ถวายพระธรรมไปแล้ว คือธรรมคือนามธรรม ถวายให้กับพระพุทธเจ้าไปแล้ว เราควรเอาไปให้ใคร..คฤหัสถ์ฆราวาส ใช่หรือเปล่า ถ้าเราคิดว่าเอ๊ะ..เราไปให้พระพุทธเจ้าแล้ว เราก็เอามาเป็นหยูกเป็นยาได้มั้ย อธิษฐานได้มั้ย ได้..สมมุติว่าพระเจ้าท่านบอกว่าฉันขอไข่ต้มสักลูกหนึ่ง อย่างนี้ได้หรือเปล่า มันได้หมด..เพราะอะไร คำว่าถวายพระพุทธเจ้า..จึงว่าเป็นของถวายรัตนะทั้ง ๓ ชื่อว่าเป็นของสงฆ์อย่างหนึ่ง เข้าใจหรือเปล่า

นั้นสงฆ์ต้องมีการอนุญาตเสียก่อนว่า..เธอจงเอาไปนะ หรือแม้ไม่อนุญาตก็ตาม เมื่อถวายพระพุทธ เป็นของพระพุทธแล้ว เหมือนเราเอาพระพุทธรูปไปบูชา วันนี้เราไม่บูชา พระพุทธเจ้าท่านว่าเรามั้ยว่า..เจ้าไม่มาบูชาเราจะเป็นโทษ มีมั้ย (ลูกศิษย์ : ไม่มีครับ) ถูกต้อง..มันจึงไม่มีนั่นเอง เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่านไม่มีแล้วที่จะมากล่าวโทษ มาตำหนิ มาติเตียน หรือว่าจะมายึดว่านี่เป็นของเรา ของท่าน ของเธอ..มีหรือเปล่า

มีแต่เมื่อถวายแล้วจึงเป็นธรรมทาน เป็นสังฆทานไปแล้ว เข้าใจหรือเปล่า นั้นของสิ่งนี้ใครมีความปรารถนา..ย่อมได้ เพราะมันเป็นทาน อ้าว..นกไปจิก มดไปกิน มันเป็นทานหรือเปล่าล่ะ เป็นแล้วหรือยัง ตรงนั้นมีใครเป็นเจ้าของมั้ย ดังนั้นคำว่าเป็นของถวายพระพุทธเจ้าไปแล้ว..เป็นธรรมทานแล้ว ไม่มีใครเป็นเจ้าของแล้ว เข้าใจหรือเปล่า

ถ้ามาถามว่าเอ๊ะ..แล้วจะไปถวายพระได้หรือเปล่า ก็ลองถามพระซิ..พระท่านปรารถนาหรือเปล่า ถ้าพระไม่ปรารถนา..ญาติโยมลูกศิษย์สามารถเอาไปกินเป็นมงคลได้หรือเปล่า ก็ได้ทั้งนั้น อย่าลืมว่าการถวายข้าวพระพุทธนี้..มีอานิสงส์มั้ย ย่อมมีแน่นอน แม้ขนาดน้ำถวายหิ้งพระหิ้งหอ หรือการปัดกวาดเช็ดถู..มีอานิสงส์ทั้งนั้น มันทำให้กระแสจิตของเราเข้าถึงกุศล เข้าถึงความปิติ นั่นแหละมันเป็นวาสนาไปในทางใฝ่ดี

เพราะการที่จะถวายข้าวพระพุทธ มันต้องน้อมถึงระลึกถึงคุณพระพุทธ ใช่หรือเปล่า ถ้าไม่มีศรัทธา..เราอยากจะถวายมั้ย ถ้าเราไม่มีความเชื่อ..เราจะถวายมั้ย นี่แหละก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง บางคนบอกเอ๊ะ..มันจะสิ้นเปลืองหรือเปล่า แม้ว่าเราให้แล้ว..นั่นมันเป็นทาน

ทานอะไรก็ตาม..ต้องเข้าใจคำว่าทานเสียก่อน ทานคือสิ่งที่ให้ไปแล้วจะไม่มีความเสียดายในทีหลัง และจะไม่หันกลับไปมอง แต่ทานเหล่านั้นเมื่อทำด้วยใจไปนี้ นั่นแหละ..มันติดอยู่ในใจ ฝังอยู่ในใจ มันจะเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรทำให้เกิดความสุข

เค้าจึงบอกว่าการให้ทานที่เป็นอาหารย่อมให้กำลัง และเป็นยารักษาโรคอย่างหนึ่ง อย่าลืมว่าการระงับประทังความหิวของอาหารนี้..ชื่อว่าระงับโรคไม่ให้เกิดขึ้น ใช่หรือเปล่า เค้าจึงว่าถ้าเราอธิษฐานมาเป็นยาก็ดี..มันเป็นยาได้มั้ย (ลูกศิษย์ : ได้ครับ) ถูกต้อง เพราะอาหารคาวหวานส่วนมากมีน้ำด้วยหรือเปล่า (มีครับ) เออ..ดังนั้นแล้วก็ให้เข้าใจอย่างนี้ แต่อย่าไปยึด ถ้ายึดแล้วมันก็เป็นทุกข์อีกเหมือนกัน เข้าใจหรือเปล่า

ลูกศิษย์ : หลวงปู่เจ้าคะ คำกล่าวถวายข้าวพระพุทธ ถ้าถวายพระพุทธอย่างเดียวจะกล่าวคำว่า..ถวายพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้วก็อุทิศส่วนกุศลให้กับใครต่อใครอย่างนี้ อันนี้ถูกต้องหรือไม่ แต่เวลากล่าวถวายอาหารพระภิกษุสงฆ์ กลับไม่ได้อธิษฐานต่อว่าให้กับใครบ้าง อันไหนถูกต้องคะ

หลวงปู่ : อ้าว..โยมต้องเข้าใจว่าการถวายข้าวให้กับพระสงฆ์ พระสงฆ์ยังเป็นสมมุติสงฆ์ ยังเป็นมนุษย์อยู่ มีกายสังขาร แต่การถวายข้าวพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เค้าเรียกว่าการระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย เข้าใจหรือเปล่า มันเป็นอาหารแห่งทิพย์ อาหารหยาบนี้ถวายให้พระสงฆ์ เพื่อให้ท่านฉันเพื่อระงับความหิว แต่การที่เรานั้นถวายข้าวพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์..แล้วอุทิศบุญกุศล นี่เรียกว่าเป็นอาหารทิพย์ เข้าใจหรือเปล่า

ดวงวิญญาณทั้งหลายที่เป็นทิพย์เค้ารับได้มั้ย ได้..เพราะเราระลึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ โดยการใช้อาหารนี่แหละเป็นกระแสเป็นการเชื่อมต่อในทางบุญ เข้าใจหรือเปล่า นั่นชื่อว่าเป็นของคาวหวาน และยังเป็นสังฆทานอย่างหนึ่ง เป็นสังฆทานทิพย์ ถามว่าอุทิศบุญได้มั้ย..ได้ เพราะว่ามันเป็นการทำความดีด้วยกาย ด้วยวาจา และด้วยใจ เข้าใจหรือเปล่า

สรุปง่ายๆว่า..เจตนาอะไรที่เป็นกรรมดี เจตนาอะไรที่เป็นบุญแล้ว ดีทั้งหมด เข้าใจหรือเปล่า แต่การถวายข้าวพระสงฆ์ทำไมอุทิศบุญไม่ได้ ได้..เราก็แผ่บุญว่า บุญที่ข้าพเจ้าถวายภัตตาหารนี้ให้แก่พระสงฆ์ อานิสงส์จงสำเร็จผลเป็นบุญให้กับดวงจิตดวงวิญญาณ..ได้มั้ย ได้ทั้งหมด

เพราะสงฆ์..ต้องดูด้วยว่าสงฆ์ที่เราไปปรนนิบัติ ไปอุปถัมภ์ สงฆ์นั้นเป็นผู้ทรงศีลมั้ย เข้าใจหรือเปล่า เค้าจึงได้บอกว่าเราไม่รู้ว่าสงฆ์นั้นทรงศีลหรือเปล่า คำว่าทรงศีลนี้คือศีลท่านดีมั้ย อยู่ในสิกขาในธรรมวินัยหรือเปล่า เราจึงต้องอธิษฐานไงล่ะจ๊ะ “ขอบุญกุศลที่ข้าพเจ้าได้ทำบุญตักบาตรอาหารคาวหวานของข้าพเจ้า ที่ได้มาด้วยความบริสุทธิ์สุจริตใจเหล่านี้ ขอถวายแด่พระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสังฆเจ้า พระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ” นี่..เราอธิษฐานอย่างนี้ลงไปตรงนี้

เราจึงไม่เจาะจงว่า สงสัยว่า..พระองค์นี้ รูปนี้จะมีศีลหรือทุศีลมั้ย เราจะมองข้าม เราจึงอธิษฐานตรงนี้ เข้าใจหรือเปล่า นี่มันจึงมีกำลังมากนั่นเอง ดังนั้นแล้วเราจึงต้องเอาพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์นี้แหละ..เป็นสรณะก่อน แต่พระสงฆ์ที่เรานั้นได้ทำบุญตักบาตรถวายภัตตาหารนั้นเป็นสมมุติสงฆ์ เข้าใจหรือเปล่า เพื่อให้จิตของเรานั้นไม่ไปติดในจิตขุ่นมัว ว่าเอ๊ะ..เราจะสงสัยในพระสงฆ์หรือเปล่า

พอเราสงสัยในพระสงฆ์มันเป็นยังไง บุญกุศลของเรามันก็มีความพร่องลงไป เราจึงต้องอธิษฐานว่าข้าพเจ้าขอถวายอาหารคาวหวานนี้แด่พระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสังฆเจ้า พระผู้ประพฤติปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ พระอริยสงฆ์ทั้งหลาย แด่พระรูปนั้น..อย่างนี้ เข้าใจหรือเปล่า เพื่อมองข้ามสมมุติที่จิตเรานั้นจะไปคิดให้เกิดความวิบัติแห่งบุญ ไปติดข้องว่าพระนี้จะทุศีลมั้ย เข้าใจหรือเปล่า ด้วยว่าพระสงฆ์นี้เป็นสมมุติสงฆ์เพื่อมาเป็นตัวแทน เพื่อรับสังฆทานอาหารเหล่านั้น เข้าใจหรือเปล่า

อะไรก็ตามที่ว่าท่านรับไปแล้ว..บุญก็ดี กรรมก็ดี เมื่อรับไปแล้วอยู่กับบุคคลผู้นั้น เข้าใจหรือเปล่า แต่ถ้าเราไประลึกไปสงสัย..กรรมเหล่านั้นก็ตกกลับมาอยู่ที่เราส่วนหนึ่งถ้าอย่างนั้น ดังนั้นพระจะทำดีหรือไม่ดีก็ตาม..ก็ผู้นั้นเป็นผู้รับ เพราะเราถวายไปแล้ว ถ้าพระผู้นั้นเป็นผู้ประพฤติปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ..มันก็มีอานิสงส์มากขึ้นไปอีก อย่างนี้

นั้นขอให้เข้าใจว่า..พอเราจะทำบุญการสิ่งใด ถวายในการสิ่งใด ให้เราระลึกถึงคุณพระรัตนตรัยเสียก่อนนั่นเอง อย่างนี้..เข้าใจหรือเปล่า

เทศนาธรรมกรรมฐาน วันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๙
มูลนิธิเมืองธรรมพรหมรังสี สมเด็จพระพุฒาจารย์โต
บ้านโปร่งวิเชียร อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี

ติดตามข้อมูลข่าวสารกิจกรรมของมูลนิธิได้ทาง https://www.facebook.com/mprs.foundation
ติดตาม คลิปธรรมะได้ทาง YouTube channel : ธรรมะมหัศจรรย์ ตามรอยธรรมสมเด็จโต

ลองถามตัวเองซิว่า การประพฤติปฏิบัติของเรามันมีความก้าวหน้าเพียงใด ดูซิ..ว่าในขณะที่เราประพฤติปฏิบัติภาวนาอยู่นี้ ตัวความ...
09/09/2026

ลองถามตัวเองซิว่า การประพฤติปฏิบัติของเรามันมีความก้าวหน้าเพียงใด ดูซิ..ว่าในขณะที่เราประพฤติปฏิบัติภาวนาอยู่นี้ ตัวความเกียจคร้านของเรา เรามีความตั้งใจมั่นแค่ไหน หรือแม้เราจะมีความตั้งใจมากเพียงใด แต่ขันธมารในกายของเรานั้น..มันก็ยังขัดขวาง ในการที่เราจะบรรลุถึงความดี

ดังนั้นแล้วครูบาอาจารย์ทั้งหลายเค้าจึงให้เรานั้นมีสติรู้อยู่ที่สติปัฏฐาน นั่นก็คืออานาปานสตินั่นเอง เมื่อเรารู้อยู่ที่กายก็คือรู้อยู่ที่ลมก็ดี ถ้ากายมันมีความอ่อนล้า จิตยังไม่มีกำลัง เราก็อาศัยรู้ลมอยู่ในกายนี้ จิตตั้งอยู่ที่กายนี้ รู้เวทนาที่เกิดขึ้นบ้าง เวทนาคืออะไร เวทนาคืออารมณ์ของจิตนั่นเอง ดูซิ..ว่าจิตมันเป็นอย่างไร ถ้าจิตมันมีความง่วงความเคลิบเคลิ้ม..ก็ให้รู้จิตเหล่านั้น

รู้ธรรมอันใด..ก็ให้พิจารณารู้ธรรมในอริยสัจบ้าง ว่ากายมันมีความทุกข์เพียงใด มีความเสื่อมเพียงใด ก็ต้องพิจารณาถึงความตายบ้าง เค้าเรียกว่าอนุสสติ ๑๐ เอาธรรมมาเป็นเครื่องอยู่บ้าง เพื่ออะไร..เพื่อเป็นอุบายให้จิตมันคลายจากความกำหนัด คลายจากความยึดมั่นถือมั่น คลายจากอุปาทาน เหล่านี้เรียกว่าอวิชชาที่ห่อหุ้มจิต เราจึงไม่สามารถไปเจริญปัญญาให้เกิดวิปัสสนาญาณได้นั่นเอง

ครั้นเมื่อเราไม่รู้แจ้งในวิปัสสนาญาณ ก็คือไม่รู้แจ้งในอริยสัจ จิตมันย่อมตกอยู่ในภวังค์อยู่อย่างนี้ ไม่สามารถไปเกิด ไปแก่ ไปเจ็บ ไปตาย..หรือพ้นจากสิ่งเหล่านี้ได้ในวัฏสงสาร ดังนั้นเราต้องหล่อหลอมอบรมบ่มจิตนี้ อยู่กับผู้รู้ก่อน เมื่อจิตยังไม่ตื่นรู้ ก็อาศัยอยู่กับผู้รู้ เค้าเรียกพุทธานุสติ เป็นพุทธานุภาพให้จิตเรานั้นยังคงมั่นอยู่ในศรัทธา หล่อเลี้ยงจิตไว้ก่อน..ก็คือพุทธานุสติ คือมีภาวนา รู้อยู่กับพุทโธเข้า พุทโธออก อยู่กับลมหายใจที่กายนี้ นี่แหละเรียกว่าอยู่กับผู้รู้

เมื่อจิตยังไม่ตื่นรู้ เราก็ต้องอยู่กับผู้รู้ก่อน เรียกว่าแม้ผู้รู้นี้เราก็ต้องอาศัย เหมือนเข็มทิศที่นำทางเราก่อน ให้เราหมั่นกำหนดรู้อยู่อย่างนี้ แม้มันจะมีความง่วงความเคลิบเคลิ้ม..เราไปห้ามมันไม่ได้ แต่ให้เรารู้ พอเรารู้อยู่บ่อยๆ แล้วเมื่อรู้ทันแล้ว อาการเหล่านี้ เวทนาเหล่านี้..จะค่อยๆระงับดับลงไป

เมื่อเรารู้มากๆเข้ามันเป็นยังไง มันก็เรียกว่ากำลังของตัวรู้มันมีกำลังมาก มันก็จะเริ่มค่อยๆตื่นรู้ขึ้นมา แต่ถ้าเราไม่อาศัยอบรมบ่มจิตเจริญสติตัวนี้ จิตนี้โดยธรรมชาติของมันแล้ว..มันจะชอบไปติดอยู่ในสุข ติดอยู่ในความพอใจ ดังนั้นการที่เราฝืนภาวนาเหล่านี้ เจริญสติอยู่อย่างนี้..เพื่ออะไร เพื่อที่ว่าเรากำลังละความพอใจ นี่เรียกว่าเป็นการตัดสังโยชน์อย่างหนึ่ง เค้าเรียกว่าสักกายทิฏฐิ คืออัตตาตัวตนของเรานี้

คือเรายังยึดติดอยู่ในความพอใจ เมื่อถึงเวลาเหล่านี้มันเป็นเวลาหลับนอนพักผ่อน แต่ความเป็นจริงแล้วเมื่อจิตผู้ที่จะมีความเป็นอริยะ พึงเห็นโทษในภัยวัฏฏะแล้ว ก็จะอาศัยตัวนี้แหละ..เวลาที่ร่างกายสังขารมีความเหนื่อยล้า อยากจะพักผ่อนนี้แหละ..เอามาแยกกายแยกจิต

แยกกายแยกจิต..เราจะวางกายอย่างไร เราต้องเห็นอาการของกายคือเวทนาในเวทนา..ในกายเสียก่อน ว่ากายนี้มันมีความง่วง มีความเสื่อม มีความเหนื่อยล้า..เราก็รู้ จิตต่างหาก..พอเราปฏิบัติธรรมให้ถึงที่สุดแห่งมรรคแล้ว มันจะเหลือตัวจิตตัวเดียว เมื่อเราวางขันธ์ ๕ คือกายได้

แต่เมื่อใดเรายังวางขันธ์ ๕ คือกายนี้ยังไม่ได้ เพราะเรายังยึดติดในความพอใจอยู่ เราต้องตัดตัวแรกคือสักกายทิฏฐิ คือพิจารณากายตรงนี้เสียก่อน การพิจารณากายอย่างใดอย่างหนึ่งในอาการ ๓๒ คือเอาธรรมมาเป็นเครื่องอยู่ เค้าเรียกว่าธรรมในธรรมมันเป็นอย่างไร ก็เอาธรรมเหล่านี้มาพิจารณากายในกายเสียว่า พิจารณาเห็นกายในกายว่าอย่างไร ว่ากายเหล่านี้มันมีแต่ความเป็นทุกข์ มีแต่ความเสื่อมทั้งหลาย หรือมีความเจ็บป่วยไข้ไม่สบาย คือความพร่องอย่างใดอย่างหนึ่งในกายที่เราเคยเจ็บป่วย ให้หยิบยกมาพิจารณาเป็นอารมณ์เป็นเครื่องอยู่..นั่นเรียกว่าธรรมในธรรม

เมื่อเราพิจารณาได้อย่างนี้แล้ว จิตมันจะวางกาย..วางกายคืออะไร จิตเมื่อรู้ในอริยสัจเพียงเล็กน้อย และขณะที่กายมันมีความสงบ มันมีเวลาพักของมัน ด้วยดินน้ำไฟลมธาตุนี้มันจะสงบ คือมันจะพักผ่อน นี่เรียกว่าพญามารเค้าจะพักผ่อน แต่เราเอาขณะเวลานี้แหละ..ที่มารเค้าพักผ่อน ที่กายมันมีความสงบ ให้ทรงอยู่ในความสงบ นั้นเรียกว่าทรงอยู่ในฌาน

เราก็เอาจิต..ยกจิตเราขึ้นสู่วิปัสสนาญาณให้เกิดขึ้น ให้เห็นการเกิดดับ เห็นความเบื่อหน่าย เห็นความเป็นทุกข์ ว่ากายมันมีแต่ความเป็นทุกข์ มีแต่ความเสื่อม ขณะที่มารเค้านอนหลับอยู่นี่ แต่จิตเราไม่ไปหลับ จิตไม่ไหล ไม่เพลิน ไม่หลงไปพอใจยินดีในกาย..

แต่ตรงกันข้ามเราเอาจิตตัวนี้ เอาสติตัวนี้ตัวระลึกได้ เพราะจิตคือธาตุรู้ เอาจิตไปฝึกรู้..ให้เห็นตามความเป็นจริง ความเป็นจริงคือความเป็นจริงของทางเดินของมรรค ว่าพระพุทธเจ้าท่านตรัสอะไร ให้เห็นโทษในกายนี้ เพราะกายนี้มันกำลังมีความเสื่อม แก่ชรา บ่ายหน้าไปสู่ความตาย ให้เราเอาจิตไปดูตรงนี้ ในขณะที่กายมันมีความสงบ

กายที่มันมีความสงบ..สงบได้จากอะไรบ้าง สงบได้จากการที่เราทรงฌานอยู่ สงบได้ด้วยการภาวนาอยู่ นี่เค้าเรียกมันระงับ มันกำลังถูกยาชาอยู่ ขณะนี้แล..ให้เรากำหนดรู้ ย้อนกลับไปดูในกายนี้ ดูซิ ให้พิจารณาในกายเรานี้ว่ามันใช่ของเรามั้ย ความง่วงความอะไรเหล่านี้..เราบังคับมันได้หรือเปล่า เราบังคับมันไม่ได้ ความเสื่อมความแก่ความชรา..เราบังคับมันได้หรือเปล่า แม้แต่เวทนาความหิวก็ดี โรคภัยไข้เจ็บก็ดี เราก็บังคับมันไม่ได้

เมื่อเราบังคับมันไม่ได้ ยิ่งต้องเห็นโทษพิจารณาลงไปให้มากๆ นั่นแหละจิตตัวนี้เมื่อเห็นแล้ว..เห็นโทษในกายนี้ มันจะตัดในกาย..เรียกว่าทิ้งรูป เค้าเรียกว่าวางรูป เมื่อมันวางรูปคือขันธ์ ๕ ในกายนี้ได้..มันเป็นยังไง เวทนาจะเริ่มระงับ จิตก็จะเข้าสู่ความเป็นวิมุติ..เพราะอะไร เรานั้นวางสมมุติบัญญัติ..ข้ามมันมา นั่นแหละจิตมันข้ามมา

เมื่อมันข้ามแล้วในสมมุติบัญญัติ จิตมันเข้าสู่วิมุติ นั่นแหละตัวจิตที่เป็นวิมุติ..นี่เรียกว่าตัวมรรค มรรคจิต มรรคญาณ..มันก็บังเกิดขึ้น นั่นแหละเรียกว่ายกจิตขึ้นสู่วิปัสสนาญาณ..ก็ตรงนี้ ตอนอาศัยมารเค้าหลับเค้าพักผ่อน พญามารเค้าหลับพักผ่อน แต่เราไม่ไปยินดี ไม่พอใจ ไม่เคลิบเคลิ้ม ไม่หลงใหลไปตามในขันธ์ ๕ นี้ ในความสุขความเพลินนี้

เพราะเรารู้ในจิตลึกๆของเรา..ว่าเรามีความปรารถนาอยากจะพ้นทุกข์ แล้วมันเกิดจากสิ่งใด ก็เกิดจากกายนี้ที่เรายังไปยึดมั่นถือมั่น เราก็ต้องออกจากกายนี้ เอากายนี้มาบำเพ็ญ เอากายนี้มาพิจารณา เอากายมาเจริญสติ อาศัยกายนี้ทรงรู้อยู่ ทรงรู้อยู่ในกาย เหมือนอาศัยน้ำที่อยู่ในใบบัว แต่ไม่ยึดติดอยู่ในกาย ไม่ยึดติดอยู่ในใบบัว คือแค่อาศัย ให้กายเป็นแค่ที่อยู่ที่อาศัย

เมื่อเราพึงเห็นโทษในกายนี้มากๆเข้าแล้ว..เป็นยังไง จิตมันก็จะเกิดความเบื่อหน่าย นี่แหละ..ตัวนิพพิทาญาณมันจะบังเกิด คือความเบื่อหน่ายอย่างไร เห็นว่าขันธ์ ๕ ในขันธ์ ๕ เหล่านี้ อารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งในธรรมสังเวช ในอาการ ๓๒ เราพิจารณาอย่างนั้น ขน เล็บ ฟัน หนัง ตับ ไต ไส้พุง..เหล่านี้ อะไรที่มันคืออวิชชาที่ปกปิดความจริงอยู่ ดูซิ..เอาหนังที่มันปกปิดออก ให้เราพิจารณาน้ำเลือดน้ำหนองอย่างใดอย่างหนึ่ง ให้เอามาเป็นอารมณ์

เพียงอย่างเดียวอารมณ์เดียว ธรรมใดธรรมหนึ่ง ไม่ต้องทั้งอาการ ๓๒ เพียงให้เราเห็นธรรมสังเวช ให้จิตมันตื่นรู้ เราก็กำหนดเอานิมิตนั้นแล..น้อมเข้าไปสู่กาย แม้เรายังไม่เห็นจริง แต่สิ่งที่เราพิจารณาระลึกนั้น มันคือของจริงที่มันซ่อนอยู่ในกาย ในความปรกติของกายก็มีความเจ็บป่วยซ่อนอยู่ ในความแข็งแรงก็มีความตายซ่อนอยู่ และในความสวยงามเหล่านี้มันก็มีป่าช้าซ่อนอยู่ภายใน คือของหมัก ของดอง ของเน่า ของเหม็น อุจจาระที่ไหลเข้าไหลออกเหล่านี้ในธาตุทั้ง ๔ นี้

พึงพิจารณาให้เห็นของปฏิกูล ของไม่สวยไม่งาม ของหมักของดอง เราพึงพิจารณาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดูซิ..มันสะกิดใจเราบ้างหรือเปล่า มันต้องโดนอวิชชาตัวนี้บ้าง..จนจิตเราเข้าถึงวิชชา คือจิตที่ตื่นรู้ เมื่อจิตมันเข้าถึงวิชชาแล้ว..อวิชชามันจะค่อยๆสลายตัวลง

เมื่ออวิชชามันสลายตัวลงแล้วเป็นอย่างไร จิตมันก็จะตื่นรู้ ครั้นเมื่อจิตตื่นรู้..ก็รู้ว่าจิตตื่นรู้ เมื่อจิตมันตื่นรู้แล้ว..จิตมันก็จะเบิกบาน ไอ้ตัวเบิกบานมันเป็นยังไง มันจะเข้าสู่ปิติ มีความสุขในธรรม สิ่งเหล่านี้เรียกว่าปฐมฌานบังเกิด ตั้งแต่ปฐมฌานไปเหล่านี้..ย่อมเห็นสัจจะอริยสัจเกิดขึ้น คือเห็นตามความเป็นจริง ครั้นเมื่อเห็นตามความเป็นจริงแล้ว..จิตจะข้ามพ้นจากกายนี้ จากความง่วง จากนิวรณ์ทั้ง ๕ ที่มันเป็นอาหารของอวิชชา

ความเคลิบเคลิ้มจิตเคลิบเคลิ้มใจ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ในราคะในความพอใจ ในตัณหา ในความเพลินสุขก็ดี ความลังเลสงสัยก็ดี สิ่งเหล่านี้เมื่อราคะทั้งหลายมันจางหายลงไป ด้วยสติเรามีกำลังตั้งมั่นแล้ว ตัววิชชาที่เราประพฤติปฏิบัติ วิชชาจรณสัมปันโนทั้งหลายที่เราประพฤติปฏิบัติอบรมบ่มจิตมา มันจะมาหล่อหลอมจิตเรานั้นให้มีกำลังต่อสู้..ต่อสู้ต่อใจ เรียกว่าพึงจะเอาชนะใจตัวเอง เรียกว่ามานะตัดมานะ ราคะตัดราคะ ทิฏฐิตัดทิฏฐิมานะทั้งหลาย

สิ่งเหล่านี้เมื่อเกิดขึ้นเข้าสู่ความเป็นวิมุติของจิตแล้ว จิตตัวนี้..เราจะสังเกตได้ว่าจิตเราก็จะเบา พอจิตมันเบาแล้วเป็นยังไง กายเราก็เบา เมื่อจิตกับกายมันปัสสัทธิกันแล้วมันก็จะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน..

เทศนาธรรมกรรมฐาน วันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๖๙
มูลนิธิเมืองธรรมพรหมรังสี สมเด็จพระพุฒาจารย์โต
บ้านโปร่งวิเชียร อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี

ติดตามข้อมูลข่าวสารกิจกรรมของมูลนิธิได้ทาง https://www.facebook.com/mprs.foundation
ติดตาม คลิปธรรมะได้ทาง YouTube channel : ธรรมะมหัศจรรย์ ตามรอยธรรมสมเด็จโต

ที่อยู่

สถานปฏิบัติธรรม พรหมรังสี บ้านโปร่งวิเชียร ต. ยางน้ำกลัดใต้
Phet Buri
76160

เบอร์โทรศัพท์

+66819293222

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ธรรมะมหัศจรรย์ ตามรอยธรรมสมเด็จโต สถานปฏิบัติธรรมพรหมรังสีผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง ธรรมะมหัศจรรย์ ตามรอยธรรมสมเด็จโต สถานปฏิบัติธรรมพรหมรังสี:

ทางลัด

แชร์