วัดนักบุญฟรังซิสแห่งอัสซีซี ลำพูน

วัดนักบุญฟรังซิสแห่งอัสซีซี ลำพูน Catholic Church 'Saint Francis of Assisi' Lamphun

Fr. Bruno Soppelsa
Tel. 0806221364
Fr. Ferdinando Pistore
Tel. 0930055565

วัดนักบุญฟรังซิสแห่งอัสซีซี ลำพูน
ปัจจุบัน มีคุณพ่อบรูโน ซอปเปลซ่า (Fr.Bruno Soppelsa) เป็นเจ้าอาวาส
และคุณพ่อเฟอร์ดินันโด พิสโตเร่ (Fr.Ferdinando Pistore) เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาส

วัดได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2011
โดยมีนักบุญฟรังซิสแห่งอัสซีซี เป็นองค์อุปถัมภ์ของกลุ่มคริสตชนลำพูน

นักบุญองค์นี้ละทิ้งทรัพย์สมบัติทั้งสิ้น เจริญชีวิตยากจน เรียบง่าย
ท่านได้ช่วยพระศาสนจักร โดยการดำเนินชีวิต
- ในการเลียนแบบพระเยซูเจ้าผู้ยากจน
- ในการปฏิบัติพระวรสารตามตัวอักษร
- ในการมองโลกในแง่บวก
- ในการสร้างสันติภาพและคุณความดีตามแบบของพระเยซูเจ้า

24/08/2026

➡️ โป๊ป เลโอ ที่ 14 ทรงสอน ความเชื่อไม่ใช่สิ่งที่เราได้รับมาครั้งเดียวแล้วจบ แต่เราต้องกลับมาค้นพบพระเยซูและพระวรสารของพระองค์อยู่เสมอ เราต้องถามตัวเองบ่อยๆ “พระเยซูคือใครสำหรับเรา” เพื่อไม่ให้ความเชื่อกลายเป็นเพียงสิ่งที่ทำไปตามความเคยชิน

➡️ ทรงย้ำ อย่าพอใจกับความเชื่อที่เราเพียงแค่ “เคยได้ยินมา” หรือสิ่งที่ถูกส่งต่อกันมา แต่จงรู้จักพระเยซูด้วยตัวเอง เปิดใจให้มิตรภาพกับพระองค์เปลี่ยนแปลงเรา แม้บางครั้งจะต้องเดินบนเส้นทางหรือเลือกสิ่งที่แตกต่างจากที่เราเคยคิดไว้

➡️ ทรงแบ่งปัน คำถามที่ว่า “พระเยซูคือใครสำหรับเรา” ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะเวลาภาวนาหรืออ่านพระวรสาร แต่เกิดขึ้นเมื่อเราเจอความทุกข์และความต้องการของคนอื่น รวมถึงสถานการณ์ต่างๆ ที่ท้าทายความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของเรา สิ่งนี้จะทำให้เห็นว่า พระเยซูเป็นเพียงบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ หรือเป็นพระคริสต์ผู้เปลี่ยนชีวิตของเราจริงๆ

➡️ ทรงชี้ แม้แต่ศาสนจักรและบรรดาผู้อภิบาลก็ต้องถามตัวเองเหมือนกันว่า วันนี้พระเยซูกำลังขอให้เราทำอะไร เพราะการทำอะไรแบบเดิมๆด้วยความคุ้นชิน อาจไม่เพียงพอกับสถานการณ์ยุคปัจจุบัน

Photo Credit: Vatican Media

_______________

ช่วงเที่ยงวันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ทรงออกมานำคริสตชนสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าว ณ ลานนักบุญเปโตร นครรัฐวาติกัน วันนี้ พระสันตะปาปาชาวอเมริกันทรงแบ่งปันพระวรสารจากนักบุญแม็ทธิว (16:13-20) ตอนที่พระเยซูถามบรรดาศิษย์ว่า “แล้วพวกท่านล่ะ คิดว่าเราเป็นใคร” พร้อมชวนคริสตชนทุกคนกลับมาถามคำถามเดียวกันนี้กับตัวเอง ซึ่งใจความสำคัญ Pope Report เรียบเรียงมาให้ดังนี้

1. อย่าคิดว่าเรารู้จักพระเยซูดีแล้ว เพราะความเชื่อไม่ใช่สิ่งที่รับมาครั้งเดียวแล้วจบ

พระสันตะปาปาทรงเริ่มต้นแบ่งปันว่า บรรดาอัครสาวกทั้ง 12 คนที่ใช้ชีวิตอยู่กับพระเยซูและร่วมพันธกิจกับพระองค์มามากแล้ว แต่พระเยซูก็ยังไม่ได้คิดเอาเองว่า พวกเขารู้จักพระองค์อย่างแท้จริง จึงถามตรงๆ ว่า “แล้วพวกท่านล่ะ คิดว่าเราเป็นใคร” ซึ่งเป็นคำถามที่ไม่ได้มีไว้สำหรับบรรดาศิษย์ในเวลานั้นเท่านั้น แต่ยังเป็นคำถามสำหรับคริสตชนทุกยุค รวมถึงเราทุกคนในวันนี้ด้วย

“นี่คือคำถามพื้นฐานสำหรับศิษย์ของพระเยซูในทุกยุคทุกสมัย และสำหรับเราแต่ละคนด้วย ความเชื่อไม่ใช่สิ่งที่เราได้รับมาแล้วครั้งเดียวและจบไป แต่เราจำเป็นต้องกลับมาค้นพบพระพักตร์ของพระคริสต์และพระวรสารของพระองค์อยู่เสมอ เข้าใจคำสอนของพระองค์ให้ลึกซึ้งขึ้น และทบทวนสิ่งที่เราเลือกในชีวิต เพื่อให้สิ่งเหล่านั้นสอดคล้องกับความเชื่อที่เราประกาศ ด้วยวิธีนี้ เราจะเอาชนะความคิดที่ว่าเรารู้ทุกอย่างแล้ว และไม่ปล่อยให้ความเชื่อกลายเป็นเพียงสิ่งที่ทำไปตามความเคยชิน” พระสันตะปาปาทรงแบ่งปัน

2. ชีวิตประจำวันจะตอบเราเองว่า พระเยซูเป็นแค่บุคคลในประวัติศาสตร์ หรือเป็นพระคริสต์ในชีวิตของเรา

จากนั้น พระสันตะปาปาทรงชี้ว่า คำถามที่ว่า “พระเยซูคือใครสำหรับเรา” ไม่ได้มีไว้ถามตัวเองเฉพาะเวลาภาวนาหรืออ่านพระวรสารเท่านั้น แต่ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเวลาที่เราเจอความทุกข์ของคนอื่น หรือเจอสถานการณ์ที่ท้าทายมโนธรรม จะเป็นช่วงเวลาที่ทำให้เราเห็นชัดที่สุดว่า พระเยซูมีความหมายกับชีวิตเราจริงๆ แค่ไหน

พระสันตะปาปาตรัสว่า “คำถามที่ว่า พระเยซูคือใครสำหรับเรา และการมีพระองค์อยู่ในชีวิตของเราหมายความว่าอย่างไร จะเกิดขึ้นกับเราเป็นพิเศษในเวลาภาวนาและเมื่อเรารำพึงพระวรสาร แต่คำถามนี้ยังเกิดขึ้นเมื่อเราได้พบกับบาดแผลและความต้องการของพี่น้องชายหญิง รวมถึงในความสัมพันธ์และสถานการณ์ต่างๆ ที่ท้าทายความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของเราอย่างลึกซึ้งที่สุด”

“ในชีวิตประจำวัน เราสามารถค้นพบได้ว่า สำหรับเราแล้ว พระเยซูเป็นเพียงบุคคลสำคัญคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ ผู้เคยพูดและทำสิ่งสำคัญต่างๆ หรือพระองค์คือพระคริสต์ของพระเจ้า ผู้ถูกส่งมาเพื่อนำเราเข้าสู่ความรักของพระบิดา และเพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา รวมถึงโลกที่เราอาศัยอยู่” พระสันตะปาปาทรงอธิบาย

3. อย่าพอใจกับความเชื่อที่แค่ “เคยได้ยินมา” แต่จงรู้จักพระเยซูด้วยตัวเอง

พระสันตะปาปายังเตือนด้วยว่า บางครั้งเราอาจอยู่กับความเชื่อมานานจนคิดว่าสิ่งที่เคยได้ยิน สิ่งที่คนทั่วไปเชื่อกัน หรือสิ่งที่ได้รับการส่งต่อมานั้นเพียงพอแล้ว แต่พระเยซูไม่ต้องการให้เรา “แค่” รู้เรื่องของพระองค์ พระเยซูเรียกให้แต่ละคนตอบพระองค์ด้วยตัวเอง

“บางครั้ง เมื่อพูดถึงความเชื่อคริสตชน เราอาจพอใจกับสิ่งที่เพียงแค่ ‘ก็เคยได้ยินมาแบบนี้’ กับความเข้าใจทั่วไป หรือกับสิ่งที่ได้รับการถ่ายทอดต่อๆ กันมา แม้สิ่งเหล่านั้นอาจถูกส่งต่อมาด้วยความตั้งใจที่ดีที่สุดก็ตาม แต่พระเยซูทรงเรียกเราให้ตอบพระองค์ด้วยตัวเอง ให้รู้จักพระองค์อย่างใกล้ชิดมากขึ้น และยอมให้มิตรภาพกับพระองค์ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงเรา ผ่านการพบกับพระองค์ที่สดใหม่อยู่เสมอ”

“สิ่งนี้อาจเรียกร้องให้เราเดินไปบนเส้นทางที่เราไม่คุ้นเคย และตัดสินใจเลือกสิ่งที่แตกต่างจากสิ่งที่เราเคยคิดเอาไว้” พระสันตะปาปาทรงย้ำ

4. ศาสนจักรก็ต้องถามตัวเองเหมือนกันว่า วันนี้พระเยซูกำลังขอให้เราทำอะไร

ช่วงท้าย พระสันตะปาปาทรงย้ำว่า การกลับมาถามว่า “พระเยซูคือใคร” ไม่ได้เป็นหน้าที่ของคริสตชนแต่ละคนเท่านั้น แต่ศาสนจักรและผู้ทำงานอภิบาลก็ต้องถามคำถามนี้เช่นกัน เพราะเราไม่สามารถคิดว่า เพียงแค่ทำทุกอย่างต่อไปเหมือนที่เคยทำมาตลอดก็เพียงพอแล้ว

“เรื่องนี้เป็นจริงทั้งสำหรับเส้นทางชีวิตส่วนตัวของเรา เส้นทางของศาสนจักร และการตัดสินใจในงานอภิบาล เพราะบางครั้งเราอาจคิดว่า แค่ทำสิ่งต่างๆ ต่อไปเหมือนที่เราเคยทำมาตลอดก็เพียงพอแล้ว”

“แต่เราควรถามตัวเองอยู่เสมอว่า พระเยซูคือใครสำหรับเรา เรารู้จักพระองค์จริงๆ หรือไม่ วันนี้พระวรสารของพระองค์กำลังขออะไรจากเรา และเราได้รับเรียกให้ก้าวไปทางไหน หรือตัดสินใจเลือกอะไร” พระสันตะปาปาทรงสอนในช่วงท้าย

5. ภาวนาให้คองโกจากการระบาดของอีโบล่า

หลังการสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าว พระสันตะปาปาทรงเชิญทุกคนภาวนาเพื่อชาวคองโกที่กำลังทนทุกข์จากการแพร่ระบาดของอีโบล่า พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมนานาชาติร่วมมือกับชุมชนท้องถิ่นในการป้องกันโรค เพื่อช่วยชีวิตผู้คนให้ได้มากที่สุดด้วย

🙏🏻หนึ่งนาทีกับพระวาจา✝️ #บทอ่าน  #พระวรสาร  #พระวาจาของพระเจ้า #วัดนักบุญฟรังซิสแห่งอัสซีซีลำพูน
24/08/2026

🙏🏻หนึ่งนาทีกับพระวาจา✝️
#บทอ่าน #พระวรสาร #พระวาจาของพระเจ้า
#วัดนักบุญฟรังซิสแห่งอัสซีซีลำพูน

24/08/2026
24/08/2026

ฉลองนักบุญ วันที่ ๒๔ สิงหาคม
นักบุญบาร์โธโลมิว อัครสาวก
St. Bartholomew, Apostle

นักบุญบาร์โธโลมิวเป็นหนึ่งในอัครสาวกของพระเยซูเจ้า ชื่อของท่านหมายถึง บุตรของธาลมาย ซึ่งเป็นชื่อฮีบรูโบราณ

นอกจากกล่าวว่าบาร์โธโลมิวเป็นอัครสาวกคนหนึ่งแล้ว พระวรสารก็ไม่ได้เอ่ยถึงท่านอีก แต่นักเขียนยุคโบราณและธรรมเนียมคาทอลิก เชื่อว่าท่านคือ นาธานาแอลในพระวรสารนักบุญยอห์น

บทอ่านในมิสซาวันฉลองท่าน คือข้อความจากพระวรสารนักบุญยอห์น (ยน. ๑:๔๕-๕๑) ที่นาธานาแอลได้รับการแนะนำจากฟิลิป เพื่อนของท่านให้รู้จักพระเยซู และพระเยซูตรัสแก่ท่านว่า "นี่่ล่ะชาวอิสราเอลแท้ ไม่มีมารยาในตัว"

นิสัยใจคอของท่าน ดังที่พระเยซูเจ้ากล่าว เป็นชาวยิวที่ดี ซื่อสัตย์ จริงใจ เป็นคนเที่ยงธรรม ใช้เวลาเพื่อการรำพึงภาวนา "ใต้ต้นมะเดื่อ" และรอคอยพระเมสสิยาห์

และเพราะความเป็นชาวยิวแท้นี่เอง นาธานาแอลคงจะได้อ่านพระคัมภีร์มาอย่างดี และรู้ว่าพระคัมภีร์พูดถึงพระเมสสิยาห์อย่างไร และพระองค์มาจากไหน ท่านจึงเคลือบแคลงกับความเห็นของฟิลิปที่ประกาศว่าพระเยซูเป็นพระเมสสิยาห์ "จะมีอะไรดีมาจากนาซาเร็ธหรือ?" ท่านตั้งคำถาม

แต่เพราะความไม่มีมารยาของท่าน ท่านจึงเปิดกว้าง และ "มาดูเอง" ตามคำชวนของฟิลิป

และเมื่อพบพระเยซูและได้ยินพระวาจาพระองค์ ท่านก็ชื่นชมยินดีและสารภาพความเชื่ออย่างซื่อๆ ว่า "อาจารย์ ท่านเป็นบุตรพระเจ้า ท่านเป็นกษัตริย์ของชาวยิว"

พระเยซูตรัสในบทเทศน์บนภูเขา (มธ. ๕:๘) ว่า "เป็นบุญของผู้มีจิตใจบริสุทธิ์ เพราะเขาจะได้เห็นพระเจ้า" นาธานาแอลคือตัวอย่างของผู้มีใจบริสุทธิ์เช่นนั้น ท่านเห็น ท่านเชื่อ และติดตามพระองค์

ธรรมประเพณีของศาสนจักรเล่าว่าหลังจากพระเยซูเสด็จสู่สวรรค์ นาธานาแอลหรือบาร์โธโลมิวได้เดินทางเทศน์ประกาศยังดินแดนตะวันออก และเสียชีวิตด้วยการเป็นมรณสักขีในอาร์เมเนีย

23/08/2026

➡️ โป๊ป เลโอ ที่ 14 ทรงสอน พระเยซูมอบกุญแจให้เปโตรเพื่อชี้ให้เห็นว่า “อำนาจในศาสนจักรคือการรับใช้” โดยคนที่เป็นพระสันตะปาปา บิช็อป สงฆ์ และสังฆานุกร ต้องเป็นกลุ่มแรกที่ใช้ชีวิตตามแบบพระเยซู ผู้ก้มลงล้างเท้าให้ศิษย์และยอมสละชีวิตเพื่อผู้อื่น

➡️ ทรงย้ำ ทุกสิ่งที่เราเป็นและทุกสิ่งที่เรามีคือของขวัญจากพระเจ้า ซึ่งไม่ได้มอบให้เราใช้สร้างอำนาจหรือผลประโยชน์ให้ตัวเอง แต่เพื่อให้เราเป็นเครื่องมือช่วยเหลือผู้อื่นและทำให้สิ่งที่ได้รับมานั้นเกิดประโยชน์กับทุกคน

➡️ ทรงชี้ การพักผ่อนที่แท้จริงไม่ใช่การหนีจากชีวิตประจำวัน เพราะความบันเทิงบางอย่างทำให้ชีวิตว่างเปล่า แต่การพักผ่อนที่แท้จริงคือการได้กลับมาพบตัวเอง พบพระเจ้า และคืนดีกับสิ่งที่อยู่ลึกๆ ในใจ

Photo Credit: Vatican Media

_______________

ช่วงเย็นวันเสาร์ที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ทรงเป็นประธานในมิสซาซึ่งจัดขึ้นที่ท่าเรือริมีนี่ ประเทศอิตาลี โดยนี่เป็นภารกิจสุดท้ายของการเสด็จอภิบาลหนึ่งวันที่เริ่มต้นในสาธารณรัฐซาน มารีโน่ ก่อนเสด็จมาพบผู้เข้าร่วมงาน “การพบปะเพื่อมิตรภาพระหว่างประชาชน” และปิดท้ายด้วยมิสซากับคริสตชนเมืองริมีนี่

วันนี้ พระสันตะปาปาทรงแบ่งปันพระวรสารจากนักบุญแม็ทธิว (16:13-20) ตอนที่เปโตรประกาศความเชื่อว่า พระเยซูคือพระคริสต์ พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงชีวิต และพระเยซูมอบกุญแจให้เปโตร ซึ่งใจความสำคัญของบทเทศน์ Pope Report เรียบเรียงมาให้ดังนี้

1. อำนาจในศาสนจักรคือการรับใช้ ไม่ใช่การอยู่เหนือคนอื่น

พระสันตะปาปาทรงเริ่มจากคำตอบของเปโตรที่ประกาศว่า “พระองค์คือพระคริสต์ บุตรของพระเจ้าผู้ทรงชีวิต” พร้อมชี้ว่า ความเชื่อนี้ทำให้เราเห็นหนทางของพระเยซูอย่างชัดเจน นั่นคือพระเจ้าผู้เสด็จมาเพื่อรับใช้มนุษย์ เป็นอาจารย์ที่ก้มลงล้างเท้าให้บรรดาศิษย์ และเป็นผู้เลี้ยงแกะที่ยอมสละชีวิตเพื่อฝูงแกะของตัวเอง

พระสันตะปาปาตรัสว่า “เรามาอยู่ที่นี่เพราะเราเชื่อว่า พระเยซูคือพระเมสซิยาห์ ผู้ได้รับการเจิมและเสด็จมาในโลก เพื่อรับใช้และมอบชีวิตของตนเป็นค่าไถ่สำหรับคนจำนวนมาก ... ด้วยความเข้าใจนี้เอง เราจึงมองไปยังการที่พระเยซูมอบกุญแจให้เปโตร เพราะในศาสนจักร ไม่ว่าจะอยู่ในระดับใด อำนาจคือการรับใช้”

“พระสันตะปาปา บิช็อป สงฆ์ และสังฆานุกร คือผู้ที่ได้รับเรียกเป็นกลุ่มแรกให้ใช้อำนาจในลักษณะนี้ และประชากรของพระเจ้าทั้งหมดต้องร่วมเดินไปในแนวทางเดียวกัน แต่ละคนตามกระแสเรียกเฉพาะของตัวเอง” พระสันตะปาปาทรงย้ำอย่างหนักแน่น

2. ทุกสิ่งที่เราเป็นและมี พระเจ้ามอบให้เพื่อช่วยคนอื่น ไม่ใช่สร้างผลประโยชน์ให้ตัวเอง

จากนั้น พระสันตะปาปาทรงยกบทอ่านจากประกาศกอิสยาห์ เรื่อง “เช็บน่า” เจ้าหน้าที่ผู้ได้รับมอบหมายให้ช่วยฟื้นฟูกรุงเยรูซาเล็มและอาณาจักรยูดาห์ แต่เมื่อมีอำนาจกลับเริ่มสะสมทรัพย์สมบัติให้ตัวเอง รวมถึงเพื่อนและญาติ และใช้อำนาจกดขี่ผู้คน จนลืมว่าอำนาจและทรัพยากรที่ได้รับมานั้นมีไว้เพื่อช่วยฟื้นฟูชุมชนทั้งหมด สุดท้ายเขาจึงถูกปลดออกจากหน้าที่

พระสันตะปาปาทรงย้ำว่า “เช็บน่าลืมไปว่า สิ่งสำคัญที่สุดของภารกิจที่ได้รับมอบหมาย ไม่ใช่ทรัพยากรทางเศรษฐกิจหรืออำนาจ แต่คือการใช้สิ่งเหล่านี้เพื่อส่งเสริมแผนการฟื้นฟูเพื่อประโยชน์ของชุมชนทั้งหมด”

“ข้อคิดที่ได้จากเรื่องนี้ชัดเจนมาก ทุกสิ่งที่เราเป็นและทุกสิ่งที่เรามี ล้วนเป็นของขวัญจากพระเจ้า ซึ่งพระองค์มอบไว้กับเรา เพื่อให้เราสามารถอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ และเป็นเครื่องมือแห่งความรอดให้กันและกันด้วยความยุติธรรม เริ่มต้นจากสถานที่และผู้คนที่เราใช้ชีวิตและทำงานด้วยในแต่ละวัน ก่อนจะเปิดหัวใจให้กว้างและหันไปหาคนทั้งโลก” พระสันตะปาปาทรงอธิบาย

3. หน้าที่ของคริสตชนคือโอบกอด ต้อนรับ ให้อภัย และช่วยคนที่กำลังติดอยู่กับบาป

พระสันตะปาปาทรงอธิบายต่อว่า การที่พระเยซูมอบอำนาจในการ “ผูก” และ “แก้” ไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะกับผู้นำในศาสนจักรเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงวิธีใช้ชีวิตของคริสตชนทุกคน เพราะผู้ได้รับศีลล้างบาปทุกคนมีหน้าที่ช่วยให้คนรอบตัวพบกับการต้อนรับ การให้อภัย และอิสรภาพจากสิ่งที่กำลังทำลายชีวิต

พระสันตะปาปาตรัสว่า “ในศาสนจักร พันธกิจของการ ‘ผูก’ และ ‘แก้’ ด้านหนึ่งหมายถึงหน้าที่ของผู้ที่ได้รับเรียกในนามของพระเจ้าให้ใช้อำนาจ แต่อีกด้านหนึ่ง ยังอธิบายถึงวิถีชีวิตและหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับผู้รับศีลล้างบาปทุกคน นั่นคือ การโอบรับ รวบรวม ต้อนรับ ให้อภัย และช่วยให้ทุกคนที่ตกเป็นเชลยของบาปและผลของบาปได้เป็นอิสระ”

“เราต้องเป็นผู้ดูแลสิ่งดีต่างๆ ที่พระเจ้ามอบไว้กับเราอย่างซื่อตรงและมีปรีชาญาณ เพื่อให้ทุกสิ่งนำไปสู่ประโยชน์ของทุกคนด้วยความรัก” พระสันตะปาปาทรงย้ำ

4. การพักผ่อนที่แท้จริงไม่ใช่การหนีจากชีวิต แต่คือการกลับมาพบตัวเองและพบพระเจ้า

ตอนท้าย พระสันตะปาปาทรงพูดถึงเมืองริมีนี่ในฐานะเมืองท่องเที่ยวที่มีผู้คนจากอิตาลีและทั่วโลกเดินทางมาพักผ่อนจำนวนมาก พร้อมขอให้คริสตชนในพื้นที่ช่วยทำให้เมืองแห่งนี้เป็นสถานที่ที่ผู้คนไม่ได้พักเพียงร่างกายหรือมาหาความสนุกเท่านั้น แต่ยังได้พักใจด้วย

โดยพระองค์ทรงยกคำสอนของนักบุญจอห์น พอล ที่ 2 ซึ่งเคยตรัสที่ริมีนี่ว่า “การพักผ่อนไม่ได้หมายถึงการแยกตัวเองออกจากตัวตนที่แท้จริง ตรงกันข้าม การพักผ่อนหมายถึงการได้พบกับตัวเอง และได้คืนดีกับสิ่งที่อยู่ภายในใจของเรา”

จากนั้น พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ทรงเตือนว่า “โลกที่เราอาศัยอยู่มีความบันเทิงและกิจกรรมพักผ่อนมากมาย แต่บางอย่างกลับทำให้เรากระจัดกระจายและพาชีวิตไปสู่ความเสียหาย มากกว่าจะช่วยให้เรา ‘กลับมาหาตัวเอง’ อย่างแท้จริง และสุดท้ายทิ้งความว่างเปล่าไว้ในหัวใจ”

“บางคนเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า ‘การหลีกหนี’ ราวกับว่าชีวิตประจำวันเป็นคุกที่เราต้องหนีออกมา แต่เรารู้ว่า สถานที่ที่แท้จริงที่สุดในการพบการพักผ่อน ซึ่งเราสามารถพบพระเจ้าและได้กลับมาพบกันอย่างแท้จริง ไม่ได้อยู่ภายนอกท่ามกลางความวุ่นวาย แต่อยู่ภายในตัวเรา ในส่วนลึกของจิตใจ” พระสันตะปาปาทรงย้ำในตอนท้าย

23/08/2026

➡️ โป๊ป เลโอ ที่ 14 ทรงย้ำ ศาสนจักรไม่ได้เติบโตด้วยการชักชวนคนให้เปลี่ยนศาสนา แต่เติบโตจาก “แรงดึงดูด” ของการใช้ชีวิตแบบคริสตชนที่ทำให้คนต่างศาสนารู้สึกประทับใจ พร้อมชี้ ความรักไม่มีการบังคับ ยัดเยียดความคิด หลอกลวง หรือพยายามดึงใครเข้ากลุ่ม เพราะความรักที่แท้จริงเกิดขึ้นด้วยเสรีภาพที่จะเลือกเท่านั้น

➡️ ทรงสอน เราต้องไม่ตอบโต้ความชั่วด้วยความชั่ว เพราะวัฒนธรรมคาทอลิกสอนเราให้ตอบกลับด้วยความเมตตา

➡️ ทรงบอกเยาวชน “อนาคตคือคำสัญญา ไม่ใช่ภัยคุกคาม” พร้อมขอให้กล้าออกจากกลุ่มของตัวเอง ไปพบคนที่มีวัฒนธรรม ความคิด และพื้นเพที่แตกต่างจากเรา โดยเฉพาะคนยากจนและคนที่ถูกสังคมมองข้าม

➡️ ทรงขอให้ทุกคน “รักศาสนจักรอยู่เสมอ” รักษาความเป็นหนึ่งเดียว และเรียนรู้ที่จะรับฟังกัน เพราะการก้าวเดินไปด้วยกันไม่ได้หมายถึงแค่การประชุม แต่คือการฟังพระวาจาของพระเจ้า ฟังกันและกัน และยอมให้ความเชื่อของผู้อื่นช่วยเปลี่ยนแปลงเรา

Photo Credit: Vatican Media

____________

ช่วงบ่ายวันเสาร์ที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 เสด็จไปยังศูนย์นิทรรศการริมีนี่ ประเทศอิตาลี เพื่อพบปะผู้เข้าร่วมงาน “การพบปะเพื่อมิตรภาพระหว่างประชาชน” ครั้งที่ 47 ซึ่งจัดโดยกลุ่มความเป็นหนึ่งเดียวกันและอิสรภาพ (Comunione e Liberazione) โดยวันนี้ พระสันตะปาปาชาวอเมริกันทรงพูดถึงการสร้างสันติภาพ ความรัก บทบาทของเยาวชน และการเป็นพยานความเชื่อของคริสตชนในโลกปัจจุบัน ซึ่งใจความสำคัญนั้น Pope Report เรียบเรียงมาให้ดังนี้

1. อย่าตอบโต้ความชั่วด้วยความชั่ว แต่จงตอบโต้ด้วยความเมตตา

พระสันตะปาปาทรงเริ่มจากสถานการณ์ของโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง พร้อมชี้ว่า สันติภาพยังเกิดขึ้นได้จากคนที่เลือกพบปะ พูดคุย และไม่กลัวที่จะทำความเข้าใจคนที่แตกต่าง เพราะก่อนจะมีพรมแดน คำนิยาม หรือสถาบัน สิ่งที่มาก่อนเสมอคือคำว่า “มนุษย์”

พระสันตะปาปาตรัสว่า “การติดตามพระเยซูคริสต์ทำให้เราต้องตระหนักอย่างชัดเจนว่า เราต่อสู้ความชั่วด้วยความชั่วไม่ได้ ... วัฒนธรรมคาทอลิกต้องตอบด้วยความเมตตา ซึ่งมองว่าเราไม่ควรมีใครเป็นศัตรู เพราะแม้แต่คนที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามก็ยังเป็นพี่น้องชายหญิงที่เราต้องมองตาและพบกันด้วยความจริง”

“ขอให้เราปลดปล่อยการอยู่ร่วมกันจากความระแวง วัฒนธรรมจากการใช้อำนาจข่มคนอื่น การศึกษาจากอุดมการณ์ การทำงานจากการยกกำไรเป็นสิ่งสูงสุด และเทคโนโลยีกับการเงินจากธุรกิจแห่งความตาย ... เราต้องการผู้บุกเบิกที่กล้าหาญ ซึ่งเริ่มต้นจากการเปลี่ยนทิศทางชีวิตของตัวเอง” พระสันตะปาปาทรงขอร้อง

2. เยาวชนคือเครื่องหมายว่า “อนาคตคือคำสัญญา ไม่ใช่ภัยคุกคาม”

พระสันตะปาปาทรงพูดกับเยาวชนจำนวนมากที่มาร่วมงานและทำหน้าที่อาสาสมัคร พร้อมขอให้พวกเขาอย่าปิดตัวเองอยู่แค่ในกลุ่มหรือชุมชนที่คุ้นเคย แต่ใช้สิ่งเหล่านั้นเป็นจุดเริ่มต้นในการออกไปพบโลกจริงและผู้คนที่แตกต่าง

พระสันตะปาปา ตรัสว่า “พวกลูกคือเครื่องหมายว่า อนาคตคือคำสัญญา ไม่ใช่ภัยคุกคาม ... ความรักขับเคลื่อนเรา กระตุ้นเรา ปลุกเราให้ตื่นจากความเฉื่อยชา ทำให้เกิดกระแสเรียกใหม่ๆ และเรียกเราให้กล้าเสี่ยง”

“จงลงมือ จงขยายความสัมพันธ์ของพวกลูกออกไปให้ไกลกว่ากลุ่มที่ตัวเองสังกัด ขอให้กลุ่มและชุมชนของพวกลูก เป็นเหมือนจุดกระโดดที่ส่งพวกลูกออกไปหาโลก จงต่อต้านทุกสิ่งที่พยายามแยกพวกลูกออกจากพี่น้องชายหญิงที่มีวัฒนธรรม ความรู้สึก และพื้นเพแตกต่างจากเรา โดยเฉพาะคนยากจน จงออกไปพบทุกคน”

3. ความรักไม่มีการบังคับ และศาสนจักรไม่ได้เติบโตด้วยการชักชวนคนให้เปลี่ยนศาสนา

พระสันตะปาปายังย้ำกับเยาวชนว่า การประกาศความเชื่อไม่ใช่การบังคับหรือพยายามดึงคนเข้ามาอยู่ฝ่ายเดียวกับเรา แต่คนอื่นควรสัมผัสความเชื่อผ่านชีวิตของคริสตชนเอง

พระสันตะปาปาทรงสอนว่า “ในความรักไม่มีการบังคับ ไม่มีการยัดเยียดความคิด ไม่มีการล่อลวง ไม่มีการหลอกลวง และไม่มีการดึงใครเข้ากลุ่มด้วยวิธีบังคับ ความรักมีอยู่ได้ในเสรีภาพ ในการพูดคุยกันอย่างจริงใจ และในการมอบตัวเองให้ผู้อื่นอย่างใจกว้างเท่านั้น … เหมือนที่พระสันตะปาปาองค์ก่อนหน้าพ่อ (พระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 และพระสันตะปาปา ฟรานซิส) ได้ย้ำหลายครั้งว่า ‘ศาสนจักรไม่ได้เติบโตด้วยการชักชวนคนให้เปลี่ยนศาสนา แต่เติบโตด้วยแรงดึงดูดจากชีวิตคริสตชน’”

4. จงรักศาสนจักรอยู่เสมอ และรักษาความเป็นหนึ่งเดียวกัน

จากนั้น พระสันตะปาปาทรงพูดอย่างตรงไปตรงมากับสมาชิกกลุ่ม “ความเป็นหนึ่งเดียวกันและอิสรภาพ” (Comunione e Liberazione)ให้รักศาสนจักรและรักษาความเป็นหนึ่งเดียว แม้ต้องผ่านช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงหรือวิกฤต

“จงรักศาสนจักรอยู่เสมอ จงรักและรักษาความเป็นหนึ่งเดียวกัน พ่ออยากพูดอีกครั้งว่า ‘จงรักศาสนจักรอยู่เสมอ’ ช่วงเวลาที่ยากลำบากไม่จำเป็นต้องนำไปสู่การแตกแยก แต่สามารถกลายเป็นโอกาสของการเริ่มต้นใหม่ หากคริสตชนยังคงวางใจในพระคริสต์และรักษาความเป็นหนึ่งเดียวกับศาสนจักร”

5. ศาสนจักรต้องกลับมาเรียนรู้ที่จะฟังกัน

ช่วงท้าย พระสันตะปาปาทรงพูดถึงการก้าวเดินไปด้วยกันในศาสนจักร โดยย้ำว่า สิ่งแรกที่ต้องกลับมาเรียนรู้คือ “การฟัง” ซึ่งบางครั้งเราเองก็ทำสิ่งนี้หายไป

“เราต้องค้นพบคุณค่าของการรับฟังต่อไป เริ่มจากการฟังพระวาจาของพระเจ้า การฟังกันและกัน การฟังปรีชาญาณที่เราพบในชายหญิง ทั้งสมาชิกของศาสนจักร และผู้ที่กำลังแสวงหาความจริง แม้พวกเขาจะยังไม่ได้เป็น และอาจไม่มีวันเป็นสมาชิกของศาสนจักรก็ตาม”

“เมื่อแต่ละคนรับฟัง ยอมให้ความเชื่อของผู้อื่นเปลี่ยนแปลงตัวเอง และร่วมกันภายใต้การนำของผู้ดูแลศาสนจักร ... เมื่อเป็นเช่นนั้น อำนาจก็จะเปลี่ยนเป็นการรับใช้ ซึ่งเคารพความแตกต่างและช่วยให้ความแตกต่างเหล่านั้นอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน” พระสันตะปาปาตรัสในตอนท้าย

23/08/2026

➡️ โป๊ป เลโอ ที่ 14 ทรงสอนเยาวชน อย่าหยุดอยู่กับคำตอบง่ายๆ ที่ทำให้มีความสุขหรือตื่นเต้นเพียงชั่วครู่ แต่จงฟังความปรารถนาลึกๆ ในหัวใจ เพราะสิ่งเหล่านี้สามารถนำเราไปพบพระเจ้าและค้นพบเส้นทางชีวิตของตัวเอง

➡️ ทรงย้ำ อย่ากลัวการตัดสินใจที่ท้าทาย ไม่ว่าจะเป็นการแต่งงาน การบวชเป็นสงฆ์หรือนักบวช การรับใช้สังคม หรือการเมือง จงใช้พระพรที่พระเจ้ามอบให้เราอย่างเต็มที่

➡️ ทรงชี้ ครอบครัวคือสถานที่แรกที่เด็กเรียนรู้ความเชื่อ พ่อแม่มีหน้าที่สำคัญที่สุดในการส่งต่อความเชื่อให้ลูก ขณะที่วัด ครูคำสอน และผู้ให้การศึกษาต้องทำงานร่วมกับครอบครัว

➡️ ทรงเตือน โลกกำลังเต็มไปด้วยความรุนแรง การปิดกั้นตัวเอง และความกลัวคนที่แตกต่าง คำตอบของคริสตชนคือกลับมาเดินตามพระวรสาร ใส่ใจคนอ่อนแอ ให้อภัย ช่วยเหลือกัน และสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกัน

Photo Credit: Vatican Media

____________

วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 เสด็จอภิบาลสาธารณรัฐซาน มารีโน่ โดยทรงพบกับชุมชนศาสนจักรภายในมหาวิหารนักบุญมารีโน่ พร้อมแบ่งปันข้อคิดเกี่ยวกับเยาวชน ครอบครัว การส่งต่อความเชื่อ และการใช้ชีวิตตามพระวรสาร สำหรับใจความสำคัญที่พระสันตะปาปาตรัส Pope Report เรียบเรียงมาให้ดังนี้

1. อย่าหยุดอยู่กับความสุขชั่วครู่ จงค้นหาว่าหัวใจเรากำลังตามหาอะไร

พระสันตะปาปาทรงเริ่มพูดกับเยาวชน โดยย้อนถึงคำสอนของพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 ซึ่งเคยมาเยือนซาน มารีโน่เมื่อ 15 ปีก่อน และเตือนคนหนุ่มสาวว่า อย่ารีบเลือกคำตอบที่ง่ายและสะดวกเพียงเพราะมันทำให้เรารู้สึกดีในเวลานั้น

พระสันตะปาปาตรัสว่า “อย่าหยุดอยู่กับคำตอบเพียงบางส่วนหรือคำตอบเฉพาะหน้า ที่ในเวลานั้นอาจดูง่ายและสะดวกกว่า ซึ่งอาจมอบความสุข ความตื่นเต้น หรือความเคลิบเคลิ้มให้พวกลูกได้ชั่วครู่ แต่ไม่สามารถนำพวกลูกไปพบกับความสุขที่แท้จริงของการมีชีวิต”

2. อย่ากลัวการเลือกชีวิตที่ท้าทาย เช่น การแต่งงานหรือการเป็นนักบวช

จากนั้น พระสันตะปาปาทรงขอให้เยาวชนค้นหาว่า พระเจ้ากำลังเรียกตัวเองไปทางไหน เพราะแต่ละคนมีเส้นทางชีวิตที่ไม่เหมือนกัน และเมื่อพบแล้วก็อย่ากลัวที่จะทุ่มเทให้กับสิ่งนั้นอย่างเต็มที่

“จงตอบรับพันธกิจของตัวเองในโลกนี้ด้วยความกระตือรือร้น ก่อนอื่น จงพยายามค้นหาว่า พระเจ้าเรียกพวกลูกแต่ละคนไปทางไหน เพราะแต่ละคนถูกเรียกไม่เหมือนกัน และจงมองเห็นความยิ่งใหญ่ของสิ่งนั้น จากนั้น จงทุ่มเทชีวิตให้กับกระแสเรียกนั้น โดยใช้พระพรทุกอย่างที่พระเจ้าประทานแก่พวกลูกอย่างเต็มที่”

“อย่ากลัวที่จะเลือกสิ่งที่ท้าทาย ไม่ว่าจะเป็นการแต่งงาน การถวายตัว ชีวิตสงฆ์ การทำงานในวิชาชีพ การทำงานเพื่อสังคม หรือการเมือง และจงเตรียมตัวให้ดีที่สุดสำหรับความรับผิดชอบที่กำลังรอพวกลูกอยู่ จงเข้าไปมีส่วนร่วมกับโครงการและกิจกรรมเพื่อความรักเมตตาและความยุติธรรม” พระสันตะปาปาทรงย้ำ

3. ครอบครัวคือสถานที่แรกที่เด็กเรียนรู้ความเชื่อ

พระสันตะปาปายังได้ขอบคุณสงฆ์ ครูคำสอน และผู้ให้การศึกษาที่ทำงานกับเด็กและเยาวชน พร้อมย้ำว่า งานเหล่านี้แม้หลายครั้งไม่มีใครมองเห็น แต่มีความสำคัญอย่างมาก อย่างไรก็ตาม บุคคลแรกที่มีหน้าที่ถ่ายทอดความเชื่อให้เด็กยังคงเป็น “พ่อแม่”

พระสันตะปาปาตรัสว่า “ครอบครัวคือสถานที่แรกของการเรียนรู้ความเชื่อ เป็นเหมือนครรภ์ตามธรรมชาติที่เด็กๆ เรียนรู้และซึมซับพระวรสารผ่านชีวิตประจำวันตั้งแต่วัยเด็ก พ่อขอให้ครอบครัวกับชุมชนศาสนจักรทำงานร่วมกันจริงๆ เพื่อให้พ่อแม่ไม่รู้สึกว่า การสอนความเชื่อเป็นหน้าที่ของวัดหรือครูคำสอนเท่านั้น แต่ตัวพ่อแม่เองได้กลับมาค้นพบความเชื่อของตัวเอง และมีความสุขที่จะส่งต่อสิ่งนี้ให้ลูก”

4. โลกยิ่งกลัวคนที่แตกต่าง เรายิ่งต้องกลับมาใช้ชีวิตตามพระวรสาร

พระสันตะปาปยังพูดถึงโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง ความรุนแรง การปิดกั้นตัวเอง และความหวาดกลัวคนที่แตกต่าง พร้อมย้ำว่า คำตอบของคริสตชนไม่ใช่การปิดตัวเองตามไปด้วย แต่ต้องกลับไปใช้ชีวิตตามพระวรสารให้จริงจังมากขึ้น

“เรากำลังอยู่ในโลกที่ได้รับบาดแผลจากความขัดแย้งมากมาย และน่าเป็นห่วงที่เราเห็นความรุนแรง การปิดกั้นตัวเอง และความหวาดกลัวคนที่แตกต่างเพิ่มมากขึ้น เมื่อเผชิญกับแนวโน้มที่น่ากังวลเหล่านี้ คำตอบของเรามีเพียงการเดินบนเส้นทางพระวรสารด้วยความมั่นใจยิ่งขึ้น”

“พระวรสารสอนให้เคารพเสรีภาพของตัวเองและของผู้อื่น เอาใจใส่คนที่อ่อนแอ ให้อภัยกัน เป็นหนึ่งเดียวกัน และช่วยเหลือกัน” พระสันตะปาปา ทรงเน้นย้ำ

5. ขอให้ทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกัน

ตอนท้าย พระสันตะปาปาทรงขอร้องสิ่งสำคัญที่สุด นั่นคือขอให้ทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกัน

“คำสุดท้ายคือคำที่พ่อให้ความสำคัญมากที่สุด นั่นคือ ความเป็นหนึ่งเดียวกัน ในชุมชนของเรา ขอให้เราเป็นพยานถึงความเป็นหนึ่งเดียว ทั้งระหว่างวัดต่างๆ ภายในแต่ละวัด ระหว่างผู้ดูแลกับคริสตชน และระหว่างพระพรพิเศษกับศาสนบริการรูปแบบต่างๆ สิ่งนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของมรดกแห่งพระวรสารที่ถูกนำมาใช้จริง” พระสันตะปาปาตรัสในตอนท้าย

23/08/2026

วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม
สัปดาห์ที่ 21 เทศกาลธรรมดา
พระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมัทธิว (มธ 16:13-20)

พระเยซูเจ้าเสด็จมาถึงเขตเมืองซีซารียาแห่งฟิลิปและตรัสถามบรรดาศิษย์ว่า “คนทั้งหลายกล่าวว่าบุตรแห่งมนุษย์ตของพระเจ้าผู้ทรงชีวิต” พระเยซูเจ้าตรัสตอบเขาว่า “ซีโมน บุตรของยอห์น ท่านเป็นสุขเพราะไม่ใช่มนุษย์ที่เปิดเผยให้ท่านรู้ แต่พระบิดาเจ้าของเราผู้สถิตในสวรรค์ทรงเปิดเผย เราบอกท่านว่า ท่านคือศิลาและบนศิลานี้ เราจะตั้งพระศาสนจักรของเรา ประตูนรกจะไม่มีวันชนะพระศาสนจักรได้ เราจะมอบกุญแจอาณาจักรสวรรค์ให้ ทุกสิ่งที่ท่านจะผูกบนแผ่นดินนี้ จะผูกไว้ในสวรรค์ด้วย ทุกสิ่งที่ท่านจะแก้ในแผ่นดินนี้ ก็จะแก้ในสวรรค์ด้วย” แล้วพระองค์ทรงกำชับบรรดาศิษย์ไม่ให้บอกใครว่า พระองค์เป็นพระคริสตเจ้า

23/08/2026

ฉลองนักบุญ วันที่ ๒๓ สิงหาคม
นักบุญโรซา แห่งลีมา
St. Rose of Lima

ท่านเป็นนักบุญองค์แรกของโลกใหม่ (ทวีปอเมริกา ซึ่งชาวยุโรปค้นพบในศตวรรษที่ ๑๕ และให้ชื่อดังกล่าวแก่ดินแดนที่เพิ่งรู้จัก) ท่านเกิดที่เมืองลีมา ประเทศเปรู ในปี ๑๕๘๖ บิดามารดาเป็นชาวสเปน ท่านถวายตัวแด่พระเจ้าตั้งแต่ยังเยาว์วัย ถือปฏิบัติการภาวนาอย่างเข้มข้นและทำพลีกรรมทุกวัน หลายครั้งด้วยการอดอาหารและไม่นอน

ท่านเข้าร่วมคณะดอมินิกันชั้นสาม และใช้ชีวิตในกระท่อมเล็กในสวนของบิดามารดา ทำงานเพื่อเลี้ยงดูพวกท่าน สามปีสุดท้ายของชีวิต ท่านต้องนอนป่วยบนเตียง มีเจ้าหน้าที่รัฐบาลและภรรยาช่วยดูแล ท่านเสียชีวิตเมื่ออายุ ๓๑ ปี ในปี ๑๖๑๗ และได้รับการประกาศเป็นนักบุญในปี ๑๗๖๑

ที่อยู่

259 M. 3, Wiangyong
Muang Lamphun
51000

เวลาทำการ

จันทร์ 06:30 - 08:00
อังคาร 06:30 - 08:00
พุธ 19:00 - 20:00
พฤหัสบดี 06:30 - 08:00
ศุกร์ 06:30 - 08:00
เสาร์ 06:30 - 08:00
อาทิตย์ 09:00 - 10:30

เบอร์โทรศัพท์

+66806221364

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ วัดนักบุญฟรังซิสแห่งอัสซีซี ลำพูนผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์