18/05/2026
ขอให้รู้ว่าในขณะที่เรานั้นจะมาเจริญประพฤติปฏิบัติ เราไม่ต้องไปสนใจเรื่องว่าร่างกายสังขารมันจะมีความเสื่อม ตรงนี้มีความสำคัญอย่างมาก ถ้าเรานั่งประพฤติปฏิบัติแล้ว เรามีความกังวลเรื่องกายว่ากายมันจะเสื่อม กายมันจะเจ็บกายกายมันจะป่วย เพราะถึงเวลานี้มันจะต้องพักต้องผ่อน ก็ในขณะที่เรานั่ง..ไม่ได้เอากายไปแบกหาม ไม่ได้เอากายไปทรมานด้วยการอดอาหาร ในขณะนี้เราแค่มาทรงกายนิ่งๆอยู่ แต่คือทรงสตินั่นเอง นี่แหละ..เรียกว่ากายได้พักผ่อน
แต่ในขณะที่กายมันพักผ่อน แต่ถ้าเราเอาจิตไปยึดกายเมื่อไหร่ สติตรงนี้จะไม่ตั้งอยู่ที่กาย เมื่อสติไม่ตั้งอยู่ที่กายแล้ว..มันจะทรงกายไม่ได้ เมื่อมันทรงกายไม่ได้แล้ว มันก็ประกอบการงาน..มาเจริญพระกรรมฐานมาเจริญสติไม่ได้นั่นเอง เพราะเรียกว่าจิตนั้นมันไม่มีสติรู้อยู่ในสิ่งที่อยู่เฉพาะในขณะนี้ แต่ถ้าเรามีสติรู้อยู่ที่กายเมื่อไหร่ เราจะทรงกายได้ อาศัยกายนี้มาประพฤติปฏิบัติ เพื่อให้รู้เวทนา..มาประพฤติปฏิบัติธรรมได้
นั้นในขณะที่เราทรงรู้ในสติปัฏฐานอยู่ในกาย เพื่ออะไร..เพื่อให้เรามาเจริญสติ มาภาวนา อาศัยกายนี้แหละ..เค้าเรียกว่าการอาศัยกาย เพราะว่ากายนี้เป็นที่ตั้งของความเกิดคือความเป็นทุกข์ ทีนี้ว่าเราจะไปออกจากทุกข์ที่ไหนล่ะ มันเกิดจากที่นี่..เราต้องแก้ไขที่นี่ที่กายนี้ ที่แดนเกิด ที่ตั้งแห่งภพนี้ เพราะแสดงว่าเรายังไปติดอยู่ในกาย คิดว่ากายเป็นเรา นั่นแหละเราต้องแก้ที่อย่างนั้น
จะตัดกรรมก็ต้องตัดที่กายตรงนี้ ที่เราไปติด นี่เค้าเรียกการเอาจิตมาฝึก ฝึกให้รู้ว่าจิตไปติดไปพอใจอยู่ในอะไร..เราก็มาแก้ไขตรงนั้น มาพิจารณา..เพื่ออะไร พิจารณาเพื่อแก้ไข เพื่อให้เห็นโทษมัน พิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริง..ว่ากายมันใช่ของเราจริงมั้ย พอเรานั่งไปนานๆมีความเวทนาเกิดขึ้น เราห้ามมัน..บังคับบัญชาได้มั้ยว่าไม่ให้มันเจ็บไม่ให้มันปวด
เมื่อเราห้ามมันไม่ได้ บังคับมันไม่ได้ เราก็กำหนดรู้ เป็นผู้รู้..ด้วยมีอุเบกขาธรรม ว่าอ้อ..กายมันมีความเจ็บมีความป่วย อย่าเอาจิตเข้าไปเจ็บ ก็คือไม่ไปปรุงแต่ง ไม่ไปยึดถือว่ากายนี้มันจะเสื่อม พอเราวาง..เห็นกายตามความเป็นจริง ยกจิตขึ้นสู่ไตรลักขณญาณ เห็นกายว่ากายนี้มันมีความทุกข์อยู่แล้ว มีความขัดข้องอยู่แล้ว มีความเสื่อมเป็นธรรมดาอยู่แล้ว มีความสลายตัวไปของธาตุ
ถ้าเราพิจารณาได้อย่างนี้..นี่เรียกว่าจิตเข้าไปเห็น สิ่งที่ถูกเห็นเหล่านั้น..ไม่ใช่ตัวจิต เมื่อไม่ใช่ตัวจิตแล้วเป็นอะไร มันเป็นตัวอะไร มันเป็นของสมมุติ เป็นของธาตุดินน้ำไฟลมที่มารวมตัวประชุมธาตุ มันเป็นที่อาศัยให้เราได้มาประพฤติปฏิบัติ ได้อาศัยมาเจริญในมรรคนี้
พอเราเห็นอย่างนี้แล้วว่าอ้อ..กายนี้มันเป็นเพียงของสมมุติ สมมุตินี้มันมีอายุขัย..ว่าอีกไม่ช้าไม่นานกายนี้ก็ต้องแตกสลาย ไม่เกิน ๑๐๐ ปีก็ต้องแตกสลาย ถ้าเรามีอายุสัก ๕๐ แล้ว..มันก็ไม่เกินอีก ๕๐ ถ้าเราเกินไปกว่านั้นอีก..อายุมันก็สั้นลงๆ
แต่ความเป็นจริงแล้วความตายก็ดีในขันธ์ ๕ นี้มีความเกิด..แก่..เจ็บ..ตายอยู่ทุกขณะ มีความเสื่อม อะไรบ้างที่บอกว่าความเสื่อม มีความไม่สบายกาย มีความเสื่อมไปของธาตุก็ดี เช่นว่าเรี่ยวแรงถดถอย นี่จึงมีความเสื่อมความแก่ ความสลายตัวของธาตุของกำลัง สายตาฝ้าฟางก็ดี ผมเผ้าที่มันร่วงหล่น ผมขาวแล้วก็ดี ผิวหนัง..ธาตุดินที่มีความเสื่อม ไม่อิ่มเอิบแล้ว ไม่ผ่องใสแล้ว เหี่ยวย่นแล้วก็ดี รูปร่างร่างกายสังขารมีการเปลี่ยนไปก็ดี สิ่งเหล่านี้..นี่คือความเสื่อมทั้งนั้น
หรือเวทนาที่เกิดขึ้นในขณะใดในกายนี้ ก็คือความเสื่อมของกาย คือความแก่ คือความชรา คือความสลายตัวของธาตุ คือความเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตนของเรา คือสิ่งนั้นคือเราไปบังคับบัญชามันไม่ได้ เมื่อเราเอาจิตไปรู้ไปพิจารณาอย่างนี้ นี่แหละเรียกว่าวิปัสสนามันก็บังเกิด จิตกับกาย..กายกับจิต..จะแยกกันอยู่ตรงนี้ แยกกันตรงที่อะไร..แยกกันตรงที่จิตที่เราเข้าไปเห็น รู้เท่าทันมัน นั่นเรียกว่าจิตที่ตื่นรู้
การที่จิตตื่นรู้..คืออะไร คือจิตที่เข้าไปเห็นแล้วไม่ได้ติดอยู่ในสิ่งที่รู้ ขณะที่เรานั้นยังไม่ตื่นรู้ แน่นอนไอ้ตัวรู้เหล่านั้นเรายังต้องไปยึดต้องอาศัยอยู่ เช่นการภาวนาจิตว่าพุทโธ เป็นสัญญามั้ย..เป็นสัญญา ลมหายใจในอานาปานสติ หรือกาย..เวทนา..จิต..ธรรม เป็นสัญญามั้ย..เป็นสัญญา เพราะว่าเรายังไม่ได้ตื่นรู้ แต่ต้องอาศัยตัวรู้
แล้วเมื่ออาศัยตัวรู้ตรงนี้แล เรารู้ด้วยอะไร เรารู้ด้วยสติเฉพาะหน้าว่าเราคือรู้ด้วยวางเฉย รู้ตามความเป็นจริง รู้ในอารมณ์ปัจจุบันของเรา คราวนี้ถ้าเรามีอารมณ์เข้ามาแทรก อารมณ์ในอดีตเข้ามาแทรก อารมณ์ที่เป็นอกุศลก็ดี ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ คือความปรุงแต่งความพอใจอะไรก็ตาม ความไม่รู้เท่าทันในอารมณ์ก็ดี เราก็ดึงสติกลับมารู้อยู่ที่กายใหม่ มาอยู่ที่ลมใหม่ อยู่ที่องค์ภาวนาไว้..
เพราะองค์ภาวนามันคือเชือกคอยดึงไว้ แต่พอเรานี้ภาวนาจนชินแล้ว ครั้นเมื่อจิตมันเคลื่อนไป ส่งออกไปภายนอก พุทโธตัวนี้จะไปทำหน้าที่ไปดึงจิตกลับมา มาอยู่ที่เสาหลักมาอยู่ที่ฐานของจิต นี่เรียกว่าจิตเราเริ่มมีความชินแล้ว เริ่มมีกำลัง มีการพัฒนา
ดังนั้นขณะที่เรามาเจริญภาวนา ต้องมาทำอย่างนี้ตลอดเวลามั้ย (ลูกศิษย์ : ตลอดเวลา) ถูกต้อง..เมื่อจิตเรายังไม่มีความทรงตัวในศีลสมาธิปัญญา เราก็ต้องมาฝึกอย่างนี้อยู่บ่อยๆ เพราะอะไร ๑.ศีลของเรานั้นไม่ได้รักษาได้ตลอดเวลา ๒.สมาธิเราไม่ได้ทรงได้ตลอดเวลา ๓.ปัญญาเราไม่ได้เจริญอยู่ทุกขณะ คือยังไม่เห็น..ตื่นรู้อยู่ทุกขณะ
ดังนั้นครั้นเมื่อเราว่างเว้นจากหน้าที่การงานแล้ว จากวิบากกรรมในทางโลกที่เราต้องไปชดใช้ อะไรอย่างใดอย่างหนึ่งก็ดี ที่ต้องไปหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องในหน้าที่การงานก็ดีเหล่านี้ พอเราว่างเว้นจากสิ่งเหล่านี้ เรามีเวลาแล้ว เราก็มาให้เวลาของเทพพรหมเค้า เราก็มาเจริญประพฤติปฏิบัติ ตั้งจิตอธิษฐานบุญกุศลที่เราจะประพฤติปฏิบัติในพระกรรมฐาน เช่นในขณะนี้ก็ดี
ขอเป็นไปเพื่อประโยชน์ต่อทุกดวงจิตดวงวิญญาณทั้งหลาย ตลอดทั้งคู่อาฆาตคู่อิจฉา คู่ริษยาพยาบาททั้งหลาย ที่ข้าพเจ้าได้เคยมีวิบากกรรมกันมา ด้วยทางกาย ทางวาจา ทางใจอย่างใดอย่างหนึ่งก็ดี ที่มีเจตนาไม่มีเจตนาอย่างใดอย่างหนึ่งก็ดี ขอบุญกุศลที่ข้าพเจ้าได้กระทำในขณะนี้ จงเป็นไปเพื่อประโยชน์ ขอให้ทุกดวงจิตดวงวิญญาณจงมาโมทนา มีส่วนได้ในผลบุญกุศลนี้ มาอโหสิกรรมซึ่งกันและกัน เพื่อจะได้ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน
เมื่อเราตั้งจิตอธิษฐานไปอย่างนี้แล้ว แต่ทุกครั้งเมื่อเราอธิษฐาน..อย่าลืมว่า ก็ต้องขอว่า..ขอบุญกุศลนี้ ขอทุกดวงจิตดวงวิญญาณให้มาโมทนาอโหสิกรรม เพื่อจะได้ไม่มีเวรเป็นพยาบาทเบียดเบียนซึ่งกันและกันอีกต่อไป จนกว่าจะเข้าถึงการพ้นทุกข์..นี่แหละตั้งปรารถนาไว้ ความพ้นทุกข์คืออะไร..คือพระนิพพานไว้
การอธิษฐานแบบนี้ทุกครั้งอย่างนี้แล ไม่ว่าเราจะสร้างบุญเล็กสร้างบุญน้อย ภาวนาเล็กน้อย หรืออบรมเล็กน้อยอะไรก็ตาม ได้มาเจริญกรรมฐาน..ได้บ้างไม่ได้บ้าง ให้ตั้งจิตอธิษฐานไปอย่างนี้ เพราะอะไร..ไอ้ตัวจิตตั้งปรารถนาอธิษฐานคือความพ้นทุกข์ คือมันเป็นจุดหมายปลายจงกรมของบุคคลผู้นั้น แล้วพระนิพพานคือสิ่งสูงสุดคือการสิ้นสุดแห่งวัฏสงสาร
ทีนี้คนอธิษฐานแบบนี้ไว้..เป็นยังไง มันจะมีความคล่องตัว..คล่องตัวอะไร กรรมมันจะหมดไวขึ้น มีความคล่องตัวในทางโลก มีเวลามาประพฤติปฏิบัติมากขึ้น อุปสรรคก็น้อยลง เพราะอะไร..การอธิษฐานถึงตรงนี้แล้ว มันมีบุญกำลังมากนั่นเอง บุญกำลังของพระนิพพานมันมีกำลังมาก
ดังนั้นแล้วเมื่อเราอธิษฐานอย่างนี้แล้ว จิตหรือว่าบารมีทั้ง ๑๐ ทัศมันจะมารวมตัวกันได้ง่าย เพราะมันจะทำให้เข้าถึงตัวการที่ทำให้จิตมันตื่นรู้ จิตที่ตื่นรู้คืออะไร..ตัวปิติ มีความผ่องใสของจิตนี่เอง พอมันมีปิติมีความผ่องใสของจิตแล้ว นิวรณ์ทั้ง ๕ กามฉันทะ เวรพยาบาทเบียดเบียนอะไร ความเคลิบเคลิ้มจิตเคลิบเคลิ้มใจ ความลังเลสงสัยปลงใจไม่ได้เหล่านี้ มันจะระงับลง
พอมันระงับลงแล้วเป็นยังไง จิตเราก็จะมีศรัทธาตั้งมั่นในความเพียร แล้วถ้าเราเคยเจริญศีลสมาธิปัญญาอยู่แล้ว มันจะมารวมตัวกันได้ง่าย พอมันรวมตัวกันได้ง่ายแล้วนี่แหละ ไม่ว่าจะเป็นราตรีหรือว่าร่างกายสังขารจะมีความเสื่อมอย่างไรแล้ว จิตมันจะวางของมันเอง จิตมันจะไม่สนใจ..
ดังนั้นแล้ว..ทุกครั้ง ถึงแม้เรายังไม่เข้าถึงพระโสดาบันปัตติผล แต่ทุกครั้งเมื่อเราได้เจริญแล้ว เพราะเราเป็นโสดาบันปัตติมรรค เป็นผู้ที่มีศรัทธาแล้วในพระรัตนตรัย แต่ยังไม่เข้าถึงความเป็นอริยะ คือศีลสมาธิปัญญามันยังไม่ทรงตัว ดังนั้นมันขาดตัวเดียว..บุคคลที่ยังไม่เข้าถึงพระโสดาบันปัตติผล มันขาดอยู่ตัวเดียว..คืออะไร เพราะตัวที่มีศรัทธาในพระรัตนตรัย ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีความสงสาร มีความเมตตามันมีอยู่แล้ว
แต่ตัวหนึ่งที่มันจะตัดไอ้ความลังเลสงสัย ความอิจฉาความอาฆาตพยาบาทไปได้..นั่นคืออะไร ก็คือความระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์ นี่แหละ..พระโสดาบันปัตติผลเขาจะไม่ลืมระลึกถึงตรงนี้ เพราะบุคคลใดก็ตามเมื่อระลึกถึงอารมณ์ของความตายเกิดขึ้น ความอาฆาตความพยาบาทเบียดเบียน อิจฉาริษยาเหล่านี้..มันจะระงับ จิตมันจะน้อมเข้าสู่อะไร..สู่ธรรมสังเวช คือจิตเข้าสู่เมตตาธรรมเกิดขึ้น
เมื่อมีเมตตาแล้วมันจะมีกรุณาเกิดขึ้นเอง มันจะไม่คิดอาฆาตไปเบียดเบียนใคร ไม่อิจฉาใครทั้งนั้น พอเราระลึกถึงความตายเราจะเห็นอะไร..คือเห็นธรรมสังเวช เห็นว่าเราเองก็ต้องตาย คนอื่นที่เราเกลียดก็ตามเค้าก็ต้องตาย ดังนั้นแล้วบุคคลเหล่านี้โสดาบันปัตติมรรค ขาดหรือลืมการพิจารณาระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์ เพราะพระโสดาบันปัตติผลเค้ามีความศรัทธาในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และสิ่งหนึ่งที่เค้ามีธรรมเป็นเครื่องอยู่ก็คือวิหารธรรม..คือระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์
เพราะว่าการละสักกายทิฏฐิ มันเป็นสังโยชน์ด่านแรก พอเราระลึกถึงความตายแล้ว จิตมันจะไม่ยึดมั่นอยู่ในกาย มันยึดมั่นอยู่ในอะไร..มันยึดมั่นอยู่ในธรรม มันจะยึดมั่นอยู่ในกรรมบถนั่นเอง กายวาจาใจที่มันเป็นอกุศล..มันจะมีความละอาย มันจะมีหิริมีโอตัปปะ..และมีความเท่าทัน
คนเราที่เราไปหลงเกลียด หลงชัง หลงรัก หลงอาฆาตหลงพยาบาท เพราะอะไร..เพราะไม่คิดถึงความตายที่จะเกิดขึ้น พอไม่คิดถึงความตายที่จะเกิดขึ้น มันเกิดความโลภ มันเกิดความหลง หลงตัวเองว่าเรานั้นจะมีความอายุยืนยาวนาน สิ่งเหล่านี้แลมันจึงขาดสตินั่นเอง..
เทศนาธรรมกรรมฐาน วันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๖๙
มูลนิธิเมืองธรรมพรหมรังสี สมเด็จพระพุฒาจารย์โต
บ้านโปร่งวิเชียร อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี
ติดตามข้อมูลข่าวสารกิจกรรมของมูลนิธิได้ทาง https://www.facebook.com/mprs.foundation
ติดตาม คลิปธรรมะได้ทาง YouTube channel : ธรรมะมหัศจรรย์ ตามรอยธรรมสมเด็จโต