วิถีแห่งธรรม

วิถีแห่งธรรม วิถีแห่งธรรม ยังความชุ่มเย็นทั้งโลกนี้และโลกหน้า จวบจนตราบเท้าเข้าพระนิพพาน

บ้านมหาเมตตาบารมีแห่งนี้ได้เริ่มก่อตั้งขึ้น จากแรงบันดาลใจของกลุ่มวิถีธรรม ที่น้อมได้นำพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า น้อมมาเพื่อประพฤติตน เพื่อการพ้นทุกข์ สู่แดนวิมุติสุข ..

25/10/2025
อารมณ์ที่ถึงพระนิพพาน      ขอสรุปง่ายๆ ว่าอารมณ์ที่จะทำให้เราถึงพระนิพพานได้ก็คือ  ประการที่ ๑ ตัดสักกายทิฏฐิอย่างเบา ๆ ...
15/09/2024

อารมณ์ที่ถึงพระนิพพาน
ขอสรุปง่ายๆ ว่าอารมณ์ที่จะทำให้เราถึงพระนิพพานได้ก็คือ
ประการที่ ๑ ตัดสักกายทิฏฐิอย่างเบา ๆ คิดว่าเราเกิดแล้วต้องตาย อย่างสูงนี่เห็นว่าร่างกายนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา
ประการที่ ๒ ไม่สงสัยในคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยใช้ปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา
ประการที่ ๓ รักษาศีลให้บริสุทธิ์ โดยเฉพาะฆราวาสมีศีล ๕ บริสุทธิ์อย่างนี้เป็นพระโสดาบันกับสกิทาคามี
ประการที่ ๔ แล้วต่อไปพยายามตัดกามฉันทะ ความพอใจในระหว่างเพศด้วยสักกายทิฏฐิ เห็นว่าร่างกายเป็นของไม่สะอาด
ประการที่ ๕ ตัดความโกรธความพยาบาทด้วยอำนาจพรหมวิหาร ๔ อย่างนี้เป็นพระอนาคามี
ประการที่ ๖ ไม่หลงใหลใฝ่ฝันในรูปฌานเกินไป
ประการที่ ๗ ไม่หลงใหลใฝ่ฝันในอรูปฌานเกินไป
ประการที่ ๘ ตัดมานะ ความถือตัวถือตนเสีย
ประการที่ ๙ ตัดอารมณ์ฟุ้งซ่านคิดว่าแค่พระอนาคามีก็เป็นที่พอใจ ทำใจตรงนิพพาน
ประการที่ ๑๐ ตัดความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ที่เรียกว่า”อวิชชา” คือที่ยังหลงว่าเกิดเป็นเทวดายังมีความสุข เกิดเป็นพรหมยังมีความสุข แต่เราคิดว่าเทวดา
หรือพรหมจะต้องมีกิจต่อไป แล้วก็ไม่ทำอย่างนั้นอีก ปล่อยอารมณ์ใจมีพระนิพพานเป็นอารมณ์ เท่านี้เราก็ถึงอรหันต์อย่างย่อนะ
สำหรับเวลาที่เราจะพูดกับทุกท่านก็หมดแล้ว เป็นอันว่าพูดวันนี้เกือบหนึ่งชั่วโมง ต่อนี้ไปขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายเตรียมตัวเจริญกรรมฐาน
พระธรรมคำสอนหลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดจันทาราม(ท่าซุง) ต.น้ำซึม อ.เมือง จ.อุทัยธานี

ที่คิดไว้ในใจจะคุยกับพวกเธอ​ ก็คือว่า​ เราไม่ได้เพิ่งเจอกันมาก่อน​ หรือว่าเพิ่งเจอกันในชาตินี้​ ฉันจำจิตพวกเธอได้​  แต่ฉ...
14/09/2024

ที่คิดไว้ในใจจะคุยกับพวกเธอ​ ก็คือว่า​ เราไม่ได้เพิ่งเจอกันมาก่อน​ หรือว่าเพิ่งเจอกันในชาตินี้​ ฉันจำจิตพวกเธอได้​ แต่ฉันจำตัวไม่ได้​ ตัวเปลี่ยนไปเรื่อย
ฉันจำได้ว่า.. ฉันเคยให้พวกเธอแทบจะไม่มีอะไรจะให้​ ฉันให้มาเยอะ​ แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันยังไม่เคยให้พวกเธอเลย ให้เธอได้มีความมั่นคงในคุณของพระพุทธเจ้า​ พระธรรม​ พระอริยสงฆ์​ ไอ้นี่เรายังไม่เคยได้ให้ ชีวิตเราก็เคยให้มาแล้ว​ ให้พวกเธอพ้นจากภัยอันตรายและมีความสุข​ ไม่ต้องผจญกับความทุกข์​ เราจะให้สิ่งที่เรารักเราเคารพมากคือพระพุทธเจ้า​ อย่างนี้เราก็ให้มาเยอะ
แต่การที่จะให้เธอถึงคุณของพระพุทธเจ้า​ พระธรรม​ พระอริยสงฆ์​ ในแต่อดีตเรายังไม่ถึงเรายังไม่ทราบซึ้งในคุณของพระรัตนตรัยพอ​ เราจึงให้เธอไม่ได้
#แต่ชาตินี้​ #เราไม่สงสัยในคุณของพระพุทธเจ้า​ #พระธรรม​ #พระอริยสงฆ์​ #เราจึงตั้งใจให้สิ่งนี้กับเธอ
ทั้งชีวิตที่เราได้อาศัยมันอยู่​ เรามีสิ่งเดียวที่เป็นสมบัติ​ และเป็นสมบัติที่เรามั่นใจเหลือเกินว่ามีค่าที่สุดแล้วที่อยากจะให้ทุกคนได้เข้าถึง​ ถ้าใครเข้าถึงคุณของพระพุทธเจ้า​ พระธรรม​ พระอริยะสงฆ์ได้​ เธอก็ถึงนิพพาน
นิพพานไม่ใช่เรื่องไปยาก​ ไม่ใช่เข้าถึงยาก​ #นิพพานเพียงแต่ละอย่างเดียว​ #เราก็ถึง​ แต่กว่าที่เราจะถึงอารมณ์ละ​ เราก็ต้องเปี่ยมด้วยคุณของพระรัตนตรัยก่อน​ เราถึงจะละขาด
ถ้าเรายังเป็นคนที่ไม่เห็นคุณของพระพุทธเจ้า​ ไม่เห็นความสำคัญในสิ่งที่พระองค์ทรงแสดงอันเป็นสัจจะ​ เราก็คงลังเลสงสัย​ พอเราสงสัยในคุณของพระพุทธเจ้า​ คุณของพระธรรม​ คุณของพระอริยสงฆ์ทั้งหลาย​ เราละไม่ขาด
คือความรู้ทั้งหลายไม่ใช่เธอไม่รู้​ อย่างเธอรู้ว่าร่างกายนี้ยังไงเสียก็ต้องตาย.. เธอก็รู้​ ร่างกายเป็นของสกปรกน่ารังเกียจ.. เธอก็รู้​ ร่างกายอย่างนี้บังคับบัญชาไม่ได้.. เธอก็รู้
สิ่งเหล่านี้เธอไม่ใช่เพิ่งจะรู้ในชาตินี้​ เธอรู้มาทุกชาติที่เกิด​พระพุทธเจ้าไม่ได้อุบัติมาเพียงชาตินี้องค์เดียว​ ในสมัยที่เราได้เกิดมาทันพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน​ แต่เธอได้เกิดมาทันพระพุทธเจ้าหลายๆ​ พระองค์​ ตั้งแต่พระพุทธเจ้าองค์แรกด้วยซ้ำไป
แต่ทำไมล่ะ.. สิ่งที่เรารู้อย่างนี้​ เรากลับไม่มั่นใจ​ ไม่มั่นคง​ ไม่ได้หยิบสิ่งเหล่านี้มาใช้​ เพื่อให้ใจเราอยู่เหนือกิเลสตัณหาของเรา​ คำตอบง่ายๆ​ คือว่า​ #วิจิกิจฉา​ ความที่เรายังลังเลสงสัยในคุณ​ของพระพุทธเจ้า​ พระธรรม​ พระอริยสงฆ์ต่างหาก
เราไม่เคยแสดงสิ่งที่เป็นความจริงเหนือสิ่งอื่นใดก็คือ​ เรามีที่พึ่งอันยอดเยี่ยมคือพระพุทธเจ้า​ เรามีที่พึ่งที่พาให้ใจของเราพ้นจากกิเลสตัณหา​ก็ได้ด้วยธรรมของพระพุทธเจ้า​ แล้วก็มีที่พึ่งอันยอดเยี่ยม​ คือครูบาอาจารย์ที่เป็นเหล่าพระอริยสาวกของพระพุทธเจ้า
เราไม่เคยให้เลยนะ เราเพิ่งจะให้เธอได้ตั้งแต่ปี​ ๒๕๔๑ ร่างกายของเราโทรมมาก จนเราทิ้งมันไปเมื่อไม่นานนี้ แต่พระก็ให้กลับมาใช้มันในสภาพที่ไม่สมบูรณ์แบบดังแต่ก่อนในเรื่องของสังขาร​ แต่ในเรื่องใจของเรา​ เราก็เต็มเม็ดเต็มหน่วยอยู่ในคุณของพระพุทธเจ้า​ พระธรรม​ พระอริยสงฆ์​ ทุกลมหายใจเข้าออกเหมือนเดิม
ที่พูดทุกครั้งก็อยากให้เธอเข้าถึง.. ก็แค่นั้น​ ไม่ต้องการอะไร หรอกนะ​ #เราเต็มที่กับการให้ของเรา​ #เพราะเราคิดว่า​ #เราจะไม่กลับมาให้พวกเธออีกแบบนี้
เทศน์เมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๖๐ ปกิณกะธรรมบุคคลที่เข้าถึงคุณพระรัตนตรัยไปนิพพานได้ง่าย
ฟังเสียงของท่านจิตโตเพื่อความเข้าใจอันลึกซึ้ง ได้ที่​ 👇
https://youtu.be/oESnotj4xTM

 #พ่อบอกว่า       "... จงตัดอารมณ์ของ  #อุปกิเลส ทิ้งไป           #อุป แปลว่า   #เข้าไปถึง  #เข้าไปใกล้มัน            #ก...
09/02/2024

#พ่อบอกว่า
"... จงตัดอารมณ์ของ #อุปกิเลส ทิ้งไป
#อุป แปลว่า #เข้าไปถึง #เข้าไปใกล้มัน
#กิเลส แปลว่า #ความเศร้าหมอง
#อารมณ์ที่เข้าไปยึดถือความเศร้าหมองนี่อย่าให้มันมีในใจ
แต่ว่าการที่จะขับมันไปทีเดียวให้หมดน่ะมันเป็นไปไม่ได้ ก็ต้องค่อย ๆ ขับค่อย ๆ ฝึก ทำด้วยอาการไม่เคร่งเครียด เพราะจิตเราไปคบกับอารมณ์ของอุปกิเลสมันมานาน นี่พระพุทธเจ้าทรงเรียงไว้มีถึง ๑๖ อย่าง ถ้าจะพูดกันวันนี้มันก็ไม่จบ ก็ขอสรุปสั้น ๆตามอารมณ์ของอุปกิเลสก็คือ
" เอาจิตเข้าไปยุ่งกับจริยาของบุคคลอื่น" คือว่าเราไปสนใจคนอื่น คนนั้นไม่ดีแบบนี้ คนนี้ไม่ดีแบบโน้น คนโน้นก็พูดไม่ดี คนนี้ก็ทำไม่ดี คนนี้ก็เดินไม่ดี ว่ากันจิปาถะไปหมด แต่เราก็เลยลืมดูตัวเราว่าเราดีหรือไม่ดี
ความเห็นผิดบางอย่างอาศัยกรรมเก่าที่เราทำมา มันให้ผลจึงมีความเห็นผิดบางอย่าง สิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ทำให้เราเห็นผิดก็คิดว่าไอ้กรรมเก่ามันแค่ไหนก็ช่างมัน ไม่สนใจ ทำกรรมใหม่ให้ดีไว้เสมอ ๆ ดีกว่า อย่าไปคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงมาแล้ว กรรมเก่ามันจะเลว มันจะชั่วก็ช่างมัน
ฉะนั้น​ #พระพุทธเจ้าท่านจึงทรงสั่งสอน #อย่าตามนึกถึงสิ่งที่ล่วงมาแล้ว และ #จงอย่าคำนึงถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง #พยายามรักษาความดีปัจจุบันไว้ ถ้าปัจจุบันของเราดี เพราะอารมณ์ของเราดีจริงๆ ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคตหรอก มันมีปัจจุบัน คือให้มีความรู้สึกว่าเดี๋ยวนี้อยู่เสมอ คืออารมณ์ทำเป็นอาจิณกรรม ถึงแม้ว่าครั้งละเล็กละน้อยจนมันชิน #อาจิณกรรม #ถ้าเป็นฝ่ายอกุศลมันมีโทษถึงอนันตริยกรรม​ ได้ แต่ถ้า #อาจิณกรรม #ฝ่ายกุศลมันมีผลมหาศาลเหมือนกัน.. "
จากหนังสือ📒พ่อรักลูก เล่ม ๒ โดย พระเดชพระคุณพระราชพรหมยาน (ฤาษีลิงดํา) วัดท่าซุง หน้า ๑๐๖-๑๐๘

●..กำหนดใจลงในความไม่มีของปัญจขันธ์..●   พระมหาโมคคัลลาน์สั่งว่า ให้กำหนดใจลงในความไม่มีของปัญจขันธ์ "ปัญจขันธ์" ก็ได้แก...
09/02/2024

●..กำหนดใจลงในความไม่มีของปัญจขันธ์..●

พระมหาโมคคัลลาน์สั่งว่า ให้กำหนดใจลงในความไม่มีของปัญจขันธ์ "ปัญจขันธ์" ก็ได้แก่ขันธ์ห้า คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

เมื่อสิ่งทั้งหลายเหล่านี้มันไม่มี มันมีก็เหมือนว่ามันไม่มี คือมันไม่มีการทรงตัว หาอะไรทรงตัวไม่ได้ มีแล้วเดี๋ยวก็พัง มีความเกิดในเบื้องต้น มีความเสื่อมไปในท่ามกลาง แล้วก็มีความสลายตัวไปในที่สุด

รูปมันก็ปรากฏขึ้นเดี๋ยวเดียว ท่านบอกว่า..
ชีวิตเหมือนความฝัน รูปโฉมโนมพรรณเหมือนดอกไม้

ชีวิตของเราที่ทรงอยู่นี้มันก็เหมือนความฝัน มันมีอยู่แล้วไม่ช้ามันก็สลายตัวไป รูปโฉมโนมพรรณเหมือนดอกไม้ ดอกไม้เมื่อแรกยังตูม ต่อมามันก็แย้มที่ละน้อย ๆ ในที่สุดก็พังไป

สภาวะของรูปมันก็เป็นเช่นเดียวกัน เสียง กลิ่น รส และสัมผัสมันก็เหมือนกัน ท่านบอกว่า ทุกสิ่งทั้งหมดนี้จงรักษาอารมณ์ให้เป็น "เอกัคคตารมณ์" ว่ามันไม่มี

คำว่า "ไม่มี" ความจริงมันมี แล้วมันก็ไม่มี เพราะ ต่อไปมันจะพัง รูปมันทรงอยู่ได้ไม่นาน มันก็พัง เสียงที่เรามีความพอใจฟัง แล้วก็หายไป กลิ่นที่สัมผัสจมูกมันกระทบ แล้วก็หายไป การสัมผัสที่พึงพอใจ สัมผัสแล้วเลิกสัมผัสก็หายไป รสที่สร้างความซาบซ่านจากปลายลิ้น กลางลิ้น โคนลิ้นแล้วรสก็หายไป อย่าไปสนใจมันผ่านไปแล้วก็หมดไป ไม่ช้าร่างกายมันก็สลายตัว

ท่านบอกว่า จงรักษาอารมณ์ให้เป็น "เอกัคคตารมณ์" มีความรู้สึกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่มี อันนี้ก็เห็นจะได้แก่ อากาสานัญจายตนะ ก็เห็นจะได้ถ้าเทียบกันอารมณ์พระนิพพาน นี่เป็นอารมณ์พระอรหันต์ตัดกิเลส

"อากาสานัญจายตนะ" ที่ท่านเจริญกัน ให้เห็นว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมันต้องสลายหายไปเหมือนกับอากาศ หรือว่า "อากิญจัญญายตนะ" ถือว่าทุกสิ่งทุกอย่างนี้มันไม่มีอะไรเหลือหมด มันไม่มี ไปลงกันตรงนั้นมันเข้าไป "นวสัญญายตนะ" อารมณ์นี้มาใช้มันมีก็ทำความรู้สึกว่าเหมือนว่า ไม่มี ตอนนี้ถ้าหากว่าท่านสนใจอรูปฌาน จะรู้สึกว่าง่าย เห็นทรงตัวได้ชัด

(ปฏิปทาท่านผู้เฒ่า หน้า ๑๑๕-๑๑๖)

#หลวงพ่อพระราชพรหมยาน
(หลวงพ่อฤๅษี..วัดท่าซุง)

 #อดีตชาติหลวงพ่อฤาษี 13 ชาติ.. #ที่เกิดตั้งแต่สมัยโยนกนคร  #จนถึงรัตนโกสินทร์...เรื่อง อดีตชาติหลวงพ่อฤาษี 13 ชาติที่เก...
08/02/2024

#อดีตชาติหลวงพ่อฤาษี 13 ชาติ..

#ที่เกิดตั้งแต่สมัยโยนกนคร #จนถึงรัตนโกสินทร์...

เรื่อง อดีตชาติหลวงพ่อฤาษี 13 ชาติที่เกิดตั้งแต่สมัยโยนกนคร จนถึงรัตนโกสินทร์ ลงมาเกิดเพื่อรวมไทยให้เป็นปึกแผ่น และ เพื่อช่วยเหลือคนไทย และช่วยให้พระพุทธศาสนามีอายุครบ 5000 ปี

นำเรื่องราวของ หลวงพ่อวัดท่าซุง ในการเกิด 13 วาระตั้งแต่
สมัยโยนกนคร จนถึงรัตนโกสินทร์
ลงมาเกิดเพื่อรวมไทยให้เป็น ปึกแผ่น และเพื่อช่วยเหลือคนไทย และช่วยให้พระพุทธศาสนา มีอายุครบ 5000 ปี ตามพุทธทำนาย

ถ้าอยากอ่านให้ครบก็ไป หา หนังสือเรื่องจริงอิงนิทานพิเศษมาอ่าน หลวงพ่อพูดได้ ละเอียดและลึกซึ้งกว่านี้มาก อันนี้เราบอกคร่าวๆนะ เกิดเป็นใคร บ้างก็ลองอ่านดู

#วาระที่ 1 เกิดเป็นพระเจ้ามังราย รัชกาลที่ 2 แห่งโยนกนคร เป็นลูกชายพระเจ้าอชุตราช ในชาตินั้นท่านเป็นผู้บรรจุพระบรม สารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าที่ดอยตุง โดยการนำมาของพระ มหากัสสปะพร้อมด้วยพระอรหันต์ 500 องค์

#วาระที่ 2 เกิดสมัยโยนก เป็นเณรน้อยอายุ 7 ปีทรงฌาน สมาบัติ แต่ได้ถูกขอมดำกระทำย่ำยี เวลานั้นขอมดำมายึดเมือง โยนกนครได้แล้ว แล้วทำการกดขี่ข่มเหงรังแกคนไทย เณรจึงเข้าฌานสมาบัติ ตั้งจิตอธิษฐานว่า เกิดคราวหน้าขอให้

ได้เกิดมาเป็นคนไทย และได้ช่วยคนไทยทุกแง่ทุกมุม

มิไม่ใช่เฉพาะการรบ การเศรษฐกิจ การปกครอง แม้แต่การรบ

ทุกอย่างให้ครบถ้วน ให้คนไทยพ้นจากความเป็นทาส "พอตั้งจิต

อธิษฐานก็ไม่ถอนจากฌานสมาบัติ ก็นั่งทรงฌานอย่างนั้นจน

ตาย แล้วไปเกิดเป็นพรหม ชั้นที่ 11

#การเกิดครั้งที่3 หลังจากตายจากเณรน้อย ไปเป็นพรหมชั้น
ที่11ได้เพียง1ปีเศษ ก็ลงมาเกิดเป็น
"พระเจ้าพรหม มหาราช"
เป็นโอรสของพระเจ้าพังคราช รัชกาลที่ 37
ในสมัยโยนกนคร มี พี่ชายชื่อทุกภิขะ ( บริเวณพระธาตุจอมกิตติ ดอยตุง เป็นเขต เมืองโยนกนคร) เกิดพร้อมสหชาติที่เป็นพรหม เทวดา ลงมาเกิด พร้อมกัน 250คน ทั้ง250คน เกิดเป็นผู้ชายทั้งหมด พรหมอีก องค์นึงเกิดเป็นช้างประกายแก้ว ช้างคู่บารมีพระเจ้าพรหม ลงมา เกิดเพื่อกู้ชาติให้พ้นความเป็นทาสจากขอมดำ และทำสำเร็จ ด้วย ทุกวันนี้วันอาสาฬหบูชาที่วัดท่าซุงก็มีการแห่ชัยชนะ พระเจ้าพรหมทุกๆปี

#การเกิดในวาระที่4 หลังจากที่ตายจากการเป็นพระเจ้าพรหม สมัยโยนก แล้วเข้าฌาณตาย กลับไปเป็นพรหม เวลาผ่านไปอีก 800 ปีลงมาเกิดเป็นพระร่วงโรจนฤทธิ์ ตอนเด็กมีนามว่าอรุณ กุมาร เป็นผู้ที่มีฤทธิ์มาก มีวิชาอาคม มีวาจาสิทธิ์ สามารถเสกข อมให้เป็นหินได้ และขยายอาณาเขตของประเทศไทย (ตอนนั้น ยังไม่เป็นเทศไทย (กว้างใหญ่ไพศาล ยึดมอญ พม่าขอมไว้ได้ หมด อาณาจักรยาวเหยียด เวลานั้นคือก่อนเมืองสุโขทัย 700 ปี เศษ ก่อนหน้าพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ 700ประมาณปีเศษ

#วาระที่5 เกิดเป็น"พ่อขุนศรีเมืองมาน" ( เป็นพ่อของพ่อขุนศรีอิน ทราทิตย์ แห่งอณาจักรสุโขทัย) ตายจากพระร่วงโรจนฤทธิ์ก็เข้าฌานตาย กลับไปเป็นพรหมเช่น เดิม กลับมาเกิดวาระที่5 เป็นพ่อขุนศรีเมืองมาน มีสหชาติเกิดมา ด้วยคือ พ่อขุนน้าวนำาถม ลงมาช่วยกู้ชาติไทยจากขอมดำ ขยายอาณาเขตประเทศไทย ไปถึงสิงคโปร์ มีภรรยาชื่อพรรณวดีศรีโสภาศ เป็นเมียเอก และ มีเมียราษฏร์อีก 29 คน พอเมียเอกตาย ก็บวชไม่สึกอีกเลย เข้า ฌานตายแล้วไปเกิดเป็นพรหมตามเดิม

#วาระที่6 "ขุนหลวงพระจั่ว" รัชกาลที่ 3 แห่งกรุงศรีอยุธยา
ต่อมาคนไทยเกิดแบ่งเป็น 2 พวก จึงต้องลงมาเกิดเพื่อรวมไทย
ให้เป็น1
เดียว ลงมาเกิดในราชวงศ์อู่ทอง เป็น"ขุนหลวงพระจั่ว" มาปลุก
จิตสำนึกคนไทยให้รู้จักบาปบุญคุณโทษ จึงนิมนต์พระสงฆ์มา
ร่าง"ไตรภูมิพระร่วง
ไตรภูมิพระร่วง พระร่วงไม่ได้ทำ
ท่านเป็นเพียงแต่ศาสนูปถัมภ์
ไตรภูมิพระร่วง เป็นการร่วมมือกันระหว่างสุโขทัยและกรุงศรี
และยังได้ร่วมกันสร้างพระพุทธชินราชพระพุทธชินสีห์ และพระ
ศรีศากยมนีขึ้นมาเป็นมิ่งขวัญของเมืองไทย เป็นการแสดง
สัญลักษณ์ว่าประเทศไทยจะทรงตัวได้ด้วยเหตุ 3 อย่างด้วยกัน คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ พระพุทธชินราช หมายถึง พระมหากษัตริย์ พระพุทธชินสีห์ หมายถึง พระศาสนา พระศากยมุนี หมายถึง ชาติ การสร้างครั้งนี้ก็เป็นหน้าที่ของท้าวโกสีย์สักกะเทวราชให้พระ วิษณุกรรมมาช่วย ขุนหลวงพระจั่วได้มารวมสุโขทัยกับอยุธยา เป็นประเทศเดียวกัน

#เกิดวาระที่7 ต่อมาลงมาเกิดในสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงศรีฯ ครั้งนี้เป็นลูกชาวบ้าน แต่เป็นลูกมหาเศรษฐี มีแม่ชื่อปิ่นทอง ฟอ ชื่อกองแก้ว ท่านเองเป็นลูกชายชื่ออำไพ ลงมาช่วยคน ให้เงินให้ ทอง ให้ที่ทำกิน ช่วยการเกษตร ช่วยทุกสิ่งทุกอย่าง ให้การ ศึกษา จนคนไทยเป็นปึกแผ่นแน่นหนาพอ ประชาชนมีความสุข และท่านก็ตายไปเกิดเป็นพรหมตามเดิม

#วาระที่ 8 เกิดมาในตระกูลของแม่ทัพสมเด็จพระพันวสา คือ สมเด็จพระอินทราธิราช มีนามว่า "ขุนไกร" ( #ขุนแผน) เป็น อันว่าชาตินี้ขุนแผนต้องรวบรวมไทยอาศัยที่มีวิชาการมาก เป็น นักรบเก่ง

ล่องหนหายตัวได้ สะเดาะกลอนได้

ทำหุ่นพยนต์ได้ ทำอะไรได้แปลกๆ

การยกทัพไปก็ไม่ต้องใช้กำลังคนมาก

ก็สามารถจะสู้ข้าศึกได้

#วาระที่ 9 เกิดมาเป็นลูกกษัตริย์ มีนามว่าพระบรมไตรโลกนาถ

เมื่อพระบรมไตรโลกนาสวรรนคตก็ไปเป็นพรหมตามเดิมไม่ช้า ไม่นานก็ต้องเสด็จลงมาเกิดอีก

#วาระที่ 10 เกิดสมัยพระนารายณ์ ท่านลงมาเกิดเป็น"ขุนเหล็ก" หรือพระยาโกษาเหล็ก เกิดควบคู่กับสมเด็จพระนารายณ์ มหาราช รุ่นราวคราวเดียวกัน เป็นเพื่อนเล่นกัน ขุนเหล็กมีน้อง ชายชื่อว่าขุนปาน หรือพระยาโกษาปาน ทั้งสองพระองค์ เป็นที่ ไว้วางใจของสมเด็จพระนารายณ์มาก

#บั้นปลายชีวิตลากิจราชการไปจำศีลเจริญภาวนาวิปัสสนา ญาณ ให้ทาน ตายจากเจ้าพระยาโกษาเหล็ก ก็เข้าฌานกลับไป เป็นพรหมตามเดิม ( #ท่านไม่ได้ตายตามประวัติศาสตร์เขียนไว้หรอกนะ)

#วาระที่11 ลงมาเกิดมาเป็นขุนดาบคู่ใจของพระเจ้าตากสิน มหาราช คือพระยาศรีสิทธิสงคราม อยู่ในกองทัพหลวงประจำ องค์พระเจ้าตากสินมหาราชสมัยกรุงธนบุรี ก่อนกรุงศรีจะแตก เป็นกำนันจัน ชื่อว่า

#จันหนวดเขี้ยว เป็นที่รักของประชาชน ต่อมาค่ายบางระจันแตก

#นายจันหนวดเขี้ยวไม่ได้ตายไปตามประวัติศาสตร์ที่เขียน นายจันหนวดเขี้ยวจึงมารวมกำลังกับพระเจ้าตากสินกู้ชาติ ต่อมาพระเจ้าตากสินจึงเปลี่ยนชื่อให้จากกำนันจัน มาเป็น พระยาศรีสิทธิสงคราม ประจำกองทัพหลวง
🙏🥰😇🌞😲🌞😲🔻
(ด้วง- นายจันหนวดเขี้ยว-พระยาศรีสิทธิสงคราม -เจ้าพระยา มหากษัตริย์ศึก-และ #สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ก็คือ คนๆเดียวกัน เพียงแต่ว่า หน้าที่การงานและตำแหน่งมันต่างวาระ ทำให้ชื่อต่างกัน แต่ก็คือคนๆเดียวกันนั่นเอง)

#วาระที่ 12 มาเกิดเป็น รัชกาลที่... แห่ง กรุงรัตนโกสินทร์ สร้าง คุณประโยชน์ใหญ่ไว้มากมายต่อแผ่นดิน (คิดเอาเองไม่บอก)

#วาระที่ 13 ชาติสุดท้ายเกิดมาเป็นหลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง ไปนิพพานเรียบร้อยแล้ว

วันไหนจิตทรงตัวดี – สังเกตดูว่าเรานั่งอริยาบถไหน อันนี้จุดหมายปลายทางของการเจริญสมาธิจิต เราต้องการอย่างเดียวคืออารมณ์สง...
08/02/2024

วันไหนจิตทรงตัวดี – สังเกตดูว่าเรานั่งอริยาบถไหน

อันนี้จุดหมายปลายทางของการเจริญสมาธิจิต เราต้องการอย่างเดียวคืออารมณ์สงัดจากนิวรณ์จนกระทั่งจิตเป็นฌาน พอจิตมีอารมณ์นิ่งไม่คิดอะไรเลย ไม่เห็นภาพอะไรเลย นั่นเป็นดีที่สุด อารมณ์จิตมันทรงตัว นึกว่าจะไม่พูดถึงอาการของฌาน เพราะเวลามันก็เหลือน้อย ในเมื่อจิตมีอารมณ์สงบสงัด มีความสุขดีแล้ว เมื่อเข้าสมาธิจนเต็มที่ จิตใจมีความสบาย เมื่อจิตมันคลายออก ถ้าวันไหนนะนั่งแล้วมีสมาธิจริง ๆ มีความสงบสงัด มีอารมณ์ผ่องใสดี #เวลาที่จะเลิกคลายสมาธิอย่าเพิ่งขยับตัว #เรานั่งท่าไหน #นอนท่าไหน #อย่าเพิ่งขยับลืมตาขึ้นมาแล้วสังเกตไว้ว่าวันนี้เรานั่งท่าไหน #ถ้าเรานอนเรานอนท่าไหน อาการนั่งหรืออาการนอนนี้มีความสำคัญมาก ถ้ามันพลาดจังหวะไปนิดเดียวสมาธิมันเข้ายาก ไหน ๆ ก็คุมมันเสียตั้งนานแล้ว

บางคนชำนาญแล้ว จะนั่ง จะนอน จะยืน จะเดิน จะวิ่ง ทำได้ทุกเวลาที่ขยับ บางท่านบอกว่าเวลากินข้าวอิ่ม ๆ จิตไม่สามารถจะทรงสมาธิได้ดี อันนี้ก็ไม่จริง เมื่อชำนาญแล้วมันเข้าสมาธิได้ทุกเวลา ที่เราเรียกว่า #สมาปัชนวสี และถ้าตื่นใหม่ ๆ ตื่นขึ้นปั๊บ อย่าเพิ่งทำอะไรไปก่อน ถ้าฝึกใหม่ ๆ จะต้องมีอาการทางกายอาการทางกายเรานั่งท่าไหน มือวางท่าไหน ตั้งตัวแบบไหน ดูจังหวะไว้ เวลานั่งตอนหลังนั่งตามแบบนั้น จิตจะเข้าสมาธิได้เร็ว นี่เป็นเคล็ดลับอันหนึ่งสำหรับนักเจริญสมาธิ ทั้งนั่งหรือว่าจะนอน จะยืน จะเดิน ท่าไหนก็เหมือนกัน นี่เป็นอาการส่วนหนึ่งสำหรับที่จะเจริญสมาธิกัน สำหรับนักปฏิบัติใหม่ ๆ นะ

ทีนี้เมื่อจิตมีความสบาย ได้คลายจิตออกมา แล้วก็ให้นึกถึงขันธ์ ๕ คือร่างกาย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคิดว่า เราในที่สุดมันจะต้องตายแน่ #ดูตัวอย่างหลวงปู่ศุข #ท่านเป็นพระที่เข้าสมาบัติสูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง #นิโรธสมาบัติ ในชีวิตเมื่อวัยชรานี่ท่านเข้านิโรธสมาบัติคราวละ ๗ วันบ้าง ๑๕ วันบ้าง ทุกบ่อยครั้งในชั่วระยะไม่กี่ปี ความดีขนาดท่านก็ยังตาย แล้วพวกเราจะตายไหม ทุกคนก็ต้องตาย อาตมาเองก็เหมือนกันต้องตาย แต่ความจริงเมื่อพูดถึงอาตมาเองแล้ว ท่านทั้งหลายพึงทราบด้วยว่าเราจะมีเวลาคุยกันไม่นานนัก ไม่ช้าอาตมาก็ตายเหมือนกัน ทีนี้ความรู้ใด ๆ ที่ให้ไว้ ให้ถือว่าเป็นความรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอท่านทั้งหลายจงอย่าประมาทในชีวิต จงคิดว่าเราจะต้องตายแน่ แต่เมื่อตายแล้วเราจะไปไหน เลือกเดินทางเอา

ถ้าเราอยากจะไปนรก ละเมิดศีล ๕ มันเสียก็ไปได้สบาย ถ้าเราต้องการจะไปสวรรค์เราก็ต้องมีศีล ๕ ให้ครบ มีพรหมวิหาร ๔ ให้ครบ แล้วก็เจริญสมาธิให้ทรงไว้ในขั้น #ขณิกสมาธิหรืออุปจารสมาธิ ขณิกสมาธิ ก็หมายถึงว่าทำได้บ้างไม่ได้บ้าง ตั้งอารมณ์อยู่ในสมาธิได้เล็กน้อยเดี่ยวจิตก็ซ่านไป พอนึกขึ้นมาได้รู้ตัวก็ดึงขึ้นมา ภาวนาหรือพิจารณาได้เล็กน้อยก็จะไปใหม่ ดึงกันไปดึงกันมาอย่างนี้ เรียกว่าขณิกสมาธิ แค่นี้เราไปสวรรค์ได้ ถ้าถึง อุปจารสมาธิพอถึง ปีติ ตามที่กล่าวมาแล้ว อันนี้ก็ไป #สวรรค์ชั้นยามา ถ้าเราต้องการเป็นพรหม ก็ทำจิตให้เข้าอยู่ในระดับฌาน ไม่ว่าขณะใดที่เราทรงสมาธิ หูเราได้ยินเสียงภายนอก แต่เราไม่รำคาญในเสียง ยังสามารถใช้คำภาวนาหรือพิจารณาหรือกำหนดใช้ลมหายใจเข้าออกได้เป็นปกติ อย่างนี้เรียกว่า #ปฐมฌาน เราก็เป็นพรหมได้อย่างต่ำที่สุด

#ถ้าเราต้องการนิพพาน ก็พิจารณาขันธ์ ๕ ว่ามันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ขันธ์ ๕ ก็คือร่างกาย เอาเป็นว่าร่างกายนี้มันไม่ใช่เรา มันไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา ตามร่างกายมันเป็นเพียงธาตุ ๔ คือธาตุลม ธาตุน้ำ ธาตุดิน ธาตุไฟ มาประชุมกันชั่วคราว มันเป็นร่างที่มาอาศัยชั่วคราวเท่านั้น เราคือจิตที่มาอาศัยกาย กายนั้นไม่ช้ามันก็พัง เราจะไปสนใจอะไรกับกายเรา หรือกายบุคคลอื่น ในทรัพย์สินของเราหรือว่าของบุคคลอื่นทั้งหมด ของทั้งหลายเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อเราต่อเมื่อเรามีลมปราณเท่านั้น แต่ว่าเราก็จะไม่ทิ้งขันธ์ ๕ ไม่ทิ้งทรัพย์สิน ถ้าเราจะต้องอาศัยแต่จิตใจของเรามันตัด ไม่ยึดถืออะไรว่าเป็นของมั่นคงสำหรับเรา รู้อยู่ รู้ตัวอยู่เสมอว่ามันกับเราต้องจากกันแน่ ถ้ามันไม่จากเราไปก่อน เราก็จากมันไป เราจะไม่อาลัยในชีวิตในเมื่อความตายเข้ามาถึง

ในเมื่อความตายจะเข้ามาถึง เราจะไม่ต้องการอะไรทั้งหมด มนุษยโลกเทวโลก พรหมโลก เราไม่ต้องการ สิ่งที่เราต้องการมีอย่างเดียวคือพระนิพพาน พร้อมกันนั้นเราก็พยายามทำลายความโลกด้วยการให้ทาน ทำลายความโกรธด้วยพรหมวิหาร ๔ ทำลายความหลงด้วยการยอมรับนับถือกฎของความเป็นจริงตามที่พิจารณาตามที่กล่าวมาแล้ว จิตจับพระนิพพานเป็นอารมณ์ อย่างนี้เราหวังพระนิพพานได้

เอาละ บรรดาท่านพุทธบริษัท ตามที่ได้อธิบาย มากเกินไปก็ไม่ดี เพราะว่าท่าน
นั่งกันเบียดมาก เบียดกันมาก มีความปวดเมื่อยเป็นกำลัง ก็ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้ ต่อจากนี้ไปขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายตั้งกายให้ตรงดำรงจิตให้มั่น กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกใช้คำภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย จนกว่าจะได้ยินสัญญาณบอกหมดเวลา

คำสอนหลวงพ่อวัดท่าซุง เล่มที่ ๖ หน้าที่ ๑๐๐~๑๐๒
⚘️คำสอนหลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดจันทาราม(ท่าซุง)จ.อุทัยธานี

"การปฏิบัติวิปัสสนาญาณ 9"จงอย่าลืมว่าก่อนพิจารณาทุกครั้งต้องเข้าฌานก่อน  แล้วถอยจากฌานมาหยุดอยู่เพียงอุปจารฌาน  แล้วพิจา...
08/02/2024

"การปฏิบัติวิปัสสนาญาณ 9"

จงอย่าลืมว่าก่อนพิจารณาทุกครั้งต้องเข้าฌานก่อน แล้วถอยจากฌานมาหยุดอยู่เพียงอุปจารฌาน แล้วพิจารณาวิปัสสนาญาณจึงจะเห็นเหตุผลง่าย ๆ ถ้าท่านไม่อาศัยฌานแล้ว วิปัสสนาญาณก็มีผลเป็นวิปัสสนึกเท่านั้นเอง ไม่มีอะไรดีไปกว่านั่งนึกนอนนึก ในที่สุดก็เลิกนึก และหาทางโฆษณาว่าฉันทำมาแล้วหลายปีไม่เห็นได้อะไรเลย

จงจำระเบียบไว้ให้ดีและปฏิบัติตามระเบียบให้เคร่งครัด วิปัสสนาไม่ใช่ต้มข้าวต้มจะได้สุกง่าย ๆ ตามใจนึก

1. อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ พิจารณาเห็นความเกิดและความดับ

2. ภังคานุปัสสนาญาณ พิจารณาเห็นความดับ

3. ภยตูปัฏฐานญาณ พิจารณาเห็นสังขารเป็นของน่ากลัว

4. อาทินวานุปัสสนาญาณ พิจารณาเห็นโทษของสังขาร

5. นิพพิทานุปัสสนาญาณ พิจารณาสังขารเห็นเป็นของน่าเบื่อหน่าย

6. มุญจิตุกัมมยตาญาณ พิจารณาเพื่อใคร่จะให้พ้นจากสังขารไปเสีย

7. ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ พิจารณาหาทางที่จะให้พ้นจากสังขาร

8. สังขารุเปกขาญาณ พิจารณาเห็นว่าควรวางเฉยในสังขาร

9. สัจจานุโลกมิกญาณ พิจารณาอนุโลมในญาณทั้ง 8 เพื่อกำหนดรู้ในอริยสัจ

ญาณทั้ง 9 นี้ ญาณที่มีกิจทำเฉพาะอยู่ตั้งแต่ญาณที่ 1 ถึงญาณที่ 8 เท่านั้น ส่วนญาณที่ 9 นั้นเป็นชื่อของญาณบอกให้รู้ว่า เมื่อฝึกพิจารณาครบ 8 ญาณแล้ว ต่อไปให้พิจารณาญาณทั้ง 8 นั้นโดยอนุโลมและปฏิโลม คือพิจารณาตามลำดับไป ตั้งแต่ญาณที่ 1 ถึงญาณที่ 8 และพิจารณาตั้งแต่ญาณที่ 8 ย้อนมาหาญาณที่ 1 จนกว่าจะเกิดเป็นเอกัคคตารมณ์ทุก ๆ ญาณ

และจนจิตเข้าสู่โคตรภูญาณ คือจิตมีอารมณ์ยอมรับนับถือกฎธรรมดา เห็นเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเนื่องด้วยตนเองหรือคนอื่นเป็นของธรรมดาไปหมด สิ่งกระทบเคยทุกข์ร้อน ก็ไม่มีความทุกข์ความเร่าร้อนไม่ว่าอารมณ์ใด ๆ....

▪️1.อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ▪️

ญาณนี้ท่านสอนให้พิจารณาความเกิดและความดับของสังขาร คำว่าสังขารหมายถึงสิ่งที่เป็นร่างทั้งหมด ทั้งที่มีวิญญาณและวัตถุ ท่านให้พยายามพิจารณาใคร่ครวญเสมอ ๆ ว่า สังขารนี้มีความเกิดขึ้นในเบื้องต้นแล้ว ต่อไปก็แตกสลายทำลายไปหมด ไม่มีสังขารประเภทใดเหลืออยู่เลย

พยายามหาเหตุผลในคำสอนนี้ให้ชัด ดูตัวอย่างคนที่เกิดและตาย ของที่มีขึ้นและแตกทำลาย ดูแล้วเกิดคิดทบทวนมาหาตนและคนที่รักและไม่รัก ของที่มีชีวิตและไม่มี คิดว่านี่ไม่ช้าก็ต้องตายทำลายอย่างนี้ และพร้อมเสมอที่จะไม่หวั่นไหวในเมื่อสิ่งเหล่านั้นเป็นอย่างนั้น พิจารณาทบทวนอย่างนี้จนอารมณ์เห็นเป็นปกติ

ได้อะไรมาเห็นอะไรก็ตาม แม้แต่เห็นเด็กเกิดใหม่อารมณ์ใจก็คิดว่านี่ไม่ช้ามันก็พังไม่ช้ามันก็ทำลาย แม้แต่ร่างกายเราไม่ช้ามันก็สิ้นลมปราณ อะไรที่ไหนที่เราคิดว่ามันจะยั่งยืนถาวรตลอดกาลไม่มี รักษาอารมณ์ให้เป็นอย่างนี้จนอารมณ์ไม่กำเริบ แล้วจึงค่อยย้ายไปพิจารณาญาณที่ 2

▪️2.ภังคานุปัสสนาญาณ▪️

ญาณต้นท่านให้เห็นความเกิดและความดับสิ้นเมื่อปลายมือ แต่ญาณนี้ท่านให้พิจารณาเห็นความดับที่ดับเป็นปกติทุกวันเวลา คือพิจารณาให้เห็นสรรพสิ่งทั้งหมดที่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า คน สัตว์ ภูเขา บ้านเรือนโรง ของใช้ทุกอย่าง ให้ค้นหาความดับที่ค่อย ๆ ดับตามความเป็นจริง ที่สิ่งเหล่านั้นค่อย ๆ เก่าลง

คนค่อย ๆ ใหญ่ขึ้นจากความเป็นเด็ก และค่อย ๆ ละความเป็นหนุ่มสาวถึงความเป็นคนแก่ ของใช้ที่ไม่มีชีวิตเปลี่ยนสภาพจากของใหม่ค่อย ๆ เก่าลง เป็นอาการของความสลายตัวทีละน้อย ค่อย ๆ คืบคลานเข้าไปหาความสลายใหญ่คือความดับสิ้นในที่สุด ค่อยพิจารณาให้ชัดเจนแจ่มใสจนอารมณ์จิตเป็นเอกัคคตารมณ์

▪️3. ภยตูปัฏฐานญาณ▪️

ญาณนี้ท่านให้พิจารณาเห็นสังขารเป็นของน่ากลัว ท่านหมายถึงให้กลัวเพราะสังขารมีสภาพพังทลายเป็นปกติเป็นธรรมดาอย่างนี้ จะเอาเป็นที่พักที่พึ่งมิได้เลย สังขารเมื่อมีสภาพต้องเสื่อมไปเพราะวันเวลาล่วงไปก็ดี เสื่อมเพราะเป็นรังของโรค มีโรคภัยนานาชนิดที่คอยเบียดเบียนเสียดแทงจนหาความปกติสุขไม่ได้

โรคอื่นยังไม่มี โรคหิวก็รบกวนตลอดวัน กินเท่าไรก็ไม่อิ่มไม่พอ กินแล้วกินอีกกินในบ้านก็แล้วกินนอกบ้านก็แล้ว อาหารราคาถูกก็แล้วราคาแพงก็แล้ว มันก็ไม่หายหิว ถึงเวลามันก็เสียดแทงหิวโหยเป็นปกติของมัน

ฉะนั้นโรคที่สำคัญที่สุดพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า โรคนั้นคือโรคหิว โรคภัยต่าง ๆ มีขึ้นได้เพราะอาศัยสังขาร ความหิวจะมีได้ก็เพราะอาศัยสังขาร ความแก่ความทุกข์อันเกิดจากภยันตรายจะมีได้ก็เพราะอาศัยสังขาร เพราะมีสังขารจึงมีทุกข์ ในที่สุดก็ถึงความแตกดับก็เพราะสังขารเป็นมูลเหตุ สังขารจึงเป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก ควรจะหาทางหลีกเลี่ยงสังขารต่อไป

▪️4 .อาทินวานุปัสสนาญาณ▪️

ญาณนี้ท่านให้พิจารณาเห็นโทษของสังขาร ความจริงญาณนี้น่าจะจัดรวมกับญาณที่ 3 เพราะอาการที่ทำลายนั้นเป็นอาการของสิ่งที่เป็นโทษอยู่แล้ว ฉะนั้นข้อนี้จึงไม่ต้องอธิบาย

▪️5. นิพพิทานุปัสสนาญาณ▪️

ญาณนี้ท่านให้พิจารณาให้มีความเบื่อหน่ายจากสังขาร เพราะสังขารเกิดแล้วดับในที่สุดนี้ประการหนึ่ง สังขารมีความดับเป็นปกติทุกวันเวลาหรือว่าทุกลมหายใจเข้าออกก็ไม่ผิดนี้ประการหนึ่ง สังขารเป็นภัยเพราะมีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียนเป็นปกติและทำลายในที่สุดประการหนึ่ง สังขารเต็มไปด้วยความทุกข์และโทษประการหนึ่ง

ฉะนั้นสังขารนี้เป็นสภาพที่น่าเบื่อหน่าย ไม่เป็นของที่น่ารักน่าปรารถนาเลย ญาณนี้ควรเอาอสุภสัญญา ความเห็นว่าไม่สวยไม่งามมาร่วมพิจารณาด้วย เอามรณานุสสติ ธาตุ 4 มาร่วมพิจารณาด้วยจะเห็นผลชัดเจนเกิดความเบื่อหน่ายได้โดยฉับพลัน

▪️6. มุญจิตุกัมมยตาญาณ▪️

▪️ญาณนี้ท่านให้พิจารณาเพื่อใคร่ให้พ้นจากสังขาร ทั้งนี้เพราะอาศัยที่เห็นแล้วจากญาณต้น ๆ ว่า เกิดแล้วก็ดับ มีความดับเป็นปกติ เป็นเรือนร่างที่เต็มไปด้วยความทุกข์เพราะโรคภัยไข้เจ็บ จนเกิดความเบื่อหน่ายเพราะหาความเที่ยงความแน่นอนไม่ได้ ท่านให้พยายามหาทางพ้นต่อไปด้วยการพยายามหาเหตุที่สังขารจะพึงเกิดขึ้น

เพราะถ้าไม่มีสังขารและความทุกข์ ความเบื่อหน่ายทั้งหลายเหล่านี้จะมีไม่ได้เลย การที่หาทางเบื่อหนายท่านให้แสวงหาเหตุของความเกิดดังต่อไปนี้ 1.ชรา 2.ชาติ 3.ภพ 4.อุปาทาน 5.ตัณหา 6.เวทนา 7.ผัสสะ 8.อายตนะ
9.นามรูป 10 .วิญญาณ 11.สังขาร

รวมความแล้วความทุกข์ทรมานที่ปรากฏขึ้นจนต้องหาทางพ้นนี้ อาศัยอวิชชาความโง่เป็นสมุฏฐาน ฉะนั้นการที่จะหลีกเร้นจากสังขารได้ก็ต้องตัดอวิชชาความโง่ออกด้วยการพิจารณาสังขารให้เห็นเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ได้แน่นอน จึงจะพ้นสังขารนี้ได้

▪️7.ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ▪️

พิจารณาหาทางที่จะให้สังขารพ้น ญาณนี้ไม่เห็นทางอธิบายชัดเพราะมีอาการซ้อน ๆ กันอยู่ ควรเอาปฏิจจสมุปบาทนั่นแหละเป็นเครื่องพิจารณา

▪️8.สังขารุเปกขาญาณ▪️

ท่านสอนให้วางเฉย ในเมื่อสังขารภายในคือร่างกายของตนเอง และสังขารภายนอก คือร่างกายของคนและสัตว์ ตลอดจนของใช้ที่ไม่มีและมีวิญญาณ ที่ต้องได้รับเคราะห์กรรม มีทุกข์มีอันตราย โดยตัดใจปลงได้ว่าธรรมดาต้องเป็นอย่างนี้ ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ มีจิตสบายเป็นปกติ ไม่มีความหวั่นไหวเสียใจ น้อยใจ

▪️9.สัจจานุโลมิกญาณ▪️

พิจารณาญาณทั้งหมดย้อนไปย้อนมาให้เห็นอริยสัจ คือเห็นว่าสังขารที่เป็นแดนของความทุกข์เพราะอาศัยตัณหา จึงมีทุกข์หนักอย่างนี้ พิจารณาเห็นว่าสังขารมีทุกข์ประจำปกติไม่เคยว่างเว้นจากความทุกข์เลย อย่างนี้เรียกว่าเห็นทุกขสัจ จัดเป็นอริยสัจที่ 1

พิจารณาเห็นว่าทุกข์ทั้งหมดที่ได้รับเป็นประจำไม่ว่างเว้นนี้ เกิดมีขึ้นได้เพราะอาศัยตัณหาความทะยานอยาก 3 ประการ คืออยากมีในสิ่งที่ไม่เคยมี อยากเป็นในสิ่งที่ไม่เคยเป็น อยากปฏิเสธในเมื่อความสลายตัวเกิดขึ้นไม่อยากให้สลายตัว เจ้าความอยากทั้ง 3 นี้แหละเป็นผู้สร้างความทุกข์ขึ้นมา

ทุกข์นี้จะสิ้นไปได้ก็เพราะเข้าถึงจุดของความดับคือ "นิโรธ" เสียได้ จุดดับนั้นที่ท่านเรียกว่ามรรค 8 ย่อมรรค 8 ลงเหลือ 3 คือ ศีล สมาธิ ปัญญา นี้เพราะอาศัยศีลบริบูรณ์ สมาธิเป็นญาณปัญญา รู้เท่าทันสภาวะความเป็นจริง

หมดความเมาในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และดับอารมณ์พอใจไม่พอใจเสียได้ ตัดอารมณ์พอใจในโลกีย์วิสัยได้ ตัดความกำหนัดยินดีเสียได้ด้วยปัญญาวิปัสสนาญาณ ชื่อว่าเห็นในอริยสัจ 4

ทำอย่างนี้คิดอย่างนี้ให้คล่องจนจิตครอบงำความรัก ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความเมาในชีวิตเสียได้ ชื่อว่าท่านได้วิปัสสนาญาณ 9 และอริยสัจ 4 แต่อย่าเพิ่งพอหรือคิดว่าดีแล้ว ต้องฝึกฝนพิจารณาเรื่อยไปจนตัดสังโยชน์ 10 ประการได้แล้ว...นั่นแหละชื่อว่าเอาตัวรอดแล้ว

พระราชพรหมยาน,ธัมมวิโมกข์ (2531),86,131

เนื่องในอภิลักขิตสมัยขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๖๗ ขอท่านจงหมั่นฝึกจิตให้มั่นคงดีเพื่อความสุขความเจริญทุกเมื่อเทอญขออำนวยอว...
31/12/2023

เนื่องในอภิลักขิตสมัยขึ้นปีใหม่
พุทธศักราช ๒๕๖๗
ขอท่านจงหมั่นฝึกจิตให้มั่นคงดี
เพื่อความสุขความเจริญทุกเมื่อเทอญ
ขออำนวยอวยพร
สมเด็จพระสังฆราช
ประทานพรปีใหม่ ๒๕๖๗

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง
ขอสรรพมงคลจงมีแก่ท่าน
รักขันตุ สัพพะเทวะตา
ขอเหล่าเทวดาจงรักษาท่าน
สัพพะพุทธานุภาเวนะ ด้วยอานุภาพแห่งพระพุทธ
สัพพะธัมมานุภาเวนะ
ด้วยอานุภาพแห่งพระธรรม
สัพพะสังฆานุภาเวนะ
ด้วยอานุภาพแห่งพระสงฆ์
สะทา โสตถี ภะวันตุ เต ขอความสวัสดีทั้งหลาย
จงมีแก่ท่านทุกเมื่อเทอญ

ที่อยู่

ต. บึงงาม
Nong Phok
45210

เบอร์โทรศัพท์

+66877762272

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ วิถีแห่งธรรมผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง วิถีแห่งธรรม:

แชร์