วัดพระพุทธบาทตากผ้า

วัดพระพุทธบาทตากผ้า วัดพระพุทธบาทตากผ้า พระอารามหลวง
เลขที่ ๒๗๙ หมู่ ๖
ต.มะกอก
อ.ป่าซาง
จ.ลำพูน
๕๑๑๒๐
โทร. 0861798848

งานฉลองเปรียญธรรม ประจำปี 2569สำนักศาสนศึกษาวัดพระพุทธบาทตากผ้า พระอารามหลวงโดยมี พระเดชพระคุณพระวชิรภาวนา วิ. เจ้าคณะตำ...
14/09/2026

งานฉลองเปรียญธรรม ประจำปี 2569
สำนักศาสนศึกษาวัดพระพุทธบาทตากผ้า พระอารามหลวง

โดยมี พระเดชพระคุณพระวชิรภาวนา วิ. เจ้าคณะตำบลมะกอก, เจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทตากผ้า พระอารามหลวง
เป็นประธานในพิธีแสดงมุทิตาจิตผู้สอบผ่านเปรียญธรรม บาลีสนามหลวงประจำปี 2569

ณ ศาลาการเปรียญ วัดพระพุทธบาทตากผ้า
ตำบลมะกอก อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน

ในวันที่ 14 กันยายน 2569 เวลา 15.00 น

ทำบุญวันพระใหญ่ถวายภัตตาหาร ประจำเดือนกันยายนแด่พระภิกษุสามเณร  จำนวน 100 กว่ารูป วัดพระพุทธบาทตากผ้า จังหวัดลำพูน #บุญเ...
10/09/2026

ทำบุญวันพระใหญ่
ถวายภัตตาหาร ประจำเดือนกันยายน
แด่พระภิกษุสามเณร จำนวน 100 กว่ารูป
วัดพระพุทธบาทตากผ้า จังหวัดลำพูน
#บุญเศรษฐี #มีกินมีใช้ #ไม่ขาดแคลน #บุญมีไม่รู้หมด

#ร่วมทำบุญตามกำลังศรัทธา ✨ กองบุญละ 9 บาท ✨
หรือรับเป็นเจ้าภาพในแต่ละวัน
✅ #เจ้าภาพภัตตาหารเช้า มื้อละ 2,000 บาท
✅ #เจ้าภาพภัตตาหารเพล มื้อละ 5,000 บาท

🙏อนฺนโท พลโท โหติ.
🙏ผู้ให้ข้าว ชื่อว่าให้กำลัง.

#บัญชีธนาคาร กรุงไทย
#เลขที่บัญชี 798-0-21673-3
#ชื่อบัญชี วัดพระพุทธบาทตากผ้า(ศพบ.)
#ติดต่อสอบถาม โทร. 0841496294
#สแกน QR Code ได้รับใบอนุโมทนาบัตรอิเล็กทรอนิกส์

#อานิสงส์ของการถวายภัตตาหารที่ให้ผลในปัจจุบัน ๔ ประการ
⭕️ ผู้ถวายทานย่อมเป็นที่เคารพนับถือของคนดีทั้งหลาย
⭕️คนดีย่อมพอใจที่จะคบหาสมาคมด้วย
⭕️ย่อมได้รับการสรรเสริญจากคนดีว่า เป็นผู้มีความเสียสละปราศจากความตระหนี่
⭕️จะเข้าไปสู่ที่ประชุมหรือชุมชนใดๆก็ไม่ประหม่า หวาดกลัว เป็นคนกล้าหาญดุจราชสีห์
และจะเข้าถึงฐานะ ๖ ประการนี้ ได้แก่
✅ ความเป็นผู้มีผิวพรรณดี
✅ ความเป็นผู้มีเสียงไพเราะน่าฟัง
✅ ความเป็นผู้มีทรวดทรงสมส่วน
✅ ความเป็นผู้มีรูปสวยกล่าวคือสรีระทั้งสิ้นงาม
✅ ความเป็นใหญ่โดยความเป็นอธิบดี
✅ เป็นผู้มีบริวารมาก

วันพุธที่ 9 กันยายน 2569 เวลาประมาณ 09.30 น. นายภัทรพล ผัดดวงธรรม นายอำเภอป่าซาง พร้อมด้วย ปลัดอำเภอป่าซาง ผู้บริหารองค์...
09/09/2026

วันพุธที่ 9 กันยายน 2569 เวลาประมาณ 09.30 น. นายภัทรพล ผัดดวงธรรม นายอำเภอป่าซาง พร้อมด้วย ปลัดอำเภอป่าซาง ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่สำรวจสถานที่จัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ วัดพระพุทธบาทตากผ้า พระอารามหลวง สุสานบ้านพระบาทตากผ้า ตำบลมะกอก และสุสานบ้านก้อง ตำบลปากบ่อง อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน


#กระทรวงมหาดไทย

#บำบัดทุกข์บำรุงสุข



#ป่าซางเมืองแห่งความสุข
#บนพื้นฐานความพอเพียง
#มุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

#ลำพูนไม่ลำพังรวมพลังเพื่อลำพูน

ถวายสลากภัต #อุทิศส่วนกุศลให้ผู้ล่วงลับ  #เจ้ากรรมนายเวร  #สัมภเวสี #มีคณะสงฆ์หมู่ใหญ่จำนวน๕๐๐กว่ารูปมาเป็นเนื้อนาบุญ(แร...
07/09/2026

ถวายสลากภัต
#อุทิศส่วนกุศลให้ผู้ล่วงลับ #เจ้ากรรมนายเวร #สัมภเวสี
#มีคณะสงฆ์หมู่ใหญ่จำนวน๕๐๐กว่ารูปมาเป็นเนื้อนาบุญ
(แรม ๑๒ ค่ำเดือน ๑๒ เหนือ)​
ในพฤหัสบดี ที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๖๙
ณ วัดพระพุทธบาทตากผ้า ตำบลมะกอก อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน

กองบุญละ ๙ บาท

หรือร่วมรับเป็นเจ้าภาพ
#ก๋วยสลาก ชุดละ ๓๐๐ บาท
#ขันข้าว (สำรับภัตตาหาร) สำรับละ ๕๐ บาท
#หรือตามเจตนาศรัทธา 

เพื่ออุทิศให้ญาติพี่น้อง ผู้ล่วงลับไปแล้ว เจ้ากรรมนายเวร สัมภเวสี (โดยแจ้งเจตจำนงหมายได้ ตามประสงค์)

ร่วมทำบุญแจ้งความประสงค์ที่วัดพระพุทธบาทตากผ้า จ.ลำพูน
โทร. 086-1798848

หรือร่วมบุญผ่านบัญชีธนาคารกรุงไทย
#ชื่อบัญชี วัดพระพุทธบาทตากผ้า
#เลขที่บัญชี 511-1-98799-1
หรือ QR CODE

#การถวายสลากภัต คือ ชื่อประเพณีทางพุทธศาสนาอย่างหนึ่ง เป็นการถวายภัตตาหาร เครื่องไทยธรรมแด่พระภิกษุสงฆ์ โดยมิได้จำเพาะเจาะจงถวายพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง พระภิกษุรูปใดจะพึงได้รับก็ด้วยการจับสลากต้องตรงกันกับสลาก ซึ่งทายกหรือทายิกาปักไว้ที่เครื่องภัตตาหารที่ได้เตรียมไว้ถวายเท่านั้น

#สลากภัต ชาวล้านนานิยมเรียกว่า กินสลาก (อ่าน "กิ๋นสะหลาก") หรือ กินกวยสลาก (อ่าน "กิ๋นก๋วยสะหลาก") หรือ ทานสลาก (อ่าน "ตานสะหลาก") หรือ ตานก๋วยสลาก หรือ กินเข้าสลาก
มักทำกันราว วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ เหนือ คือเดือน ๑๐ ภาคกลาง (เริ่มตั้งแต่ ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๑๐ ถึง แรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐) ราวปลายเดือนสิงหาคมถึงต้นตุลาคม

#ความสำคัญของประเพณีสลากภัต คือ เป็นการทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษ ญาติ พี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว สอนให้ลูกหลานมีความกตัญญู กตเวที ต่อผู้มีพระคุณ ทั้งนี้การทำบุญที่ไม่จำเพาะเจาะจงพระสงฆ์รูปใดรูปหนึ่ง เป็นการขจัดซึ่งความเห็นแก่ตัว การขจัดซึ่งกิเลส ที่เรียกว่า อคติ (ความลำเอียง) พระภิกษุสามเณรที่มารับสลากเองก็ไม่มีซึ่งความยึดติด เพราะสลากที่นำมาถวายนั้นแตกต่างหลากหลาย ประเพณีสลากภัตถือเป็นงานบุญใหญ่ที่ต้องอาศัยความร่วมแรงร่วมใจกันของคนในหมู่บ้าน สังคม ซึ่งย่อมนำมาซึ่งความสามัคคีปรองดรอง ประเพณีสลากภัตจะจัดขึ้นในช่วงของการเข้าพรรษา หรือช่วงพักระหว่างการทำนา เกษตรกรรม พระภิกษุสามเณรจำพรรษายังวัดที่แน่นอน ชาวบ้านก็ว่างเว้นจากกิจการงาน ผลผลิตทางการเกษตรออกผลผลิต จึงเป็นช่วงเวลาที่มีความเหมาะสมในการทำบุญ การถวายสลากภัตยังเป็นการบำเพ็ญบุญกิริยาอันบริสุทธิ์ด้วยการบริจาคภัตตาหารและบริขารอันควรแก่ความจำเป็น เพื่อทำนุบำรุงพระภิกษุให้สามารถดำรงชีพและสืบพระพุทธศาสนาต่อไป

#อานิสงส์การถวายสลากภัต
✅๑. ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ
✅๒. เป็นผู้ที่มีรูปร่างลักษณะงดงามและมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด
✅๓. เป็นผู้มีฐานะดี เสวยสมบัติอันมาก
✅๔. เมื่อสิ้นชีวิตแล้วจะได้ไปเกิดบนสวรรค์ชั้นนิมมานรดี
✅๕. เมื่อจุติจากสวรรค์มาเกิดในเมืองมนุษย์เป็นผู้มีพละกำลังมหาศาล

๒ กันยายน ๒๕๖๙เจริญอายุวัฒนมงคล ๗๗ ปี"พระธรรมเสนาบดี"(ธงชัย สุวณฺณสิริ ป.ธ.๗)เจ้าคณะภาค ๗เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสุเทพ ราช...
02/09/2026

๒ กันยายน ๒๕๖๙
เจริญอายุวัฒนมงคล ๗๗ ปี

"พระธรรมเสนาบดี"
(ธงชัย สุวณฺณสิริ ป.ธ.๗)

เจ้าคณะภาค ๗
เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสุเทพ ราชวรวิหาร
หัวหน้าพระธรรมทูต สาย ๔
ประธานศูนย์ส่งเสริมการศึกษาภาษาบาลีคณะสงฆ์ภาค ๗

วัดพระพุทธบาทตากผ้า พระอารามหลวง
ขอน้อมถวายสักการะในโอกาสอันเป็นมหามงคลนี้

ถวายสลากภัต #อุทิศส่วนกุศลให้ผู้ล่วงลับ  #เจ้ากรรมนายเวร  #สัมภเวสี #มีคณะสงฆ์หมู่ใหญ่จำนวน๕๐๐กว่ารูปมาเป็นเนื้อนาบุญ(แร...
31/08/2026

ถวายสลากภัต
#อุทิศส่วนกุศลให้ผู้ล่วงลับ #เจ้ากรรมนายเวร #สัมภเวสี
#มีคณะสงฆ์หมู่ใหญ่จำนวน๕๐๐กว่ารูปมาเป็นเนื้อนาบุญ
(แรม ๑๒ ค่ำเดือน ๑๒ เหนือ)​
ในพฤหัสบดี ที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๖๙
ณ วัดพระพุทธบาทตากผ้า ตำบลมะกอก อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน

สำรับละ ๕๐ บาท

หรือร่วมรับเป็นเจ้าภาพ
#ก๋วยสลาก ชุดละ ๓๐๐ บาท
#ขันข้าว (สำรับภัตตาหาร) สำรับละ ๕๐ บาท
#หรือตามเจตนาศรัทธา 

เพื่ออุทิศให้ญาติพี่น้อง ผู้ล่วงลับไปแล้ว เจ้ากรรมนายเวร สัมภเวสี (โดยแจ้งเจตจำนงหมายได้ ตามประสงค์)

ร่วมทำบุญแจ้งความประสงค์ที่วัดพระพุทธบาทตากผ้า จ.ลำพูน
โทร. 086-1798848

หรือร่วมบุญผ่านบัญชีธนาคารกรุงไทย
#ชื่อบัญชี วัดพระพุทธบาทตากผ้า
#เลขที่บัญชี 511-1-98799-1
หรือ QR CODE

#การถวายสลากภัต คือ ชื่อประเพณีทางพุทธศาสนาอย่างหนึ่ง เป็นการถวายภัตตาหาร เครื่องไทยธรรมแด่พระภิกษุสงฆ์ โดยมิได้จำเพาะเจาะจงถวายพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง พระภิกษุรูปใดจะพึงได้รับก็ด้วยการจับสลากต้องตรงกันกับสลาก ซึ่งทายกหรือทายิกาปักไว้ที่เครื่องภัตตาหารที่ได้เตรียมไว้ถวายเท่านั้น

#สลากภัต ชาวล้านนานิยมเรียกว่า กินสลาก (อ่าน "กิ๋นสะหลาก") หรือ กินกวยสลาก (อ่าน "กิ๋นก๋วยสะหลาก") หรือ ทานสลาก (อ่าน "ตานสะหลาก") หรือ ตานก๋วยสลาก หรือ กินเข้าสลาก
มักทำกันราว วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ เหนือ คือเดือน ๑๐ ภาคกลาง (เริ่มตั้งแต่ ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๑๐ ถึง แรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐) ราวปลายเดือนสิงหาคมถึงต้นตุลาคม

#ความสำคัญของประเพณีสลากภัต คือ เป็นการทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษ ญาติ พี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว สอนให้ลูกหลานมีความกตัญญู กตเวที ต่อผู้มีพระคุณ ทั้งนี้การทำบุญที่ไม่จำเพาะเจาะจงพระสงฆ์รูปใดรูปหนึ่ง เป็นการขจัดซึ่งความเห็นแก่ตัว การขจัดซึ่งกิเลส ที่เรียกว่า อคติ (ความลำเอียง) พระภิกษุสามเณรที่มารับสลากเองก็ไม่มีซึ่งความยึดติด เพราะสลากที่นำมาถวายนั้นแตกต่างหลากหลาย ประเพณีสลากภัตถือเป็นงานบุญใหญ่ที่ต้องอาศัยความร่วมแรงร่วมใจกันของคนในหมู่บ้าน สังคม ซึ่งย่อมนำมาซึ่งความสามัคคีปรองดรอง ประเพณีสลากภัตจะจัดขึ้นในช่วงของการเข้าพรรษา หรือช่วงพักระหว่างการทำนา เกษตรกรรม พระภิกษุสามเณรจำพรรษายังวัดที่แน่นอน ชาวบ้านก็ว่างเว้นจากกิจการงาน ผลผลิตทางการเกษตรออกผลผลิต จึงเป็นช่วงเวลาที่มีความเหมาะสมในการทำบุญ การถวายสลากภัตยังเป็นการบำเพ็ญบุญกิริยาอันบริสุทธิ์ด้วยการบริจาคภัตตาหารและบริขารอันควรแก่ความจำเป็น เพื่อทำนุบำรุงพระภิกษุให้สามารถดำรงชีพและสืบพระพุทธศาสนาต่อไป

#อานิสงส์การถวายสลากภัต
✅๑. ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ
✅๒. เป็นผู้ที่มีรูปร่างลักษณะงดงามและมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด
✅๓. เป็นผู้มีฐานะดี เสวยสมบัติอันมาก
✅๔. เมื่อสิ้นชีวิตแล้วจะได้ไปเกิดบนสวรรค์ชั้นนิมมานรดี
✅๕. เมื่อจุติจากสวรรค์มาเกิดในเมืองมนุษย์เป็นผู้มีพละกำลังมหาศาล

น้อมรำลึก ๑๒๘ ปีชาตกาลพระสุพรหมยานเถร วิ. (ครูบาพรหมา  พฺรหฺมจกฺโก) ปฐมเจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทตากผ้า พระอารามหลวงประวัติพ...
30/08/2026

น้อมรำลึก ๑๒๘ ปีชาตกาล
พระสุพรหมยานเถร วิ. (ครูบาพรหมา พฺรหฺมจกฺโก)
ปฐมเจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทตากผ้า พระอารามหลวง

ประวัติพระสุพรหมยานเถร วิ. (ครูบาพรหมา พฺรหฺมจกฺโก)

เกิดเมื่อ วันอังคาร ที่ ๓๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๔๑ ขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๒ เหนือ (เดือน ๑๐) ปีจอ ณ บ้านป่าแพง ซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ตั้งอยู่กลางทุ่งนา รวมอยู่ในหมู่บ้านกองงาม ต.แม่แรง อ.ป่าซาง จ.ลำพูน
นามเดิม ชื่อว่า พรหมา พิมสาร
บิดาชื่อ นายเป็ง พิมสาร
มาราชื่อ นางบัวถา พิมสาร
มีพี่น้องร่วมกัน ๑๓ คน คือ
๑. พ่อน้อยเมือง พิมสาร
๒. เด็กหญิง (ไม่ทราบชื่อ)
๓. แม่อุ้ยคำ หล้าดวงดี
๔. พ่อหนานนวล พิมสาร
๕. พ่อหนานบุญ พิมสาร
๖. พระครูภาวนาภิรัต (ครูบาอินทจักร พระสุธรรมยานเถร วิ.) วัดน้ำบ่อหลวง
๗. พระสุพรหมยานเถร วิ. (เจ้าของประวัติ)
๘. พระครูสุนทรคัมภีรญาณ (ครูบาคัมภีระ) วัดพระธาตุดอยน้อย
๙. พ่อหนานแสง พิมสาร
๑๐. แม่ธิดา สุทธิพงษ์
๑๑. แม่นางบัวหลวง ณ ลำพูน
๑๒. เด็กหญิงตุมมา พิมสาร
๑๓. นางแสงหล้า สุภายอง
บิดามารดาของท่าน เป็นคนมีฐานะพอมีอันจะกิน มีอาชีพทำนา ทำสวนเป็นสัมมาอาชีวะ ไม่มีการยิงนกตกปลา ไม่เลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ และไม่มีการเลี้ยงหมูขาย มีความขยันถี่ถ้วนในการงาน ปกครองบุตรหลานโดยยุติธรรม ไม่มีอคติ หนักแน่นในการกุศล ไปนอนวัดรักษาอุโบสถศีลเป็นประจำทุกวันพระ
บิดาได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุได้ถึงแก่กรรมในสมณเพศ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๔ อายุ ๙๐ พรรษา ๒๘
มารดาได้นุ่งขาวห่มขาว รักษาอุโบสถศีลทุกวันพระตลอดอายุ ได้ถึงแก่กรรม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๗ อายุ ๗๐ ปี
เมื่อเจริญวัยพอทำงานได้ ได้ช่วยพ่อแม่ทำงาน ทำนาทำสวนและเลี้ยงวัวเลี้ยงควาย งานที่ทำเป็นประจำวัน คือตักน้ำตำข้าว และปัดกวาดทำความสะอาดบ้านเรือน เป็นการตอบแทนบุญคุณของพ่อแม่ เท่าที่พอจะทำได้ตามวิสัยของเด็ก
การศึกษาในสมัยเด็ก ได้เรียนหนังสือไทยล้านนาและภาษากลางที่บ้านจากพี่ชายที่ได้บวชเรียนแล้วสึกออกไปเพราะสมัยนั้น ตามชนบทยังไม่มีโรงเรียนสอนกันอย่างปัจจุบัน แม้แต่กระดาษจะเขียนก็หายาก ผู้สอนคือพี่ชายก็มีงานมากไม่ค่อยได้อยู่สอนเป็นประจำจึงเป็นการยาก แก่การเรียน อาศัยความตั้งใจและความอดทนเป็นกำลัง จึงพออ่านออกเขียนได้
เหตุบรรพชาเป็นสามเณร อาศัยที่เคยได้ติดตามพ่อแม่ไปวัดบ่อยๆ ได้เห็นพระภิกษุสามเณรอยู่ดีกินดี มีกิริยาเรียบร้อยก็เกิดความเลื่อมใสยิ่งได้เห็นพระพี่ชายที่บวชอยู่หลายองค์พากันมาฉันข้าวที่บ้าน ยิ่งเพิ่มความเลื่อมใสขึ้น
ต่อมาก็จำได้ว่า ปีนั้นเป็นปีชวด พ.ศ. ๒๔๕๕ เป็นปีที่สงครามโลกครั้งที่ ๑ กำลังจะระเบิดขึ้น ปีนั้นดินฟ้าอากาศก็วิปริตผิดปกติ บ้านเรือนแห้งแล้ง ข้าวยากหมากแพง ผู้คนต่างถูกทุพภิกขภัยเบียดเบียนระส่ำระสาย ทั้งทางราชการก็เร่งรัดเกณฑ์ผู้คนไปเป็นทหารกันวุ่นวาย ได้เห็นเหตุการณ์ดังนั้นก็รู้สึกไม่สบายใจ จึงน้อมใจไปในการบวชมากขึ้น ประกอบกับได้เห็นพวกเพื่อน ที่อยู่บ้านใกล้เรือนเคียงหนีไปบวชกันแทบทุกวัน จะเป็นการบวชหนีทหารหรือบวชผลาญข้าวสุก หรือบวชเพื่อความพ้นทุกข์อย่างไรไม่ทราบ
ลุถึง วันจันทร์ที่ ๒๔ เมษายน พ.ศ. ๒๔๕๕ เวลา ๑๕.๐๐ น. มีอายุได้ ๑๕ ปี ได้กราบลาพ่อแม่ไปบวช พร้อมกับขออโหสิต่อพ่อแม่ทั้งสอง แล้วก็ถือเอาผ้าจีวรกับดอกไม้ธูปเทียน ลงจากเรือนไป ด้วยความอาลัยพ่อแม่เป็นที่สุด ขณะนั้นก็มีพ่อกับพี่ชายติดตามไป
ครั้นไปถึงวัดป่าเหียง ต.แม่แรง อ.ป่าซาง พระพี่ชายก็จัดการโกนหัวโกนคิ้วให้ แล้วพ่อได้นำเข้าไปกราบมอบให้ เจ้าอธิการแก้ว ขัตติโย พระอุปัชฌาย์ เพื่อขอให้ท่านบวชให้ ครั้นพระอุปัชฌาย์มอบผ้ากาสาวพัสตร์ให้แล้ว ก็มีพระพี่ชายกับใครอีกท่านหนึ่ง ได้มาช่วยกันนุ่งห่มให้
ในขณะนั้นได้ก้มมองดูผ้ากาสาวพัสตร์อันเหลืองอร่าม อันเป็นธงชัยของพระอรหันต์ รู้สึกซาบซึ้งตรึงใจ นึกว่า “เป็นบุญลาภอันประเสริฐ ที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ พบพระพุทธศาสนา และได้มาบวช มั่นใจว่าจะขอบวชอุทิศต่อพระพุทธศาสนา จนกว่าชีวิตจะหาไม่”
เมื่อบวชแล้ว พระอุปัชฌาย์ผู้เคร่งครัดในวินัย มีนิสัยรักความสะอาด ได้แนะนำพร่ำสอนศีลาจาวัตรและให้ปฏิบัติตาม
การศึกษาในสมัยเป็นสามเณร ในสมัยนั้นพระภิกษุสามเณรทุกองค์ จะต้องท่องจำสวดมนต์ ๑๕ วาร ตั้งแต่ เยสันตา เป็นต้นไป จนถึงมาติกา มหาสมัย โดยเขียนใส่แป้นกระดานชนวน มีขนาดกว้าง ๑ คืบ ยาว ๑ ศอก และกำหนดให้ท่องจำให้ได้วันละ ๑ แป้น
ชั้นแรกรู้สึกหนักใจ เห็นตัวหนังสือเล็กขนาดอ่านจนไม่ถนัด นึกว่า “เราจะจำได้หรือไม่หนอ” แต่เมื่อตั้งใจท่องอย่างเอาจริงเอาจังก็ได้ วันละ ๑ แป้นจริงๆ แป้นนั้นท่านยังเก็บไว้เป็นอนุสรณ์
ขณะที่กำลังเรียนอยู่ ได้พยายามหลีกเร้นหลบหน้าคนอื่นเสมอ แม้แต่เดินทางไปฉันข้าวยังบ้าน ก็พยายามไปคนเดียว เพื่อฉวยโอกาสท่องสวดมนต์ไปตามทาง โดยถือสุภาษิตที่ว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั้น” นอกจากนั้นก็ได้เข้าเรียนโรงเรียนประชาบาล ซึ่งเวลานั้นทางวัดได้จัดการตั้งขึ้นสอนกันแล้ว สอบได้ถึงประถมปีที่ ๓ ซึ่งเทียบกับประถมปีที่ ๔ สมัยนี้ เพราะเวลานั้นประถมปีที่ ๔ ยังไม่มีสอนกัน
เมื่ออายุย่างเข้า ๑๗-๑๘ ปี ก็ได้ศึกษานักธรรมตรีตามลำพัง เพราะเวลานั้นยังไม่มีโรงเรียนและครูสอน หนังสือเรียนก็หายาก มีเพียงนวโกวาทกับธรรมนิเทศและวินัยวินิจฉัย ๒-๓ เล่มเท่านั้น
ครั้นถึงรอบปีมาทางจังหวัดก็จัดให้มีการสอบครั้งหนึ่ง เป็นการสอบเฉพาะจังหวัด เพราะทางคณะสงฆ์ยังไม่ได้เปิดสนามสอบอย่างสมัยนี้ ใครสอบได้ก็ออกประกาศนียบัตรสำรองให้ ทำกันอย่างนี้มาเป็นเวลา ๒-๓ ปี
ต่อมาประมาณ พ.ศ.๒๔๕๙ จึงมีสำนักเรียนและครูสอนเป็นหลักแหล่ง โดยทางการคณะสงฆ์ ได้จัดตั้งสำนักเรียนที่วัดฉางข้าวน้อยเหนือ ซึ่งเป็นวัดเจ้าคณะอำเภอในสมัยนั้น
อาตมากับสามเณรมอน อินกองงาม ได้พากันเดินไปศึกษาตลอดพรรษา ต้องเดินทางผ่านทุ่งนา การไปมาลำบากมาก ต้องสู่อดสู่ทน ครั้นออกพรรษาแล้วก็ได้ย้ายไปอยู่วัดฉางข้าวน้อย เพื่อการศึกษาทั้งนักธรรมและวิชาสามัญ
การศึกษาในสมัยเป็นพระภิกษุ เมื่ออายุครบ ๒๐ ปี ก็ได้กลับมาอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ พัทธสีมา วัดป่าเหียง ในวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ.๒๔๖๑ เจ้าอธิการแก้ว ขัตติโย เป็น พระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ฮอม โพธิโก เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์สม สุรินโท เป็นพระอนุสาวนาจารย์
ครั้นลุถึง พ.ศ.๒๔๖๒ ทางการคณะสงฆ์ ได้ทำการเปิดสอบนักธรรมสนามหลวงขึ้น ณ วัดเชตวัน จ.เชียงใหม่ พระมหานายกเป็นผู้นำข้อสอบมาเปิดสนามสอบ ในสมัยนั้นข้อสอบวิชาละ ๒๑ ข้อ นักเรียนธรรม ๗ จังหวัดในภาคพายัพ ได้มารวมสอบแห่งเดียว มีนักเรียนทั้งหมดประมาณ ๑๐๐ รูป จังหวัดลำพูนมี ๑๑ รูป
กรรมการตรวจข้อสอบได้ทำการตรวจทุกคืน ครั้นสอบเสร็จแล้วหนึ่งวัน ก็แจ้งผลการสอบทันที ผลปรากฏว่าได้เพียง ๒ รูปคือ พระทองคำ วัดเชตุพน จังหวัดเชียงใหม่ รูปหนึ่ง กับอาตมา อีกรูปหนึ่ง นอกนั้นสอบตกหมด
เมื่อถึงคราวกลับลำพูน ท่านมหานายกพร้อมคณะผู้นำข้อสอบมีความสนใจ ได้ติดตามมาถึงวัดป่าเหียง ซึ่งเป็นวัดเดิมของอาตมา ท่านพระมหานายกได้มาขอต่อพระอุปัชฌาย์และพ่อแม่พี่น้อง เพื่อจะรับเอาอาตมาไปศึกษาต่อที่กรุงเทพฯ แต่พระอุปัชฌาย์และพ่อแม่พี่น้องต่างก็เป็นห่วงเป็นใย ไม่อนุมัติให้ไป โดยอ้างเหตุผลไปต่างๆ นานา
มีตอนหนึ่งพระอุปัชฌาย์ได้หันมาพูดว่า “ถ้ารักตัวก็จงตั้งใจปฏิบัติธรรม” ได้ฟังแล้วก็กำหนดจดจำไว้ในใจ เรื่องก็ยุติลงไป แต่ท่านก็รู้สึกเห็นใจ และขอบพระคุณท่านพระมหานายกเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้กรุณามาขอถึงที่อยู่ด้วยความหวังดี อนึ่ง ก็รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจในตนเองที่มีบุญไม่ถึง จึงมีอุปสรรคทำให้ไม่ได้ไปศึกษาต่อ ให้มีความรู้ทางธรรมเท่าที่ควร
ต่อนั้นมา ท่านก็ได้หวนระลึกถึงคำของพระอุปัชฌาย์ที่ว่า “ถ้ารักตัว ก็จงตั้งใจปฏิบัติธรรม”นั้นยังก้องอยู่ในหู จึงได้พยายามศึกษาหาความรู้ในด้านการปฏิบัติธรรม จากครูบาอาจารย์ผู้รู้ อาทิท่านพระครูพิทักษ์พลธรรม (ครูบาหวัน มหาวโน) และพระครูภาวนาภิรัต (ครูบาอินทจักโก) ซึ่งเป็นพระพี่ชายที่อยู่ในสำนักเดียวกัน ยิ่งกว่านั้น ยังได้เดินทางไปศึกษาหาความรู้ ในข้อวัตรปฏิบัติธรรม จากครูบาอาจารย์อีกหลายท่าน คือ ท่านครูบาแสน ญาณวุฑฒิ วัดหนองเงือก ท่านครูบาบุญมา ปารมี วัดกอม่วง และท่านครูบาอนุ ธมฺมวุฑฒิ วัดพานิชสิทธิการาม เป็นต้น เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาหาทางปฏิบัติที่ถูกต้อง
ออกอยู่ป่า อาศัยความตั้งใจและความนึกคิดมาเป็นเวลาแรมปี ลุถึงอายุ ๒๔ พรรษา ๔ วันอังคารที่ ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๖๔ เพ็ญเดือน ๘ (เดือน ๑๐ เหนือ) ซึ่งเป็นวันเข้าพรรษา ท่านก็ตัดสินใจกราบลาพระอุปัชฌาย์พร้อมทั้งโยมพ่อโยมแม่และญาติพี่น้องที่มาพร้อมกันที่วัด เพื่อออกไปอยู่ป่าบำเพ็ญสมณธรรม
ครั้นได้เวลา ก็ออกจากวัดด้วยใจที่เต็มไปด้วยความนึกคิด โดยเดินทางมุ่งสู่ดอยน้อยซึ่งตั้งอยู่ฟากแม่น้ำปิง เขตอำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ระยะทางไกลประมาณ ๑๒ กม. มีสามเณรอุ่นเรือน (ต่อมาเป็นพระอธิการอุ่นเรือน โพธิโก วัดบ้านหวาย) ติดตามไปด้วย วันรุ่งขึ้น ก็มีท่านพระครูพิทักษ์พลธรรม (ครูบาหวัน วัดป่าเหียง) ได้กรุณาติดตามไปอีกท่านหนึ่ง
ได้พักจำพรรษา อยู่ในศาลาเก่าคนละหลัง บำเพ็ญสมณธรรม ได้รับความอุปถัมภ์จากญาติโยมที่อยู่ในแถบนั้นเป็นอย่างดี ครั้นออกพรรษาแล้วก็ได้พากันเดินทางกลับมาคารวะพระอุปัชฌาย์ พักอยู่เพียง ๓ คืน ก็ได้กราบลาท่านพระอุปัชฌาย์ เพื่อเดินทางไปสู่ป่าอีก พอได้เวลาประมาณตี ๓ ก็ถือเอาบาตรจีวร กับหนังสือ ๒-๓ เล่ม พร้อมทั้งกาน้ำและผ้ากรองน้ำแล้ว แล้วออกเดินทางไปอยู่ป่า
วันนั้น เป็นวันเดือน ๑๒ (เดือนยี่เหนือ) แรม ๓ ค่ำ การเดินทางลำบากมาก เพราะเป็นเวลากลางคืน ต้องเดินทางผ่านทุ่งนาไกลประมาณ ๕-๖ กม. บาตรจีวรก็เปียกชุ่มไปหมด
นึกๆ ดู “ก็เหมือนนักโทษตลอดชีวิต ที่แอบหนีออกจากคุกตะราง ซึ่งถูกกักขังมาตั้งหลายสิบปี”
พอไปถึงชายป่าก็เป็นเวลาสว่างพอดี จึงหยุดพักพอหายเหนื่อย ครั้นได้เวลาภิกขาจารก็ออกเดินทางไปบิณฑบาตยังหมู่บ้านเล็กๆ บ้านหนึ่ง ซึ่งมี ๒-๓ หลัง จำได้ว่าเป็นบ้านฮ่องแฮ่ ต.ท่าตุ้ม อ.ป่าซาง จ.ลำพูน ได้ข้าวนึ่ง ๒-๓ ก้อน แล้วก็กลับออกมาถึงกลางทุ่งนาที่มีน้ำ ได้นั่งลงที่มุมคันนา ปรารภจะฉันข้าว เปิดฝาบาตรขึ้นพิจารณาอาหารตามปัจจเวกขณวิธี ขณะนั้นความคิดก็เกิดขึ้น คิดถึงเรื่องพระพุทธเจ้าในคราวเสด็จออกทรงผนวช แล้วเสด็จไปโปรดสัตว์คือบิณฑบาตในวันแรก
“นี้นับว่า เป็นโชคดีของเราที่เราจะได้ปฏิบัติดำเนินตามรอยยุคลบาทของพระพุทธองค์” ทันใดนั้นจิตใจก็เต็มตื้นไปด้วยปีติเกิดขึ้นท่วมท้นหัวใจเป็นเหตุให้ น้ำตาอันไร้เจตนาได้หลั่งไหลลงโดยไม่รู้สึกตัว ท่านได้แข็งใจเอาผ้ามาเช็ดน้ำตาเสีย แล้วลงมือฉัน พอประทังชีวิตให้เป็นไป
ครั้นฉันเสร็จแล้วก็เดินเข้าป่า ผ่านไปทางวัดหนองเจดีย์ ไปพักสงบหลบผู้คนอยู่ในป่าข้างห้วยแม่วังส้าน พอถึงตอนเย็นก็มีพระน้องชาย (พระครูสุนทรคัมภีรญาณ) และสามเณรอีกรูปหนึ่งได้ไปตามหา แล้วก็พากันเดินทางต่อไป ก็ไปพบหนองน้ำในป่า คือหนองปลาสะเด็ด (ปลาหมอ) ซึ่งปัจจุบันนี้ก็มีร่องรอยปรากฏอยู่ข้างถนนหน้าโรงเรียนบ้านโทกน้ำกัด
ได้พากันพักค้างอยู่ที่นั่น ๑ คืน พอรุ่งสว่างก็ออกบิณฑบาตมาฉัน แล้วเดินทางเข้าป่าไปอีก ที่ไหนน้ำมีท่าก็พักอยู่ที่นั่น
ใน ๒-๓ วันแรกได้อาศัยอยู่ตามป่าบวกกอห้า ขณะนั้นมีพระน้องชายอีกองค์หนึ่งคือ พระภิกษุแสงและโยมพ่อได้ตามหาอีก
ต่อจากนั้นก็พากันเดินทางไปพักอยู่ที่กู่พระป่า ห้วยปันจ๊อย หล่ายแก้ว เหล่ายาว ดอยเหลี่ยม ดอยหยูด ดอยแดด ดอยเปา ดอยไก่เขี่ย ตามลำดับไปจนถึงป่าช้าบ้านแอ่น นาแก่ง และบ้านตาล เขตอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ และที่อื่นๆ หลายป่าดงพงไพร และขุนเขาเป็นเวลาหลายสิบปี จนไม่สามารถจะจดจำนำมาเล่าสู่กันฟังให้สิ้นสุดได้
การอยู่ป่าบางครั้งก็ได้รับความสะดวกสบายพอสมควร บางครั้งก็ได้รับความลำบากยากเข็ญเหลืออดเหลือทน ดูเหมือนจะเอาชีวิตจิตใจไปแลกเอา ซึ่งศีลธรรมกรรมฐานเสียจริงๆ
การอยู่ป่าหรือการเดินธุดงค์ การอยู่ป่าในปีแรกรู้สึกลำบากมาก เนื่องจากเวลานั้นในจังหวัดภาคเหนือ ยังไม่ปรากฏว่าจะมีพระองค์ไหนออกอยู่ป่ามาก่อน จึงทำให้ประชาชนเกิดความสนใจแล้วพากันมาดู ถามนั่นถามนี่ บางพวกก็พากันมานั่งจ้องมองดูเป็นเวลานานตั้งครึ่งวัน ทำให้เกิดความรำคาญไม่สงบ จึงต้องมีการโยกไปย้ายมา เพื่อหลีกเร้นหลบหน้าผู้คนอยู่เสมอ
บางครั้งก็มีเพื่อนสหธรรมิกได้ติดตามไปหลายรูป ในตอนแรกก็มีพระน้องชายพร้อมกับโยมพ่อ ซึ่งได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุแล้ว ได้ติดตามไปด้วย ในตอนหลังบางครั้งก็มีครูบาอาจารย์หลายๆ ท่าน อาทิท่านครูบาคำ คนฺธิโย วัดดงหลวง สบลี้ ครูบามัง วัดวังสะแกง เป็นต้น ได้กรุณาให้ความอบอุ่นไปอยู่ด้วย
บางครั้งก็ได้ติดตามท่านครูบาภาวนาภิรัต วัดวนารามน้ำบ่อหลวง ซึ่งเป็นที่สักการะเคารพไปเป็นครั้งเป็นคราว
การอยู่ป่าต้องมีความเชื่อความเลื่อมใส และมีเจตนาเป็นมหากุศล พร้อมมีความอดทนและใจสูงพอ มิฉะนั้นจะเกิดความหวั่นและท้อใจ เกี่ยวกับดินฟ้าอากาศและสภาพการณ์ของป่า ซึ่งมีสารพัดอย่าง ทั้งสิงสาราสัตว์ สิ่งแวดล้อมที่เป็นอนิฏฐาอารมณ์ เช่น เหลือบ ยุง ตอมไต่ตลอดวันเวลา ตอนกลางคืนจะได้ยินเสียงร้องของสัตว์ เช่น เสือ นกปู่ติ๊ก (นกถืดทือ) เป็นต้น พอถึงฤดูใบไม้ร่วงก็ร้อนจนเกือบจะไม่มีที่อยู่อาศัย ฤดูหนาวก็หนาวเย็นเป็นที่สุด เพราะไม่มีสิ่งกำบัง ผู้อยู่ป่าก็ย่อมจะได้พบเป็นประสบการณ์ อาทิเช่น ที่นั่ง ที่นอน จะเป็นดินเป็นทราย หรือเป็นหินเป็นแร่อย่างไรไม่เข้าใจ พอถึงคราวพักผ่อนก็อยู่นอนกันไปอย่างนั้น บางครั้งฝนตกชั้นดินชื้นแฉะ นอนไม่ได้ ก็ขึ้นนอนตามขอนไม้ แต่แล้วพอตื่นขึ้นก็ปรากฏว่าลงไปนอนอยู่ตามพื้นดินกันหมด บางครั้งก็ต้องนอนในน้ำเหมือนกับควาย
มีครั้งหนึ่งท่านครูบาพรหมาพร้อมด้วยคณะ ได้ไปอาศัยอยู่ป่า ไกลจากหมู่บ้านห้วยปันจ้อย อ.ป่าซาง จ.ลำพูน ประมาณ ๒ กม.ในวันแรกที่ไปจึงพากันแยกกันอยู่ตามโคนต้นไม้ ต่างก็นึกว่าคืนนี้จะสบายดี เพราะที่นั่นสงบ มองดูท้องฟ้าก็แจ่มใส แต่พอถึงกลางคืนดึกประมาณตี ๒ ก็เกิดมีฝนห่าใหญ่หลั่งไหลตกลงมา ก็คิดกันว่า “ทำอย่างไรหนอ” เพราะไม่มีกลดไม่มีร่ม ต่างก็พากันลุกขึ้นไหว้พระ เอาผ้าคลุมศีรษะ นั่งภาวนาอยู่ ในที่สุดก็นอนลง ทันใดนั้นก็มีน้ำป่าไหลหลากมา ทั้งฝนก็กระหน่ำตกไม่ขาดสาย ก็ปล่อยเลยตามเลย นอนกันอยู่อย่างนั้น เพราะต่างก็ง่วงนอนเต็มแก่ พอตื่นขึ้นก็เป็นเวลาสว่าง ได้เหลือบตามองดูจีวรที่ห่มอันเปียกชุ่มว่ามันเป็นอย่างไร ปรากฏว่าเป็นดินทรายไปหมด ยกเกือบไม่ขึ้น น่าสังเวชใจในชีวิตของตนเป็นกำลัง นึกว่า “ช่างมันเถอะอะไร ๆ ล้วนแต่อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาทั้งนั้น”
การบิณฑบาตตามธรรมดาพระของเราต้องอาศัยปัจจัย ๔ มีจีวร บิณฑบาต เป็นต้น เป็นกิจวัตรและนิสัย ตามที่พระอุปัชฌาย์ได้สอน ในวันแรกบวชพระอยู่ที่ไหนก็อาศัยหมู่บ้านที่นั่น เป็นที่โคจรคามบิณฑบาต พระย่อมมีหม้อข้าวทิพย์อยู่ในมือ เมื่อถึงเวลาภิกขาจาร ถ้าพระไม่ขี้เกียจ เพียงแต่ถือเอาหม้อข้าวทิพย์ ไปยืนนิ่งอยู่ตามประตูบ้าน โดยที่ไม่ต้องออกปากขอ เขาก็จะให้และพระก็จะได้ทุกราย เว้นแต่มีเหตุ ถ้าเราขี้เกียจ ไม่อาศัยลำแข้งของตนก็มีหวังอด เว้นแต่พระมีสตางค์และผู้อุปถัมภ์
โดยเฉพาะการเดินธุดงค์อยู่ในป่า การบิณฑบาตรู้สึกว่าลำบากมาก ไม่แน่นอนเหมือนพระอยู่ในหมู่บ้าน อะไร ๆ ก็ดูเหมือนเป็นอนิจจัง ทุกขัง ไปเสียหมดบางวันได้กับข้าวพอสมควรแก่ความต้องการ บางวันก็มีผู้นำมาถวายจนฉันไม่หมด บางวันก็ได้แต่ข้าวเปล่าๆ ถึงกับต้องขอบิณฑบาตพริกกับเกลือจากโยมผู้ติดตาม เพื่อเอามาขยำเป็นน้ำพริก เอายอดหญ้าจี๊ยอบ (หญ้าไมยราพ) มาจิ้มน้ำพริกฉันก็มี บางวันไปบิณฑบาตไม้ได้ข้าวและอาหาร ต้องยอมจำนนอดทนทานกันไป ครั้งหนึ่ง ๑-๒ วัน ก็มี ชีวิตความเป็นอยู่ และจริยาวัตรแห่งการเดินธุดงค์
ภายหลังจากธุดงค์เป็นเวลานาน จึงได้กลับมาจำพรรษาที่วัดป่าหนองเจดีย์ อ.ป่าซาง จ.ลำพูน ซึ่งเป็นวัดร้างมีหลาย ๑๐๐ ปี ตามคำนิมนต์ขอครูบาอาจารย์และญาติโยม เป็นเวลา ๔ พรรษา หลังจากนั้นได้มาจำพรรษา ณ วัดพระพุทธบาทตากผ้า อันเป็นปูชนียสถานที่สำคัญแห่หนึ่งในจังหวัดลำพูน ซึ่งเป็นวันร้างมาตั้ง ๑,๐๐๐ กว่าปี ได้ประจำอยู่ ๑ พรรษา ก็ไดย้ายไปอยู่ป่า ม่อนมะหิน ประจำอยู่ที่นั้น ๒ พรรษา แล้วย้ายมาอยู่วัดป่าหนองเจดีย์อีก ๒ พรรษา
ลุถึง พ.ศ.๒๔๙๑ ก็ได้กลับมาอยู่วัดพระพุทธบาทตากผ้าอีก เป็นครั้งที่ ๒ ได้จำพรรษาวัดพระพุทธบาทตากผ้าติดต่อกันตั้งแต่นั้นมา ถึงบัดนี้ พ.ศ.๒๕๑๖ (วันที่เล่าให้ฟัง) รวมเป็น ๒๖ พรรษา เพื่อเป็นการพักผ่อนและทำกิจพระพุทธศาสนา อันเป็นสาธารณประโยชน์ พร้อมทั้งสังขารร่างกาย ก็ย่างเข้าสู่วัยชราแล้ว จะเดินธุดงค์ บุกป่าฝ่าดง สมบุกสมบันเหมือนสมัยแต่ก่อนไม่ไว้ แต่ถึงอย่างนั้นในฤดูแล้งปีไหนเดือนไหนมีโอกาส ก็อุสาห์พยายามพาพระภิกษุสามเณรไปเดินธุดงค์อยู่ตามป่าหรือตามป่าช้าเป็นคราว เพื่อให้ลูกศิษย์ได้รู้ได้เห็นได้ทราบปฏิปทาการเดินธุดงค์ แล้วกลับมาจำพรรษาวัดพระพุทธบาทตากผ้า การบำเพ็ญอยู่ยังวัด ได้อาศัยร่มไม้ ต้นบุนนาค ต้นหนึ่งซึ่งอยู่หน้ากุฏิ เป็นที่นั่งบำเพ็ญสมณธรรมเป็นประจำมาทุกเช้า ตลอดฤดูแล้งและกลางพรรษา
ขอความเจริญในธรรมจงมีแต่ท่านทั้งหลาย
สทา โสตฺถี ภวนฺตุ เต

ทำบุญวันพระใหญ่ถวายค่าน้ำ  ค่าไฟวัด ประจำเดือนสิงหาคม✅  #การเงิน    #การงานรุ่งเรืองไม่ติดขัด✅  #ชีวิตไม่ติดขัด  #ที่ป่ว...
28/08/2026

ทำบุญวันพระใหญ่
ถวายค่าน้ำ ค่าไฟวัด ประจำเดือนสิงหาคม
✅ #การเงิน #การงานรุ่งเรืองไม่ติดขัด
✅ #ชีวิตไม่ติดขัด #ที่ป่วยก็หาย
✅ #ที่ร้ายกลับกลายเป็นดี
ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา
เพื่อเป็นสถานที่ปฏิบัติกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา

#ธนาคาร กรุงไทย
#ชื่อบัญชี วัดพระพุทธบาทตากผ้า
#เลขบัญชี 511-1-98799-1
#แสกนคิวอาร์โค้ดโอนแล้วรับใบอนุโมทนาบัตรได้เลย
ติดต่อ พระมหาสุนิพนธ์ จิรวฑฺฒโน ผู้ช่วยเจ้าอาวาสฯ
โทร 0841496294

ผู้ถวายย่อมได้รับอานิสงส์คือ
⭕️ ๑. ทำให้เกิดปัญญา ทั้งชาตินี้และชาติหน้า เปรียบเหมือนแสงสว่างแห่งเทียน
⭕️ ๒. ทำให้สว่างไสวรุ่งเรืองผู้ถวาย่อมทำให้มีความรุ่งเรือง ด้วย ลาภ ยศ สรรเสริญ
⭕️ ๓. ทำให้คลี่คลายเรื่องราวต่างๆที่มีปัญหาให้ร้ายกลายเป็นดี
⭕️ ๔. เจริญไปด้วยมิตรบริวาร ลูกหลานกตัญญู
⭕️ ๕. ย่อมเป็นที่รักของมนุษย์ และเทวดาทั้งหลาย
⭕️ ๖. เมื่อจากโลกนี้ไปย่อมมีกายทิพย์อันสว่างไสว
⭕️ ๗. เมื่อลาลับโลกนี้ไปย่อมไปสู่สุขคติสวรรค์

ขออนุโมทนาเจ้าภาพภัตตาหารเพลพระครูวิโรจน์ชยาภรณ์, ดร.เจ้าอาวาสวัดโบสถ์น้ำดิบพร้อมคณะศรัทธา เป็นเจ้าภาพภัตตาหารเพลเนื่องใ...
26/08/2026

ขออนุโมทนาเจ้าภาพภัตตาหารเพล

พระครูวิโรจน์ชยาภรณ์, ดร.
เจ้าอาวาสวัดโบสถ์น้ำดิบ
พร้อมคณะศรัทธา
เป็นเจ้าภาพภัตตาหารเพล
เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิด

โส อัตถะ ลัทโธ สุขิโต วิรุฬโห พุทธสาสเน
อะโรโค สุขิโตโหหิ สะหะ สัพเพหิญาติภิ



ถวายสลากภัต(แรม 12 ค่ำเดือน 12 เหนือ)​ในวันพฤหัสบดี ที่ 8 ตุลาคม  2569ร่วมรับเป็นเจ้าภาพก๋วยสลาก ชุดละ 300 บาทขันข้าว (ส...
26/08/2026

ถวายสลากภัต
(แรม 12 ค่ำเดือน 12 เหนือ)​
ในวันพฤหัสบดี ที่ 8 ตุลาคม 2569

ร่วมรับเป็นเจ้าภาพ
ก๋วยสลาก ชุดละ 300 บาท
ขันข้าว (สำรับภัตตาหาร) สำรับละ 50 บาท

เพื่ออุทิศให้ญาติพี่น้อง ผู้ล่วงลับไปแล้ว เจ้ากรรมนายเวร สัมภเวสี (โดยแจ้งเจตจำนงหมายได้ ตามประสงค์)

ร่วมทำบุญแจ้งความประสงค์ที่วัดพระพุทธบาทตากผ้า จ.ลำพูน
โทร. 086-1798848

หรือร่วมบุญผ่านบัญชีธนาคารกรุงไทย
ชื่อบัญชี วัดพระพุทธบาทตากผ้า
เลขที่บัญชี 511-1-98799-1
หรือ QR CODE

ที่อยู่

Pa Sang
51120

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ วัดพระพุทธบาทตากผ้าผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง วัดพระพุทธบาทตากผ้า:

ทางลัด

แชร์