04/07/2026
Vol1.กลุ่มสตรีที่ประเสริฐที่สุดบนผืนโลก
โดย อาจารย์อามีน ลอนา
Link : https://youtu.be/EsZX1u6EEKU?si=Ie7NZrD091v8WJXA
---------------------------------------
#เกรินนำ
สิ่งที่ทำให้บุรุษเพศและสตรีเพศได้รับกับความประเสริฐนั้นคือการยึดมั่นและปฎิบัติตามบทบัญญัติของอัลลอฮและการดำรงชีวิตของศาสนทูตมูฮัมมัด ﷺ ในทุกมิติของชีวิตผ่านความเข้าใจบรรพชนผู้ทรงธรรมแห่งอิสลาม (สลัฟ) ด้วยกับคุณค่าดังกล่าวมุสลิมไม่มีความจำเป็น (โดยสิ้นเชิง) ในการแสวงหาสิ่งที่เป็นแนวทางอื่นจากอิสลามมาใช้เป็นหลักในการดำเนินชีวิต
ดังคำกล่าวของท่านอิมามมาลิก:
"ไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้ประชาชาตินี้ในยุคท้ายถูกเปลี่ยนแปลงให้อยู่ในสภาพที่ดี... เว้นแต่จะต้องเป็นสิ่งเดียวกันกับที่เคยทำให้ประชาชาติอิสลามในยุคต้นได้รับคุณความดีมาก่อนแล้ว"
ชัยคฺ ศอลิฮ์ อัลเฟาซานได้อธิบายคำพูดนี้ไว้ว่า:
”ประชาชาติในยุคก่อนได้รับความดีเพราะอัลกุรอานและซุนนะห์ ประชาชาติในยุคหลังไม่มีวันได้รับกับความดีเลย เว้นแต่ต้องยึดอัลกุรอานและซุนนะห์ตามแบบฉบับของคนในยุคอดีต“
การยึดมั่นบนกีตาบุลลอฮและซุนนะฮของบรรพชนของประชาชาตินี้มีลักษณะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงจากสังคมมุสลิมยุคปัจจุบัน คำถามคือสิ่งใดกันที่เป็นตัวขัดขวางมิให้พวกเราเป็นได้เฉกเช่นพวกเขาเหล่านั้น
ชัยคฺ อุษัยมีน ท่านได้วิเคราะห์ว่า :
“ความสำเร็จของบรรดาศอฮาบะฮเกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามคำสั่งของอัลลอฮ์และรอซูลทันที (อิมติษาล) โดยไม่พยายามตั้งคำถามเพื่อหาทางเลี่ยงว่า คำสั่งนั้นอยู่ในระดับ วาญิบ หรือ มุสตาฮับ“
คนในยุคอดีตจะไม่ตั้งคำถามกับคำสั่งของท่านนบี ﷺ พวกเขาจะไม่พยายามหารุกเซาะ (ข้อผ่อนผัน) การตั้งคำถามของพวกเขาจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเพื่อยืนยันความถูกต้องของสำนวนว่าสิ่งที่พวกเขาเข้าใจตรงกับคำสั่งใช้ของนบี ﷺ หรือไม่ ถ้าหากความเข้าใจของพวกเขาตรงกับคำสั่งใช้ของนบี ﷺ พวกเขาจะปฎิบัติตามทันที ถ้าเกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไปจากคำสั่งของนบี ﷺ พวกเขาจะรีบเตาบะฮและรีบทำตามคำสั่งใช้ที่ถูกต้องของนบี ﷺ พวกเขาจะไม่ถามถึงว่าสิ่งนั้นคือบาปใหญ่ หรือบาปเล็ก (ถามเพื่อหามุมในการปลอบปะโลมตัวเองประหนึ่งว่าสิ่งที่ทำเป็นแค่บาปเล็กน้อย คงไม่ส่งผลเสียต่อตนเอง หารู้ไม่ว่าการเข้าใจในลักษณะนี้เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน) และพวกเขาจะหลีกห่างจากสิ่งที่เป็นมักรูฮหรือแม้กระทั่งสิ่งที่เป็นข้ออนุญาตในศาสนา (มุบาฮ) พวกเขาก็จะละทิ้งเช่นเดียวกันเพราะกังวลว่าจะเป็นสาเหตุที่พาไปสู่บาปได้ในที่สุด
ในทางกลับกันมุสลิมในยุคปัจจุบันขาดคุณสมบัติดังที่กล่าวมา จึงเป็นการตอบคำถามว่าสิ่งใดที่เป็นตัวขวางกั้นการเจริญรอยตามบรรพชนผู้ทรงธรรมของมุสลิมปัจจุบัน คำถามต่อมา มุสลิมจะสามารถก้าวข้ามอุปสรรคนี้ได้อย่างไรเพื่อที่จะกลับไปหาสถานภาพเดียวกันกับบรรพชนยุคแรกได้ดำรงไว้
อัลลอฮ سبحانه وتعالى ตรัสว่า
كُنتُمْ خَيْرَ أُمَّةٍ أُخْرِجَتْ لِلنَّاسِ تَأْمُرُونَ بِالْمَعْرُوفِ وَتَنْهَوْنَ عَنِ الْمُنكَرِ وَتُؤْمِنُونَ بِاللَّهِ
ความหมายโดยสรุป: พวกเจ้าเป็นประชาชาติที่ดียิ่งซึ่งถูกให้อุบัติขึ้น (เพื่อเป็นแบบอย่าง) สำหรับมนุษยชาติ โดยที่พวกเจ้าใช้ให้ปฏิบัติสิ่งที่ชอบ (ความดี) และห้ามมิให้ปฏิบัติสิ่งที่มิชอบ (ความชั่ว) และศรัทธาต่ออัลลอฮ์
(อะลา-อิมรอน:110)
ความประเสริฐของคุณลักษณะการสั่งใช้ความดี ห้ามปรามความชั่วที่บรรดาศอฮาบะฮดำรงไว้นั้น นอกจากจะได้รับการพรรณนาถึงคุณลักษณะดังกล่าวจากพระองค์อัลลอฮ سبحانه وتعالى ยังได้รับการถอดบทเรียนและกำเนิดขึ้นเป็นตำราประพันธ์ขึ้นโดย ชัยคุลอิสลาม อิบนุ ตัยมียะฮ จากนั้นบรรดาอุลามาอได้นำมาอธิบายต่อจากหนังสือของท่านตกทอดกันมา
นอกจากนี้ถ้าหากเราเข้าไปสืบค้นเว็บไซต์ IslamQA ของชัยคฺ ศอลิฮ อัล-มุนัจญิด ท่านได้กำหนดหัวข้อหนึ่งไว้เป็นการจำเพาะสำหรับประเด็น “การสั่งห้ามความดี ห้ามปรามความชั่ว” ปรากฏอยู่บนหน้าเว็บไซต์ มากกว่า 20 ฟัตวา ถ้าหากสังคมมุสลิมสามารถนำเอางานเขียนเหล่านี้นำมาสอนสั่งให้แก่สังคมแล้ว คงไม่สามารถรักษามวลชนมุสลิมอาไว้ได้ (เนื่องด้วยความตรงไปตรงมาของคำฟัตวา)
การที่มุสลิมจะสามารถเจริญรอยตามคนในยุคอดีตได้ต้องสร้างคุณลักษณะเดียวกันให้เกิดขึ้นจริงภายในสังคมและทำให้เกิดเป็นกระบวนการ เป็นเนืองนิจ ทำอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ด้วยกับการกระทำดังกล่าวนี้ก็จะสามารถนำพาสังคมมุสลิมกลับไปเข้มแข็งและมั่นคงบนศาสนาของอัลลอฮ سبحانه وتعالى ได้เฉกเช่นกับคนในยุคอดีต
ความจริงที่น่าเจ็บปวดจะปรากฎขึ้นเมื่อใดก็ตามที่มุสลิมประสบกับคำสอนที่ทำให้เคร่งครัดและหนักแน่นมากขึ้น มุสลิมก็จะมีปฏิกิริยาย้อนกลับมาหาผู้ที่สั่งใช้ความดี ห้ามปรามชั่วด้วยกับท่าทีที่ไม่พอใจ ตั้งคำถามกับผู้ที่สั่งใช้ความดี ห้ามปรามความชั่ว หรือแม้กระทั่งเยาะเย้ยและทำเป็นเล่นกับผู้คนดังกล่าว สิ่งนี้คือคุณสมบัติที่ต้องได้รับการปรับปรุง และแก้ไข เพราะเป็นคุณสมบัติที่น่าตำหนิ ผู้ใดที่มีพฤติกรรมเช่นนี้มิอาจที่จะยกระดับขั้นตัวเองขึ้นไปเป็นผู้ที่มีความประเสริฐได้
#การนำเสนอทัศนะของบรรดาอุลามาอในเรื่องของการปิดหน้า
ผู้ที่เข้ามาศึกษาในประเด็นข้อขัดแย้งเรื่องของการปิดหน้าจำต้องทราบถึงจุดถกเถียงให้ถูกต้องเสียก่อน สิ่งที่จะเสนอต่อไปนี้คือสิ่งที่ต้องเข้าใจก่อนที่จะเข้าไปฟังถึงการอภิปรายหลักฐานเรื่องของการปิดหน้าและการชี้แจงถึง
ทัศนะที่มีน้ำหนัก
ประเด็นแรก ไม่มีข้อขัดแย้งในหมู่นักปราชญ์ว่าการปิดหน้านั้นประเสริฐที่สุด และผู้ใดก็ตามแต่ที่มีความเห็นต่างไปจากนี้เขาผู้นั้นคือผู้ที่ทรยศต่อความรู้
ประเด็นที่สอง การออกจากข้อขัดแย้ง (خروج من الخلاف) ถือเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดเพราะเป็นสิ่งที่อุลามาอต่างเห็นพ้องต้องกัน ในกรณีนี้ (การปิดหน้า) การออกจากข้อขัดแย้งด้วยการถือว่าการปิดหน้าเป็นสิ่งที่มุสลิมะฮพึงกระทำคือสิ่งที่ประเสริฐที่สุด อุลามาอฝ่ายที่มีทัศนะว่าการปิดหน้าวาญิบก็มีความปิติ ส่วนอุลามาที่มองว่าการปิดหน้าฮุกมมุสตะฮับก็ส่งเสริมการกระทำดังกล่าว นี่จึงเป็นการปฎิบัติตัวที่เหมาะสมกับเรื่องการปิดหน้า แม้กระทั่งชัยคฺนาศิรุดดีน อัล-อัลบานีย์ถึงแม้ว่าตัวท่านจะนำเสนอว่าการปิดหน้านั้นตกฮุกมสุนัต (มุสตะฮับ) แต่ตัวท่านก็ได้สั่งใช้ให้ลูกและภรรยาของท่านปิดหน้า ดังกล่าวนี้แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญของอุลามาอต่อการออกจากข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้น
ประเด็นที่สาม เงื่อนไขประการสำคัญสำหรับทัศนะที่อนุญาติให้เปิดหน้า
-ต้องไม่ใช่ใบหน้าที่มีเครื่องสำอางประดับ และต้องเป็นใบหน้าธรรมชาติ (หน้าสด) ดังกล่าวนี้คือทัศนะของเชคอัลบานี ถ้าหากมีเครื่องสำอางประดับบนใบหน้า ถือว่าไม่เข้าข่ายข้อผ่อนผันที่เชคอัลบานีย์ได้วางเอาไว้ และถ้าหากเหมารวมว่าสิ่งนี้ (เปิดหน้าแม้กระทั่งมีการประดับประดาในหน้าด้วยกับเครื่องสำอาง) คือเรื่องที่เชคอัลบานีย์รับรอง ถือเป็นการโกหกต่ออุลามาอ
-อนุโลมให้เปิดหน้าในหมู่สตรีมุสลิมด้วยกันเท่านั้น ผู้ที่มีทัศนะดังกล่าวนี้มาจากมัซฮับชาฟีอีย์ (อิมามอันนาวาวีย์) และมัสฮับฮัมบาลี ถ้าหากว่าว่ามีกาเฟร หรือผู้ชายฟาซิกก็ไม่อนุญาตให้เปิดหน้า
ประเด็นที่สี่ กฎว่าด้วยสิ่งมุบาฮนำไปสู่ความผิดบาป
ถึงแม้ว่าการเปิดหน้าจะมีข้ออนุโลม (รุกเซาะ) และเป็นเรื่องมุบาฮ (ทำได้ไม่บาป) แต่ถ้าหากนำบริบทที่มุสลิมปัจจุบันอาศัยอยู่ สถานที่นอกบ้านเต็มไปด้วยคนฟาซิก (คนห่างไกลศาสนา) เต็มไปด้วยกาเฟร เต็มไปด้วยสิ่งยั่วยุที่พร้อมจะนำพาไปสู่ความเสียหาย ในกรณีนี้กออิดะฮ์ (กฎฟิกฮ์) ระบุว่าการเปิดหน้าแต่เดิมเป็นเรื่องมุบาฮจะกลายเป็นสิ่งต้องห้ามทันที (หะรอม)
#การวิเคราะห์โองการอัลกุรอานที่เป็นจุดขัดแย้งระหว่างอุลามาอฺทั้งสองฝ่าย
อัลลอฮ سبحانه وتعالى ตรัสว่า
يَا أَيُّهَا النَّبِيُّ قُل لِّأَزْوَاجِكَ وَبَنَاتِكَ وَنِسَاءِ الْمُؤْمِنِينَ يُدْنِينَ عَلَيْهِنَّ مِن جَلَابِيبِهِنَّ ۚ ذَٰلِكَ أَدْنَىٰ أَن
يُعْرَفْنَ فَلَا يُؤْذَيْنَ ۗ
ความหมายโดยสรุป "โอ้ นบีเอ๋ย จงกล่าวแก่บรรดาภริยาของเจ้าและบุตรหญิงของเจ้า และบรรดาหญิงของบรรดาผู้ศรัทธา ให้พวกนางดึงเสื้อคลุม (จิลบับ) ของพวกนางลงมาปิดตัวของพวกนาง นั่นเป็นการเหมาะสมกว่าที่นางจะเป็นที่รู้จัก เพื่อที่พวกนางจะไม่ถูกรบกวน"
(อัล-อะฮ์ซาบ:59)
จากอายะฮนี้อุลามาอที่มีทัศนะต่างกันถกเถียงกันว่ามุสลิมะฮควรที่จะปกปิดแค่ไหน ชัยคฺอัลบานีย์ ถือทัศนะว่าปิดหน้าไม่วาญิบเพราะตีความอายะฮนี้ว่าอัลลอฮสั่งใช้ให้มุสลิมะฮปกปิดร่างกายทุกส่วนยกเว้นใบหน้า อีกซีกหนึ่งชัยคฺมุฮัมมัด อามีน อัชชันกิตี และอุลามาอส่วนใหญ่ของซาอุดิราเบีย มีทัศนะว่าโองการนี้ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าให้ปกปิดถึงจุดไหน แต่เมื่อพิจารณากลุ่มบุคคลแรกที่อัลลอฮ์ตรัสสั่ง คือ "ภรรยาของนบี" ซึ่งอุลามาอมีมติเอกฉันท์ (อิจญ์มาอฺ) ว่าภรรยาของท่านนบีนั้น "ต้องปิดหน้า" และเปิดหน้าไม่ได้อย่างเด็ดขาด ทัศนะนี้จึงตั้งข้อสังเกตว่า ในเมื่ออัลลอฮ์ทรงสั่งภรรยานบี ลูกสาวนบี และสตรีผู้ศรัทธาไว้ในประโยคเดียวกันโดยไม่มีการแบ่งแยก จึงไม่อาจตีความได้ว่าภรรยานบีต้องปิดหน้า แต่สตรีอื่นไม่ต้องปิดหน้า ดังนั้นคำสั่งนี้จึงเหมารวมถึงการต้องปิดหน้าด้วย
#ข้อสนับสนุนทัศนะที่มองว่าการปิดหน้าวาญิบ
ข้อสนับสนุนแรก
อูศูลลุลฟิกฮ์ (รากฐานในหลักนิติศาสตร์อิสลาม) กฎพื้นฐานเมื่อมีคำสั่งในอิสลามคือ“วาญิบ” ตามหลักในการพิจารณาตัวบทอัลกุรอานและหะดิษนบี ﷺ หมายถึงว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่มีคำสั่งใช้ไม่ว่าจะมาจากตัวบทอัลกุรอานโดยตรง หรือมาจากหะดิษนบี ﷺ คำสั่งดังกล่าวนั้นจะเป็นวาญิบจนกว่าจะมีหลักฐานอื่นที่ชัดเจนมาหักล้าง ถึงจะสามารถพิจารณาได้ใหม่อีกครั้งว่าข้อตัดสินของคำสั่งนั้นอยู่ในระดับใด (ระดับของข้อตัดสินจึงจะสามารถเปลี่ยนแปลงจากวาญิบเป็นสุนัตหรืออื่นๆ) เมื่อนำข้อสนับสุนนดังกล่าวนี้มาปรับใช้กับคำสั่งของอัลลอฮ سبحانه وتعالى ในซูเราะฮอัลอะฮซาบ ที่พระองค์ได้สั่งใช้ให้สตรีทั้งสามกลุ่ม (ภรรยานบี, ลูกสาวนบี และหญิงผู้ศรัทธา) ดึงผ้าจิลบับมาปกปิดพวกนาง สิ่งนี้จึงเป็นคำสั่งอย่างชัดเจน ถ้าหากผู้เห็นต่างต่อข้อสนับสนุนดังกล่าวยกข้อโต้แย้งขึ้นมาในลักษณะที่ว่า “อัลลอฮไม่ได้กำกับเสียหน่อยว่าวาญิบน่ะ“ คำถามนี้คือการสะท้อนความไม่เข้าใจในอูศูลลุลฟิกฮ์ เนื่องจากเมื่อพระผู้เป็นเจ้าสั่งใช้สิ่งใด สิ่งนั้นคือวาญิบ ภาระการพิสูจน์จึงตกไปอยู่กับผู้ที่เห็นต่างจากนี้ว่ามีสำนวนใดจากหลักฐานที่มาทำให้ระดับข้อตัดสินจากที่เป็นวาญิบลดระดับลงเหลือเป็นสุนัต หากไม่สามารถนำเอาหลักฐานที่ชัดเจนมาหักล้างได้ ข้อตัดสินในเรื่องการปิดหน้ายังคงเป็นวาญิบ
ข้อสนับสนุนที่สอง
หะดิษนบี ﷺ
นบี ﷺ ได้กล่าวไว้ในหะดิษบทนึง:
الْمَرْأَةُ عَوْرَةٌ، فَإِذَا خَرَجَتِ اسْتَشْرَفَهَا الشَّيْطَانُ
ความหมายโดยสรุป:แท้จริงแล้วสตรีคือเอาเราะฮ์ เมื่อนางออกจากบ้าน ชัยฏอนจะคอยตามประกบเพื่อล่อลวงนางให้เป็นต้นเหตุแห่งความเสียหาย [1]
อุลามาอได้อธิบายว่าหะดิษนี้คือคำกล่าวแบบ อาม (ครอบคลุมทั้งหมด) โดยที่ท่านนบี ﷺ ไม่ได้ให้ข้อยกเว้นอวัยวะใดอวัยวะหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นใบหน้าหรือมือ จุดประสงค์ของหะดิษได้เตือนว่าสตรีจะถูกตกเป็นเป้าหมายของชัยฎอนในการที่จะทำให้นางนั้นเป็นต้นเหตุของฟิตนะฮ (ความเสียหาย) เมื่อนางออกจากบ้าน ในความเป็นจริงเมื่อเรามาพิจารณาดูว่าอวัยวะของสตรีที่บุรุษมีความดึงดูดและให้ความสนใจคือใบหน้าที่สวยงามของนาง มันจึงเป็นเหตุผลที่ว่าส่วนของใบหน้าของสตรีจะเป็นต้นเหตุที่ชัยฎอนจะใช้เพื่อปั่นประสาทบุรุษให้เกิดความกระวนกระวายใจ
ชัยคฺอุษัยมีนได้ตั้งข้อสังเกตเชิงตรรกะว่า อิสลามคือศาสนาที่สมบูรณ์ เป็นไปได้อย่างไรที่เท้าของสตรีได้รับการให้ความสำคัญในการปกปิด แต่กลับละเลยส่วนที่มีความน่าดึงดูดมากที่สุดของสตรีนั่นก็คือ ”ใบหน้า“
เหตุการณ์หนึ่งที่ปรากฏการกระทำของท่านหญิงอาอิชะฮ์ ในขณะที่เดินทางกลับจากกองคาราวาน ท่านหญิงอาอิชะฮ์ได้ทำสร้อยคอตกและออกไปหาจนพลัดหลงกับขบวน ในตอนที่ท่านหญิงอยู่คนเดียว ท่านได้เปิดหน้าออก แต่เมื่อท่านได้ยินเสียงฝีเท้าม้าและเสียงให้สลามของท่านซอฟวาน (ซอฮาบะฮ์ชาย) ท่านหญิงอาอิชะฮ์ก็ดึงผ้ามาปิดหน้าทันที เชคบินบาซ ยกหลักฐานต้นนี้ขึ้นมาเพื่อสนับสนุนว่าการปิดหน้านั้นคือวาญิบ
ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยจะมีข้อโต้แย้งหนึ่งในทำนองนี้ขึ้น ”การปิดหน้านั้นคือฮุกมเฉพาะของภรรยาของนบี ﷺ จะต้องปฎิบัติตามเป็นการจำเพาะ ไม่ได้ครอบคลุมถึงสตรีผู้ศรัทธา“ แต่ฝ่ายที่สนับสนุนการปิดหน้าจะมีข้อตอบโต้ดังต่อไปนี้ ฮุกมที่สั่งใช้แก่ภรรยานบี ﷺ จะเป็นฮุกมเดียวกับสตรีผู้ศรัทธาในหลักการพื้นฐาน จนกว่าจะมีหลักฐานอีกต้นหนึ่งที่มีความเฉพาะเจาะจงมาแย้งว่านี่คือคำสั่งใช้ที่เกิดขึ้นเฉพาะกับบรรดาภรรยาของท่านนบี ﷺ เช่น การที่บรรดาภรรยานบี ﷺ จะไม่สามาถแต่งงานกับชายอื่นได้อีก ภายหลังจากการเสียชีวิตของท่านนบี ﷺ ซึ่งมีโองการอัลกุรอานระบุเอาไว้ชัดเจน
ข้อสนับสนุนที่สามบริบทร่วมสมัย
ทุกวันนี้สิ่งแวดล้อมนอกบ้านเต็มไปด้วยสิ่งที่พร้อมที่ยะยั่วยุอารมณ์ของผู้ชายอยู่เต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นสตรีที่แต่งกายอวดโฉม ป้ายโฆษณาที่มีการเปิดเผยเรือนร่าง การเบียดเสียดกันในที่แออัด ในขณะเดียวกันสังคมที่เปิดกว้างในเรื่องของการเข้าถึงสื่อลามกก็มีส่วนสำคัญที่ไปส่งผลให้ความคิดของบุรุษมีความบิดเบี้ยว พร้อมที่จะระเบิดอารมรณ์ของตัวเองไปยังสตรีที่เปิดเผยเรือนร่าง ด้วยการแทะโลมด้วยกับสายตา เลวร้ายที่สุดนำไปสู่การขืนใจ คำถามคือการที่อิสลามได้สร้างชุดคุณค่าให้แก่สตรีในการที่ตัวพวกนางจะได้รับกับความสันติ ได้รับกับความปลอดภัย ลดภัยร้ายที่จะเกิดขึ้นกับตัวของพวกนางสิ่งเหล่านี้ที่อิสลามนำเสนอควรค่าแก่การได้รับการด่าทอ และตั้งคำถามมากกว่าชุดคุณค่าที่สร้างให้ร่างกายสตรีเป็นสินค้า เป็นต้นเหตุของความวุ่นวาย ได้อย่างไร
ก่อนการพูดถึงความประเสริฐของสตรี ก่อนการพยายามในการเพิ่มพูลอิบาดะฮของนางด้วยกับการรักษาสิ่งต่างๆ ที่เป็นสุนัต เรื่องที่ควรนึงถึงก่อนเรื่องทั้งหมดที่กล่าวมานี้ คือการปกปิดเรือนร่างของนาง สงวนร่างกายของนางเพื่อไม่ให้เป็นต้นเหตุของความเสียหาย ปกปิดเอาเราะฮของนาง สิ่งนี้ต่างหากคือเรื่องแรกที่ควรจะได้รับการปรับปรุงแก้ไข และให้ความสำคัญที่สุดก่อนการคำนึงถึงอิบาดะฮต่างๆ ที่เป็นสุนัต เพราะการปกปิดเรือนร่างของนางคือสิ่งที่เป็นวาญิบ
นบี ﷺ ได้กล่าวไว้ในหะดิษบทนึง
إِنَّ الْمَرْأَةَ تُقْبِلُ فِي صُورَةِ شَيْطَانٍ، وَتُدْبِرُ فِي صُورَةِ شَيْطَانٍ، فَإِذَا أَبْصَرَ أَحَدُكُمُ امْرَأَةً فَلْيَأْتِ أَهْلَهُ، فَإِنَّ ذَلِكَ يَرُدُّ مَا فِي نَفْسِهِ
ความหมายโดยสรุป:แท้จริงสตรีนั้น เมื่อนางก้าวเข้ามา นางมาในรูปลักษณ์ของชัยฏอน และเมื่อนางหันหลังกลับ นางก็จากไปในรูปลักษณ์ของชัยฏอน ดังนั้น หากผู้ใดในหมู่พวกท่านมองเห็นสตรี (แล้วเกิดความรู้สึก) ก็จงกลับไปหาภรรยาของตน เพราะสิ่งนั้นจะช่วยขับไล่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจของเขาได้ [2]
อิมาม อัน-นาวาวีย์ อธิบายในทำนองที่ว่า ชัยฎอนจะใช้ความงามของสตรีในการกระตุ้นอารมณ์ของเพศชายในการไปสู่ฟิตนะฮ
อุลามาอยังอธิบายว่าสตรีจะมีธรรมชาติของการยั่วยุให้คนฝ่าฝืนอัลลอฮ سبحانه وتعالى ด้วยกับรูปร่างหน้าตา ดังนั้นหะดิษนี้จึงเป็นอีกข้อสนับสนุนนึงว่าสตรีนั้นต้องให้ความสำคัญกับการปกปิดเรือนร่างของนาง
#บทบาทของสตรีในอิสลาม
ผู้หญิงวาญิบต้องเชื่อฟังสามีในสิ่งที่ไม่ผิดหลักการ
นบี ﷺ ได้กล่าวไว้หะดิษบทนึง
اسْتَوْصُوا بِالنِّسَاءِ خَيْرًا، فَإِنَّمَا هُنَّ عَوَانٌ عِنْدَكُمْ أَيْ أَسِيرَات
ความหมายโดยสรุป พวกท่านจงสั่งเสียกันให้ปฏิบัติต่อสตรีด้วยดี เพราะแท้จริงพวกนางนั้นคือ อะวาน ณ ที่พวกท่าน (ซึ่งหมายถึงอะซีรอต บรรดาเชลยหญิง)[3]
ท่านอิบนุ ก็อยยิม อัล-เญาซียะฮ์ ได้ให้ความหมายตัวบทดังกล่าวด้วยสำนวนว่า
والعاني: الأسير، ومرتبة الأسير خدمة من هو تحت يده
และคำว่า อัล-อานี นั้นก็คือ อัล-อะซีร หรือเชลย และลำดับสถานะของ เชลย นั้น คือการบริการปรนนิบัติผู้ที่ตนอยู่ภายใต้อำนาจการปกครอง
การสมรสคือประเภทหนึ่งของความเป็นทาส ดังที่คนในอดีตได้กล่าวว่า “จงพิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อนที่จะส่งสตรีผู้มีเกียรติไปอยู่ภายใต้พันธนาการของผู้อื่นใด” [4] การเปรียบเทียบทางสำนวนของสตรีเป็นคำว่า เชลย หรือ ผู้อยู่ใต้อาณัตินั้น ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดทอนเกียรติของนาง หรือให้สามีใช้นางเสมือนการมีทาสจริงๆ แต่มันคือการเปรียบเทียบทางสำนวน เพื่อกำหนดโครงสร้างอำนาจในครอบครัว ผู้เป็นเชลย (ภรรยา) ต้องให้เกียรติผู้ที่เป็นนาย (สามี) เชื่อฟังทุกสิ่งในสิ่งไม่ขัดกับบทบัญญัติของพระผู้เป็นเจ้า และบริหารจัดการกิจการภายในบ้านของผู้ที่เป็นนาย (สามี) ผู้เป็นนาย (สามี) ก็ต้องคำนึงถึงสิทธิของเชลย (ภรรยา) ที่ต้องได้รับการคุ้มครอง ให้อาหาร ให้เครื่องนุ่งห่ม และห้ามกดขี่ข่มเหงเชลย (ภรรยา) โดยเด็ดขาด สตรีได้ถูกส่งต่อจากครอบครัวของนางเพื่อมาเป็นเชลย ดังนั้นสามีจึงได้รับสิทธิดังกล่าวต่อจากครอบครัวของนางในการปฎิบัติแก่นางด้วยกับสิ่งที่ดี การเป็นเสมือนเชลยศึก ไม่ได้หมายความว่าสามีจะมีสิทธิกดขี่ มิใช่การไปซอเล็ม (อธรรม) ทุบตี เฆี่ยนตีผู้ที่เป็นภรรยา
หากเกิดขึ้นขึ้นในทำนองที่ว่า “ทำไมฉัน (ภรรยา) ต้องเชื่อฟังผู้ที่เป็นสามีด้วย?” คำตอบจากหลักกาศาสนาจากหะดิษบทนี้ก็คือ “ก็เพราะคุณคือเชลยศึกของเขานั่นเอง“
#การกักขังสตรีนอกบ้านของสตรีนิยมและทุนนิยม
วาทกรรมที่ล่องลอยอยู่ในสังคมที่ถูกสร้างขี้นโดยผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม ที่มักจะโจมตีอิสลามเป็น ”ศาสนาแห่งการกดขี่ ลัทธิที่กักขังสตรีไว้ภายในบ้านเพื่อรับใช้ผู้ชาย“ เราก็ขอตอบโต้กลับไปว่าสตรีนิยมและทุนนิยมต่างหาก “กักขังสตรีให้อยู่ภายนอกบ้านของนาง เพื่อไปเป็นทาสของผู้ชายคนอื่น เพื่อให้นางตกเป็นเหยื่อทางสายตาแก่ชายอื่น (ไม่ใช่สามีของนาง)”
พระผู้เป็นเจ้าแห่งอิสลามได้มอบเกียรติและสิทธิอันสูงส่งให้แก่พวกนางในการเป็นผู้ดูแล ”กิจการภายในบ้าน“
ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า:
كُلُّكُمْ رَاعٍ وَكُلُّكُمْ مَسْئُولٌ عَنْ رَعِيَّتِهِ... وَالْمَرْأَةُ رَاعِيَةٌ عَلَى أَهْلِ بَيْتِ زَوْجِهَا وَوَلَدِهِ وَهِيَ مَسْئُولَةٌ عَنْهُمْ
ความหมายโดยสรุป: พวกท่านทุกคนคือผู้ดูแล และทุกคนจะต้องถูกสอบสวนในสิ่งที่ตนดูแล... และสตรีนั้นคือผู้ดูแลรับผิดชอบในบ้านของสามีนาง และบุตรของเขา และนางจะต้องถูกสอบสวนในหน้าที่เหล่านั้น [5]
การที่แนวคิดสตรีนิยมผลักดันให้ผู้หญิงออกไปแสดงบทบาทในพื้นที่สาธารณะเป็นการฝ่าฝืนธรรมชาติ (ฟิตเราะฮ) ที่พระผู้เป็นเจ้าได้กำหนดเอาไว้ และสร้างความเหนื่อยล้าแก่สตรีขึ้นอย่างมหาศาล เพราะนอกจากสตรีนิยมจากผลักดันการออกไปเรียกร้องสิทธิ (ที่นางมีอยู่แล้ว) ภายนอกบ้าน ทุนนิยมก็ยังคงหลอกใช้ให้เหล่าสตรีต้องออกไปเหนื่อยล้าทางร่างกายกับการใช้แรงงานนอกบ้าน มองดูผิวเผินอาจจะคิดว่านี่คือความเท่าเทียมในการทำงานของทั้งสองเพศ แต่ความแยบยลของระบบทุนนิยมนายทุนเพียงต้องการแบ่งงาน (โยนภาระ) ที่ผู้เป็นชายทำไม่ได้ มอบให้สตรีต่างหาก นี่จึงเป็นการสร้างภาระอันหนักหน่วงให้แก่สตรีเพิ่มขึ้นเป็นหลายเท่าตัว เพราะในความป็นจริง เมื่อสตรีต้องออกไปหาเงินเลี้ยงชีพนอกบ้าน ต้องเผชิญความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง ซ้ำร้ายเมื่อกลับมาถึงบ้านยังคงต้องรับผิดชอบงานบ้านอีก ดังนั้นการอ้างสิทธิหรือความประเสริฐของสตรีต้องออกไปแสวงหามันจากที่สาธารณะ (นอกบ้าน) จึงเป็นการทำลายธรรมชาติของสตรี สวัสดิภาพของสตรี เลวร้ายที่สุดเป็นการสร้างความบาดหมางเกิดขึ้นระหว่างเพศ อันเป็นผลมาจากการฝืนการกำหนดของพระผู้เป็นเจ้า
#เงื่อนไขที่สตรีสามารถวางได้ก่อนการแต่งงาน
แม้ว่าอิสลามจะอนุญาตให้ผู้ชายมีภรรยาได้มากกว่าหนึ่งคน ซึ่งมีฮิกมะฮ (วิทยปัญญา) ในการแก้ไขปัญหาครอบครัวหลากหลายประการ แต่อิสลามให้ความเป็นธรรมและเปิดช่องทางในการรักษาสิทธิของสตรีอย่างเต็มที่ โดยสตรีมีสิทธิอย่างชอบธรรมในการ วางเงื่อนไขก่อนการแต่งงาน เพื่อขอให้ว่าที่สามีละทิ้งในการมีภรรยาคนที่สองได้ ประเด็นนี้ไม่ใช่การฝ่าฝืนหลักการอิสลามหรือ การห้ามในสิ่งที่อัลลอฮอนุญาต เพราะสตรีไม่ได้เปลี่ยนฮุกม แต่กำลังขอให้ผู้ที่เป็นว่าที่สามี ”ยอมสละสิทธิ์“ ของตนเองเพื่อนาง ซึ่งกฎเกณฑ์ทางนิติศาสตร์อิสลามระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ”มุสลิมย่อมอยู่บนเงื่อนไขและข้อตกลงที่พวกเขาได้ตกลงซึ่งกันและกัน” หากมีการตกลงแล้วฝ่ายชายยอมรับเงื่อนไขดังกล่าว ก็เป็นการตัดปัญหาที่จะตามมาภายหลัง แต่ถ้าหากฝ่ายชายไม่ขอตกลงรับเงื่อนไขดังกล่าว สตรีก็มีสิทธิเต็มที่ในการปฏิเสธการแต่งงานและพิจารณาผู้ชายคนอื่นแทน
#ความจำเป็นในการเข้าถึงความรู้ของสตรี
อิสลามคาดหวังอย่างมากต่อการเข้าถึงความรู้ของสตรี เพื่อที่นางจะนำเอาความรู้มาบ่มเพาะบุตรให้เป็นบุคลากรที่มีคุณภาพของสังคม สตรีผู้ทรงความรู้จะเป็นผู้วางรากฐานที่แข็งแรงให้แก่ลูกๆ ของนาง ถ้าหากว่ามุสลิมะฮสามารถที่จะทำให้ตัวเองเป็นผู้ที่มีความแตกฉานในความรู้ การสั่งใช้ความดีใดๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับสตรี จะสร้างแรงโน้มน้าวในหมู่สตรีด้วยกันเอง เพราะการสั่งใช้ความดีของผู้รู้ผู้ชายอาจจะโดนตอบโต้ว่าไม่ได้เข้าใจในความเป็นสตรีเท่าพวกนาง อิสลามไม่ได้กีดกั้นในการแสวงหาความรู้ของพวกนาง สตรีได้รับสิทธิในการศึกษาความรู้เท่าเทียมกับบุรุษทุกประการ ทว่าบทบาทในการนำเสนอความรู้ของพวกนางมีรูปแบบและขอบเขตในการแสดงออกแตกต่างจากบุรุษ เพื่อละความเสี่ยงต่อการเกิดฟิตนะฮ์ สตรีผู้หนึ่งสามารถใช้เวลาว่างที่ได้รับหลังจากพ้นภาระการดูแลบุตรในช่วงระหว่างวันในการแสวงหาความรู้ได้อย่างมหาศาล การที่ท่านนบี ﷺ จัดวางสตรีให้เป็นแม่บ้าน ผู้ที่ควบคุมบังเหียนในบ้าน แน่นอนว่าคุณลักษณะดังกล่าวจะต้องตามมาด้วยกับการเปี่ยมไปด้วยความรู้ของสตรี หะดิษของท่านนบี ﷺ ในการสั่งใช้ให้หาความรู้ครอบคลุมทั้งสองเพศ หลักฐานคือในช่วงต้นของอิสลามสตรีที่ประเสริฐที่สุดท่านหญิงอาอิชะฮ์ ถือเป็นครูของบรรดาศอฮาบะฮ์ ท่านคือผู้ที่รายงานหะดิษมากกว่าท่านอบูบักรผู้เป็นบิดาของท่านเสียอีก สามารถกล่าวได้อีกนัยยะว่าในยุคต้นของอิสลามสตรีเป็นครูของอุมมะฮ อีกท่านนึงที่มีบทบาทในทางวิชาการความรู้ศาสนาอิสลามอย่างท่าน ชัยคุลอิสลาม อิบนุตัยมียะฮ์ ก็มีอาจารย์เป็นสตรี และมีสายรายงานว่าแม้กระทั่งว่าในยุคสลัฟก็มีการแต่งงานเกิดขึ้นด้วยกับเหตุผลที่ว่าบุรุษต้องการแสวงหาความรู้จากสตรีท่านหนึ่ง
#เชิงอรรถ
[1] หะดีษบทนี้บันทึกอยู่ในหนังสือ มิชกาต อัล-มะซอบีห์ (หมายเลขหะดีษ 3109) ชัยค์มุฮัมมัด นาศิรุดดีน อัล-อัลบานีย์ ได้ตรวจสอบและให้สถานะว่าเป็นหะดีษเศาะเฮียห์
[2] บันทึกโดยอิมามมุสลิม เลขที่ 1403
[3] หะดีษบทนี้บันทึกอยู่ในหนังสือ สุนัน อัต-ติรมิซีย์ (หมายเลขหะดีษ 1163)
[4] https://www.islamweb.net/ar/fatwa/154479/%D9%85%D8%B9%D9%86%D9%89-%D9%83%D9%88%D9%86-%D8%A7%D9%84%D8%B2%D9%88%D8%AC%D8%A9-%D8%A3%D8%B3%D9%8A%D8%B1%D8%A9-%D8%B9%D9%86%D8%AF-%D8%B2%D9%88%D8%AC%D9%87%D8%A7
[5] บันทึกโดยอิมามบุคอรีย์ หมายเลขหะดิษ 5200 หนังสือเศาะเฮียห์ อัล-บุคอรี และเศาะเฮียห์มุสลิม หมายเลขหะดิษ 1829
#กลุ่มสตรีที่ประเสริฐที่สุดบนผืนโลก #สรุปบรรยาย #ศาสนาอิสลาม #มุสลิม #ซะลาฟีย์ #แนวทางสลัฟ