วัดคลองสะท้อน

วัดคลองสะท้อน วัด สถานที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ศ?

คำสอน หลวงปู่มั่น 🙏🙏🙏1) "เมื่อใดที่โมโห" ลองนั่งนิ่งๆ ทบทวนดูว่า เวลาที่เหลืออยู่ในชีวิตนี้มีอยู่อีกสักกี่วัน ทำไมต้องไป...
18/11/2025

คำสอน หลวงปู่มั่น 🙏🙏🙏

1) "เมื่อใดที่โมโห" ลองนั่งนิ่งๆ ทบทวนดูว่า เวลาที่เหลืออยู่ในชีวิตนี้มีอยู่อีกสักกี่วัน ทำไมต้องไปเสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่อง

2) "เมื่อใดที่กลัดกลุ้มใจ" ลองสูดลมหายใจลึกๆ แล้วคิดดูว่า ทุกวินาทีที่ผ่านไป กำลังบอกเราว่า ”เวลาของเราน้อยลงไปอีก 1 วินาที แล้ว“

3) "เมื่อใดที่ถูกเอาเปรียบ" ลองปล่อยวางดูบ้าง พูดมากจะเสียมิตร

4) "เรื่องหลายๆ เรื่องที่ผ่านเข้ามา" มันก็แค่กระทบเรา ชั่วครู่ ชั่วคราว เดี๋ยวเดียวก็ผ่านไป

5) "เมื่อใดที่ใครบางคนทำให้เราเสียใจ" ลองปล่อยให้มันเป็นไปตามที่ควรจะเป็น ทบทวนดูสิว่า ชีวิตนี้ ไม่มีใครอยู่ยงคงกระพัน

6) "เมื่อใดที่เรารู้สึกโดนแย่งอะไรไป" ให้ลองไตร่ตรองดู ไม่มีใครครอบครองสิ่งใดในโลกนี้ได้ตลอดไป

7) "อาจไม่รวยล้นฟ้าเหมือนเศรษฐีมีเงิน" แค่สุขภาพแข็งแรงมากกว่าคนที่นอนอยู่ตามโรงพยาบาล ก็นับว่าโชคดีกว่าคนอื่นๆ อีกมากเพียงใด

9) "ความสุขง่ายๆ ที่เรามองข้าม" วันนี้ยังกินข้าวได้ ยังนอนหลับสบาย แค่นี้คุณก็ถือว่า โชคดีกว่าใครๆ อีกหลายๆ คน แล้ว

(หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต)

"พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย" สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรม ราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง น้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย 🤍🙏
25/10/2025

"พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย"
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรม ราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง น้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย 🤍🙏

หลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง ได้เคยกล่าวถึงเรื่องทอดกฐินไว้ว่าการทอดกฐิน แต่ละครั้งเป็นมหากุศล และเป็นมหาสังฆทานดังนั้...
09/10/2025

หลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง ได้เคยกล่าวถึงเรื่องทอดกฐินไว้ว่า

การทอดกฐิน แต่ละครั้งเป็นมหากุศล และเป็นมหาสังฆทาน

ดังนั้นการทอดกฐิน ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททุกคนให้ตั้งจิตอธิษฐาน ท่านต้องการอะไรก็ตามที่พระพุทธเจ้าทรงตรัส ถ้าต้องการปรารถนา เป็นพระพุทธเจ้าก็เป็นได้ ต้องการเป็นอัครสาวกก็เป็นได้ ต้องการเป็นมหาสาวกก็เป็นได้ ต้องการเป็นปกติสาวก คือ เข้านิพพานก็เป็นได้ แต่เรื่องการเป็นเศรษฐี มหาเศรษฐีไม่ต้องอธิษฐานอานิสงส์กฐินทานธรรมดาก็เป็นมหาเศรษฐีแน่นอน

การทอดผ้าป่า กับ การทอดกฐิน เป็นสังฆทานด้วยกันทั้งคู่ แต่อานิสงส์โดยเฉพาะกฐินได้มากกว่าเพราะว่ากฐินมีเวลาจำกัด เรียกว่าเป็นสังฆทานเฉพาะกิจ

อานิสงส์ได้ทั้ง ๒ ฝ่าย คือผู้ทอดก็ได้ พระผู้รับก็ได้ พระผู้รับมีอำนาจคุ้มครองพระวินัยได้หลายสิกขาบท ทำให้สบายขึ้น

ส่วนผ้าป่าก็เป็นสังฆทาน แต่อานิสงส์จะน้อยไปนิดหนึ่ง ผ้าป่านั้นผู้ให้ได้ อานิสงส์ ผู้รับมีอานิสงส์แต่เพียงแค่ใช้เรียกว่า ผ้าป่าเป็นสังฆทานไม่เฉพาะกิจ
====================
จากหนังสือ ธรรมสัญจร เล่ม ๓ หน้า ๒๕ - ๒๖

บุญกฐิน วัดคลองสะท้อนงานปี 2568 มีความจำเป็นที่จะต้องเลื่อนเวลาทอดผ้ากฐินให้เร็วขึ้นเป็น วันเสาร์ ที่ 18 ตุลาคม 2568ถวาย...
06/10/2025

บุญกฐิน วัดคลองสะท้อน
งานปี 2568 มีความจำเป็นที่จะต้องเลื่อนเวลาทอดผ้ากฐินให้เร็วขึ้น
เป็น วันเสาร์ ที่ 18 ตุลาคม 2568
ถวายผ้ากฐิน เวลา 12.00 น.

หล่อพระ สมเด็จองค์ปฐม เพื่อประดิษฐานในพระอุโบสถ วัดคลองสะท้อนวันเสาร์ ๒๗ กันยายน ๒๕๖๘(วันเสาร์ ขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๑๑)เวลา ...
21/08/2025

หล่อพระ สมเด็จองค์ปฐม
เพื่อประดิษฐานในพระอุโบสถ วัดคลองสะท้อน
วันเสาร์ ๒๗ กันยายน ๒๕๖๘
(วันเสาร์ ขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๑๑)
เวลา ๙.๔๕ น.

งานทำบุญบำเพ็ญกุศลครบรอบ ๙ ปี วันมรณภาพพระศรีวิสุทธิโมลี (ชุบ มหาวีโร ป.ธ.๙)วันพุธที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๘
05/08/2025

งานทำบุญบำเพ็ญกุศล
ครบรอบ ๙ ปี วันมรณภาพ
พระศรีวิสุทธิโมลี (ชุบ มหาวีโร ป.ธ.๙)
วันพุธที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๘

เรื่องเล่าจากพระไตรปิฎก เล่าโดย  Boonluang
11/12/2024

เรื่องเล่าจากพระไตรปิฎก เล่าโดย Boonluang

สุตนชาดก ( สุ-ตะ-นะ-ชา-ดก) เรื่องเล่าจากพระไตรปิฎก โดย ลุงเบญจ์ จากภาษาที่ฟังยาก นำมาเล่าใหม่ ให้พอเป็นเรื่อง....

เรื่องเล่าจากพระไตรปิฎกเล่าโดย ลุงเบญจ์จัดสร้างถวายเป็นพุทธบูชา เป็นธรรมทานเพื่อเป็นสาธารณประโยชน์“อรรถกถา มณิกัณฐชาดก”ผ...
09/11/2024

เรื่องเล่าจากพระไตรปิฎก
เล่าโดย ลุงเบญจ์
จัดสร้างถวายเป็นพุทธบูชา เป็นธรรมทาน

เพื่อเป็นสาธารณประโยชน์
“อรรถกถา มณิกัณฐชาดก”
ผู้ขอย่อมไม่เป็นที่รัก
ในเมืองอาฬวีที่เงียบสงบ วันหนึ่ง ขณะที่พระศาสดาทรงประทับอยู่ที่อัคคาฬวเจดีย์
ภิกษุชาวเมืองอาฬวีพากันสร้างกุฏิ ด้วยการเที่ยวขอ มากด้วยการขอ
ซึ่งได้กระทำด้วยการขอร้องให้ผู้คนช่วยเหลือ
ชาวเมืองเห็นภิกษุเข้าก็หวาดเสียวสะดุ้งตกใจหลีกหนีไป.
ครั้งนั้น ท่านพระมหากัสสปเข้าไปจนถึงเมืองอาฬวี แล้วเข้าไปบิณฑบาต. ชาวเมืองเห็นพระเถระก็พากันหวาดกลัว หลบหนีไป.
เมื่อพระเถระกลับจากบิณฑบาตภายหลังภัตตาหารแล้ว
ท่านจึงได้เรียกภิกษุทั้งหมดมาประชุม และถามว่า ทำไมการหาภิกษาหารในเมืองอาฬวี ถึงเป็นเรื่องยากในตอนนี้ ทั้งที่เมื่อก่อนสามารถทำได้ง่ายดาย
ครั้นได้ฟังเหตุการณ์นั้นจึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วกราบทูลเนื้อความนั้นให้ทรงทราบ
พระศาสดาจึงรับสั่งให้ประชุมสงฆ์ แล้วทรงสอบถาม พวกภิกษุชาวเมืองอาฬวี ว่า
“จริงหรือที่มีข่าวว่า พวกเธอให้เขาสร้างกุฏิด้วยการเที่ยวขอ
ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลรับว่า
“จริงพระเจ้าข้า”
จึงทรงติเตียนภิกษุเหล่านั้นแล้วตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่าการขอนี้ย่อมไม่เป็นที่ชอบใจ แม้ของพวกนาคทั้งปวงผู้อยู่ในนาคพิภพอันบริบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ จะป่วยกล่าวไปใยถึงพวกมนุษย์ผู้ทำทรัพย์ให้เกิดขึ้นสัก ๑ กหาปณะ ก็ยังยาก เป็นประหนึ่งทำเนื้อให้เกิดขึ้นจากหิน”
พระองค์จึงได้เล่าเรื่องในอดีตกาล
เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เกิดในตระกูลพราหมณ์ผู้มีทรัพย์สมบัติมาก และได้มีน้องชายคนหนึ่ง
พี่น้องทั้งสองนั้นเจริญวัยแล้ว มารดาบิดาก็ได้จากโลกนี้ไป จึงมีความสังเวชสลดใจ พากันบวชเป็นฤาษี สร้างบรรณศาลาอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำคงคา. บรรณศาลาของฤาษีผู้พี่ชายอยู่เหนือแม่น้ำคงคา บรรณศาลาของฤาษีผู้น้องชายอยู่ใต้แม่น้ำคงคา.
อยู่มาวันหนึ่ง พระยานาคนามว่า มณิกัฏฐะ (มะ-นิ-กัด-ถะ)ออกจาก นาคพิภพ จำแลงเพศเป็นมาณพน้อย เที่ยวไปตามฝั่งแม่น้ำคงคา ไปถึงอาศรมของฤาษีผู้น้อง แล้วนั่งสนทนาปราศัยกันเมื่อเวลาจะไป ด้วยความสิเนหาพระดาบส จึงเปลี่ยนแปลงอัตตภาพแล้วเอาขนดหางตระหวัดรัดรอบพระดาบส แล้วแผ่พังพานใหญ่ไว้เหนือศีรษะ นอนพักอยู่หน่อยหนึ่ง พอบรรเทาความสิเนหานั้นแล้ว จึงคลายร่าง ไหว้พระดาบส แล้วกลับไปนาคพิภพของตน
เพราะความกลัวพระยานาคนั้น พระดาบสผู้น้องจึงซูบผอมเศร้าหมอง ผิวพรรณไม่ผ่องใส เกิดเป็นโรคผอมเหลือง มีเนื้อตัวสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น.
วันหนึ่ง จึงไปหาดาบสผู้พี่ชาย
ดาบสผู้พี่ชายจึงได้ถามดาบสผู้น้องชายนั้นว่า
“ดูก่อนท่านผู้เจริญ เพราะเหตุไร ท่านจึงซูบผอม เศร้าหมอง มีผิวพรรณทราม เกิดเป็นโรคผอมเหลือง เนื้อตัวสะพรั่งด้วยแถวเส้นเอ็น”
ดาบสผู้น้องชายจึงบอกเรื่องราวนั้นแก่ดาบสผู้พี่ชาย
ดาบสผู้พี่ชายถามว่า
“ท่านผู้เจริญ ก็ท่านไม่ต้องการให้พระยานาคนั้นมา หรือ”
จึงตอบว่า “ไม่ต้องการ”
ดาบสผู้พี่ชายกล่าวว่า
“พระยานาคนั้น เมื่อมายังสำนักของท่านประดับเครื่องประดับอะไรมา”
จึงกล่าวตอบว่า “ประดับแก้วมณีมา.”
ดาบสผู้พี่ชายกล่าวว่า
“ถ้าอย่างนั้น เมื่อพระยานาคนั้นมาไหว้ท่านแล้วยังไม่ทันนั่ง จงรีบขอว่า ท่านจงให้แก้วมณี เมื่อขออย่างนั้น พระยานาคนั้นจักไม่รัดท่านด้วยขนดเลย จักไปทันที วันรุ่งขึ้น พระยานาคนั้นมายืนที่ประตูอาศรม ยังไม่ทันเข้าไป ท่านพึงขอ ในวันที่ ๓ ท่านจงไปยืนอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำ พอพระยานาคนั้นผุดขึ้นจากน้ำ พึงร้องขอทันที เมื่อเป็นอย่างนี้ พระยานาคนั้นจักไม่มาหาท่านอีกต่อไป.”
วันรุ่งขึ้น พระยานาคพอมายืนเท่านั้น ก็ร้องขอว่า ท่านจงให้แก้วมณีเครื่องประดับตนลูกนั้นแก่เราเถิด. พระยานาคนั้นไม่นั่ง หนีไปเลย.
ครั้นวันที่สอง พระยานาคนั้นมายืนอยู่ที่ประตูอาศรม เท่านั้น ก็กล่าวว่า เมื่อวานท่านยังไม่ได้ให้แก้วมณีแก่เรา แม้วันนี้ ท่านก็จงให้ในบัดนี้เถิด. เมื่อเป็นเช่นนั้น พระยานาคนั้นก็มิได้เข้าไปยังอาศรม แล้วรีบหนีไป.
ในวันที่สาม พอพระยานาคนั้นโผล่ขึ้นจากน้ำเท่านั้น พระดาบส ก็กล่าวว่า เมื่อเราร้องขออยู่วันนี้เป็นวันที่สามแล้ว บัดนี้ ท่านจงให้แก้วมณีดวงนั้นแก่เราเถิด.
พระยานาค แม้อยู่ในน้ำ เมื่อจะห้ามดาบสนั้นมิให้ขอ จึงได้กล่าวว่า :-
“ข้าวและน้ำอันไพบูลย์ยิ่ง ย่อมเกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้า เพราะเหตุแก้วมณีดวงนี้
เมื่อท่านขอแก้วมณีอันเกิดแต่หินดวงนี้ ย่อมทำให้ข้าพเจ้าหวาดเสียว เหมือนชายหนุ่มมีมือถือดาบ มาทำให้ข้าพเจ้าหวาดเสียว ข้าพเจ้าจักให้แก้วมณีดวงนั้นแก่ท่านไม่ได้ ท่านก็ยิ่งขอหนักขึ้น ทั้งตัวข้าพเจ้าก็จักไม่มาสู่อาศรมของท่านอีกต่อไป.”
พระยานาคนั้น จึงดำน้ำลงไปยังนาคพิภพ แล้วไม่กลับมาอีกต่อไป.
ต่อมา พระดาบสนั้นกลับเป็นผู้ซูบผอม เศร้าหมอง ผิวพรรณไม่งดงาม
เกิดเป็นโรคผอมเหลือง มีเนื้อตัวสะพรั่งด้วยแถวเส้นเอ็น หนักยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน เพราะไม่ได้เห็นพระยานาคตนนั้น
ฝ่ายดาบสผู้พี่ชายคิดว่า จักรู้เรื่องราวของดาบสผู้น้องชาย จึงไปยังสำนักดาบสนั้น ได้เห็นดาบสผู้น้องชายนั้นมีโรคผอมเหลืองหนักกว่าเดิม จึงกล่าวว่า
“ผู้เจริญ เพราะเหตุไรหนอ ท่านจึงเกิดโรคผอมเหลืองยิ่งกว่าเดิม.”
จึงกล่าวตอบว่า
“เพราะไม่ได้พบพระยานาคตนนั้น”
ดาบสผู้พี่ชายจึงทราบว่า ดาบสผู้น้องนี้ไม่อาจเหินห่างพระยานาคได้ จึงกล่าวว่า :-
“บุคคลรู้ว่า สิ่งใดเป็นที่รักของเขาก็ไม่ควรขอสิ่งนั้น บุคคลย่อมเป็นที่เกลียดชัง เพราะขอจัด พระยานาคถูกพราหมณ์ขอแก้วมณีตั้งแต่นั้นมา พระยานาคก็มิได้มาให้พราหมณ์นั้นเห็นอีกเลย.”
ดาบสผู้พี่ชาย จึงปลอบโยนว่า “ผู้เจริญ ตั้งแต่บัดนี้ไปท่านอย่าเศร้าโศกเสียใจเลย”
แล้วกลับไปยังอาศรมของตน.
ต่อมา ดาบสพี่น้องทั้งสองนั้นทำฌานและสมาบัติให้บังเกิดแล้ว ได้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
พระบรมศาสดาตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่าการขอไม่เป็นที่ชอบใจ แม้ของพวกนาคที่อยู่ในนาคพิภพอันสมบูรณ์ด้วยรัตนะทั้ง ๗ ประการ จะป่วยกล่าวไปใยถึงมนุษย์ทั้งหลายเล่า”
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดก ว่า
ดาบสน้องชายในกาลนั้น ได้เป็น พระอานนท์ ในบัดนี้
ส่วนดาบสผู้พี่ชายคือ เราตถาคต ฉะนี้แล

เรื่องเล่าจากพระไตรปิฎก จาก มณิกัณฐชาด ผู้ขอย่อมไม่เป็นที่รักเล่าเรื่องโดย ลุงเบญจ์สร้างเพื่อเป็นธรรมท.....

เจ้าสะดุ้ง เจ้าหัวหมุนไปไย? เจ้าประสงค์จะหลีกหนีไป เจ้าไม่มีผู้ต้านทานจักไปไหน? น้องตุณฑิละเอ๋ยเจ้าจงเป็นผู้ขวนขวายแต่น้...
28/10/2024

เจ้าสะดุ้ง เจ้าหัวหมุนไปไย? เจ้าประสงค์จะหลีกหนีไป เจ้าไม่มีผู้ต้านทานจักไปไหน? น้องตุณฑิละเอ๋ยเจ้าจงเป็นผู้ขวนขวายแต่น้อย กินไปเถิด พวกเราถูกเขาขุนเพื่อต้องการเนื้อ
เจ้าจงลงสู่ห้วงน้ำที่ไม่มีโคลนตม ชำระล้างเหงื่อไคลทั้งหมด แล้วถือเอาเครื่องลูบไล้ใหม่ซึ่งแต่ไหนแต่ไรมา มีกลิ่นหอมไม่ขาดสาย.

เล่าเรื่องจากการอ่าน ตุลฑิลชาดก (ตุน-ทิ-ละ-ชา-ดก) จากพระไตรปิฎก บันทึกเสียงโดย ลุงเบญ

อานิสงส์กฐิน สำคัญที่สุดตรงผ้าไตรจะเป็นผืนเดียว หรือครบไตรก็ได้ไม่มีผ้าไตรก็ไม่เป็นกฐินถ้าไม่มีผ้าไตรแล้ว บริวารกฐินอื่น...
18/09/2024

อานิสงส์กฐิน สำคัญที่สุดตรงผ้าไตร

จะเป็นผืนเดียว หรือครบไตรก็ได้

ไม่มีผ้าไตรก็ไม่เป็นกฐิน

ถ้าไม่มีผ้าไตรแล้ว บริวารกฐินอื่นไม่จำเป็นต้องมีก็ได้

พระครูวิลาศกาญจนธรรม ดร. วัดท่าขนุน

ถาม -- ทำบุญใส่บาตรให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว เขาจะได้รับหรือคะ วิญญาณไม่มีร่างกาย ไม่มีชีวิต ไม่น่าจะหิว ลูกถามแบบนี้จะตอบย...
26/08/2024

ถาม -- ทำบุญใส่บาตรให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว เขาจะได้รับหรือคะ วิญญาณไม่มีร่างกาย ไม่มีชีวิต ไม่น่าจะหิว ลูกถามแบบนี้จะตอบยังไงดี?

สิ่งที่เราส่งไป คือ บุญ
ซึ่งเป็นความสว่าง เป็นความสุข
ที่จิตวิญญาณทุกดวงปรารถนา

ถ้าไม่ออก
ให้นึกถึงตอนว้าเหว่
นึกถึงตอนหมดกำลังใจ
นึกถึงตอนห่อเหี่ยว
ไม่อยากทำอะไรเลย
ตอนนั้นคือจิตวิญญาณที่กำลังเป็นทุกข์
หิวความสุข
ต้องการความสว่างมาทำลายหลุมดำกลางอก

ถ้าจิตวิญญาณของผู้ตายเป็นทุกข์
ก็จะเป็นสุขมากขึ้น
ถ้าจิตวิญญาณของผู้ตายเป็นสุขอยู่แล้ว
ก็จะปลื้มปีติยิ่งขึ้น ที่ญาติยังระลึกถึงครับ
. .. .. .. .. .. .. .. ..

เมื่อกล่าวถึงลักษณะจิต ‘คิดอุทิศส่วนกุศล’
ก็ต้องกล่าวถึงลักษณะจิต ‘คิดรับส่วนกุศล’ ด้วย

‘การรับส่วนกุศล’ ทำได้โดย
ยินดี ปลื้มใจ และคิดส่งเสริมสนับสนุนในบุญผู้อื่น
อย่างที่เรียกว่า ‘อนุโมทนาบุญ’ นั่นเอง

การอุทิศส่วนบุญส่วนกุศล
ไม่เหมือนการให้ของกับมือครับ
สั้นๆคือ ถ้าไม่มีปัจจัยที่ ‘ฝ่ายรับ’ พร้อมจะรับ
เขาก็ไม่ได้ !
แต่เรานั่นแหละได้ตลอด

หากปราศจาก ‘จิตคิดยินดีในบุญ’
จู่ๆบุญหนึ่งๆ
จะเข้าไปเป็นสมบัติของใครไม่ได้
เหมือนประตูที่ไม่อ้ารับของ
หรือเหมือนมือที่ไม่ยอมแบรับเงิน
ข้าวของเงินทองย่อมกองอยู่ตรงนั้นเฉยๆ
โดยไม่อาจมีผู้ใดนำไปใช้ได้
อย่างมากที่สุดอาจ
เหมือนเขาสาดน้ำมาให้เย็นผิวกาย
เดี๋ยวเดียวก็ร้อนใหม่ โดยหาแหล่งน้ำเองไม่เป็น
. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

และบางภพบางภูมิ
ยังไงๆ คุณก็ไม่สามารถ
อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้ท่านได้

สภาวะจริงๆ ของคนที่ตายไป
ไม่ได้มีอยู่แค่ภาวะของวิญญาณที่จะรับส่วนบุญได้
บางทีไปเกิดเป็น ‘มนุษย์’ ก็มี
ไปเกิดเป็น ‘สัตว์นรก’ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับโลกมนุษย์ก็มี
ไปเกิดเป็น ‘พรหม’ ก็มี

ถ้าหากว่าพ่อของคุณมีความผูกพันกับคุณอยู่
ในฐานะของ ‘เทวดา
หรือในฐานะของภพภูมิใดก็แล้วแต่
ที่ ‘สามารถจะอนุโมทนาบุญ’ กับคุณได้
นั่นแหละ ท่านถึงจะได้ส่วนบุญส่วนกุศล

มันมีความจริงอยู่ว่า เป็นไปได้นะ
สมมุติว่าคุณทำบุญใหญ่ แล้วอุทิศให้ท่าน
มันจะเหมือนกับมีน้ำเย็นสาดไป
อาจจะทำให้ท่านรู้สึกว่ามีน้ำเย็นสาดมา
หรืออาจทำให้เกิดการรับรู้
ไปกระตุ้นน่ะ เหมือนมีพลัง
. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ตรงนี้เป็นเรื่องละอียดอ่อนนะครับ
สมมติว่าพ่อแม่เราไปเกิดเป็น ‘เทวดา’
บุญที่เราทำถ้าหากว่าน้อยๆ มันก็เหมือนกับ
อยากเอาเงินร้อยบาทไปให้เศรษฐีที่มีเป็นหมื่นล้าน
เขาก็ไม่สนใจ
หรือสมมติว่าเขาจะอนุโมทนา
ก็จะไม่มีกำลังใจที่จะทำให้เบิกบานในบุญของเราเท่าไหร่
ถ้าเราทำบุญน้อยๆ อะไรอย่างนี้

หรือสมมติว่า
ผู้เสียชีวิตไปอยู่ในที่ต่ำ
เช่นไปอยู่ใน ‘ท้องสัตว์’
ขณะนั้นไม่สามารถที่จะอนุโมทนาอะไรทั้งสิ้นได้แน่นอน
เพราะจิตเป็นภวังค์อยู่

หรืออย่างกลับมาเกิดเป็น ‘คน’ อีก
แต่ยังอยู่ในท้อง
ก็อนุโมทนาไม่ได้ หรือว่ารับส่วนบุญไม่ได้

อันนี้ยกตัวอย่างภาพที่ชัดเจนที่สุด เพื่อให้เห็นนะครับว่า
การที่เราจะให้ใครรู้สึก ‘ยินดีในบุญ’ ร่วมกับเราเนี่ย
ต้องทำกันในขณะที่มีชีวิต
ที่ทำไปหลังจากตายไปแล้วเนี่ย
อันนั้นก็มีสิทธิ์ แต่ยาก

คุณอย่าไปกะเก็ง
อย่าไปคาดหวังให้มันเกินกว่าความสามารถของตัวเอง
ว่าพ่อจะต้องได้รับ
หรือว่าจะต้องอย่างโน้นอย่างนี้ กับสิ่งที่คุณทำไปให้
เพราะว่าสิ่งที่คุณทำไปมันถูกต้องเสมอ
เมื่อยืนพื้นอยู่บนความ ‘กตัญญูกตเวที’
เมื่อยืนพื้นอยู่บนความ ‘ปรารถนาดี’ ที่เป็นกุศลจิต
. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

การอุทิศส่วนกุศลนั้น
ไม่ใช่แค่มีการตั้งจิตคิดดีกับใครเฉยๆ
เราต้องทำบุญอย่างใดอย่างหนึ่งก่อน
ต้องทำบุญ หรือ ‘ระลึกถึงบุญ’
ซึ่งทำให้เรารู้สึกถึง ‘รัศมีกองบุญ’ นั้น
ทำให้แช่มชื่น ทำให้มีความยินดีปรีดา
อย่างน้อยก็อยากทำให้ยิ้มในหน้าขึ้นมาเองอย่างเป็นธรรมชาติ

หรือถ้าเป็นผู้ทรงสมาธิ
ก็หน่วงเอา ‘นิมิตแห่งการทำบุญ’ ไว้ในใจ
อาจเป็นภาพตัวเองใส่บาตร
หรืออาจนึกถึงถังสังฆทานสีเหลือง

จากนั้น ‘คิดยกบุญ’
ซึ่ง ‘จิตจับได้แล้ว’ นั้นให้คนอื่น
จะระบุนาม หรือ
ส่งให้กว้างๆแบบไม่เลือกหน้าก็ได้

บุญเป็นของที่มีพลังนะ
ถ้ามันแรงจริงๆ ถ้าคุณทำบุญใหญ่จริงๆ
บุญใหญ่ในที่นี้ก็คือ ‘มีความตั้งจิต’
ที่มันเป็นไป ‘ในทางดี’ จริงๆ
แล้วก็มีความผ่องใส มีความเบิกบาน ‘หนักแน่น’ จริงๆ
. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

วิญญาณบางจำพวกทุกข์สาหัส
เกินกว่าจะมีช่วงเวลาแม้สั้นๆ เพื่อขอบุญหรือรับบุญใคร
แต่วิญญาณไม่น้อยเหมือนกันที่หิวบุญ
อยากได้แสงสว่างจากผู้มีบุญ
โดดเกาะหรือติดตามไปสะกิดขอได้
แต่คนที่ ‘ถูกขอ’ ส่วนใหญ่
จะไม่มีความสามารถในการรับรู้
และไม่เข้าใจว่าจะอุทิศส่วนกุศลให้อย่างไร

สรุปคือ ตายแล้วนี่ยากจะพึ่งพาใครครับ
พวกที่ถูกโปรดให้ได้เปลี่ยนภพนี่
ต้องเฮงจริงๆ คือ
เจอคนมีบุญด้วย
คนมีบุญนั้นต้องรับรู้การขอได้ด้วย
อุทิศส่วนกุศลเป็นด้วย
เช่นใจสามารถนิ่ง ‘ล็อกกระแสบุญ’ อย่างใดอย่างหนึ่ง
ที่ตัวเองเคยทำมาได้ด้วย
กับทั้งมองเห็นด้วยว่าเขาได้รับไปจริงๆหรือยัง

เพราะบางทีขณะอุทิศนั้น
ถ้าสมาธิสั้น เขาจะแค่รู้สึกดี
แต่ยังไม่พอจะปรับฐานะวิญญาณของตัวเอง
หรือไม่เขาก็ไม่มีบุญพอจะตั้งสติรับได้เต็มๆรูป ฯลฯ

เงื่อนไขเยอะครับ เอาเป็นว่า
ถ้าเราทำบุญให้ใคร เราได้แน่ๆตอนทำ

สิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ก็คือใจของคุณน่ะ
มีความกรุณา มีความกตัญญู
ได้ทำอะไรบางอย่างที่เป็นบุญ
ที่เป็นความสว่างให้กับตัวเองไป
เพราะฉะนั้นทำไปเถิด

ถาม -- ทำบุญใส่บาตรให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว เขาจะได้รับหรือคะ วิญญาณไม่มีร่างกาย ไม่มีชีวิต ไม่น่าจะหิว ลูกถามแบบนี้จะตอบยังไงดี?

สิ่งที่เราส่งไป คือ บุญ
ซึ่งเป็นความสว่าง เป็นความสุข
ที่จิตวิญญาณทุกดวงปรารถนา

ถ้าไม่ออก
ให้นึกถึงตอนว้าเหว่
นึกถึงตอนหมดกำลังใจ
นึกถึงตอนห่อเหี่ยว
ไม่อยากทำอะไรเลย
ตอนนั้นคือจิตวิญญาณที่กำลังเป็นทุกข์
หิวความสุข
ต้องการความสว่างมาทำลายหลุมดำกลางอก

ถ้าจิตวิญญาณของผู้ตายเป็นทุกข์
ก็จะเป็นสุขมากขึ้น
ถ้าจิตวิญญาณของผู้ตายเป็นสุขอยู่แล้ว
ก็จะปลื้มปีติยิ่งขึ้น ที่ญาติยังระลึกถึงครับ
. .. .. .. .. .. .. .. ..

เมื่อกล่าวถึงลักษณะจิต ‘คิดอุทิศส่วนกุศล’
ก็ต้องกล่าวถึงลักษณะจิต ‘คิดรับส่วนกุศล’ ด้วย

‘การรับส่วนกุศล’ ทำได้โดย
ยินดี ปลื้มใจ และคิดส่งเสริมสนับสนุนในบุญผู้อื่น
อย่างที่เรียกว่า ‘อนุโมทนาบุญ’ นั่นเอง

การอุทิศส่วนบุญส่วนกุศล
ไม่เหมือนการให้ของกับมือครับ
สั้นๆคือ ถ้าไม่มีปัจจัยที่ ‘ฝ่ายรับ’ พร้อมจะรับ
เขาก็ไม่ได้ !
แต่เรานั่นแหละได้ตลอด

หากปราศจาก ‘จิตคิดยินดีในบุญ’
จู่ๆบุญหนึ่งๆ
จะเข้าไปเป็นสมบัติของใครไม่ได้
เหมือนประตูที่ไม่อ้ารับของ
หรือเหมือนมือที่ไม่ยอมแบรับเงิน
ข้าวของเงินทองย่อมกองอยู่ตรงนั้นเฉยๆ
โดยไม่อาจมีผู้ใดนำไปใช้ได้
อย่างมากที่สุดอาจ
เหมือนเขาสาดน้ำมาให้เย็นผิวกาย
เดี๋ยวเดียวก็ร้อนใหม่ โดยหาแหล่งน้ำเองไม่เป็น
. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

และบางภพบางภูมิ
ยังไงๆ คุณก็ไม่สามารถ
อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้ท่านได้

สภาวะจริงๆ ของคนที่ตายไป
ไม่ได้มีอยู่แค่ภาวะของวิญญาณที่จะรับส่วนบุญได้
บางทีไปเกิดเป็น ‘มนุษย์’ ก็มี
ไปเกิดเป็น ‘สัตว์นรก’ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับโลกมนุษย์ก็มี
ไปเกิดเป็น ‘พรหม’ ก็มี

ถ้าหากว่าพ่อของคุณมีความผูกพันกับคุณอยู่
ในฐานะของ ‘เทวดา
หรือในฐานะของภพภูมิใดก็แล้วแต่
ที่ ‘สามารถจะอนุโมทนาบุญ’ กับคุณได้
นั่นแหละ ท่านถึงจะได้ส่วนบุญส่วนกุศล

มันมีความจริงอยู่ว่า เป็นไปได้นะ
สมมุติว่าคุณทำบุญใหญ่ แล้วอุทิศให้ท่าน
มันจะเหมือนกับมีน้ำเย็นสาดไป
อาจจะทำให้ท่านรู้สึกว่ามีน้ำเย็นสาดมา
หรืออาจทำให้เกิดการรับรู้
ไปกระตุ้นน่ะ เหมือนมีพลัง
. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ตรงนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนนะครับ
สมมติว่าพ่อแม่เราไปเกิดเป็น ‘เทวดา’
บุญที่เราทำถ้าหากว่าน้อยๆ มันก็เหมือนกับ
อยากเอาเงินร้อยบาทไปให้เศรษฐีที่มีเป็นหมื่นล้าน
เขาก็ไม่สนใจ
หรือสมมติว่าเขาจะอนุโมทนา
ก็จะไม่มีกำลังใจที่จะทำให้เบิกบานในบุญของเราเท่าไหร่
ถ้าเราทำบุญน้อยๆ อะไรอย่างนี้

หรือสมมติว่า
ผู้เสียชีวิตไปอยู่ในที่ต่ำ
เช่นไปอยู่ใน ‘ท้องสัตว์’
ขณะนั้นไม่สามารถที่จะอนุโมทนาอะไรทั้งสิ้นได้แน่นอน
เพราะจิตเป็นภวังค์อยู่

หรืออย่างกลับมาเกิดเป็น ‘คน’ อีก
แต่ยังอยู่ในท้อง
ก็อนุโมทนาไม่ได้ หรือว่ารับส่วนบุญไม่ได้

อันนี้ยกตัวอย่างภาพที่ชัดเจนที่สุด เพื่อให้เห็นนะครับว่า
การที่เราจะให้ใครรู้สึก ‘ยินดีในบุญ’ ร่วมกับเราเนี่ย
ต้องทำกันในขณะที่มีชีวิต
ที่ทำไปหลังจากตายไปแล้วเนี่ย
อันนั้นก็มีสิทธิ์ แต่ยาก

คุณอย่าไปกะเก็ง
อย่าไปคาดหวังให้มันเกินกว่าความสามารถของตัวเอง
ว่าพ่อจะต้องได้รับ
หรือว่าจะต้องอย่างโน้นอย่างนี้ กับสิ่งที่คุณทำไปให้
เพราะว่าสิ่งที่คุณทำไปมันถูกต้องเสมอ
เมื่อยืนพื้นอยู่บนความ ‘กตัญญูกตเวที’
เมื่อยืนพื้นอยู่บนความ ‘ปรารถนาดี’ ที่เป็นกุศลจิต
. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

การอุทิศส่วนกุศลนั้น
ไม่ใช่แค่มีการตั้งจิตคิดดีกับใครเฉยๆ
เราต้องทำบุญอย่างใดอย่างหนึ่งก่อน
ต้องทำบุญ หรือ ‘ระลึกถึงบุญ’
ซึ่งทำให้เรารู้สึกถึง ‘รัศมีกองบุญ’ นั้น
ทำให้แช่มชื่น ทำให้มีความยินดีปรีดา
อย่างน้อยก็อยากทำให้ยิ้มในหน้าขึ้นมาเองอย่างเป็นธรรมชาติ

หรือถ้าเป็นผู้ทรงสมาธิ
ก็หน่วงเอา ‘นิมิตแห่งการทำบุญ’ ไว้ในใจ
อาจเป็นภาพตัวเองใส่บาตร
หรืออาจนึกถึงถังสังฆทานสีเหลือง

จากนั้น ‘คิดยกบุญ’
ซึ่ง ‘จิตจับได้แล้ว’ นั้นให้คนอื่น
จะระบุนาม หรือ
ส่งให้กว้างๆแบบไม่เลือกหน้าก็ได้

บุญเป็นของที่มีพลังนะ
ถ้ามันแรงจริงๆ ถ้าคุณทำบุญใหญ่จริงๆ
บุญใหญ่ในที่นี้ก็คือ ‘มีความตั้งจิต’
ที่มันเป็นไป ‘ในทางดี’ จริงๆ
แล้วก็มีความผ่องใส มีความเบิกบาน ‘หนักแน่น’ จริงๆ
. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

วิญญาณบางจำพวกทุกข์สาหัส
เกินกว่าจะมีช่วงเวลาแม้สั้นๆ เพื่อขอบุญหรือรับบุญใคร
แต่วิญญาณไม่น้อยเหมือนกันที่หิวบุญ
อยากได้แสงสว่างจากผู้มีบุญ
โดดเกาะหรือติดตามไปสะกิดขอได้
แต่คนที่ ‘ถูกขอ’ ส่วนใหญ่
จะไม่มีความสามารถในการรับรู้
และไม่เข้าใจว่าจะอุทิศส่วนกุศลให้อย่างไร

สรุปคือ ตายแล้วนี่ยากจะพึ่งพาใครครับ
พวกที่ถูกโปรดให้ได้เปลี่ยนภพนี่
ต้องเฮงจริงๆ คือ
เจอคนมีบุญด้วย
คนมีบุญนั้นต้องรับรู้การขอได้ด้วย
อุทิศส่วนกุศลเป็นด้วย
เช่นใจสามารถนิ่ง ‘ล็อกกระแสบุญ’ อย่างใดอย่างหนึ่ง
ที่ตัวเองเคยทำมาได้ด้วย
กับทั้งมองเห็นด้วยว่าเขาได้รับไปจริงๆหรือยัง

เพราะบางทีขณะอุทิศนั้น
ถ้าสมาธิสั้น เขาจะแค่รู้สึกดี
แต่ยังไม่พอจะปรับฐานะวิญญาณของตัวเอง
หรือไม่เขาก็ไม่มีบุญพอจะตั้งสติรับได้เต็มๆรูป ฯลฯ

เงื่อนไขเยอะครับ เอาเป็นว่า
ถ้าเราทำบุญให้ใคร เราได้แน่ๆตอนทำ

สิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ก็คือใจของคุณน่ะ
มีความกรุณา มีความกตัญญู
ได้ทำอะไรบางอย่างที่เป็นบุญ
ที่เป็นความสว่างให้กับตัวเองไป
เพราะฉะนั้นทำไปเถิด

ที่อยู่

สาย 3052
Nakhon Ratchasima
30370

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ วัดคลองสะท้อนผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง วัดคลองสะท้อน:

แชร์