24/06/2025
บทสวดทำวัตรเช้า (แปล)
คำบูชาพระรัตนตรัย
โย โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ.
พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นพระองค์ใด,
เป็นพระอรหันต์, ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์
สิ้นเชิง, ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง.,
สะวากขาโต เยนะ ภะคะวะตา ธัมโม.
พระธรรมเป็นธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระองค์ใด, ตรัสไว้ดีแล้ว,
สุปะฏิปันโน ยัสสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,
พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระองค์ใด, ปฏิบัติดีแล้ว.,
ตัมมะยัง ภะคะวันตัง สะธัมมัง สะสังฆัง, อิเมหิ
สักกาเรหิ ยะถาระหัง อาโรปิเตหิ อะภิปูชะยามะ,
ข้าพเจ้าทั้งหลาย, ขอบูชาอย่างยิ่ง, ซึ่งพระผู้มี
พระภาคเจ้าพระองค์นั้น, พร้อมทั้งพระธรรม
และพระสงฆ์, ด้วยเครื่องสักการะทั้งหลาย
เหล่านี้, อันยกขึ้นตามสมควรแล้วอย่างไร,
-๒-
สาธุ โน ภันเต ภะคะวา สุจิระปะรินิพพุโตปิ.
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ, พระผู้มีพระภาคเจ้า
แม้ปรินิพพานนานแล้ว, ทรงสร้างคุณอัน
สำเร็จประโยชน์ไว้แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย,
ปัจฉิมาชะนะตานุกัมปะมานะสา.
ทรงมีพระหฤทัยอนุเคราะห์แก่พวกข้าพเจ้า,
อันเป็นชนรุ่นหลัง,
อิเม สักกาเร ทุคคะตะปัณราการะภูเต ปะฏิคคัณหาตุ.
ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงรับเครื่องสักการะ,
อันเป็นบรรณาการของคนยากทั้งหลายเหล่านี้
อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ.
เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ข้าพเจ้า
ทั้งหลาย, ตลอดกาลนานเทอญ,
-๓-
อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา.
พระผู้มีพระภาคเจ้า, เป็นพระอรหันต์
ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์ สิ้นเชิง,
ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง,
พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ.
ข้าพเจ้าอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า, ผู้รู้ ผู้ตื่น
ผู้เบิกบาน. ( กราบ )
สะวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม,
พระธรรมเป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้า,
ตรัสไว้ดีแล้ว,
ธัมมัง นะมัสสามิ.
ข้าพเจ้านมัสการพระธรรม. (กราบ )
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,
พระสงฆ์ สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าปฏิบัติดีแล้ว.,
สังฆัง นะมามิ.
ข้าพเจ้านอบน้อมพระสงฆ์. ( กราบ )
-๔-
ปุพพภาคนมการ
( หันทะ มะยัง พุทธัสสะ ภะคะวะโต
ปุพพะภาคะนะมะการัง กะโรมะ เส. )
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต.
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระองค์นั้น,
อะระหะโต,
ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส,
สัมมาสัมพุทธัสสะ.
ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง.
( ว่า ๓ ครั้ง )
-๕-
บทสวด “ทำวัตรเช้า”
๑.พุทธาภิถุติ
( หันทะ มะยัง พุทธาภิถุติง กะโรมะ เส. )
โยโส ตะถาคะโต.
พระตถาคตเจ้านั้น พระองค์ใด,
อะระหัง,
เป็นผู้ไกลจากกิเลส.,
สัมมาสัมพุทโธ.
เป็นผู้ตร้สรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง,
วิชชา จะระณะ สัมปันโน.
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจระณะ,
สุคะโต.
เป็นผู้ไปดีแลัวด้วยดี,
โลกะวิทู.
เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง,
-๖-
อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ.
เป็นผู้สามารถฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้
อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า,
สัตถา เทวะมะนุสสานัง.
เป็นครูผู้สอนของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย,
พุทโธ.
เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม;
ภะคะวา
เป็นผู้มีความเจริญ จำแนกธรรมสังสอนสัตว์;
โย อิมัง โลกัง สะเทวะกัง สะมาระกัง สะพรหมะกัง,
สัสสะมะณะพราหมะณิง ปะชัง สะเทวะมะนุสสัง
สะยัง อะภิญญา สัจฉิกัตตะวา ปะเวเทสิ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด ได้ทรงทำ
ความดับทุกข์,ให้แจ้งด้วยพระปัญญาอันยิ่งเองแล้ว,
ทรงสอนโลกนี้ พร้อมทั้งเทวดา, มารพรหม, และ
หมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดา
และมนุษย์ให้รู้ตาม
-๗-
โย ธัมมัง เทเสสิ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด, ทรงแสดง
ธรรมแล้ว,
อาทิกัลยาณัง.
ไพเราะในเบื้องต้น;
มัชเฌกัลยาณัง.
ไพเราะในท่ามกลาง;
ปะริโยสานะกัลยาณัง.
ไพเราะในที่สุด
สาตถัง สะพยัญชะนัง เกวะละปะริปุณณัง ปะริสุทธัง พรัมมะจะริยัง ปะกาเสสิ.
ทรงประกาศพรหมจรรย์ คือแบบแห่งการ
ปฏิบัติอันประเสริฐ, บริสุทธิ์ บริบูรณ์ สิ้นเชิง,
พร้อมทั้งอรรถะ พร้อมทั้งพยัญชนะ
-๘-
ตะมะหัง ภะคะวันตัง อะภิปูชะยามิ,
ข้าพเจ้าบูชาอย่างยิ่ง ,เฉพาะพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระองค์นั้น;
ตะมะหัง ภะคะวันตัง สิระสา นะมามิ.
ข้าพเจ้านอบน้อมพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น, ด้วยเศียรเกล้า,
(กราบระลึกคุณของพระพุทธเจ้า)
๒. ธัมมาภิถุติง
(หันทะ มะยัง ธัมมาภิถุติง กะโรมะ เส.)
โย โส สะวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม.
พระธรรมนั้นใด, เป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ดีแล้ว;
สันทิฏฐิโก.
เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติพึงเห็นได้
ด้วยตนเอง,
-๙-
อะกาลิโก.
เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ และให้ผลได้ไม่จำกัดกาล,
เอหิปัสสิโก.
เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกะผู้อื่นว่า ท่านจงมาดูเถิด;
โอปะนะยิโก.
เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว,
ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ.
เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน,
ตะมะหัง ธัมมัง อะภิปูชะยามิ.
ข้าพเจ้าบูชาอย่างยิ่ง, เฉพาะพระธรรมนั้น,
ตะมะหัง ธัมมัง สิระสา นะมามิ.
ข้าพเจ้านอบน้อมพระธรรมนั้น,
ด้วยเศียรเกล้า,
(กราบระลึกคุณของพระธรรม)
-๑๐-
๓. สังฆาภิถุติง
(หันทะ มะยัง สังฆาภิถุติง กะโรมะ เส)
——————
โย โส สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,
สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น หมู่ใด,
ปฏิบัติดีแล้ว;
อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,
สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด,
ปฏิบัติตรงแล้ว;
ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,
สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด,
ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์
แล้ว:
สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,
สงฆ์ สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด,
ปฏิบัติตรงแล้ว;
-๑๑-
ยะทิทัง,
ได้แก่บุคคลเหล่านี้ คือ;
จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะปุริสะปุคคะลา.
คู่แห่งบุรุษ ๔ คู่ นับเรียงตัวบุรุษได้ ๘ บุรุษ;
เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ.
นั่นแหละ สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า,
อาหุเนยโย.
เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะ ที่เขานำมาบูชา,
ปาหุเนยโย.
เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะ ที่เขาจัดไว้ต้อนรับ,
ทักขิเณยโย.
เป็นผู้ควรรับทักษิณาทาน,
อัญชะลีกะระณีโย.
เป็นผู้ที่บุคคลทั่วไปควรทำอัญชลี,
อนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสะ.
เป็นเนื้อนาบุญของโลก, ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า,
-๑๒-
ตะมะหัง สังฆัง อะภิปูชะยามิ.
ข้าพเจ้าบูชาอย่างยิ่ง เฉพาะพระสงฆ์หมู่นั้น;
ตะมะหัง สังฆัง สิระสา นะมามิ.
ข้าพเจ้านอบน้อมพระสงฆ์หมู่นั้น
ด้วยเศียรเกล้า.
(กราบระลึกคุณของพระสงฆ์)
๔. รตนัตตยัปณามคาถา
(หันทะ มะยัง ระตะรัตตะยัปปะณามะคาถา โย เจวะ
สังเควะปะริกิตตะนะปาฐัญจะ ภะณามะ เส.)
พุทโธ สุสุทโธ กะรุณามะหัณณะโว.
พระพุทธเจ้าผู้บริสุทธิ์, มีพระกรุณาดุจห้วง
มหรรณพ,
โยจจันตะสุทธัพพะระญาณะโลจะโน
พระองค์ใด มีตาคือญาณอันประเสริฐหมดจด
ถึงที่สุด,
-๑๓-
โลกัสสะ ปาปูปะกิเลสะฆาตะโก.
เป็นผู้ฆ่าเสียซึ่งบาป และอุปกิเลสของโลก,
วันทามิ พุทธัง อะหะมาทะเร นะตัง.
ข้าพเจ้าไหว้พระพุทธเจ้า พระองค์นั้น, โดยใจเคารพเอื้อเฟื้อ,
ธัมโม ปะทีโป วิยะ ตัสสะ สัตถุโน.
พระธรรมของพระศาสดา สว่างรุ่งเรือง
เปรียบดวงประทีป
โย มัคคะปากามะตะเภทะภินนะโก.
จำแนกประเภท คือ มรรค ผล นิพพานส่วนใด,
โลกุตตะโร โย จะ ตะทัตถะทีปะโน.
ซึ่งเป็นตัวโลกุตตระ และส่วนใดที่ชี้แนวแห่ง
โลกุตตระนั้น,
วันทามิ ธัมมัง อะหะมาทะเรนะ ตัง,
ข้าพเจ้าไห้วพระธรรมนั้น,โดยใจเคารพเอื้อเฟื้อ,
-๑๔-
สังโฆ สุเขตตา ภะยะติเขต ตะสัญญิโต,
พระสงฆ์เป็นนาบุญอันยิ่งใหญ่กว่าบุญอันดี
ทั้งหลาย,
โย ทิฏฐะสันโต สุคะตานุโพธะโก.
เป็นผู้เห็นพระนิพพาน, ตรัสรู้ตามพระสุคต
หมู่ใด,
โลลัปปหีโน อะริโย สุเมทะธะโส.
เป็นผู้ละกิเลสเครื่องโลเล, เป็นพระอริยะเจ้า
มีปัญญาดี,
วันทามิ สังฆัง อะหะมาทะเร นะตัง,
ข้าพเจ้าไหว้พระสงฆ์หมู่นั้น,
โดยใจเคารพเอื้อเฟื้อ,
อิจเจวะเมกันตะภิปูชะเนยยะกัง, วัตถุตตะยัง
วันทะยะตาภิสังขะตัง, ปุญญัง มะยา มะมะ
สัพพุปัททะวา, มา โหนตุ เว ตัสสะ ปะภาวะสิทธิยา.
บุญใด ที่ข้าพเจ้าไหว้อยู่ซึ่งวัตถุสาม,
-๑๕-
คือพระรัตนตรัยอันควรบูชายิ่ง
โดยส่วนเดียว, ได้กระทำแล้วเป็นอย่างยิ่ง
เช่นนี้. ขออุปัททวะทั้งหลาย ,
จงอย่ามีแก่ข้าพเจ้าเลย, ด้วยอำนาจความ
สำเร็จ อันเกิดจากบุญนั้น.
๕. สังเวคปริกิตตนาปาฐะ
—————
อิธะ ตถาคะโต โลเก อุปปันโน.
พระตถาคตเจ้าเกิดขึ้นแล้วในโลกนี้,
อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ.
เป็นผู้ไกลจากกิเลส,
ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง,
ธัมโม จะ เทสิโต นิยยานิโก.
และพระธรรมที่ทรงแสดง,
เป็นธรรมเครื่องออกจากทุกข์,
-๑๖-
อุปะสะมิโก ปะรินิพพานิโก.
เป็นเครื่องสงบกิเลส, เป็นไปเพื่อปรินิพพาน,
สัมโพธะคามี สุคะตัปปะเวทิโต.
เป็นไปเพื่อความรู้พร้อม,
เป็นธรรมที่พระสุคตประกาศ,
มะยันตัง ธัมมัง สุตวา เอวัง ชานามะ.
พวกเราเมื่อได้ฟังธรรมนั้นแล้วจึงได้รู้
อย่างนี้ว่า,
ชาติปิ ทุกขา.
แม้ความเกิดก็เป็นทุกข์;
ชะราปิ ทุกขา.
แม้ความแก่ก็เป็นทุกข์
มะระณัมปิ ทุกขัง.
แม้ความตายก็เป็นทุกข์;
โสกะปะริเทวะ ทุกขะ โทมะนัสสุปายาสาปิ ทุกขา.
ความโศก ความร่ำไรรำพัน,
-๑๗-
ความไม่สบายกาย,
ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ ก็เป็นทุกข์,
อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข.
ความประสพกับสิ่งไม่เป็นที่รักที่พอใจ
ก็เป็นทุกข์,
ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข.
ความพลัดพรากจากสิ่งไม่เป็นที่รักที่พอใจ
ก็เป็นทุกข์,
ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง.
มีความปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้น
นั่นก็เป็นทุกข์,
สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา.
ว่าโดยย่อ อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เป็นตัวทุกข์,
เสยยะถีทัง,
ได้แก่สิ่งเหล่านี้ คือ,
-๑๘-
รูปูปาทานักขันโธ.
ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นคือ รูป,
เวทะนูปาทานักขันโธ.
ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นคือ เวทนา,
สัญญูปาทานักขันโธ.
ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นคือ สัญญา,
สังขารูปาทานักขันโธ.
ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นคือ สังขาร,
วิญญาณูปาทานักขันโธ,
ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นคือวิญญาณ,
เยสัง ปะริญญายะ,
เพื่อให้สาวกกำหนดรอบรู้อุปาทานขันธ์
เหล่านี้เอง,
ธะระมาโน โส ภะคะวา,
จึงพระผู้มีพระภาคเจ้าเหล่านั้น, เมื่อยังทรง
พระชนม์อยู่,
-๑๙-
เอวัง พะหุลัง สาวะเก วิเนติ.
ย่อมทรงแนะนำสาวกทั้งหลาย, เช่นนี้
เป็นส่วนมาก,
เอวัง ภาคาจะปะนัสสะ ภะคะวะโต
สาวะเกสุอะนุสาสะนี พะหุลา ปะวัตตะติ.
อนึ่ง คำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น
ย่อมเป็นไปในสาวกทั้งหลายส่วนมาก;
มีส่วนคือการจำแนกอย่างนี้ว่า;-
รูปัง อะนิจจัง, รูปไม่เที่ยง;
เวทนา อะนิจจา, เวทนาไม่เที่ยง;
สัญญา อะนิจจา, สัญญาไม่เที่ยง;
สังขารา อะนิจจา, สังขารไม่เที่ยง;
วิญญาณัง อะนิจจัง, วิญญาณไม่เที่ยง;
รูปัง อะนัตตา, รูปไม่ใช่ตัวตน;
เวทนา อะนัตตา, เวทนาไม่ใช่ตัวตน;
สัญญา อะนัตตา, สัญญาไม่ใช่ตัวตน;
-๒๐-
สังขารา อะนัตตา, สังขารไม่ใช่ตัวตน;
วิญญาณัง อะนัตตา, วิญญาณไม่ใช่ตัวตน;
สัพเพ สังขารา อะนิจจา,
สังขารทั้งหลาย ทั้งปวง ไม่เที่ยง;
สัพเพ ธัมมา อะนัตตาติ.
ธรรมทั้งหลาย ทั้งปวง ไม่ใช่ตัวตน ดังนี้.
(ตา) มะยัง โอติณณา มะหะ.
พวกเราทั้งหลาย, เป็นผู้ถูกครอบงำแล้ว;
ชาติยา,
โดยความเกิด;
ชะรามะระเณ นะ.
โดยความแแก่ และความตาย,
โสเกหิ ปะริเทเวหิ ทุกเขหิ โทมนัสเสหิ อุปายาเสหิ.
โดยความโศกความร่ำไรรำพัน, ความไม่สบายกาย, ความไม่สบายใจ,
ความคับแค้นใจทั้งหลาย,
-๒๑-
ทุกโข ติณณา,
เป็นผู้ถูกความทุกข์หยั่งเอาแล้ว,
ทุกขะปะเรตา.
เป็นผู้มีความทุกข์ เป็นเบื้องหน้าแล้ว,
อัปเปวะนามิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ
อันตะกิริยา ปัญญาเยถาติ.
ทำไฉน การทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้,
จะพึง ปรากฏชัดแก่เราได้.
(สำหรับ “อุบาสก-อุบาสิกา” สวด)
จิระปะรินิพพุตัมปิ ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คะตา,
เราทั้งหลายผู้ถึงแล้วซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า,
แม้ปรินิพพานนานแล้ว พระองค์นั้น
เป็นสรณะ,
ธัมมัญจะ ภิกขุสังฆัญจะ.
ถึงพระธรรมด้วย ถึงพระสงฆ์ด้วย;
-๒๒-
ตัสสะ ภะคะวะโต สาสะนัง ยะถาสะติ ยะถา
พะลัง มะนะสิกะโรมะ อะนุปะฏิปัชชามะ.
จักทำในใจอยู่, ปฏิบัติตามอยู่, ซึ่งคำสั่งสอน
ของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ตามสติกำลัง;
สา สา โน ปะฏิปัตติ.
ขอให้ความปฏิบัตินั้นๆของเราทั้งหลาย,
อิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยายะ
สังวัตตะตุ.
จงเป็นไปเพื่อการทำที่สุดแห่งกองทุกข์
ทั้งสิ้นนี้ เทอญ,
(จบบทคำทำวัตร“เช้า”)
-๔๕-
กรวดน้ำอิมินา
(นำ) หันทะ มะยัง อุททิสะนาธิฎฐานะคาถาโย ภะณามะ เส ฯ
(รับ) อิมินา ปุญญะกัมเมนะ อุปัชฌายา คุณุตตะรา
อาจะริยูปะการา จะ มาตาปิตา จะ ญาตะกา (ปิยา มะมัง)
สุริโย จันทิมา ราชา คุณะวันตา นะราปิ จะ
พรัหมมะมารา จะ อินทา จะ โลกะปาลา จะ เทวะตา
ยะโม มิตตา มะนุสสา จะ มัชฌัตตา เวริกาปิ จะ
สัพเพ สัตตา สุขี โหนตุ ปุญญานิ ปะกะตานิ เม
สุขัง จะ ติวิธัง เทนตุ ขิปปัง ปาเปถะ โวมะตัง
อิมินา ปุญญะกัมเมนะ อิมินา อุททิเสนะ จะ
ขิปปาหัง สุละเภ เจวะ ตัณหุปาทานะเฉทะนัง
เย สันตาเน หินา ธัมมา ยาวะ นิพพานะโต มะมัง
นัสสันตุ สัพพะทา เยวะ ยัตถะ ชาโต ภะเว ภะเว
อุชุจิตตัง สะติปัญญา สัลเลโข วิริยัมหินา
มารา ละภันตุ โนกาสัง กาตุญจะ วิริเยสุ เม
พุทธาทิปะวะโร นาโถ ธัมโม นาโถ วะรุตตะโม
นาโถ ปัจเจกะพุทโธ จะ สังโฆ นาโถตตะโร มะมัง
เตโสตตะมานุภาเวนะ มาโรกาสัง ละภันตุ มาฯ
-๔๖-
คำสมาทานวิปัสสนากรรมฐาน
อุกาสะ ๆ ณ โอกาสบัดนี้ ข้าพเจ้าขอสมาทาน
ซึ่งวิปัสสนากรรมฐาน ขอขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ
อัปปนาสมาธิ และวิปัสสนาญาณจงบังเกิดมี
ในขันธสันดานของข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าจะตั้งสติไว้ ที่รูปยืนในขณะยืน
โดยกำหนดว่า “ยืนหนอ” ตั้งสติไว้ที่รูปเดิน
ในขณะเดิน โดยกำหนดว่า “ขวาย่างหนอ
ซ้ายย่างหนอ”ตั้งสติไว้ที่รูปนั่งในขณะนั่ง โดยกำหนดว่า “นั่งหนอ” ตั้งสติไว้ที่ท้อง ในขณะ
หายใจเข้าท้องพองขึ้น กำหนดว่า”พองหนอ”
ขณะหายใจออกท้องยุบลง กำหนดว่า “ยุบหนอ”
ขณะนึกคิดตั้งสติ ไว้ที่นามคิด กำหนดว่า
”คิดหนอ” เป็นต้น ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปเทอญ.
-๔๗-
คำแผ่เมตตาให้แก่ตนเอง
อะหัง สุขิโต โหมิ
ขอให้ข้าพเจ้า มีความสุขกาย สุขใจ
อะหัง อะเวโร โหมิ
ขอให้ข้าพเจ้า อย่าได้มีเวรกับผู้ใด
อะหัง อัพพยา ปัชโฌ โหมิ
ขอให้ข้าพเจ้า อย่าได้เบียดเบียนกับผู้ใด
อะหัง อะนีโฆ โหมิ
ขอให้ข้าพเจ้า อย่าได้มีความทุกข์กาย ทุกข์ใจเลย
สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ
ขอให้ข้าพเจ้า มีความสุขกาย สุขใจ รักษาตน
ให้พ้นจากทุกข์ภัย ทั้งสิ้นเถิด
-๔๘-
คำแผ่เมตตาให้แก่ผู้อื่น
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลาย ผู้เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมด ทั้งสิ้น
อะเวรา
จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและ กันเลย
อัพพยาปัชฌา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียน
ซึ่งกันและกันเลย
อะนีฆา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กาย
ทุกข์ใจเลย
สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีความสุขกาย สุขใจ รักษาตนให้พ้นจาก
ทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด.
-๔๙-
คำตั้งสัจจอธิษฐาน
ข้าพเจ้าขอตั้งสัจจอธิษฐาน ขออานุภาพแห่ง
บุญกุศล ที่ข้าพเจ้าได้บำเพ็ญแล้ว จงเป็นพลวะ
ปัจจัย เป็นนิสัยตามส่ง ให้มีความสุขความเจริญ
และเกิดปัญญาญาณ ทั้งชาตินี้ ชาติหน้า ตลอดชาติ
อย่างยิ่งจนถึงความพ้นทุกข์ คือพระนิพพาน
ในอนาคตกาลโน้น เทอญ.
*****************