บ้านฟ้าประทาน วังน้ำเขียว

บ้านฟ้าประทาน วังน้ำเขียว สถานปฏิบัติธรรม พระอวโลกิเตศวร

22/10/2023

หลังการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในไม่ช้า โลกจะเข้าสู่ "ยุคใหม่" พระศาสดาพระองค์ใหม่ คือ "พระเมไตรย์" จะ "อุบัติ" ขึ้นบนโลก เป็นพระศาสดาพระองค์ที่ 5 ในศาสนาพระธรรมจักร

"พระเมไตรย์ หรือ Lord Maitreya" เป็นชื่อสากล ชื่อที่เรียกกันแพร่หลายในภาษาไทย คือ "พระศรีอริยเมตไตรย์"

ยุคของพระศาสดาสิทธัตถะนั้นถูกกำหนดให้ยาวประมาณสองพันปีเศษ มิใช่ห้าพันปี เป็นพระศาสดาในกลียุคตอนปลาย

ในยุคใหม่ภายใต้การนำของพระเมไตรย์จะสื่อสอนพระคัมภีร์สัทธรรมชุดดั้งเดิมแก่มนุษย์ทั่วโลกที่มีชีวิตรอดจากการชำระครั้งใหญ่ โดยยกเลิกคำสอนที่ผิดเพี้ยนทั้งหมดในยุคเก่า จะไม่มีการทำพิธีกรรมต่างๆ การสวดสรรเสริญ การใช้อวิชชาหรือเดรัจฉานวิชาใดๆทั้งสิ้น

โลกจะเข้าสู่ยุคใหม่ เป็นยุคแห่งความรัก ความเมตตา ความเสมอภาค ไม่มีความแตกต่างระหว่างชนชั้น หรือระหว่างนักบวชกับมนุษย์ทั่วไป ทุกคนมีความเท่าเทียมกันหมด

พระศาสดาเมไตรย์จะมาเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณแก่มนุษย์ทั้งโลกภายใต้ศาสนาที่จะถูกรวมเป็นหนึ่งเดียว คือ "ศาสนาพระธรรมจักร" ในอนาคตข้างหน้านี้

#พระเมไตรย์ #พระศรีอริยเมตไตรย์ #พระศรีอริยเมตตรัย #พระศรีอาริย์ #ศาสนาพุทธ #พุทธศาสนา #ศาสนาพระธรรมจักร #กลียุค #ยุคทอง #ยุคใหม่ #วันชำระ #การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

25/06/2023

หลังจากพระศาสดาสัทธรรมทำหน้าที่เสร็จกลับสู่แดนแห่งพระธรรมประมาณพันปี คำสอนในพระคัมภีร์สัทธรรมเริ่มผิดเพี้ยน มีการดัดแปลงแก้ไข มนุษย์เริ่มมีความงมงาย และยึดติด ทำสิ่งที่ฝืนข้อกำหนด พระองค์จึงได้แบ่งภาคออกมาเป็นสองพระองค์ คือ

1. พระอวโลกิเตศวร เพื่อทำหน้าที่สื่อสอนพระคัมภีร์สัทธรรมแก่มนุษย์และจิตวิญญาณในทุกภพภูมิ คัดสรรผู้ที่จะมาทำหน้าที่เป็นพระศาสดาบนโลกมนุษย์

2. พระจัมบาลา เพื่อทำหน้าที่ควบคุมชีวิตมนุษย์ให้เป็นไปตามกฎแห่งจิตวิญญาณ อันประกอบด้วย กฎแห่งการกำหนด และกฎแห่งกรรม รวมถึงดูแลโลกวิญญาณ

ครั้งใดก็ตามที่ธรรมะผิดเพี้ยนมาก พระอวโลกิเตศวรจะมาสื่อสอนมนุษย์ทุกครั้ง เช่นในยุคนี้ที่เป็นปลายกลียุค คำสอนดั้งเดิมเหลือเพียง 30% เป็นเหตุให้พระอวโลกิเตศวรมาสื่อสอนอีกครั้งหนึ่ง

#พระอวโลกิเตศวร #โอมมณีเปทเมฮุม #โอมมณีปัทมาฮุม #กวนอิม #พระแม่กวนอิม #อวโล #พระอวโล #พระจัมบาลา #ท้าวเวสสุวรรณ

03/07/2022

เราคือเมไตรย์

"โอม มณี เปทเม ฮุม" คำดั้งเดิมเป็นภาษาทิเบต มีความหมายว่า "ดวงแก้วปกป้องคุ้มครองลูกหลานดอกบัว" มิใช่ ดวงแก้วเกิดขึ้นในดอกบัว ดั่งที่มนุษย์ยุคหลังเข้าใจ

โอม มณี เปทเม ฮุม เป็นคำภาวนาอันศักดิ์สิทธิ์ที่พระอวโลกิเตศวร องค์ปฐมแห่งพระโพธิสัตย์ เมตตาประทานคำภาวนาให้แก่มนุษย์ขณะทำสมาธิ เพื่อให้จิตสงบและปกป้องลูกหลานดอกบัวจากเหล่ามารที่เข้ามารบกวน

มูลเหตุของคำภาวนานี้ คือ ในครั้งนั้นราวหกพันปีที่แล้วมีผู้ปฏิบัติธรรมที่เดินทางด้วยความยากลำบากไปพบพระอวโลกิเตศวรที่เทือกเขาโปตาลา เมืองบนเขา หรือทิเบตในปัจจุบัน ได้สอบถามพระอวโลกิเตศวรว่า มีคำภาวนาใดที่ช่วยให้จิตสงบระหว่างการทำสมาธิ

พระอวโลกิเตศวรจึงแนะนำให้ใช้คำภาวนา “โอม มณี เปทเม ฮุม” ขณะทำสมาธิเพื่อให้จิตนื่ง โดยภาวนาไปเรื่อยๆพร้อมกับการเดินลมปราณในลักษณะหายใจเข้าท้องพองหายใจออกท้องยุบ จนจิตนิ่งเข้าสู่ภวังค์แห่งสมาธิและลืมการภาวนา การหายใจเป็นอัตโนมัติ จิตว่างสักระยะหนึ่ง ไม่มีระดับชั้นของสมาธิ เมื่อจักราที่ 7 เปิดแล้ว องค์ความรู้ต่างๆก็จะพรั่งพรูลงมา เป็นความรู้แห่งสมาธิที่บริสุทธิ์ เป็นความรู้ที่แท้จริงจากเบื้องบน และเมื่อภาวนาไปเรื่อยๆจะปรากฏเกราะแก้วและแสงสว่างเข้ามาครอบคลุมร่าง เป็นดวงแก้วที่สว่างไสวมาปกป้องคุ้มครอง เมื่อพวกมารหรือฝ่ายมืดได้เห็นดวงแก้วกับแสงสว่างก็จะไม่กล้าเข้าใกล้และไม่มารบกวนหรือแทรกแซงขณะทำสมาธิ

ในระหว่างวันหากผู้ใดมีจิตที่ไม่สงบ เมื่อภาวนาคำ “โอม มณี เปทเม ฮุม” จิตจะสงบและสว่างไสวขึ้นได้ เสมือนการขจัดมารที่มารบกวนภายในจิตของมนุษย์

อย่างไรก็ตาม บทภาวนานี้จะศักดิ์สิทธิ์ก็ต่อเมื่อผู้ปฏิบัติธรรมทำตามคำสอนในพระคัมภีร์สัทธรรม ไม่ฝักใฝ่ในอวิชชา เดรัจฉานวิชาหรือวิชามาร เปรียบดั่งดอกบัวที่เบ่งบานเหนือผิวน้ำยามได้รับแสงอาทิตย์ เมื่อภาวนา “โอม มณี เปทเม ฮุม” จะมีดวงแก้วมาปกป้องคุ้มครองได้ เพราะอยู่เหนือผิวน้ำนั่นเอง

แต่หากลูกหลานดอกบัวยังคงฝักใฝ่ในอวิชชา ไม่ยอมรับคำสอนในพระคัมภีร์สัทธรรม ไม่ยอมรับข้อกำหนด ยังมีความงมงายและยึดติด หลงในพิธีกรรมต่างๆ คำภาวนานี้ย่อมไม่มีผล เปรียบดั่งดอกบัวที่อยู่ในโคลนตม ไม่อาจโผล่มาเหนือพื้นผิวน้ำมารับแสงสว่างแห่งปัญญา เพราะถึงแม้จะภาวนาคำศักดิ์สิทธิ์นี้ก็มิอาจมีดวงแก้วมาปกป้องคุ้มครองได้ เพราะจมลึกอยู่ในโคลนตม และอยู่ในความมืดมิดที่เปิดรับเหล่ามารให้เข้ามาแทรกแซงแทนได้เท่านั้น

ในกลียุคสุดท้ายอันเป็นยุคมืด มีวิญญาณแฝงหรืออสูรญาณมากมายที่เข้ามาครอบงำลูกหลานตระกูลดอกบัวให้ทำในสิ่งที่ต้องการและมาสอนสิ่งที่ตรงข้ามกับพระคัมภีร์สัทธรรม เพื่อให้หลุดพ้นจากญาณต่างๆ ขอให้กระทำดังนี้

1. นำพานที่เคยได้รับมาจากการทำพิธีไปลอยน้ำ และตั้งจิตว่าที่เคยทำพิธียอมรับเป็นศิษย์ขอให้เป็นโมฆะ ไม่มีพันธะต่อกัน จะไม่รับฟังและรับคำสั่งใดๆทั้งสิ้น
2. หากไม่เคยทำพิธียอมรับมาก่อนแต่มีญาณเข้ามาแอบแฝง ให้กล่าวด้วยจิตที่แน่วแน่ว่า ตนเองได้รับใช้และทำตามที่ต้องการแล้ว ต่อนี้ไปจะไม่ขอรับฟังคำสั่งอีกต่อไป
3. หากไม่มั่นใจว่ามีญาณใดมาแอบแฝงหรือไม่ แต่อยากจะปกป้องตนเองจากญาณแฝงก็ให้กล่าวว่า หากมีญาณใดแอบแฝงเข้ามาจะไม่ขอรับฟังและรับคำสั่งใดๆที่เข้ามาในจิต
4. ก่อนการทำสมาธิหรือเมื่อจิตสงบให้ตั้งจิตว่า จะยอมรับคำสอนของพระศาสดา พระโพธิสัตย์หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริงเท่านั้น หากไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริงจะไม่ขอยอมรับ
5. หากรู้สึกว่ามีญาณแอบแฝงเข้ามารบกวน หรือมีคลื่นลบต่างๆที่เข้ามากระทบ กำหนดจิตให้เป็นสมาธิขับไล่ออกไป พร้อมภาวนาบทสวด “โอม มณี เปทเม ฮุม”

ทั้งนี้ขึ้นกับความแน่วแน่ของมนุษย์เองที่จะยอมรับหรือไม่ยอมรับญาณแฝงหรือฝ่ายมืด และมนุษย์ก็จะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเองด้วย โดยปฏิบัติตามคำสอนในพระคัมภีร์สัทธรรมจึงจะหลุดพ้นจากการครอบงำของญาณแฝงใดๆได้

วันเวลาแห่งยุคใหม่ใกล้เข้ามาแล้ว ลูกหลานตระกูลดอกบัวที่ยังรักตระกูลดอกบัวนั้นเหลือไม่มากในโลกใบนี้ ก่อนถึงวันสิ้นยุคนี้ขอให้ลูกหลานดอกบัวไปอ่านทบทวนคำสอนต่างๆที่พระอวโลกิเตศวรได้สื่อสอนมาผ่านผู้ที่ทำหน้าที่และนำไปปฏิบัติตามก็อาจจะช่วยให้รอดพ้นภัยได้ มิใช่สวดคาถาให้รอดพ้นภัยพิบัติ ขอขมากรรมแล้วหวังจะพ้นภัยได้ หรืออวดอ้างฤทธิ์เดชเพื่อหยุดภัยพิบัติที่ถูกกำหนดมาแล้ว

ขอให้เรียนรู้สิ่งที่เป็นข้อห้ามและสิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติก็พึงละเว้นไม่ปฏิบัติ และให้ปฏิบัติตามสิ่งที่ควรปฏิบัติ คือ ข้อกำหนด ความจริง 4 ประการและวงล้อ 8 ซี่ ก็จะปฏิบัติธรรมได้สำเร็จและกลับไปยังบ้านแห่งจิตวิญญาณที่แท้จริงได้

สำหรับผู้ที่ต่อต้าน ก้าวล่วงต่อบทความและต่อพระอวโลกิเตศวรก็เป็นการสร้างกรรมชนิดหนึ่ง เช่นเดียวกับพระศาสดาหรือพระโพธิสัตย์ทุกพระองค์ในทุกยุคทุกสมัยก็มีผู้ต่อต้านและก้าวล่วง เพราะมนุษย์จำพวกนี้จะอยู่ตรงข้ามกับธรรมะ และไม่ยอมรับความเป็นจริง

หากได้เปิดใจและสำนึกว่าได้เคยลบหลู่และก้าวล่วงต่อพระอวโลกิเตศวรที่ได้มาสื่อสอนจะได้เข้าใจและหลุดพ้นจากความยึดติดและงมงายรวมทั้งอวิชชาต่างๆ และสามารถเรียนรู้ต่อในสู่ยุคหน้าอันเป็นยุคใหม่ได้ ยกเว้นผู้ที่ทำความผิดหนักที่ถูกบันทึกเป็นกรณี”พิเศษ”นั้นจะช่วยไม่ได้

ความรู้ต่างๆที่พระอวโลกิเตศวรได้สื่อสอนในครั้งนี้จะเป็นพื้นฐานสำหรับพระศาสดาพระองค์ใหม่ "พระเมไตรย์" จะมาสื่อสอนในยุคใหม่ให้กับมนุษย์ที่ยังคงเหลืออยู่หลังการชำระล้างทั้งโลก พระศาสดาและพระโพธิสัตย์ทุกพระองค์จะสื่อสอนด้วยคำสอนเดียวกัน คือ "พระคัมภีร์สัทธรรม"

ขอให้ลูกๆแห่งตระกูลดอกบัวทั้งหลายจงอ่านและปฏิบัติตาม ขอให้ไปอ่านทบทวนและเตรียมความพร้อมในทุกๆด้าน วันเวลานั้นเหลือน้อยแล้ว

จบบริบูรณ์

10/10

#โอมมณีเปทเมฮุม

เราคือเมไตรย์ ณ ขณะนี้มีผู้กล่าวอ้างว่าเป็นพระศาสดาพระองค์ใหม่มาเกิดแล้วมากมาย อันที่จริงพระองค์นั้นยังไม่ได้มาทำหน้าที่...
01/07/2022

เราคือเมไตรย์

ณ ขณะนี้มีผู้กล่าวอ้างว่าเป็นพระศาสดาพระองค์ใหม่มาเกิดแล้วมากมาย อันที่จริงพระองค์นั้นยังไม่ได้มาทำหน้าที่เป็นพระศาสดาเพราะยังไม่ถึงเวลา พระองค์จะมาทำหน้าที่ในยุคใหม่ข้างหน้านี้ ซึ่งจะหลังยุคของพระศาสดาสิทธัตถะประมาณสองพันปี และมิใช่ห้าพันปีตามที่มนุษย์เข้าใจกัน

หลังการชำระล้างทุกสรรพสิ่ง โลกจะเข้าสู่ยุคใหม่หรือที่เรียกว่า "ยุคทอง" เมื่อสิ้นสุดกาลเวลาแห่งกลียุค

"พระเมไตรย์" พระศาสดาพระองค์ที่ห้าในศาสนาพระธรรมจักรที่มนุษย์ทั่วทั้งโลกต่างรอคอยการกลับมาของพระองค์จะมาทำหน้าที่เพื่อช่วยสภาวะจิตของมนุษย์ที่รอดหลังการชำระครั้งใหญ่และจะมาสื่อสอนพระคัมภีร์สัทธรรมที่ถูกต้องแก่คนทั้งโลก

พระศาสดาเมไตรย์จะมาในรูปแบบที่ยิ่งใหญ่ตามที่มนุษย์ทุกคนกล่าวขานและรอคอยมานาน จะไม่มีการเกิด ไม่ได้เกิดเป็นมนุษย์ เพราะไม่มีกายเนื้อ แต่จะมาในลักษณะของการ "อุบัติ" ขึ้นที่มนุษย์บางคนอาจจะเรียกขานและเข้าใจว่าคือ "พระเจ้า" และแสดงให้มนุษย์เห็นว่ามีกายเนื้อหรือไม่มีกายเนื้อก็ได้ เช่นเดียวกับพระอวโลกิเตศวรเพราะเป็นส่วนหนึ่งที่ถูกแบ่งมาทำหน้าที่ และจะไม่เข้าร่างมนุษย์หรือเป็นกายเนื้อเดียวกับมนุษย์เนื่องจากมนุษย์มีกายเนื้อที่ยังไม่บริสุทธิ์พอและทั้งสองพระองค์มีความสูงส่งมาก

พระเมไตรย์จะมาในรูปลักษณ์ต่างๆ อาจจะมาในรูปลักษณ์ของนักบวชหรือมิใช่นักบวชแล้วแต่สถานที่ พระองค์อาจจะปรากฏกายพร้อมๆกันในทุกๆแห่งทั่วทุกมุมโลกด้วยรูปลักษณ์ที่แตกต่างกันในการทำหน้าที่นี้ หรืออาจจะปรากฎกายพร้อมกับพระอวโลกิเตศวร เมื่อปรากฏที่ใดก็ไม่มีใครรู้ว่าเป็นพระศาสดา เพราะไม่เปิดเผยพระองค์ว่ามาในฐานะของพระศาสดา

หรืออาจจะมาในลักษณะของมนุษย์ธรรมดาทั่วไป สอนธรรมะโดยที่มนุษย์บางคนไม่รู้ว่าคำสอนนั้นเป็นธรรมะ เพราะบางคนอาจจะไม่เข้าใจ จะมีผู้ที่เข้าใจนั้นก็คือผู้ที่ภายในจิตไม่รับอวิชชา ไม่รับความงมงายและจะเรียนรู้ได้ง่ายกว่า แต่ก็มีผู้รอดชีวิตที่คิดได้ว่าสิ่งต่างๆในยุคเก่า พิธีกรรมและการร้องขอนั้นไม่มีผล นั่นคือ "ใช้ไม่ได้" มนุษย์ที่รอดพ้นจากการชำระจะมีจิตสำนึกที่ดีขึ้น จะเชื่อว่า "สิ่งศักดิ์สิทธิ์" นั้นมีจริง

เมื่อถึงคราวจำเป็นพระเมไตรย์อาจจะมีการแสดงฤทธิ์หรือปาฏิหาริย์เพื่อให้มนุษย์ได้ประจักษ์แก่สายตาถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์ และให้มนุษย์ได้เข้าใจและรู้ว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง แต่พระเมไตรย์จะไม่แสดงฤทธิ์ให้มนุษย์ได้เห็นตลอดเวลา และปาฏิหาริย์ที่แสดงนั้นจะอยู่ในกรอบของข้อกำหนดและไม่ฝืนข้อกำหนด จะใช้ฤทธิ์เพื่อสยบเหล่าอธรรมและมารต่างๆ

พระศาสดาเมไตรย์จะปฏิรูปศาสนาทั่วโลก โดยรวมทุกศาสนาเข้าด้วยกันด้วยหลักคำสอนในศาสนาพระธรรมจักรอันเป็นหนึ่งเดียวทั่วทั้งโลก ไม่มีการแบ่งแยกเป็นลัทธิหรือนิกายต่างๆ ที่ทำให้เกิดความแตกแยกอีกต่อไป ไม่มีคำสอนนอกรีตที่ทำให้มนุษย์หลงทางผิด ติดอยู่ในวัฎจักรแห่งการเวียนว่ายตายเกิดมายาวนาน

พระเมไตรย์จะนำพระคัมภีร์สัทธรรมมาสอนใหม่สำหรับมนุษย์ที่เหลืออยู่ทั่วโลก มนุษย์บางคนอาจจะไม่รู้ว่าเป็นพระเมไตรย์ บางคนก็จะรับรู้ได้ว่าผู้ที่มาสอนนั้นคือ พระเมไตรย์และจะเรียกพระองค์ว่า "ท่านเมไตรย์ หรือ Lord Maitreya" จากการที่พระเมไตรย์บอกชื่อของตัวเองว่า “เราคือเมไตรย์ หรือ I am Maitreya” ด้วยภาษาต่างๆทั่วโลกในแต่ละท้องถิ่นมานานแล้ว

ในยุคใหม่ที่จะมาถึงคราวนี้จะไม่มีพิธีกรรม ไม่มีการสวดสรรเสริญ จะไม่มีการเชิดชูหรือยกย่องพระศาสดา ไม่มีการสวดเพื่อร้องขอใดๆ จะเป็นการปฏิบัติและเรียนรู้ในพระคัมภีร์สัทธรรมอย่างเดียว ไม่มีความงมงายและการยึดติด ไม่มีการใช้อวิชชาและเดรัจฉานวิชา ลัทธิต่างๆที่สอนผิดพลาดมาด้วยการร้องขอและมีเงื่อนไขต่างๆจะถูกยกเลิกและไม่มีการนำมาใช้อีก

ยุคใหม่ข้างหน้านี้จะไม่มีการใช้สีขาวหรือการครองผ้าเป็นสีขาวในลักษณะของลัทธิต่างๆที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ผู้ที่จะปฏิบัติธรรมนั้นไม่จำเป็นต้องมีการแต่งกายหรือที่เรียกว่าเครื่องแบบสีขาว จะไม่มีการใช้สีขาวแบบยุคที่ผ่านมาเพื่อบ่งบอกให้ใครๆรู้ว่าใส่ชุดขาวคือ "ผู้ปฏิบัติธรรม"

พระเมไตรย์จะสอนเกี่ยวกับความเสมอภาคของมนุษย์ทุกชนชั้น ผู้ที่จะมาปฏิบัติธรรมหรือเป็นนักบวชจะมีความเสมอภาคกัน เพราะนักบวชก็คือมนุษย์ด้วยกัน นักบวชจะทำตัวยิ่งใหญ่กว่าเพื่อนมนุษย์ไม่ได้ รวมถึงไม่มีการแบ่งแยกชนชั้นของนักบวชด้วย

พระเมไตรย์จะสอนให้มนุษย์รู้จักความรัก ความเมตตา และโอบอ้อมอารี ในยุคใหม่จะไม่มีคำว่า ความมั่งมี ความร่ำรวย ทุกอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกันหมด ไม่มีการแบ่งชนชั้น ไม่มีความเห็นแก่ตัวเช่นมนุษย์ในยุคเก่า มีแต่การแบ่งปันและการแลกของซึ่งกันและกัน การแบ่งปันคือการให้ การแลกของคือการไม่เอาเปรียบซึ่งกันและกัน

มนุษย์ยุคใหม่จะรู้จักคำว่า ความพอดีและการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มนุษย์ทุกคนจะมีความรักใคร่กลมเกลียวสมานฉันท์เฉกเช่นพี่น้องทั่วทั้งโลกในยุคใหม่ข้างหน้าที่ใกล้จะมาถึงแล้ว

9/10

#โอมมณีเปทเมฮุม

เราคือเมไตรย์ ทุกสรรพสิ่งล้วนถูกสร้างและกำหนดมาให้มีการเกิด การเปลี่ยนแปลง การดับและการแตกสลาย เป็นวัฏจักรของทุกสรรพสิ่ง...
28/06/2022

เราคือเมไตรย์

ทุกสรรพสิ่งล้วนถูกสร้างและกำหนดมาให้มีการเกิด การเปลี่ยนแปลง การดับและการแตกสลาย เป็นวัฏจักรของทุกสรรพสิ่ง เป็นไปตามข้อกำหนดที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะได้ถูกกำหนดมาแล้ว

ยุคนี้เป็นยุคสุดท้ายของกลียุค ยุคที่ถูกกำหนดมาให้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนแปลงของระบบสุริยะจักรวาล หรือการเปลี่ยนแปลงของระบบดวงดาวต่างๆที่อยู่รอบดวงอาทิตย์ มนุษย์ไม่สามารถวัดการเปลี่ยนแปลงของดวงดาวต่างๆได้ สิ่งที่วัดได้คือการเปลี่ยนแปลงของโลกใบนี้

ฤดูกาลเปลี่ยนแปลงเมื่อโลกเอียงลงทำให้เกิดความร้อนและความหนาวเย็นที่ผิดปกติ เกิดฝนที่ผิดฤดูกาล เช่น ในฤดูหนาวกลับมีฝนและพายุ โลกเปลี่ยนพิกัดเอียงลงมาเล็กน้อยทำให้สนามแม่เหล็กของโลกเปลี่ยน แกนของโลกก็เอียงตามลงมา แต่ไม่มีการพลิกขั้วของโลก

ระหว่างที่โลกเปลี่ยนแปลง และพิกัดเอียงลงมานั้น ลาวาที่อยู่ใจกลางโลกจะไหลออกมา ทำให้เกิดการปะทุและการระเบิดของภูเขาไฟ ลาวาได้ไหลออกมาเปรียบเหมือนน้ำที่ถูกเทออกมาจากแก้ว เมื่อเทน้ำออกมาข้างในก็ว่างเปล่า แผ่นดินที่มีลาวาอยู่ได้ไหลออกมาก็เกิดโพรง แผ่นดินในใจกลางโลกก็ยุบตัวลงมา ลาวาซึ่งอยู่ใต้พื้นโลกและเชื่อมกันทั่วโลก ก็จะถูกพ่นขึ้นมาบนพื้นผิวโลกเป็นบริเวณกว้าง

เมื่อเกิดการเคลื่อนตัวของพื้นแผ่นดิน ก็จะเกิดแผ่นดินไหวจากการยุบตัวของพื้นดิน และเมื่อมีการเคลื่อนตัวของแผ่นดินไปทั่วโลก เขื่อนต่างๆที่มนุษย์ได้สร้างไว้ ด้วยความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ที่ฝืนธรรมชาติ เก็บน้ำเพื่อประเทศของตนเอง เขื่อนต่างๆจะแตกออกมา น้ำในเขื่อนไหลทะลักออกมา เป็นสาเหตุของน้ำท่วมใหญ่และเป็นการเปลี่ยนแปลงของระบบโลก ไม่มีมนุษย์ผู้ใดที่สามารถหยุดยั้งการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ด้วยการสวดมนต์ภาวนา สวดคาถา แผ่คลื่นจิตใดๆ เพราะได้ถูกกำหนดมาแล้ว

การเปลี่ยนแปลงคราวนี้จะเกิดภัยธรรมชาติที่มนุษย์เรียกว่า “การชำระ” จะชำระทุกสรรพสิ่ง เมื่อแผ่นดินมีการขยับ น้ำไหลเข้ามาทำให้ทุกสรรพสิ่งถูกทำลายรวมทั้งมนุษย์ สิ่งปลูกสร้าง และเทคโนโลยีต่างๆจะถูกทำลายทิ้งด้วยน้ำและถูกฝังกลบในดิน

สำหรับสถานการณ์ระดับโลก ผู้นำของประเทศชั้นนำบางประเทศขณะนี้ได้แบ่งเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งนั้นถูกครอบงำโดยฝ่ายมืด อีกฝ่ายมิได้ถูกครอบงำโดยฝ่ายมืด ฝ่ายที่ถูกครอบงำโดยฝ่ายมืด มนุษย์ควรเฝ้าระวังให้ดี เพราะจะเป็นผู้พลิกสถานการณ์ให้ไปสู่ความเลวร้ายได้ หากมีการทำลายล้างกันด้วยสงครามระดับโลกเพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่ และความเป็นมหาอำนาจ เมื่อนั้นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ก็มิอาจหลีกเลี่ยงได้ จำเป็นต้องมีการชำระครั้งใหญ่ที่รุนแรงมากและจะสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งโลก ผู้คนที่จะรอดจากการชำระนี้จะเหลืออยู่เพียง 1 ใน 3 ส่วนทั้งโลก

ในกลียุคตอนปลายนี้มนุษย์มีความงมงายและการยึดติดกับการร้องขอและพิธีกรรมในอวิชชานั้นมีมากมาย มนุษย์บางคนขายจิตวิญญาณให้กับฝ่ายมืด ก้าวล่วงต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แอบอ้างว่าตนเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จึงจำเป็นต้องเกิดขึ้นเพื่อชำระล้างมนุษย์ที่กระทำความผิดมหันต์ ความเชื่อทางศาสนาและความรู้ที่ไม่ถูกต้องทั้งหมด

สิ่งต่างๆที่เคยกระทำไม่ถูกต้อง เช่น การนำเอาศาสนาและธรรมะผิดเพี้ยนมาสื่อสอนด้วยการใช้อวิชชาและเดรัจฉานวิชาและพิธีกรรมต่างๆ ก็จะเป็นเหตุให้เกิดการชำระล้างหมดสิ้นโดยปริยาย ลัทธิ นิกาย คำสอนของเหล่าบรรดานักบวชและกฎระเบียบที่ผิดเพี้ยน วัด สถานธรรมและสถานปฏิบัติธรรมต่างๆที่สอนธรรมะผิดๆ สิ่งต่างๆที่ไม่ถูกต้อง จะถูกชำระล้างทิ้งทั้งหมด เปรียบเสมือนการล้างระบบต่างๆในทุกสรรพสิ่ง ไม่มีการเปลี่ยนแปลงจักรวาล หรือเคลื่อนย้ายจักรวาล เป็นการเปลี่ยนแปลงของระบบศาสนาเพื่อรวมศาสนาให้เป็นหนึ่งเดียว ในยุคใหม่ข้างหน้าจะไม่มีการแบ่งแยกเป็นนิกายต่างๆ ไม่มีลัทธิ ไม่มีการแบ่งระดับชนชั้นของนักบวช และไม่มีคำสอนนอกรีตต่างๆ ที่สร้างความแตกแยกอีกต่อไป

หลังการเปลี่ยนแปลงหรือการชำระล้างครั้งใหญ่ "พระโพธิสัตย์เมไตรย์" จะมาทำหน้าที่เป็นพระศาสดาองค์ใหม่ มีพระนามว่า "พระศาสดาเมไตรย์" เป็นพระศาสดาองค์ที่ห้าในศาสนาพระธรรมจักร ซึ่งจะมาในรูปแบบที่ยิ่งใหญ่ตามที่มนุษย์ทุกคนกล่าวขานและรอคอยมานาน พระองค์ได้รับมอบหน้าที่ให้มาปฏิรูประบบของศาสนาทั่วทั้งโลกให้เป็นหนึ่งเดียวและเป็นผู้นำทางศาสนาของมนุษย์ทั่วโลกในยุคใหม่ ทุกศาสนาจะรวมเป็นหนึ่งเดียวภายใต้สัญลักษณ์ของพระธรรมจักรอันเป็นสากล

8/10

#โอมมณีเปทเมฮุม

เราคือเมไตรย์ ขอสรุปคำสอนหลักในศาสนาพระธรรมจักรที่เคยได้กล่าวมาแล้วเพื่อเป็นการทบทวนอีกครั้ง เป็นคำสอนในพระคัมภีร์สัทธรร...
26/06/2022

เราคือเมไตรย์

ขอสรุปคำสอนหลักในศาสนาพระธรรมจักรที่เคยได้กล่าวมาแล้วเพื่อเป็นการทบทวนอีกครั้ง เป็นคำสอนในพระคัมภีร์สัทธรรมที่ได้รับมอบจากองค์ปฐมพระศาสนาและมีข้อห้ามเพิ่มเติมจากคำสอนในยุคแรกหลังจากมนุษย์เริ่มมีความหลงผิดมากขึ้น พระศาสดาทุกพระองค์ในทุกยุคนำมาสื่อสอนมนุษย์ และไม่มีพระศาสดาพระองค์ใดที่คิดคำสอนเอง ยุคนี้มีการสอนแต่เป็นการสอนแบบหยาบๆ ไม่ได้เข้าถึงแก่นของคำสอนที่แท้จริง คำสอนดั้งเดิมประกอบด้วย

1. ข้อกำหนด 4 ประการ คือ พื้นฐานของการปฏิบัติธรรม หากมนุษย์ไม่เข้าใจในเรื่องข้อกำหนดก็มิอาจปฏิบัติธรรมได้ มีดังนี้

1.1 รู้ข้อกำหนด ข้อกำหนดคือกรอบในการควบคุมชะตาชีวิตของมนุษย์ที่ถูกกำหนดมาก่อนการเกิดว่าชีวิตของมนุษย์จะเป็นเช่นไร มนุษย์พึงรู้ว่าทุกสรรพสิ่งล้วนถูกกำหนดมาแล้วทั้งสิ้น เช่น ระบบโลกและจักรวาล ดิน น้ำ ลม ไฟ จิตวิญญาณ ศาสนา มนุษย์เกิดมาพร้อมกับข้อกำหนดซึ่งควบคุมโดยผู้ควบคุมกฎให้ทุกอย่างเป็นไปตามข้อกำหนด เช่น เกิดหรือตายเมื่อไหร่และที่ไหน เป็นผู้ชายหรือผู้หญิง สภาพความเป็นอยู่อย่างไร

1.2 เข้าใจข้อกำหนด เข้าใจว่าทุกสรรพสิ่งต้องเป็นไปตามที่ถูกกำหนด เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ทุกสิ่งทุกอย่างมีที่มาที่ไป ไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงข้อกำหนดได้ ไม่มีใครฝืนชะตาชีวิตหรืออยู่เหนือข้อกำหนด ไม่มีใครหลีกหนีหรือเลี่ยงกรรมและความตายได้

1.3 ยอมรับข้อกำหนด ยอมรับความเป็นจริง ยอมรับสภาพที่เป็นอยู่ เช่น ยอมรับว่าเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง เป็นมนุษย์ไม่ใช่สัตว์ ยอมรับการชดใช้กรรม ยอมรับว่าต้องเกิดมายากจนหรือต้องเจ็บป่วย

1.4 ปฏิบัติตามข้อกำหนด เมื่อได้เข้าใจและยอมรับข้อกำหนดแล้วก็จะปฏิบัติตาม ไม่ทำสิ่งที่ฝืนต่อข้อกำหนด ไม่ดิ้นรนเพื่อการเปลี่ยนแปลง ไม่ร้องขอสิ่งที่ต้องการด้วยความงมงายและยึดติด เพราะเข้าใจดีว่าทุกสิ่งล้วนถูกกำหนดมาแล้ว เปลี่ยนแปลงไม่ได้

2. ความจริง 4 ประการ หนทางสู่การบรรลุธรรม มีดังนี้

2.1 ไม่พอใจข้อกำหนด มนุษย์ทุกคนเกิดมาต้องอยู่ในกรอบของข้อกำหนด เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้เพราะได้ถูกกำหนดมาแล้ว ผู้ควบคุมกฎมีหน้าที่จัดสรรชีวิตของมนุษย์ทุกคนให้เป็นไปตามข้อกำหนด หากมนุษย์ไม่พอใจในสิ่งที่ถูกกำหนดมาก็ย่อมเกิดความทุกข์ ไม่อาจหลีกพ้นความทุกข์ได้

2.2 ไม่ยอมรับข้อกำหนด ความทุกข์ของมนุษย์เกิดจากการไม่ยอมรับในสิ่งที่ถูกกำหนดมา ไม่ยอมรับในสภาพที่เป็นอยู่ จึงดิ้นรนเพื่อเปลี่ยนแปลงตนเอง ทำสิ่งที่ฝืนข้อกำหนดด้วยความงมงายและยึดติด เช่น ทำพิธีกรรมเพื่อร้องขอ ปลดกรรม สวดสรรเสริญพระศาสดาเพื่อขอพร ทำความดีแบบมีเงื่อนไข

2.3 ปฏิบัติตามข้อกำหนด เมื่อมนุษย์ยอมรับและปฏิบัติตามข้อกำหนด มนุษย์จะไม่มีความทุกข์ จะหลุดพ้นจากอวิชชา ความงมงายและยึดติด และบรรลุธรรมได้ เนื่องจากได้ยอมรับความเป็นจริง ยอมรับข้อกำหนด ยอมรับกฎแห่งกรรมและการชดใช้กรรม ยอมรับสิ่งที่เป็นอยู่ เพราะเข้าใจดีแล้วว่าเปลี่ยนแปลงไม่ได้ การทำความดีสามารถบรรเทาผลของกรรมได้แต่มิอาจหลีกเลี่ยงการชดใช้กรรม

2.4 ปฏิบัติตามบัญญัติ 8 ประการ เมื่อมนุษย์ได้หลุดพ้นจากความทุกข์ ความงมงาย ความยึดติด และปฏิบัติธรรมโดยยึดหลักตามบัญญัติ 8 ประการหรือพระธรรมจักรอันมีวงล้อ 8 ซี่ก็จะสามารถหลุดพ้นจากวัฏจักรแห่งการเวียนว่ายตายเกิด

3. บัญญัติ 8 ประการ หรือ วงล้อ 8 ซี่แห่งพระธรรมจักร คือ หนทางสู่การหลุดพ้น มีดังนี้

3.1 เข้าใจในข้อกำหนดและกฎแห่งกรรม ยอมรับว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นล้วนถูกกำหนดมา เปลี่ยนแปลงไม่ได้ มนุษย์เกิดมาพร้อมกับข้อกำหนด เมื่อทำผิดจากข้อกำหนดก็จะเกิดกรรมที่ต้องถูกลงโทษ ต้องชดใช้ หลีกหนีไม่พ้น

3.2 คิดในสิ่งที่ดี ไม่คิดร้ายต่อผู้อื่น พอใจในสิ่งที่เป็นอยู่ พอใจในข้อกำหนด ไม่คิดทำสิ่งใดที่ฝืนต่อข้อกำหนด ยอมรับความจริงและสภาพที่เป็นอยู่ ยอมรับการชดใช้กรรม

3.3 พูดสิ่งที่ดี มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่อวดเก่ง ไม่โอ้อวดตนเองว่าได้ทำความดีอะไรมาบ้าง ไม่อหังการและโอ้อวดว่าตัวเองยิ่งใหญ่หรือปฏิบัติธรรมอยู่ในขั้นใด หรือได้บรรลุธรรมแล้ว ไม่อ้างว่าคำสอนใดๆเป็นของตนเอง ไม่สวดหรือร้องขอสิ่งที่ต้องการด้วยความงมงายและความโลภ

3.4 ทำความดีด้วยจิตที่บริสุทธิ์คือไม่ร้องขอข้อแลกเปลี่ยน ปฏิบัติตามข้อกำหนด การทำความดีจะช่วยบรรเทาผลของกรรมในบางเรื่องได้ ทำหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์ ไม่ทำตนหรือยกย่องตนเองเหนือกว่าผู้อื่น ไม่ทำสิ่งที่ฝืนข้อกำหนดและกฎแห่งกรรม ไม่ทำพิธีกรรมเพื่อการบูชาหรือบวงสรวงและร้องขอด้วยความงมงายและยึดติด ไม่ฝักใฝ่ในอวิชชา วิชามาร หรือเดรัจฉานวิชา ไม่อวดอุตริหรือหลงตนเองว่ามีฤทธิ์ ไม่แสดงฤทธิ์เดชหรือใช้อำนาจจิตที่เคยฝึกมา ไม่ทำนายทายทัก ไม่นำคำสอนมาแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเอง ไม่แก้ไขคำสอนให้ผิดเพี้ยน ไม่ยุ่งเกี่ยวกับวิญญาณ

3.5 มีคุณธรรมภายในจิต ดำรงชีวิตด้วยคุณธรรม ไม่เอาเปรียบผู้อื่น ไม่คดโกง ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน คำนึงถึงผู้อื่นก่อนตนเองเสมอ กตัญญูต่อผู้มีพระคุณ

3.6 มีความเพียรพยายามในการปฏิบัติธรรม มีเป้าหมายในการบรรลุธรรม ถึงแม้ยังทำไม่สำเร็จก็ต้องเพียรพยายาม จะบรรลุธรรมเมื่อไหร่นั้นอยู่กับข้อกำหนดด้วยว่าจะบรรลุเมื่อไหร่

3.7 มีสติตลอดเวลา เมื่อมีความคิดฟุ้งซ่านให้เดินลมปราณและภาวนา “โอม มณี เปทเม ฮุม”

3.8 ปฏิบัติสมาธิด้วยการเดินลมปราณและภาวนา “โอม มณี เปทเม ฮุม” เมื่อจิตเข้าสู่สภาวะที่นิ่งจะได้รับความรู้ที่แท้จริงจากเบื้องบน ไม่ใช่ความรู้จากจิตใต้สำนึกของตนเอง ไม่ทำสมาธิด้วยการเพ่งธาตุทั้งสี่ ดินน้ำลมไฟ โดยเข้าใจว่าสามารถบรรลุธรรมได้

นี่คือคำสอนดั้งเดิมในพระคัมภีร์สัทธรรม หากมนุษย์ไม่รู้จักข้อกำหนดก็ไม่สามารถปฏิบัติธรรมได้ เพราะจะหาเหตุแห่งทุกข์ที่แท้จริงไม่พบ เมื่อหาเหตุแห่งทุกข์ไม่พบก็มิอาจหลุดพ้นจากความทุกข์ ก็จะวนเวียนอยู่กับอวิชชา หรือเดรัจฉานวิชา ความงมงายและความยึดติดทั้งปวง

เมื่อมนุษย์ปฏิบัติตามข้อกำหนด ความจริง 4 ประการ และบัญญัติ 8 ประการ หรือวงล้อ 8 ซี่แห่งพระธรรมจักร ก็จะสามารถถอดรหัสความเชื่อและความรู้ผิดๆ ความงมงายและความยึดติดที่ฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกมาหลายภพชาติ จะหลุดพ้นจากความทุกข์ หลุดพ้นจากทุกๆสิ่งและหลุดออกจากวงล้อแห่งการเวียนว่ายตายเกิดได้

7/10

#โอมมณีเปทเมฮุม

ที่อยู่

อ. วังน้ำเขียว จ. นครราชสีมา
Nakhon Ratchasima
30370

เบอร์โทรศัพท์

097-228-9894

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ บ้านฟ้าประทาน วังน้ำเขียวผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์