กรรมฐานดับทุกข์
"กรรมใดเกิดแต่เหตุ จงดับเหตุแห่งกรรมนั้น"
"จงเข้าใจเหตุ เพื่อหาทางดับการเกิด"
สถานปฏิบัติสมถวิปัสสนากรรมฐานถ้ำจำปาแห่งนี้ ตั้งอยู่ตำบลเขาสามยอด อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี อยู่บนเขาไม่สูงมากนักซึ่งเป็นสถานที่เก่าแก่และมีถ้ำโบราณมีพระพุทธชินราชประดิษฐานอยู่ภายในถ้ำต่อมา หลวงพ่อบัญชา ฐานกโร ธุดงค์ผ่านมา จึงได้บูรณะถ้ำเก่าแก่แห่งนี้ และใช้เป็นสถานฝึกอบรมกรรมฐานตามหลักมหาสติปัฏฐานสี่ด้วยความเมตตาของหลวงพ่อ จึงทำให้มีผู้คนจากทั่วทุกสารทิศที่ได้รับทุกขเทนาจากวิบากกรรม ต่างเดินทางมาปฏิบัติกรรมฐาน
ปัจจุบัน ณ สถานปฏิบัติสมถวิปัสสนากรรมฐานถ้ำจำปาได้มีพระสงฆ์ สามเณร และคณะแม่ชีเป็นผู้คอยดูแลและให้การฝึกอบรมภาวนาให้แก่ญาติโยม อีกทั้งสถานที่แห่งนี้มีความสงบสัปปายะ ร่มรื่น และเรียบง่าย การเดินทางสะดวก มีที่พัก จึงเหมาะแก่ผู้ที่ต้องการเจริญภาวนาเป็นอย่างยิ่ง
สถานปฏิบัติธรรมถ้ำจำปาจะเน้นการยืนกรรมฐาน เพื่อให้เห็นเวทนาที่เกิดขึ้นได้ชัดเจน เวทนาที่เกิดขึ้นกับแต่ละบุคคลจะแตกต่างกันไปตามกรรมที่เคยกระทำ หรือกรรมที่กำลังได้รับและด้วยเวทนาที่เกิดขึ้นนั่นเอง ที่ทำให้เราเห็นและเข้าใจเหตุแห่งกรรมนั้นได้ด้วยตัวเอง
โรคกรรมเป็นอีกโรคที่หมอไม่สามารถรักษาให้หายและไม่สามารถหาสาเหตุได้ หลายท่านที่ป่วยด้วยโรคกรรมและได้เข้ามาฝึกกรรมฐานจะมีอาการที่ดีขึ้นหลายท่านก็หายขาดจากอาการของโรคที่เป็นมานาน ผู้คนส่วนใหญ่เชื่อว่าการทำบุญแผ่ส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร จะสามารถลบล้างกรรมที่เคยกระทำไว้ได้ ซึ่งอาจจะจริง แต่นั่นไม่เสมอไป เพราะในหลายกรณี เจ้ากรรมนายเวรไม่ยินยอมรับบุญกุศล หากแต่ต้องการสิ่งใดนั้นท่านจึงต้องมาปฏิบัติเพื่อหาคำตอบด้วยตัวท่านเอง
สมถะวิปัสนากรรมฐานเบื้องต้น
กรรมฐานคืออะไร
ฐาน แปลว่า ที่ตั้งเป็นที่ตั้งอยู่ของสติระลึกรู้ รู้ตัวเองตามความเป็นจริง
กรรม แปลว่า การกระทำมีการกระทำทางกาย ทางวาจา ทางใจ
รวมความคือ การกระทำของกายวาจาใจที่ตั้งอยู่บนสติรับรู้ในสภาวะที่เป็นอยู่ในปัจจุบันขณะนั้นเองตามความเป็นจริง
วิธีการทำกรรมฐาน มีด้วยกันหลายวิธี จุดประสงค์คือเพื่อให้สติตั้งมั่นอยู่จุดใดจุดหนึ่งอยู่ได้นาน จะทำให้จิตใจมั่นคงมีกำลังพร้อมใช้งานวิธีที่พระอาจารย์ใช้คือลมหายใจ เพราะสิ่งนั้นเราต้องใช้มันตลอดเวลาแต่เราไม่ค่อยได้สังเกตดูพระพุทธเจ้าของเราและครูบาอาจารย์ของอาตมาก็ใช้วิธีนี้เป็นทางค้นคว้าทางจิตมาแต่โบราณนานมาแล้ว แต่เมื่อใครได้มารู้จักวิธีนี้ จะรู้ว่าเป็นเรื่องแปลกใหม่ของจิตใจเรา ซึ่งเรียกได้ว่าใหม่เสมอในทุกยุคทุกสมัย นี่แหละเรียกว่า พุทธะ ผู้รู้ตามความเป็นจริง รู้เอง เห็นเอง ด้วยการปฏิบัติลงมือเองเท่านั้น
แค่ดูลมหายใจเห็นอะไร
1. เห็นตัวของเรากำลังนั่งหายใจอยู่ หายใจเข้าลึกแล้วกลั้นลมหายใจไว้หน่อยหนึง แล้วหายใจออกให้ยาวไม่กลั้นลมหายใจ เพียรทำดูนานๆ เดี๋ยวเราจะเห็นสิ่งต่างๆมันโผล่มาในใจเราเต็มไปหมด ค่อยๆ ดูมันให้รู้ตัวว่าเรากำลังดูอยู่
2. เห็นเวทนาของเรา อาการปวดขา ปวดหลัง เหน็บชา เราชอบใจ เราไม่ชอบใจ เราเฝ้าดูมันต่อไป เกิดขึ้นตรงไหนเฝ้าดูตรงนั้นสักพักจะเห็นมันดับไปแล้วเกิดใหม่ อาจจะเป็นที่เดิมหรือเปลี่ยนที่ก็ช่างมัน เราเฝ้าดูมันไปเฉยๆ จนมันเป็นธรรมดามันเป็นอย่างนี้เอง
3. เห็นจิตใจผู้ที่เป็นตัวเฝ้าอยู่ในขณะนั้น เราจะเห็นได้ว่าไอ้ที่เฝ้าดูนั้นมันไม่ใช่กายที่นั่งอยู่ มันมีอีกตัวหนึ่งคอยบังคับกายนี้ให้เป็นไป คอยบังคับให้ใจมันนิ่งไปไม่อยากคิด หรือคิด นี่สิเริ่มเป็นเรื่องแปลกประหลาดสำหรับผู้ที่ไม่เคยเห็นมันมีสารพัดนิมิตร สารพัดอาการแปลกประหลาดเกิดขึ้นกับจิตนี้ ไอ้ที่อยากหรือไม่อยากมันอยู่ตรงนี้นี่เอง ชอบชวนไปเรื่อยแล้วแต่เราจะพาไป ถ้าตามมันไปก็จะสนุกสนานเพลิดเพลินบันเทิงใจ ถ้าไม่ตามล่ะ
4. เห็นธรรมะของเรา อันนี้ยิ่งใหญ่นักธรรมะคือธรรมชาติ เรื่องธรรมไม่มีจบสิ้นถ้าจะเรียนรู้เรื่องของธรรมชาตินี้ เราเอามาให้เป็นเรื่องธรรมดาแล้วก็จบได้สิ้นได้ พ้นได้
สรุป
ที่อาตมานำมากล่าวในที่นี้เป็นเรื่องเบื้องต้นของผู้ที่จะมาสมถะวิปัสสนากรรมฐานที่เรียกว่าสติปัฐฐานสี่ การปฏิบัติกรรมฐานใช้ได้ทั้ง 4 อิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน
การยืนกรรมฐาน
ยืนอย่างไรให้เป็นกรรมฐาน การกำหนดกรรมฐาน ยืนแยกขาพอทรงตัวได้ ให้เท้าติดพื้นจนเต็มเท้า ฝ่าเท้าสัมผัสที่พื้นห้ามขยับเท้า มือประสานกันไว้ด้านหน้า หรือกอดอกก็ได้สำคัญที่เท้าเหยียดตัวตรงไม่ต้องหลับตา เริ่มกำหนดกรรมฐาน ดูลมหายใจเข้าออกยาวๆ กำหนดพุทโธ ธัมโม สังโฆ ยาวๆ ช้าๆ 3 หน หลังจากนั้นก็ดูลมหายใจเข้าลึก-ออกยาว ดูไปเรื่อยๆ ลมหายใจจะค่อยๆ หายใจสั้นลงเป็นลำดับ ผ่านไปสักครึ่งชั่วโมงจะเกิดเวทนา ก็ถามดูเวทนา จนเวทนาดับก็จะเกิดการรับรู้ทางจิต พิจารณาจิตใจไปเรื่อยๆ ดูเป็นธรรมชาติ เกิดทุกข์และสุขอยู่ตรงนี้นี่เองไปต้องไปหาที่ไหน หาได้ที่ตัวของเรานี่เอง คนรอบข้างก็ไม่มี สิ่งรอบข้างก็ไม่มี อากาศรอบข้างก็เป็นธรรมดาของมันอยู่อย่างนี้เอง
การเดินกรรมฐาน
เดินอย่างไรให้เป็นกรรมฐาน การกำหนดกรรมฐานเดิน กำหนดยืนสงบนิ่ง กำหนดความรู้สึกไว้ที่เท้าขวา เหยียดเท้าขวาไปจนสุดเท้าแล้วเหยียบลงพื้นให้ฝ่าเท้าแนบพื้นสนิท แล้วกำหนดความรู้สึกไว้ที่เท้าซ้าย เหยียดเท้าซ้ายไปจนสุดเท้าแล้วเหยียบลงพื้นให้ฝ่าเท้าแนบพื้นสนิท ทำไปจนสุดทางเดินจงกรม พอสุดทางเท้าทั้งสองข้างจะต้องมาสงบยืนนิ่ง กำหนดว่าจะกลับตัว เหยียดเท้าซ้ายเฉียงนิ้วโป่งเท้าขวาแล้วขยับเท้าขวาให้มาคู่กับเท้าซ้าย อยู่ในท่าสงบยืน แล้วเหยียดเท้าซ้าย เฉียงนิ้วโป่งข้างขวาอีกครั้ง ก็จะกลับมาอยู่ในท่าสงบยืน เตรียมก้าวเดินจงกรมเพียรทำไปจนเกิดเวทนา ก้าวเดินจนกายเบา จิตเบา ความรู้สึกเบา พิจารณาธรรมะไปตามความเป็นจริง นี่คือการเดินจงกรม
การนั่งกรรมฐาน
นั่งอย่างไรให้เป็นกรรมฐาน การกำหนดกรรมฐานนั่ง นั่งลงเอาขาขวาทับขาซ้ายให้เป็นชั้นเหมือนกลีบบัวเป็นการแสดงความเคารพ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ การนั่งเป็นการควบคุมการให้กายอยู่นิ่งไม่พูด ไม่กระดกกระดิกอะไร หลับตาลงจะได้ดูใจ เพราะถ้ากายยังเคลื่อนไหวอยู่มันจะดูใจไม่เห็น เพราะใจมันเร็วและวุ่นวาย เมื่อนั่งนิ่งแล้ว ก็หายใจเข้าลึกและกลั้นลมหายใจไว้หน่อยหนึง แล้วหายใจออกให้ยาวเท่าลมหายใจเข้าไม่ต้องกลั้นลมหายใจ ทำอย่างนี้ 3 ครั้ง ต่อไปหายใจเข้าลึกกำหนดพุทออกโธ เข้าธัมออกโม เข้าสังออกโฆ กำหนดอย่างนี้ 3 รอบ พอใจเริ่มตั้งสติได้ก็กำหนด พุทเข้าโธออก เพื่อป้องกันความคิดฟุ้งซ่าน พอความคิดฟุ้งซ่านในใจหมดก็ดู ถามลมหายใจเฉยๆ เพียรดูต่อไปนานๆ ลมหายใจจะค่อยๆ ช้าลง คราวนี้กำหนดดูว่ากายนี้เพ่งเล็งนั่งดูลมหายใจอยู่ เพียรทำเรื่อยๆไป จะเกิดอาการของเทวนา ปวด เมื่อยกาย จงกำหนดดูอาการเวทนาที่อยู่ในกายนั้นไปเรื่อยๆ จนเกิดดับแล้วใจก็จะเกิดอาการปิติ ชุ่มชื่น เบิกบาน มีความสุขมีนิมิตต่างๆเกิดขึ้นมากมาย จงเฝ้าดูไปตามอาการที่ปรากฏเหล่านั้นเฉยๆ แล้วก็จะเห็นสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นมาเป็นอยู่ แล้วก็หายไป หลายต่อหลายครั้ง ตามกฏของไตรลักษณ์คือไม่เที่ยงธรรมก็จะเกิดให้เป็นมากมายตามความเป็นจริงหลากหลายเรื่องราว
การนอนกรรมฐาน
นอนอย่างไรให้เป็นกรรมฐาน การกำหนดกรรมฐานนอน กำหนดนอนลงนอนนิ่ง มือประสานไว้ที่ท้อง ลมหายใจลึกให้รู้สึกท้องพองท้องยุบ การกำหนดสำคัญที่ท้อง หายใจเข้าพุทออกโธ เข้าธัมออกโม เข้าสังออกโฆ กำหนด 3 รอบ พอสติเริ่มตั้งมั่น หายใจเข้าพุธหายใจออกโธ ให้รู้ว่าตัวเองกำลังนอนนิ่งอยู่ จนเกิดมีเวทนา ปวด เมื่อย ชา ดูเวทนาเกิดดับไปเรื่อยๆ ก็จะเห็นจิตในกายมันสงบเบาสว่าง ดูอาการเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปของจิตนั้นไปเรื่อยๆ จนเห็นธรรมะถามความเป็นจริงในการเกิดดับทั้งหลาย