ประวัติคริสตจักรโมทนา
ตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ปีค.ศ 1930-1940 คริสตจักรโมทนาเป็นคริสตจักรที่มีภูมิหลังมาจากคนจีนในเมืองลำปาง ที่อพยพมาจากประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ และในเวลาเดียวกันก็อาจพูดได้ว่า คริสตจักรโมทนาเป็นผลพวงมาจากมิชชั่นนารี และสมาชิกคริสตจักรที่1 ลำปาง ร่วมกันประกาศเผยแพร่พระกิตติคุณ จากบทความของศาสนาจารย์ประทีป ทองคำ ในหนังสือ 100 ปี คริสตจักรลำปาง (ค.ศ.1980) กล่าวว่า ศาสนาจา
รย์ลอเรน แฮนนา สนใจจิตวิญญานและคริสเตียนชาวจีนจึงได้ไปตั้งห้องประกาศพระกิตติคุณขึ้น ที่ย่านชุมชนเก้าจาว ตั้งชื่อว่า "คริสตธรรมสถาน" เวลานั้นอาจารย์ซิลหว่า แซ่อือ เป็นผู้ร่วมงานกับศาสนาจารย์แฮนนา คริสเตียนรุ่นนั้นมี หมอฟอง สุทธิพันธ์ เถ้าแก่ยงเทง และอีกหลายๆ คน
บทความของคุณแม่ยวนนิต้า ประทีปปะเสน (เขียนปี 1980) ได้กล่าวไว้ว่า สมัยเมื่อท่านเป็นอนุชน ราวปี 1930 ท่่านได้มีส่วนในการประกาศเผยแพร่พระกิตติคุณที่ห้องประกาศศาลาธรรมจีน ซึ่งตั้งอยู่ที่ ถนนกลาง (ทิพย์ช้าง) ตรงข้ามกับร้านทำฟันของหมอฟอง ทุกวันอาทิตย์จะไปช่วยร้องเพลง ซึ่งชาวจีนจะร้องเป็นภาษาจีน ส่วนคุณแม่ยวนนิต้ากับอนุชนชาวไทยร้องเป็นภาษาไทย ผู้ประกาศเวลานั้นคือ เถ้าแ่ก่ยงเทง ซิลแสรามูจิว และซิลแสซิลหว่า ส่วนมิชชั่นนารี คือศานาจารย์แฺฮนนากับแหม่มศาสนาจารย์เคสกับแหม่ และนางสาวสตาร์ลิง ได้มีการประกาศพระกิตติคุณร่วมกันทั้งไทย จีน ฝรั่ง ผู้นำคนจีนที่เข้มแข็งเวลานั้นคือ ชินแส ซิลหวา ท่านผู้นี้เคยเป็นเจ้าของโรงงานกระเบื้องปูพื้น ท่านได้ไปรับจ้างที่ศาลาธรรมเกาะกลาง จังหวัดเชียงใหม่ ได้ยินเรื่องของพระเ้จ้าและรับเชื่อที่นั่นหลังจากนั้นก็สละทรัพย์สมบัติไปเรียนพระคริสตธรรที่ประเทศจีน แล้วกลับมาช่วยงานประกาศฯ กับคนจีนในลำปาง
ความเงียบในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ปี 1941-1945
เมื่อสงครามครังที่สองระเบิดขึ้นในประเทศไทย ตอนปลายปี ค.ศ.1941 ชาวจีนหรือคนต่างด้าว ต้องอพยพออกจากลำปาง สมาชิกคริสเตียนส่วนใหญ่จะเป็นชาวจีนที่ไม่ได้รับสัญชาติไทยก็ต้องอพยพออกไปด้วย คงเหลือแต่ครอบครัวหมอฟอง สุทธิพันธ์ ครอบครัวเดียวที่เป็นคริสเตียนคนจีนในลำปาง เพราะท่านได้โอสัญชาติเป็นคนไทยแล้ว แต่ประมาณในช่วงต้นปี 1942 มีเครื่องบินมาทิ้งระเบิดที่ลำปาง ครอบครัวหมอฟองไม่สามารถทนอยู่ได้จึงอพยพหลบภัยไปอยู่จังหวัดแพร่ ส่วนกิจกรรมของการประกาศศาสนาดังที่เคยทำมาอย่างเปิดเผย จึงหยุดชะงักลง แต่หลังจากสงครามสงบลง ครอบครัวหมอฟองได้กลับมาอยุ่ที่ลำปางอีกครั้ง โดยยึดอาชีพหลักเป็นหมอฟัน ท่่านได้หาโอกาสพูดคุยสนทนากับชาวจีนแตามแต่ที่จะมีโอกาสและในการกลับมาของหมอฟองครั้งนี้นั้นมีความตั้งใจที่จะฟื้นชีพคริสตจักรของคนจีนขึ้นอีกครั้ง
คริสตจักรหลังใหม่ (หลังปัจจุบัน) เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 1968 ในการประชุมกรรมการดำเนินงานประจำเดือนของคริสตจักรภาคที่ 7 ผู้ปกครองเต็มเปี่ยม จันทาภากุลได้รายงานต่อที่ประชุมว่าค่าก่อสร้างโบสถ์ใหม่เป็นเงิน 150,000 บาท ขอให้ภาค 7 และสภาคริสตจักรในประเทศไทยช่วยแห่่งละ 50,000 บาท อีก 50,000 บาททางคริสจักรโมทนาจะหาเอง และในต่อมาก็ได้รับความช่วยเหลือ
ปีถัดมา 1969 เมื่อเวลาบ่าย 2 โมง คริสตจักรภาคที่ 7 ได้ส่งผู้แทนมาประกอบพิธีวางศิลาหลักและได้เริ่มการก่อสร้างอาคารโบสถ์ (หลังปัจจุบัน) โดยมีผู้ปกครองสกล จากคริสตจักซีโอนกรุงเทพฯ มาเป็นช่างในการก่อสร้างทั้งที่มีงบประมาณไม่พอ ดังนั้นผู้ปกครองเต็มเปี่ยม จันทาภากุล กับอาจารย์ซกเจ็ง จึงได้ออกไปยังหมู่พี่น้องคริสเตียนเพื่อขอเีรี่ยไรจากคริสตจักรและภาคต่างๆ จึงได้เงินส่วนนั้นมาสมทบในการก่อสร้างครั้งนี้จนสามารถเสร็จเป็นที่จะใช้เป็นที่ประชุมนมัสการในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน
ปี 1970 เป็นปีแห่งศักราชใหม่ ของคริสตจักรโมทนา ในเดือนพฤษาคม วันที่ 2 ปี 1970 คริสตจักรก็ได้มีการจัดพิธีนมัสการถวายอาคารโบสถ์ใหม่ โดยเชิญประธานและคณะกรรมการดำเนินงานของคริสตจักร ภาคที่ 7 พี่น้องคริสตจักรภาคที่ 3 ลำปางมาร่วมถวายในครั้งนี้ เวลานั้นมีจำนวนสมาชิกคริสตจักรประมาณสามสิบกว่าคน หลังจากการถวายโบสถ์แล้ว ครอบครัวหมอฟองก็ได้ย้ายไปอยู่กรุงเทพฯ เนื่องจากท่านอายุมากแล้ว (78 ปี)
ปัจจุบัน ปี 2007 มีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกหลายคน เนื่องจากการประกาศพระกิตติคุณของพระเจ้า โดยพี่น้องสมาชิกในคริสตจักรทุกคน ซึ่งทำให้งานพระเจ้าได้ขยับขยายไปเป็นอย่างมาก ทั้งในด้านกิจกรรมต่างๆ ก็มีบุคลากรที่มีของประทานความรู้ความสามารถหลาย ๆด้านเข้ามามีส่วนร่วมในการรับใช้ในกิจกรรมต่างๆ ที่คริสตจักรได้จัดขึ้น สำหรับศิษยาภิบาลคนปัจจุบันชื่อ อาจารย์มยุรี ขันอุระ ซึ่งท่านจบประกาศนียบัตรด้านศาสนศาสตร์ จากวิทยาลัยพระคริสตธรรมพะเยา มาเป็นศิษยาภิบาลประจำคริสตจักร ตั้งแต่ปี 1991 เป็นต้นมา