วัดพิกุลทอง บางกรวย

วัดพิกุลทอง บางกรวย ธรรมทาน

รูปภาพที่นำมาลงในหน้าเพจ มาจากที่ถ่ายเองและคนอื่นๆ ถ่าย ขออนุญาตนำมารวบรวมไว้ ณ ที่นี้ เพื่อให้สหธรรมิกให้ชมและทราบถึงบรรยากาศและความเป็นไปของวัด ถ้าเป็นการก้าวล่วง และต้องการให้ลบภาพออก แจ้งได้ทันทีครับ ยินดีปฏิบัติตามครับผม
-------------------------------------------------------------------------------------------------
วัดพิกุลทอง ตั้งอยู่เลขที่ ๒๕ บ้านคลองบางกอกน้อย ถ.เทิศพระเกียรติ ม.๖ ต.วัดช

ลอ อ.บางกรวย นนทบุรี ตั้งวัดเมื่อ พ.ศ.๒๓๕๐ พระอุโบสถอายุเกือบ ๑๐๐ ปี(๒๔๗๙) ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๐ เจ้าอาวาส พระครูปลัด สุดใจ เขมจาโร (นาประจักษ์) อุปสมบทเมื่อ ๓๐ มิ.ย.๒๔๙๘

สิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา
20/07/2024

สิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา

วันเพ็ญเดือนแปด คือ วันอาสาฬหบูชา เป็นวันที่พุทธศาสนิกชนระลึกถึงโอกาสที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา ธัมมจักกัปปวัตนสูตร แก่ปัญจวัคคีย์ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน

ข้อสังเกตของธัมมจักกัปปวัตนสูตร คือ พระพุทธองค์ไม่ได้แสดงธรรมโดยใช้ภาษาสูง หรือพูดในระดับอภิปรัชญา พระพุทธองค์เริ่มต้นด้วยการชี้แจงความคิดผิดของผู้ฟัง คือ ปัญจวัคคีย์ยังเชื่อว่าการปฏิบัติที่ถูกต้อง คือการทรมานกายเพื่อทำลายความยึดติดในกาย และผู้ที่ไม่ปฏิบัติอย่างนี้มีทางเลือกเหลืออยู่ทางเดียว คือ หลงอยู่ในกาม

พระพุทธองค์จึงทรงเริ่มด้วยการยืนยันว่าปัญจวัคคีย์คิดแบบสุดโต่ง ที่จริงทางเลือกที่สามมีอยู่ และเป็นทางอันประเสริฐที่พระองค์ทรงตั้งชื่อว่า ทางสายกลาง พระพุทธองค์คงทรงทำให้ปัญจวัคคีย์สะดุ้งตั้งแต่ประโยคแรก เพราะพระพุทธองค์ทรงทราบดีว่าก่อนที่ใครจะรับความคิดใหม่ต้องวางของเก่าเสียก่อน เช่นเดียวกับการที่จะต้องซักผ้าก่อนที่จะย้อมสีได้

ข้อสังเกตข้อที่สอง คือ เนื้อหาในธัมมจักกัปปวัตนสูตรมุ่งที่แนวทางปฏิบัติ ไม่ใช่หลักความเชื่อในอริยสัจสี่ พระพุทธองค์จึงเน้นที่การปฏิบัติต่ออริยสัจแต่ละข้อ คือ ทุกข์เป็นสิ่งที่ต้องกำหนดรู้ สมุทัยเป็นสิ่งที่ต้องละ นิโรธเป็นสิ่งที่ต้องทำให้แจ้ง และมรรคเป็นสิ่งที่ต้องทำให้เกิดมี

ข้อที่สาม ความรู้ที่เกิดขึ้นในจิตใจของพระอัญญาโกณฑัญญะ ซึ่งทำให้ได้บรรลุเป็นพระโสดาบันเป็นการพิสูจน์ให้พระพุทธเจ้าทรงทราบแน่ได้ว่าทางไปสู่มรรค ผล นิพพาน ถ่ายทอดได้ (ถ้าใช้ภาษาชาวบ้าน คือพระพุทธองค์ทรงได้กำลังใจในการเผยแผ่คำสอน)

ข้อที่สี่ พระอัญญาโกณฑัญญะสรุปความรู้ที่ได้ในการบรรลุธรรมว่า สิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา ซึ่งเป็นการเตือนสติว่า การพ้นทุกข์ไม่ได้อยู่ที่ความคิดสลับซับซ้อน หากอยู่ที่การกำหนดรู้ความเป็นจริงของกายและใจ ด้วยจิตที่ไม่เศร้าหมอง

พระอาจารย์ชยสาโร
..

ที่มา : ธรรมะ โดย พระอาจารย์ชยสาโร/
Dhamma by Ajahn Jayasaro

ขอบคุณจากเพจ Kanlayanatam

 #เข้าใจให้ถูกกันนะ
01/05/2024

#เข้าใจให้ถูกกันนะ

#เข้าใจให้ถูกกันนะ

ท่านอาจารย์พุทธทาสกล่าวถึง 9 ทัศนคติ
ต่อการทำคุณงามความดีที่มักเข้าใจกันผิด

1. เข้าใจผิดว่า ทำดี ต้องได้ดี ทำบุญต้องได้บุญ
ที่ถูกคือ ทำดีไม่ได้อะไร
แต่ได้ละกิเลส ทำบุญได้แค่สบายใจ

2. เข้าใจผิดว่า ดีกับใคร คนนั้นต้องดีตอบ
ที่ถูกนั้น คือ เรามีหน้าที่ทำดี
ส่วนใครจะดีกับเรา ไม่ดีกับเรา ไม่ใช่เรื่องของเรา

3. เข้าใจผิดว่า ให้อะไรใคร ต้องได้กลับคืน
ที่ถูกคือ การ ‘ให้’ คือ ยินดีเสียสละ
ให้แล้วคาดหวัง ไม่ใช่การให้ อ้างเป็นบุญคุณไม่ได้

4. เข้าใจผิดว่า แก่แล้วทำอะไรก็ได้
ที่ถูกคือ แก่แล้วต้องยิ่งต้องสำนึก ทำชั่วไม่ได้ เวลาเหลือน้อย

5. เข้าใจผิดว่า ต้องทำเพื่อความมั่นคงของชีวิตในภายหน้า
ที่ถูกคือ ความมั่นคงไม่มีในโลก
ตายได้ทุกเมื่อ ตายแล้วจบไม่มีความมั่นคงอะไร

6. เข้าใจผิดว่า ความต้องการของตัวเองสำคัญที่สุด
เราสำคัญที่สุด
ที่ถูกคือ ไม่มีความต้องการนั่นแหละสำคัญที่สุด
ไม่มีเราต่างหากสำคัญที่สุด

7. เข้าใจผิดว่า เข้าวัด ใจสงบ
ที่ถูกคือ วัดอยู่ในใจ ใจสงบก็อยู่ที่คิด

8. เข้าใจผิดว่า ความสบายเลือกได้
ที่ถูกคือ เกิดมาก็ทุกข์แล้ว มันเลือกไม่ได้
ไม่มีใครสบายตลอดชาติ

9. เข้าใจผิดว่า สิ่งของ คนของเรา ตัวตนของเรา
เราต้องยึดไว้ รักษาไว้
ที่ถูกคือ ไม่มีอะไร หรือใครให้ต้องยึด ต้องรักษา

อำนาจของกรรมที่ผู้ใดได้ทำแล้วจักต้องได้รับ แม้จะปฏิบัติธรรมสูงสุดก็ยังหนีไม่พ้น
07/03/2024

อำนาจของกรรมที่ผู้ใดได้ทำแล้วจักต้องได้รับ แม้จะปฏิบัติธรรมสูงสุดก็ยังหนีไม่พ้น

แม้บรรลุธรรมสูงสุด ก็มิอาจหลุดจากอำนาจกรรม

เมื่อเกิดเป็นมนุษย์ในภพชาตินี้ และสามารถมีญาณหยั่งรู้ภพชาติในอดีตของตนที่เป็นสัตว์ เช่น ท่านพระอาจารย์องค์สำคัญที่ท่านเล่าไว้ว่า เคยเกิดเป็นไก่ ย่อมรู้ชัดถึงความแตกต่างระหว่างความเป็นคนกับเป็นสัตว์ ย่อมได้เกิดความสลดสังเวชและย่อมได้ความหวาดกลัว ความต้องเวียนว่ายตายเกิดเป็นที่สุด เพราะได้รู้ชัดด้วยตัวเองแล้วว่า การพลาดพลั้งทำกรรมไม่ดีไม่ว่าทางกายหรือทางใจ คือการนำไปสู่ทุคติต่างๆ อันไม่เป็นที่พึงปรารถนาอย่างยิ่ง อันจักก่อให้เกิดความทุกข์ร้อนนานาประการ

การที่อยู่ดีๆ ถูกจี้ถูกปล้นจนถึงชีวิต เป็นการต้องตายจากผู้เป็นที่รักอย่างไม่รู้ตัว อย่างไม่อาจขอความช่วยเหลือจากผู้ใดได้

ผู้นับถือพระพุทธศาสนารู้ว่า นั่นเป็นผลของกรรมที่ต้องได้กระทำไว้แล้วในภพชาติใดชาติหนึ่ง ซึ่งปุถุชนคนไม่มีญาณพิเศษทั้งหลายรู้ไม่ชัดว่า ได้มีการทำกรรมอันเป็นอกุศลเหตุนั้นตั้งแต่เมื่อใด และจะส่งผลเมื่อใด

แต่ผู้ปฏิบัติธรรมจนสามารถมีความรู้พิเศษจะรู้ได้ และบางทีก็ได้แสดงให้รู้ล่วงหน้า เช่น ที่พระอาจารย์สำคัญองค์หนึ่ง ท่านได้ปรารภให้ได้ยินเนืองๆ ว่า ในอดีตท่านเคยขับเกวียนทับเด็กตายโดยจงใจเจตนา ดังนั้น ท่านจะต้องได้รับผลกรรมนั้น คือจะต้องถูกรถชนจนเสียชีวิตแน่ในภพชาตินี้ ท่านปรารภอยู่นานปี และแล้ววันหนึ่ง ท่านก็เตรียมตัวออกเดินทางจากวัด เมื่อถูกทักท้วงว่ารุ่งขึ้นจะถึงวันที่ท่านได้รับอาราธนาไปในการทำบุญที่บ้านหนึ่ง ท่านตอบง่ายๆ ตรงไปตรงมาว่า ถึงเวลาวันนั้นแหละถูกแล้ว ไม่มีผู้เข้าใจความหมายของท่าน

และวันนั้นเอง เมื่ออกไปพ้นวัดเพียงไม่นาน รถที่ท่านนั่งไปก็คว่ำ ทับร่างท่านมรณภาพทันที ท่านมรณภาพองค์เดียว คนอื่นปลอดภัย หลังจากนั้นไม่กี่วันได้มีการทำศพท่าน ปรากฏว่าอัฐิของท่านที่ยังไม่ทันเย็นสนิท ได้กลายเป็นมณีสวยงามต่างๆ กัน ที่รู้จักกันดีในบรรดาพุทธศาสนิกชนทั้งหลายว่า นั่นคือพระธาตุ เครื่องหมายแสดงความไกลกิเลสสิ้นเชิงแล้ว

พระอาจารย์องค์นี้ท่านไม่เพียงแสดงให้เห็นอำนาจของกรรมที่ผู้ใดได้ทำแล้วจักต้องได้รับ แม้จะปฏิบัติธรรมสูงสุดก็ยังหนีไม่พ้น ท่านยังแสดงให้เข้าใจด้วยว่า ทุกชีวิตผ่านภพชาติในอดีตมาแล้ว จะต้องผ่านมามากมายด้วยกันทั้งนั้น

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังปริณายก

ภาพ " พ ร ะ เ จ้ า ล้ า น ท อ ง "
ประดิษฐานเป็นพระประธานภายในพระอุโบสถ วัดพระแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย

18/09/2023

พุทธศาสนาของเรามีคำสอนที่ชัดเจนว่า
ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย
พระพุทธองค์สรุปปัญญาการตรัสรู้
ของพระองค์ที่สั้นที่สุดคือคำว่า “อิทัปปัจจยตา”
“เพราะสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น”
เมื่ออัญญาโกณฑัญญะได้บรรลุ
เป็นพระโสดาบันเป็นพระอริยเจ้า
องค์แรกในพุทธศาสนา
ท่านได้สรุปสิ่งที่ท่านได้เข้าถึง
สิ่งที่ท่านได้เข้าใจว่า
“สิ่งทั้งหลายมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
สิ่งนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา”


เพราะฉะนั้น เรื่องของปัญญา
ก็จะเน้นในเรื่องนี้ ในการทำความเข้าใจว่า
ในโลกแห่งความเปลี่ยนแปลง
ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างไร
เพราะอะไร เพื่ออะไร
ซึ่งเรื่องนี้เราต้องสนใจให้มาก
เพราะความเข้าใจในเรื่องนี้
จะนำไปสู่ความเชื่อมั่นในกฎแห่งกรรม
และความเชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย์
ที่จะพัฒนาตน และพระพุทธองค์
ก็ได้ทรงตรัสไว้ว่า
มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐได้ด้วยการฝึกตน
ซึ่งหลักนี้ สองพันห้าร้อยกว่าปีต่อมา
ในทางตะวันตก ก็มีการพูดถึง
เรื่อง Growth mindset
Growth mindset คืออะไร
Growth mindset ก็คือ ความเชื่อว่า
ตัวเองพัฒนาตนได้ ฝึกตนได้
คือเอาของเก่าใส่ขวดใหม่


ยารักษาความงมงาย
พระธรรมพัชญาณมุนี วิ.
(พระอาจารย์ชยสาโร)
บ้านบุญ
วันที่ ๓ กันยายน ๒๕๖๖
เพจ Kanlayanatam

17/09/2023

เวลาภาวนาอย่าส่งจิตออกนอก ความรู้อะไรทั้งหลาย อย่าไปยึด ความรู้ที่เราเรียน กับตำรา หรือครูอาจารย์ อย่าเอามายุ่งเลย ให้ตัดอารมณ์ ออกให้หมด แล้วเวลาภาวนาไปให้มันรู้ รู้จากจิตของเรานี่แหละ
จิตของเราสงบ เราจะรู้เอง ต้องภาวนาให้มากๆ เข้า เวลามันจะเป็น จะเป็นของมันเอง แล้วก็ความรู้อะไรๆ ให้มันออกมาจากจิตของเรา ความรู้ที่ออกจากจิตที่สงบนั่นแหละ เป็นความรู้ที่ลึกซึ้งถึงที่สุด ให้มันรู้จากจิตเองนั่นแหละมันดี คือจิตมันสงบ
ทำจิตให้เกิดอารมณ์อันเดียว แต่ก่อนภาวนา ก็อย่าส่งจิตออกนอก ให้จิตอยู่ในจิต และก็ให้จิตภาวนาเอาเอง ไม่ต้องบริกรรมทางปาก ให้จิตเป็นผู้บริกรรม พุทโธ พุทโธ อยู่นั่นแหละ เกิดครั้งเดียวเท่านั้น และ พุทโธ นั่นแหละจะผุดขึ้นในจิตของเรา เราจะได้รู้จักว่า พุทโธ นั้น เป็นอย่างไร แล้วรู้เอง เท่านั้นแหละ ไม่มีอะไรมากมาย
ภาวนาให้มากๆ เข้า ใน อิริยาบถ ๔ ยืน เดิน นั่ง นอน อะไรๆ ทำให้หมดเลย บริกรรม พุทโธ ให้จิตว่าเอาเอง ว่านานๆ ไป จิตของเราติดอยู่กับ พุทโธ นั้นแล้วไม่ลำบาก มันจะว่าเอาเอง ถ้ามันติดกับ พุทโธ แล้วนะ นั่นแหละ มันใกล้จะเป็นสมาธิแล้ว
ถ้าเป็นสมาธิแล้ว เราก็กำหนดสมาธิของเราอยู่นั่นแหละ เออ..จิตมันเป็นสมาธิ มันเป็นอย่างนั้นๆ แล้วเราก็รู้เอง เข้าไปรู้อยู่ในสมาธินั่น สมาธิสูงสุดอยู่ตรงนั้น คือ จิตมีอารมณ์เดียว จิตไม่ฟุ้งซ่าน ตัวจริงมันอยู่ตรงนั้น เรารู้อะไร เรารู้จากจิตของเราเอง เรารู้ถึงความบริสุทธิ์ของเราเลย นอกจากนั้นไม่มีอะไร แต่เราต้องพยายามให้มากๆ เข้า ก่อนจะนอนหรือลุกจากที่นอน เราต้องทำเสียก่อน ทำแล้วก็นั่งให้นานๆ เวลามันจะเป็น มันจะรู้เองดอก แต่ถ้ายังไม่เป็น บอกเท่าไร มันก็ไม่รู้ รู้จากจิตของเรานะ รู้ถึงความบริสุทธิ์ของเราเลย รู้ถึงความเป็นจริง เท่านั้นเอง..
ไม่มีอะไรมากมาย มีเท่านั้น รู้จากจิตที่เป็นสมาธิ รู้ถึงความเป็นจริงแล้ว เราก็หมดความสงสัยในพระพุทธศาสนา รู้ไม่ถึงความเป็นจริงก็ไม่หมดความสงสัยดอก ศาสนาเป็นอย่างไร เรารู้ของเราเอง อย่าปล่อยให้มันปรุงแต่งมากนัก ข้อสำคัญ ให้รู้จักจิตของเราเท่านั้นเอง เพราะว่าจิตคือ ตัวหลักธรรม นอกจากจิตแล้วไม่มีหลักธรรมใดๆ เลย
หลวงปู่ดูลย์ อตุโล
วัดบูรพาราม จ.สุรินทร์

02/09/2023

" เห็นธรรม " หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

เวลาเราไปทำกรรมฐาน
ไปเห็นสีเห็นแสง เห็นผี เห็นเทวดา,
อันนี้เป็นการเข้าใจผิด.
พระพุทธเจ้าท่านสอนเอาไว้ว่า :
ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ผู้ใดไม่เห็นธรรม ผู้นั้นไม่เห็นเรา
แม้จะจับชายจีวรเราอยู่จับนิ้วมือเราอยู่
ก็ไม่ได้ชื่อว่าเห็นธรรมไม่ได้ชื่อว่าเห็นเรา.
นี้เป็นหลักที่ต้องเข้าใจให้ถูกต้อง
จะได้ไม่ปฏิบัติผิด และจะได้รับผลเป็นการเห็นธรรมที่แท้จริง
คนในสมัยนี้ บางคนไปปฏิบัติธรรมกรรมฐาน
ก็นึกว่าเห็นดวงแก้วคือการเห็นธรรม,
ไปนั่งภาวนาอะไรก็ตาม ให้เห็นดวงแก้วลอยมา.
ที่หมู่บ้านหลวงพ่อมีอยู่คนหนึ่งเป็นครู
เขาไปทำวิปัสสนาที่อ้อมน้อย
ไปนั่งแล้วเห็นดวงแก้วลอยมาในหน้าอก,
เขาว่าอย่างนั้น.
นี้แสดงว่า ยังไม่เข้าใจว่าทำวิปัสสนานั้นทำอย่าไร เพื่ออะไร.
อีกคนหนึ่งเป็นคนมีการศึกษาสูงและเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง
เขาไปทำกรรมฐานที่วัดหนึ่งโดยทำมาแล้ว ๑๑ ปี.
หลวงพ่อถามเขาว่า คุณทำมาแล้วได้อะไรบ้าง ทำอย่างไร.
เขาบอกว่า นั่งขัดสมาธิหลับตา ภาวนาพุทโธ-พุทโธ แล้วมีดวงแก้วลอยมา.
หลวงพ่อถามว่า คุณเห็นดวงแก้วทุกครั้งไหม, เขาว่า บางครั้งเห็นบางครั้งไม่เห็น
เขาเรียกว่าเป็น “นิมิต”
หลวงพ่อบอกว่า นิมิตอะไรกัน นั่นมันเป็นมายา,
ทำวิปัสสนาอะไรถึงไม่เห็นจิตใจตัวเอง แต่ไปเห็นดวงแก้ว.
แล้วหลวงพ่อจึงบอกให้เขาลองทำดู,
เขามีกระเป๋า ๑ ใบ แว่นตา ๑ อัน ไปด้วย วางอยู่,
พอเขานั่งขัดสมาธิแล้วหลับตาลง
หลวงพ่อจึงเลื่อนเอากระเป๋ากับแว่นตาของเขาไปทางอื่นเสีย
เสร็จแล้วก็บอกให้เขาลืมตา.
หลวงพ่อถามเขาว่า กระเป๋าคุณหายไปไหน,
เขาตอบว่าไม่ทราบ. แล้วแว่นตาคุณไปไหน,
เขาก็ตอบว่าไม่ทราบอีก, หลวงพ่อจึงถามว่า
ถ้าเช่นนั้นการทำอย่างนี้มีคุณหรือมีโทษ,
เขาตอบว่า มีโทษคือของหาย.
คุณคนนั้นทำงานเงินเดือนสมัยนั้นได้เดือนละหมื่นกว่าบาท
ดูเหมือนจบปริญญา คนจบปริญญาทางโลกเขาเรียกว่าผู้มีปัญญานะ,
แต่ก็ยังไม่เข้าใจไปเจริญกรรมฐานแบบนั้นได้ประโยชน์อะไร.
วิธีปฏิบัติแบบลืมตาที่หลวงพ่อสอนนี้
ไปไหนมาไหนก็ทำได้ ใครผ่านไปมาก็เห็น
จิตใจมันนึกมันคิดก็รู้ก็เห็น,
หลวงพ่อเข้าใจเช่นนี้ เรื่อง “นิมิต” ก็เหมือนกัน,
นิมิตแปลว่า เครื่องหมาย เครื่องสัญญาหรือสิ่งที่สัญญาเรารู้,
หมายอย่างไร ก็หมายให้เรามีสติรู้สึกจับอยู่กับสิ่งเหล่านั้น
อย่างพลิกมือขึ้นรู้สึกตัว นั่นล่ะนิมิต
มันคิดมากก็เห็นก็รู้ อันนั้นเรียกว่าเป็นนิมิต.
ส่วนการที่คนไปนั่งสมาธิแล้วต้องการเห็นดวงแก้ว
เห็นพระพุทธรูป แต่ไม่เห็นจิตใจตัวเอง
จิตใจคิดแวบไปไม่เห็นเลย นั่งอยู่ที่นี่คิดลอยไปถึงไหนๆ,
อย่างนั้นไม่มีประโยชน์, มันเป็นมายา,
หลวงพ่อกล้ายืนยันกล้ารับรองได้ว่า
การทำวิปัสสนาแบบลืมตาเอาไปใช้ทำงานทำการได้
ทำอะไรอยู่ก็ทำได้, จิตใจนึกคิดจะโกงขึ้นมาก็รู้
คนจะมาหยิบของขโมยของก็เห็นก็รู้ ทุกข์เกิดขึ้นแล้วก็ไม่เอา
จิตใจมันคิดอยากได้ความสุขก็รู้ ว่าไม่ได้ ไม่ควร
สุขวันนี้ พรุ่งนี้ทุกข์ก็มาแล้ว, มันเป็นอย่างนี้.
ดังนั้น การเห็นธรรมต้องเห็นที่ตัวเรานี้เอง,
ไม่ใช่ไปเห็นพระพุทธรูป หรือรูปพระพุทธเจ้า,
ไม่ใช่อย่างนั้น. พระพุทธเจ้านั้นท่านตายไปนานแล้ว
อย่างนั้นพระพุทธเจ้าคืออะไร? พระพุทธเจ้าองค์จริงคืออะไร?
พระพุทธเจ้าคือภาวะของความสะอาด-สว่าง-สงบ.
สะอาดคือ ความที่จิตใจปกติไม่มีมลทิน,
สว่าง คือ ความที่รู้เห็นความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นในจิตใจของตัวเอง,
สงบ คือความที่จิตใจปราศจากความคิดโลภ-โกรธ-หลง.
ความคิดโลภ-โกรธ-หลงนี้แหละคือทุกข์ ;
พุทธองค์จึงตรัสสอนเอาไว้ว่า :
มีแต่ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น,
มีแต่ทุกข์เท่านั้นตั้งอยู่,
มีแต่ทุกข์เท่านั้นดับไป.
การทำวิปัสสนา-เห็นธรรมนั้น
จึงต้องเห็นความคิดของเรานี่เอง, ไม่ใช่ไปเห็นแสงสี ผีเทวดา.

หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
หนังสือพลิกโลก เหนือความคิดหน้า 36

ภาพ วัดป่าสุขใจ หลวงพ่อสงบ กุสลจิตฺโต
บางบ่อ สมุทรปราการ

ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้นทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป
02/09/2023

ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น
ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่
ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป

" เห็นธรรม " หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

เวลาเราไปทำกรรมฐาน
ไปเห็นสีเห็นแสง เห็นผี เห็นเทวดา,
อันนี้เป็นการเข้าใจผิด.
พระพุทธเจ้าท่านสอนเอาไว้ว่า :
ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ผู้ใดไม่เห็นธรรม ผู้นั้นไม่เห็นเรา
แม้จะจับชายจีวรเราอยู่จับนิ้วมือเราอยู่
ก็ไม่ได้ชื่อว่าเห็นธรรมไม่ได้ชื่อว่าเห็นเรา.
นี้เป็นหลักที่ต้องเข้าใจให้ถูกต้อง
จะได้ไม่ปฏิบัติผิด และจะได้รับผลเป็นการเห็นธรรมที่แท้จริง
คนในสมัยนี้ บางคนไปปฏิบัติธรรมกรรมฐาน
ก็นึกว่าเห็นดวงแก้วคือการเห็นธรรม,
ไปนั่งภาวนาอะไรก็ตาม ให้เห็นดวงแก้วลอยมา.
ที่หมู่บ้านหลวงพ่อมีอยู่คนหนึ่งเป็นครู
เขาไปทำวิปัสสนาที่อ้อมน้อย
ไปนั่งแล้วเห็นดวงแก้วลอยมาในหน้าอก,
เขาว่าอย่างนั้น.
นี้แสดงว่า ยังไม่เข้าใจว่าทำวิปัสสนานั้นทำอย่าไร เพื่ออะไร.
อีกคนหนึ่งเป็นคนมีการศึกษาสูงและเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง
เขาไปทำกรรมฐานที่วัดหนึ่งโดยทำมาแล้ว ๑๑ ปี.
หลวงพ่อถามเขาว่า คุณทำมาแล้วได้อะไรบ้าง ทำอย่างไร.
เขาบอกว่า นั่งขัดสมาธิหลับตา ภาวนาพุทโธ-พุทโธ แล้วมีดวงแก้วลอยมา.
หลวงพ่อถามว่า คุณเห็นดวงแก้วทุกครั้งไหม, เขาว่า บางครั้งเห็นบางครั้งไม่เห็น
เขาเรียกว่าเป็น “นิมิต”
หลวงพ่อบอกว่า นิมิตอะไรกัน นั่นมันเป็นมายา,
ทำวิปัสสนาอะไรถึงไม่เห็นจิตใจตัวเอง แต่ไปเห็นดวงแก้ว.
แล้วหลวงพ่อจึงบอกให้เขาลองทำดู,
เขามีกระเป๋า ๑ ใบ แว่นตา ๑ อัน ไปด้วย วางอยู่,
พอเขานั่งขัดสมาธิแล้วหลับตาลง
หลวงพ่อจึงเลื่อนเอากระเป๋ากับแว่นตาของเขาไปทางอื่นเสีย
เสร็จแล้วก็บอกให้เขาลืมตา.
หลวงพ่อถามเขาว่า กระเป๋าคุณหายไปไหน,
เขาตอบว่าไม่ทราบ. แล้วแว่นตาคุณไปไหน,
เขาก็ตอบว่าไม่ทราบอีก, หลวงพ่อจึงถามว่า
ถ้าเช่นนั้นการทำอย่างนี้มีคุณหรือมีโทษ,
เขาตอบว่า มีโทษคือของหาย.
คุณคนนั้นทำงานเงินเดือนสมัยนั้นได้เดือนละหมื่นกว่าบาท
ดูเหมือนจบปริญญา คนจบปริญญาทางโลกเขาเรียกว่าผู้มีปัญญานะ,
แต่ก็ยังไม่เข้าใจไปเจริญกรรมฐานแบบนั้นได้ประโยชน์อะไร.
วิธีปฏิบัติแบบลืมตาที่หลวงพ่อสอนนี้
ไปไหนมาไหนก็ทำได้ ใครผ่านไปมาก็เห็น
จิตใจมันนึกมันคิดก็รู้ก็เห็น,
หลวงพ่อเข้าใจเช่นนี้ เรื่อง “นิมิต” ก็เหมือนกัน,
นิมิตแปลว่า เครื่องหมาย เครื่องสัญญาหรือสิ่งที่สัญญาเรารู้,
หมายอย่างไร ก็หมายให้เรามีสติรู้สึกจับอยู่กับสิ่งเหล่านั้น
อย่างพลิกมือขึ้นรู้สึกตัว นั่นล่ะนิมิต
มันคิดมากก็เห็นก็รู้ อันนั้นเรียกว่าเป็นนิมิต.
ส่วนการที่คนไปนั่งสมาธิแล้วต้องการเห็นดวงแก้ว
เห็นพระพุทธรูป แต่ไม่เห็นจิตใจตัวเอง
จิตใจคิดแวบไปไม่เห็นเลย นั่งอยู่ที่นี่คิดลอยไปถึงไหนๆ,
อย่างนั้นไม่มีประโยชน์, มันเป็นมายา,
หลวงพ่อกล้ายืนยันกล้ารับรองได้ว่า
การทำวิปัสสนาแบบลืมตาเอาไปใช้ทำงานทำการได้
ทำอะไรอยู่ก็ทำได้, จิตใจนึกคิดจะโกงขึ้นมาก็รู้
คนจะมาหยิบของขโมยของก็เห็นก็รู้ ทุกข์เกิดขึ้นแล้วก็ไม่เอา
จิตใจมันคิดอยากได้ความสุขก็รู้ ว่าไม่ได้ ไม่ควร
สุขวันนี้ พรุ่งนี้ทุกข์ก็มาแล้ว, มันเป็นอย่างนี้.
ดังนั้น การเห็นธรรมต้องเห็นที่ตัวเรานี้เอง,
ไม่ใช่ไปเห็นพระพุทธรูป หรือรูปพระพุทธเจ้า,
ไม่ใช่อย่างนั้น. พระพุทธเจ้านั้นท่านตายไปนานแล้ว
อย่างนั้นพระพุทธเจ้าคืออะไร? พระพุทธเจ้าองค์จริงคืออะไร?
พระพุทธเจ้าคือภาวะของความสะอาด-สว่าง-สงบ.
สะอาดคือ ความที่จิตใจปกติไม่มีมลทิน,
สว่าง คือ ความที่รู้เห็นความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นในจิตใจของตัวเอง,
สงบ คือความที่จิตใจปราศจากความคิดโลภ-โกรธ-หลง.
ความคิดโลภ-โกรธ-หลงนี้แหละคือทุกข์ ;
พุทธองค์จึงตรัสสอนเอาไว้ว่า :
มีแต่ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น,
มีแต่ทุกข์เท่านั้นตั้งอยู่,
มีแต่ทุกข์เท่านั้นดับไป.
การทำวิปัสสนา-เห็นธรรมนั้น
จึงต้องเห็นความคิดของเรานี่เอง, ไม่ใช่ไปเห็นแสงสี ผีเทวดา.

หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
หนังสือพลิกโลก เหนือความคิดหน้า 36

ภาพ วัดป่าสุขใจ หลวงพ่อสงบ กุสลจิตฺโต
บางบ่อ สมุทรปราการ

ที่อยู่

เทิดพระเกียรติ
Nonthaburi
11130

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ วัดพิกุลทอง บางกรวยผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง วัดพิกุลทอง บางกรวย:

แชร์