Evening Church Of Chiangmai

Evening Church Of Chiangmai Church of students and working age.

23/05/2026

พลเมืองของพระเจ้า
วัฒนธรรม จริยธรรม กับพระคัมภีร์ (Culture, ethics, and the Bible.)

อิสยาห์ 29:13 “และองค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า"เพราะชนชาตินี้เข้ามาใกล้ด้วยปากของเขา
และให้เกียรติเราด้วยริมฝีปากของเขา แต่เขาให้จิตใจของเขาห่างไกลจากเรา เขายำเกรงเราเพียงแต่เหมือนเป็นบัญญัติของมนุษย์ที่ท่องจำกันมา”

มัทธิว 15:9 “เขานมัสการเราโดยหาประโยชน์มิได้
ด้วยเอาบทบัญญัติของมนุษย์มาตู่ว่า เป็นพระดำรัสสอนของพระเจ้า" (มาระโก7:7)

ความสำคัญ
1.การให้เกียรติด้วยริมฝีปาก: เป็นการแสดงออกภายนอก เช่น การสวดอธิษฐาน การร้องเพลงสรรเสริญ หรือการเข้าร่วมพิธีกรรมตามธรรมเนียม
2.จิตใจที่ห่างไกล: ชี้ให้เห็นปัญหาที่แก่นแท้ภายใน ซึ่งสะท้อนว่าการกระทำเหล่านั้นไม่ได้มาจากความรักและความยำเกรงอย่างแท้จริง
3.กฎเกณฑ์ของมนุษย์: การปฏิบัติที่กลายเป็นแค่ "หน้าที่" หรือ "ความเคยชิน" ตามที่ผู้อื่นสอนต่อๆ กันมา โดยขาดการทรงนำจากพระวิญญาณ

ในบทเรียนนี้ เพื่อสร้างระดับความเข้าใจให้เพิ่มขึ้น แม้อาจไม่อาจอธิบายได้ชัดเจนทั้งหมด แต่ก็พยายาม เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้กับคริสเตียนทั้งหลายได้ว่า ระหว่าง วัฒนธรรม จริยธรรม และความจริง หรือพระประสงค์ในพระคัมภีร์ แตกต่างกันอย่างไร พวกเราอาจคิดว่าเราได้ใกล้ชิดพระเจ้า เข้าใจในพระประสงค์อย่างแท้จริง แต่บ้างครั้งพวกเรากลับทำคลุมเครือ ระหว่างวัฒนธรรม ที่มาจากคำสอนจากผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีความเชื่อ บวกเข้าจริยธรรมที่คิดว่าดีงาม จนอาจละเลยพระประสงค์ ความจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้า พวกเราอาจใช้ความเชื่อ บวกกับความคิดวิเคราะห์ ในความเป็นไปได้ แล้วมาบอกว่า สิ่งนี้เราได้ทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า สำเร็จแล้ว
ผู้เผยพยากรณ์ อิสยาห์ ได้เผยคำตรัสของพระเจ้าแก่ชนชาติที่ดื้อและหัวแข็ง ว่าพวกเขามาหาพระองค์ในการให้เกียรติพระองค์แค่ลมปาก แต่จิตใจของเขาไม่ได้อยู่กับพระองค์เพื่อแสดงถึงความรักและยำเกรง แถมทำอะไรต่างๆก็เหมือนท่องจำกันมา และเช่นเดียวกัน เมื่อมาถึงในสมัยพระเยซูคริสต์ ก็ได้ทรงตรัสกับพวกฟาริสี ซึ่งเป็นผู้นำทางศาสนา พระองค์ก็ได้กล่าวอ้างถึงการกล่าวโทษของอิสยาห์ต่อชนชาติอิสราเอล ซึ่งแสดงถึงความไม่จริงใจของพวกเขาที่สำแดงชีวิตเหมือนกับคนอิสราเอลในยุคนั้น ฟาริสีเป็นผู้รู้มากในเรื่องของพระเจ้า แต่พวกเขากลับไม่รู้จักพระเจ้า การนมัสการที่ไร้ความหมาย การทำตัวเคร่งครัดในศาสนานั้นไม่เพียงพอ ถ้าขาดท่าทีและการกระทำที่จริงใจ พวกเราพิจารณาว่ากำลังเกิดขึ้นในชีวิตของเราบ้างไหม.

วัฒนธรรม คือ วิถีการดำเนินชีวิต ความคิด ความเชื่อ ค่านิยม จารีตประเพณี และภูมิปัญญา ถ้าเราค้นหาคำๆนี้จะไม่ปรากฏในพระคัมภรี ที่ไหนสักแห่งเลย (ในฉบับ 1971)

จริยธรรม คือ หลักการ แนวทางปฏิบัติ และค่านิยมที่สังคมหรือกลุ่มคนยอมรับ เพื่อใช้ประเมินและตัดสินว่าการกระทำใดถูกหรือผิด ดีหรือชั่ว โดยมีรากฐานมาจากศีลธรรม ขนบธรรมเนียม กฎหมาย และจรรยาบรรณวิชาชีพ เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข
และเช่นเดียวกัน คำๆนี้เมื่อลองพิมพ์ลงในช่องค้นหาพระคัมภีร์ฉบับ 1971 กลับพบว่าไม่มีบันทึกเลยสักแห่ง มันน่าแปลกใจ และทำให้มีความรู้ใหม่จริงๆว่า พระคัมภีร์ไม่ได้ให้ความสำคัญกับ 2 คำนี้เลย แต่ถ้าพวกเราลองค้นหาคำที่จะมาเปรียบเทียบ เช่น พระประสงค์ กับพบถึง 44 แห่งทั้งพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่ กับอีกคำ หนึ่งที่ผู้เขียนคิดได้ คือคำว่า น้ำพระทัย ก็สามารถพบได้ถึง 26 แห่งทั้งพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่ เช่นกัน
ฉะนั้น การดำเนินชีวิตของคริสเตียน ไม่ได้ขึ้นอยู่หรือเกี่ยวพันกับวัฒนธรรมและจริยธรรมใดๆในโลกนี้ แต่ชีวิตของคริสเตียนจะต้องขึ้นอยู่ พร้อมดำเนินไปกับพระประสงค์ของพระเจ้า และต้องอยู่ในแผนการที่พระเจ้าทรงมีน้ำพระทัยอย่างชัดเจนให้กับผู้เชื่อ มีคาร์ 6:8 “มนุษย์เอ๋ย พระองค์ทรงสำแดงแก่เจ้าแล้วว่าอะไรดี และพระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรจากเจ้า นอกจากให้กระทำความยุติธรรมและรักสัจกรุณา และดำเนินชีวิตด้วยความถ่อมใจไปกับพระเจ้าของเจ้า”
ผู้เผยพระวจนะมีคาห์ (Micah) เป็นหนึ่งในผู้เผยพระวจนะในคัมภีร์ไบเบิล (พันธสัญญาเดิม) ท่านเป็นชาวเมืองโมเรเชท แคว้นยูดาห์ มีคาห์ซึ่งเป็นหนังสือเล่มหนึ่งในหมวดผู้เผยพระวจนะน้อย คำพยากรณ์ที่โดดเด่นของท่าน เช่น การทำนายว่าพระเมสสิยาห์จะประสูติที่เมืองเบธเลเฮม และข้อพระคัมภีร์ที่สอนให้คนดำเนินชีวิตด้วยความยุติธรรมและถ่อมใจ ในบรรดาคำผู้เผยพระวจนะน้อย ผู้เขียนมีความเชื่อว่า นั้นคือหลักคำสอนในพระคัมภีร์เดิมที่ต้องการส่งต่อมาในยุต ของพระคัมถีร์ใหม่ โดยเฉพาะคำพยากรณ์ถึงพระเยซูคริสต์ที่จะทรงมาบังเกิดที่เมืองเบลเลเฮมในแคว้นยูดาห์ (มีคาร์5:2) และท่านได้เผยพระวจนะในข้อนี้ ก็เพื่อสอนถึงแนวทางในการประพฤติปฏิบัติ ของการคริสเตียนในยุคปัจจุบันนี้ไว้ว่า ประชาชนได้พยายามทุกวิธีทาง หรือทุกวิธีการ เพื่อจะทำให้พระเจ้าทรงพอพระทัย แต่พระองค์ได้ทรงแจ้งพระประสงค์อย่างชัดเจน โดยทรงสำแดงพระลักษณะของพระองค์ผ่านทางพระเยซูคริสต์ ให้พวกเราเห็นว่าพระองค์ทรงเป็น พระเจ้าแห่งความยุติธรรม (ยอห์น 5:30) พระเจ้าแห่งพระเมตตาคุณ (มัทธิว 9:13, ลูกา1:78) และทรงถ่อมใจของพวกเราลงต่อพระเจ้า (1เปโตร 5:6) จงสำรวจตัวเราเองว่ามีสิ่งเหล่านี้ในชีวิตจริงๆหรือไม ในเมื่อพวกเราพยายามที่จะให้พระเจ้าพอพระทัย ท่านยุติธรรมกับผู้อื่นไหม ท่านมีความเมตตาต่อผู้ทำผิดไหม และท่านเป็นคนถ่อมใจแค่ไหนต่อทุกสถานการณ์
❤️❤️✝️✝️🇹🇭🇹🇭
(มีต่อ)

02/05/2026

พลเมืองของพระเจ้า
ความแตกต่างที่ต้องให้เกียรติ

1โครินธ์ 15:41 “ศักดิ์ศรีของดวงอาทิตย์ก็อย่างหนึ่ง ศักดิ์ศรีของดวงจันทร์ก็อย่างหนึ่ง ศักดิ์ศรีของดวงดาวก็อย่างหนึ่ง แท้ที่จริงศักดิ์ศรีของดาวดวงหนึ่งก็ต่างกันกับศักดิ์ศรีของดาวดวงอื่นๆ

จดหมายฉบับแรกของอัครฑุตเปาโล ที่เขียนถึงคริสตจักรในเมืองโครินธ์ เพื่อแก้ไขปัญหาชีวิตของความเป็นคริสเตียน โดยเฉพาะปัญหาเรื่องความเชื่อ การแตกแยก การประพฤติที่ไม่ถูกต้องในคริสตจักร ระเบียบต่างๆที่ควรปฏิบัติ แม้พวกเรามีเสรีภาพในพระคริสต์ แต่ไม่ควรใช้เสรีภาพจนไม่นึกถึง หรือใส่ใจในความรู้สึกของผู้อื่น กาลาเทีย 5:13 “ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย ที่ทรงเรียกท่านก็เพื่อให้มีเสรีภาพ อย่าเอาเสรีภาพของท่านเป็นช่องทางที่จะปล่อยตัวไปตามเนื้อหนัง แต่จงรับใช้กันและกันด้วยความรักเถิด

บริบทของพระคัมภีร์ 1โครินธ์15:44 เรื่องนี้คือ "ศักดิ์ศรี" หรือ ความมีสง่าราศีของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาว ว่ามีความแตกต่างกันและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว สื่อถึงความหลากหลายและความงดงามที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้น ข้อความนี้สอนให้เห็นถึงความงามในความหลากหลายและการให้คุณค่าในความแตกต่างของสรรพสิ่ง ความหมายแฝง: ในบริบทของพระคัมภีร์ ใช้เปรียบเทียบถึง "ร่างกายใหม่" ของผู้เชื่อในการฟื้นคืนพระชนม์ ที่จะมีศักดิ์ศรีและความแตกต่างกันไปคล้ายกับดวงดาวบนท้องฟ้า 1โครินธ์ 15:40 “ร่างกายสำหรับสวรรค์ก็มี และร่างกายสำหรับโลกก็มี แต่ว่าศักดิ์ศรีของร่างกายสำหรับสวรรค์ก็อย่างหนึ่ง และศักดิ์ศรีของร่างกายสำหรับโลกก็อย่างหนึ่ง

ศักดิ์ศรี (Dignity) ความหมายทั่วไป คือ คุณค่าและความเคารพในตัวเองที่มีมาแต่กำเนิดในฐานะมนุษย์ โดยไม่ขึ้นอยู่กับสถานะ เชื้อชาติ หรือเพศ เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนได้รับความคุ้มครองทางกฎหมาย (ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน 5ด้าน พลเมือง, การเมือง, เศรษฐกิจ, สังคม, วัฒนธรรม) และไม่สามารถเปรียบเทียบหรือละเมิดได้ นอกจากนี้ยังหมายถึงเกียรติยศ การประพฤติตนอย่างมีคุณธรรม และความน่าเคารพนับถือ โรม2:10 “แต่ศักดิ์ศรี เกียรติ และสันติสุข จะเกิดมีแก่ทุกคนที่ประพฤติดี แก่พวกยิวก่อนและแก่พวกต่างชาติด้วย

ศักดิ์ศรีในพระคัมภีร์ไม่ได้มาจากความสามารถ หรือฐานะทางสังคม แต่มาจากความรักของพระเจ้า และการที่มนุษย์ถูกสร้างตามพระฉายาของพระองค์ (Image of God) มนุษย์ทุกคนมีคุณค่า และศักดิ์ศรีที่เสมอกัน ได้รับการสวมมงกุฎแห่งเกียรติยศและศักดิ์ศรีจากพระเจ้า และศักดิ์ศรีนิรันดร์จะสมบูรณ์ในพระคริสต์ผ่านความรอด คริสเตียนได้รับการเรียกให้เคารพและให้เกียรติศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น โดยไม่แบ่งแยก โรม 8:30 “และบรรดาผู้ที่พระองค์ได้ทรงตั้งไว้นั้น พระองค์ได้ทรงเรียกมาด้วย และผู้ที่พระองค์ได้ทรงเรียกมานั้น พระองค์ทรงโปรดให้เป็นผู้ชอบธรรม และผู้ที่พระองค์ทรงโปรดให้เป็นผู้ชอบธรรม พระองค์ก็ทรงโปรดให้มีศักดิ์ศรีด้วย

2 ประเด็นหลัก

ประเด็นแรก ความแตกต่าง: ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาว ล้วนมีความสว่างและความงดงาม (ศักดิ์ศรี) ที่ไม่เหมือนกัน พวกเราอาจใช้ความหมายนี้เปรียบเทียบ ถึงกลุ่มคนคริสเตียนที่เป็นสมาชิกในคริสตจักร เพื่อสร้างระดับความเข้าใจ ในการอยู่รวมกันอย่างมีสันติสุข และพร้อมให้ความเคารพ ให้เกียรติ แก่กันแหละกัน และไม่ได้หมายถึงการถืออวดตัวว่าดีกว่าผู้อื่นจนทำให้เกิดความหยิ่งผยอง ขาดความถ่อมใจลงที่จะเชื่อฟังพระเจ้า หรือต่อกันและกัน เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเรียกท่านด้วยฐานะอันใด ก็ให้ดำรงในฐานะอันนั้น 1โครินธ์7:17 “อย่างไรก็ตาม องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงประทานฐานะแก่แต่ละคนอย่างไร เมื่อพระเจ้าได้ทรงเรียกให้เขามาแล้ว ก็ให้เขาดำรงอยู่ในฐานะนั้น ข้าพเจ้าขอสั่งให้คริสตจักรทั้งหมดทำตามดังนั้น” เปาโล ได้อธิบาย ถึงลักษณะชีวิตของคริสเตียนที่พระเจ้าทรงประทานให้ ซึ่งได้เล็งไปในหลายสถานภาพของแต่ละคนที่พระเจ้าทรงเรียกมานั้น ฉะนั้นการถ่อมใจลงจึงเป็นส่วนสำคัญของชีวิตคริสเตียน (1เปโตร 5:6) ฉะนั้นในคริสตจักร แต่ละคนก็มีหน้าแห่งการรับใช้ที่แตกต่างกัน และไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน สถานภาพใด ก็สามารถทำงานของพระเจ้า และสำแดงความเชื่อตามพระประสงค์ของพระองค์ได้เช่นกัน

ประเด็นที่ 2 เอกลักษณ์: แม้แต่ดวงดาวด้วยกันเอง ก็ยังมีความต่างในระดับความสว่างและความสง่างาม จากข้อพระคัมภีร์นี้ ผู้เขียน อยากหนุนใจให้คริสเตียนได้อุทิศตนในการรับใช้พระเจ้าตามของประทาน ถ้าเราเปรียบเทียบง่ายๆอย่างนี้ว่า ดวงอาทิตย์คือพระเจ้า ดวงจันทร์คือพระคริสต์ แรงดึงดูดในระบบจักรวาลเป็นพระวิญญาณบริสุทธิ์ และดวงดาวต่างๆคือบรรดาผู้เชื่อ ก็ไม่เกินจากความเป็นจริงของการตีความหมายนี้ พระเจ้าได้ให้พระสัญญากับอับราฮัมว่าจะมีบุตรที่เป็นประชาชาติใหญ่ดั่งดวงดาวบนท้องฟ้า(อพยพ32:13) ฉะนั้น เอกลักษณ์ของดาวแต่ละดวง ก็หมายถึงของประทานที่พระเจ้าประทานให้แต่ละคนเพื่อใช้ในการรับใช้พระเจ้า ถ้ามีคริสเตียนคนไหนบอกว่า ฉันไม่มีของประทานใดๆเลย ก็เท่ากับพวกท่านโกหกกับ เอกลักษณ์ของพระเจ้าที่ประทานให้ เพราะพระเยซูคริสต์ได้ตรัสไว้ว่า งานของพวกเราคือการวางใจในพระองค์ ยอห์น 6:29 พระเยซูตรัสตอบเขาว่า "งานของพระเจ้านั้น คือการที่ท่านวางใจในท่านที่พระองค์ทรงใช้มา” คริสเตียนทุกท่านต้องมีงานของการรับใช้ และงานนั้นจะเกิดขึ้นได้พร้อมไปสู่ความสำเร็จ ก็คือไว้วางใจในพระองค์ นั้นหมายถึงว่าบรรดาผู้เชื่อ จะต้องรับใช้ตามพระประสงค์ของพระองค์ ในของประทานต่างๆที่ทรงมอบไว้ให้ ซึ่งเป็นไปตามเอกลักษณ์แห่งของประทานที่ให้ บางคนเป็นอัครทูต บางคนเป็นผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐ บางคนเป็นศิษยาภิบาล บางเป็นผู้เผยพระวจนะ บางคนเป็นครูสอน และบางคนทำการอัศจรรย์ได้ เอเฟซัส4:11 “ของประทานของพระองค์ ก็คือให้บางคนเป็นอัครทูต บางคนเป็นผู้เผยพระวจนะ บางคนเป็นผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐ บางคนเป็นศิษยาภิบาลและอาจารย์” นี้คือความเป็นศักดิ์ศรีที่ต่างกัน เหมือนในดวงดาว ฉะจึงมีความจำเป็นที่ต้องให้ความเคารพต่อกันและกันในความแกต่างนี้ เพื่อจะคงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในพระคริสต์ (เอเฟซัส 4:3)

🙏🙏❤️✝️✝️🇹🇭🇹🇭

พลเมืองของพระเจ้ากำลังก่อขึ้นเป็นที่สถิตของพระเจ้าเอเฟซัส 2:22 “และในพระองค์นั้น ท่านก็กำลังจะถูกก่อขึ้นให้เป็นที่สถิตขอ...
03/01/2026

พลเมืองของพระเจ้า
กำลังก่อขึ้นเป็นที่สถิตของพระเจ้า
เอเฟซัส 2:22 “และในพระองค์นั้น ท่านก็กำลังจะถูกก่อขึ้นให้เป็นที่สถิตของพระเจ้าในฝ่ายพระวิญญาณด้วย”
สัปดาห์แรก เดือนแรกของปี 2026 ผู้เขียน ขออธิษฐานต่อพระเยซูคริสต์ เพื่อทุกท่านให้เป็นผู้ที่รับพระพรอย่างต่อเนื่อง เป็นผู้เชื่อที่ไว้วางใจในพระเจ้า เป็นผู้แจกจ่ายด้วยหัวใจแห่งสันติสุข เป็นผู้รับเชื่อพระเจ้าที่เติบโตและแข็งแรงฝ่ายวิญญาณ เป็นคริสตเตียนที่ดีรอบคอบ และเป็นผู้ที่ได้รับความโปรดปรานของพระเจ้า เป็นที่รักของทุกคน มีสุขภาพดี มีเศรษฐกิจเยี่ยม ขอพระพรนี้ในนามพระเยซูคริสต์ อาเมน….
พระประสงค์ของพระเจ้า คือ การที่จะทรงรวบรวมทุกสิ่งในฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกให้อยู่ในพระคริสต์” เอเฟซัส 1:9-10 “พระเจ้าได้ทรงโปรดให้เรารู้ความล้ำลึกในพระทัยของพระองค์ ตามพระเจตนารมณ์ของพระองค์ ซึ่งพระองค์ทรงดำริไว้ในพระคริสต์ ประสงค์ว่า เมื่อเวลากำหนดครบบริบูรณ์แล้ว พระองค์จะทรงรวบรวมทุกสิ่ง ทั้งที่อยู่ในสวรรค์ และในแผ่นดินโลกไว้ในพระคริสต์ “ และพร้อมทั้งคำหนุนใจให้บรรดาผู้เชื่อ ที่จะดำเนินชีวิตสำแดงความจริง ถึงแผนการอันยิ่งใหญ่ เพื่อให้มนุษย์ทั้งปวงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับองค์พระเยซูคริสต์ (ยอห์น17:21) เพราะพระองค์ทรงเลือกสรรประชากรของพระองค์ ได้ทรงอภัย และปลดปล่อยพวกเขาจากพระอาชญาจากบาป โดยผ่านทาง พระคริสต์ พระบุตรของพระเจ้า และการรับประกันของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ในพระสัญญาอันยอดเยี่ยมนี้
ท่านเปาโลได้เปรียบเทียบความเป็นหนึ่งอันเดียวกัน ระหว่างประชากรของพระเจ้ากับพระเยซูคริสต์ ไว้อย่างนี้ว่า คริสตจักรเป็นเหมือนร่างกายที่มีพระเยซูคริสต์ ทรงเป็นศีรษะของคริสตจักร หรือเหมือนตัวอาคาร ที่มีพระคริสต์เป็นศิลามุมเอก หรือ เหมือนภรรยาที่มีพระคริสต์เป็นสามี ในความรัก การเสียสละ การให้อภัย เป็นพระคุณที่ยิ่งใหญ่ ความบริสุทธิ์ของพระคริสต์ เป็นที่ซาบซึ้ง ที่จะทำให้พวกเราถูกก่อร่างสร้างขึ้นในพระองค์ 1เปโตร2:5 “และท่านทั้งหลายก็เสมือนศิลาที่มีชีวิต ที่กำลังก่อขึ้นเป็นพระนิเวศฝ่ายพระวิญญาณ เป็นปุโรหิตบริสุทธิ์ เพื่อถวายสักการบูชาฝ่ายวิญญาณ ที่ชอบพระทัยของพระเจ้าโดยทางพระเยซูคริสต์”
“กำลังก่อขึ้นเป็นที่สถิตของพระเจ้า” เป็นประโยคที่เน้นย้ำถึงการเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนผู้เชื่อที่กำลังถูกสร้างให้เป็น "บ้าน" ที่พระเจ้าทรงสถิตอยู่ ไม่ใช่แค่โบสถ์ที่เป็นอาคาร แต่เป็นตัวผู้เชื่อแต่ละคนรวมกันเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า หมายถึง คริสเตียนที่ถูกสร้างขึ้นบนรากฐานของอัครทูตและผู้เผยพระวจนะ (2ทีโมธี2:19) มีพระเยซูเป็นศิลาหัวมุม และถูกเชื่อมต่อกันโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพื่อเจริญขึ้นเป็น "วิหารอันบริสุทธิ์" และเป็นที่สถิตของพระเจ้าในองค์พระผู้เป็นเจ้า ซึ่งหมายถึงการที่พระเจ้าสถิตอยู่ท่ามกลางผู้เชื่อ

4ประการของความสำคัญในการก่อขึ้นในพระคริสต์
1.วางเป็นรากฐานและศิลาหัวมุม 2ทีโมธี2:19 “แต่ว่ารากฐานซึ่งพระเจ้าทรงวางไว้นั้นมีตราประทับไว้ว่า "องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงรู้จักคนเหล่านั้นที่เป็นของพระองค์" และ "ให้ทุกคนซึ่งออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าละทิ้งความชั่วเสีย" คริสตจักรถูกสร้างบนคำสอนของอัครทูตและผู้เผยพระวจนะ โดยมีพระเยซูเป็นศูนย์กลางที่เชื่อมทุกส่วนเข้าด้วยกัน พระเยซูคริสต์ได้ทรงตรัสกับเปโตรว่า บนศิลานี้ เราจะสร้างคริสตจักรของเราไว้ (มัทธิว16:18) “พระเยซูทรงประกาศว่าเปโตรจะเป็น "ศิลา" ที่พระองค์จะทรงสร้างคริสตจักรของพระองค์ ดูราวกับว่าพระเยซูกำลังทรงเล่นคำ " ท่านคือเปโตร (Petros) และบนศิลานี้ (Petra) เราจะสร้างคริสตจักรของเรา" เพราะว่าชื่อเปโตรหมายความว่า "ศิลา" และพระเยซูกำลังทรงสร้างคริสตจักรของพระ องค์บนศิลา ก็ปรากฏว่าพระเยซูคริสต์ทรงเชื่อมโยงทั้งสองเข้าด้วยกัน พระเจ้าทรงใช้เปโตรอย่างมากในการวางรากฐานของคริสตจักร เพราะเปโตรเป็นคนแรกที่ประกาศพระกิตติคุณในวันเพนเทคอส” (อ้างอิง;https://www.gotquestions.org/Thai/Thai-upon-this-rock.html, สืบค้น 11-01-2026)
เปโตรได้ออกไปทำหน้าที่ของการประกาศข่าวประเสริฐอย่างจริงจังโดยเดชแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ มีคนกลับใจเข้ามารับเชื่อและถูกสร้างให้เป็นสาวก แต่ในยุคปัจจุบัน กลับมีผู้สอนเท็จและบิดเบือนมากขึ้นทุกวัน พี่น้องต้องระมัดระวังโดยเฉพาะในโซเซียลมิเดีย เพราะมีบางคำสอนได้ตัดทอนความสำคัญ เรื่องของพระเยซูคริสต์ออกไปถ้าใครมาประกาศ มาเทศนา มาสั่งสอน โดยบอกว่ามีพระคริสต์อีกองค์ พระวิญญาณอีกนาม หรือพระกิตติคุณอีกรูปแบบหนึ่ง (2โครินธ์11:4) พวกท่านจงมั่นใจว่า รากฐานที่มั่นคงความจริงของพระคริสต์ ก็คือ พระเยซูคริสต์ พระบุตรของพระเจ้าและทรงเป็นพระเจ้า ได้ทรงยอมตายบนไม้กางเขน เพื่อคนบาปจะได้รับความรอด เป็นความจริงที่ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่สั่นคลอน และไม่เคยจืดจาง เพราะพวกเราถูกสร้างบนรากฐานความจริงของพระองค์ ติดตามพระองค์ แน่นอนว่าพระองค์ก็จะไม่ทรงทอดทิ้งพวกเรา.

2. ทำให้เกิดการเติบโต 1โครินธ์3:6 “ข้าพเจ้าปลูก อปอลโลรดน้ำ แต่พระเจ้าทรงทำให้เติบโต” ผู้เชื่อแต่ละคนและคริสตจักรโดยรวมกำลังถูกสร้าง (ก่อร่างสร้างขึ้น) ให้สมบูรณ์และเติบโตขึ้นเรื่อยๆ อัครทูตเปาโล ได้เป็นผู้นำเอา เมล็ดพันธุ์แห่งข่าวประเสริฐความรอดของพระเจ้า มาปลูกไว้ในใจของผู้คน เป็นผู้บุกเบิกเรื่องความรอดให้กับประชาชนในเมืองโครินธ์ ส่วนอปอลโลมาทำหน้าที่รดน้ำ ทำให้ผู้เชื่อในพระคริสต์ ได้เป็นผู้ที่มีความเชื่อเข้มแข็งมากขึ้น พรักพร้อมทำการดี (2ทีโมธี3:17 “ 17 เพื่อคนของพระเจ้าจะพรักพร้อมที่จะกระทำการดีทุกอย่าง”) ถ้าจะอธิบายแบบนี้ว่า ท่านเปาโลเป็นผู้วางรากฐานของคริสตจักรโครินธ์ ส่วนอปอลโลเป็นผู้สร้างขึ้นบนรากฐานนี้ที่ได้ก่อไว้ พระเจ้าจะทรงช่วยผู้ที่เชื่อเดิบโตขึ้นต่อไป โดยฤิทธิ์เดชของพระวิญญาญบริสุทธิ์ (เอเฟซัส3:16)
แต่เมื่อเราได้หันกลับมามองว่า มีหลายครั้งที่ผู้นำคริสตจักรท้องถิ่น ไม่ยอมสร้างคนในคริสตจักรให้เติบโต เพราะอาจมีความกลัวว่าจะมาแทนที่ตัวเอง หรือคนที่ถูกสร้างกลัวการไม่ยอมรับ และอาจเกิดการแตกแยกขึ้นในสมาชิกของคริสตจักร โดยมักมีการเปรียบเทียบกันในเรื่อง วิธีการจัดการ คริสตจักร หรือ คำสอนคำเทศนา โปรดอย่าลึมว่าเมื่อถึงเวลาหนึ่งผู้วางรากฐาน และผู้รดน้ำ เมื่อพระเจ้าต้องเคลื่อนย้ายพวกเขาไปที่อีกแห่งหนึ่ง นั้นเป็นเวลาของผู้ที่สร้างให้เติบโต จะได้เข้าทำพันธกิจของพระเจ้าได้อย่างต่อเนื่อง เพราะในพระเจ้าพระองค์ทรงมีพระประสงค์อยู่เสมอ พระเจ้าทรงให้ของประทานกับทุกคนที่เชื่อ เพื่อร่วมกันพัฒนาเตรียมชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณ ให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์ (เอเฟซัส 4:11-13)

3. ก่อขึ้นเป็นพระวิหารบริสุทธิ์ 1โครินธ์ 3:16 “ท่านทั้งหลายไม่รู้หรือว่าท่านเป็นวิหารของพระเจ้า และพระวิญญาณของพระเจ้าสถิตอยู่ในท่าน” ผู้เชื่อรวมกันเป็น "วิหารแห่งพระเจ้า" ซึ่งเป็นสถานที่ที่พระเจ้าประทับอยู่จริง เพื่อทำให้เห็นภาพเป็นชัดเจนขึ้น พวกเรากำลังถูกก่อร่างสร้างขึ้น 2 ประการนี้
ประการแรก รูปแบบของการเป็น คริสตจักร ตามความเชื่อของคริสเตียนทั่วไป คือ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเชื่อว่าเป็นพระนิเวศน์ที่พระเจ้าทรงสถิต เป็นศูนย์กลางแห่งการนมัสการ ความบริสุทธิ์ และก็เป็นตามความเชื่อของชนชาติอิสราเอลเช่นกัน สดุดี 11:4 “พระเจ้าทรงสถิตในพระวิหารอันบริสุทธิ์ของพระองค์พระที่นั่งของพระเจ้าอยู่บนฟ้าสวรรค์ พระเนตรของพระองค์มองและทดสอบลูกหลานของมนุษย์” โดยหลักการเปลี่ยนจากสถานที่ มาสู่ผู้คน หากชนชาติอิสราเอลคือ พระวิหารที่สร้างจากหินในสถานที่เฉพาะเจาะจง คือนครเยรูซาเล็ม คริสตจักรในพันธสัญญาใหม่ ก็คือ "หินที่มีชีวิต" ซึ่งหมายถึงผู้เชื่อที่ร่วมกันเป็นที่ประทับของพระเจ้า (1โครินธ์ 6:19) เช่นเดียวกับที่ พระเกียรติของพระเจ้าสถิตในพระวิหารที่ชนชาติอิสราเอล พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ทรงสถิตอยู่ในคริสตจักรและในชีวิตส่วนตัวของผู้เชื่อ
ประการที่ 2. การเป็นชุมชนคริสเตียน หมายความว่า การรวมครอบครัวเป็นหนึ่งเดียวชั่วนิรันดร์ อันเป็นครอบครัวของพระเจ้า โมเสสได้ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าชุมชนประชากรของพระเจ้า และเป็นผู้รับใช้ (ฮีบูร 3:2-5) แต่ส่วนพระเยซูคริสต์ได้ทรงมีอำนาจเหนือชุมชนครอบครัวของพระเจ้า หรืออีกนัยหนึ่งคือทรงเป็นเจ้าของชุมชน (ฮีบูร 3:6) แน่นอนว่าพวกเราจะต้องเรียนรู้ความเป็นชุมชนในพระสัญญาเดิมซึ่งเป็นพื้นฐาน ของชุมชนในพระสัญญาใหม่ ซึ่งหมายถึง กลุ่มสมาชิกผู้เชื่อในพระคริสต์ที่ร่วมกันนมัสการพระเจ้า และแม้แต่เช่นเดียวกันเป้าหมาย ที่เล็งมาร่างกายของเราที่เป็นสาวกของพระองค์ ต่างเป็นพระวิหารของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพื่อการทรงสถิตโดยพระวิญญาณ ชุมชนคริสเตียนถูกสร้างขึ้นพร้อมกัน เพื่อเป็นที่ประทับของพระเจ้าในพระวิญญาณ ยืนยันถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคริสเตียน คริสเตียนเชื่อว่าความสัมพันธ์กับพระเจ้าไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในอาคาร แต่คริสตจักรหมายถึงผู้คน คือเป็นพระวิหารที่มีชีวิต ที่พระเจ้าทรงสถิตอยู่จริงผ่านทางพระวิญญาณบริสุทธิ์

4.ถูกสร้างให้เป็นภาชนะที่ใช้การได้ กิจการฯ9:15 “ ฝ่ายองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ตรัสกับท่านว่า "จงไปเถิด เพราะว่าคนนั้นเป็นภาชนะที่เราได้เลือกสรรไว้ สำหรับจะนำนามของเราไปยังประชาชาติ กษัตริย์และพวกอิสราเอล” เปาโลคือ ผู้ข่มเหงผู้เชื่อในพระคริสต์ เป็นผู้ที่เคร่งคัดในบทบัญญัติแห่งศาสนา เป็นศัตรูตัวฉกาจที่น่ากลัวของคริสเตียน แต่เมื่อความรักและความจริงของพระเยซูคริสต์มาถึง พร้อมการสำแดงว่าพระองค์เป็นพระเจ้าแท้ เปาโล กลายเป็นภาชนะที่ถูกเลือกสรร เพื่อแผนการที่ยิ่งใหญ่ นำความจริงแห่งข่าวประเสริฐ ที่ว่า พระเยซูคริสต์คือพระบุตรของพระเจ้าและทรงเป็นพระเจ้า เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของปวงประชาชาติ พร้อมประกาศพระราชอาณาจักรแผ่นดินสวรรค์ พระเจ้าทรงเรียกพวกเราเพื่อให้อุทิศตนในความเชื่อ การอุทิศตนกับการยากลำบากเพื่อข่าวประเสริฐ มีพระสัญญาที่เป็นพระพรซ่อนอยู่
พระพรที่ถูกสร้างให้เป็นภาชนะของพระเจ้า ตามความเชื่อของคริสเตียนในพระคัมภีร์ 2โครินธ์ 4:7 “แต่ว่าเรามีของมีค่านี้อยู่ในภาชนะดิน เพื่อให้เห็นว่า ฤทธิ์เดชอันเลิศนั้นเป็นของพระเจ้า ไม่ได้มาจากตัวเราเอง” ความหมายคือ มนุษย์ผู้เปราะบางเหมือนภาชนะดินเผา ที่แตกหักได้ง่ายดาย เพราะมนุษย์ถูกสร้างมาจากผงคลีดิน (ปฐมกาล 2:7) มนุษย์มีความอ่อนแอ และไม่มีความสมบูรณ์ แต่ได้รับเกียรติบรรจุพระวิญญาณ และพระวจนะของพระเจ้าไว้ภายในหล่อหลอมขัดเกลาเป็น
พระพรที่ถูกสร้างให้เป็นภาชนะพิเศษ เพราะได้รับการชำระ 2ทิโมธี 2:21 “ถ้าใครชำระตัวเองให้พ้นจากความชั่วเหล่านี้ เขาก็จะเป็นภาชนะพิเศษ ซึ่งชำระให้บริสุทธิ์แล้ว เหมาะที่เจ้าของจะใช้เป็นประโยชน์ และพร้อมสำหรับการดีทุกอย่าง” แน่นอนพวกเราจึงถูกทำให้เป็นภาชนะที่สวยงาม และแข็งแรง เป็นภาชนะที่ถูกแยกออกเพื่อใช้ในการดีและมีคุณค่า ผ่านการยอมจำนนและชำระชีวิตให้บริสุทธิ์เพื่อพระเจ้าจะทรงใช้การได้
พระพรที่ถูกสร้างให้เป็นภาชนะที่ทรงคุณค่า แม้จะมีความบกพร่อง (มีรอยร้าว) แต่พระเจ้าทรงเลือกใช้เพื่อแสดงฤทธานุภาพของพระองค์ผ่านชีวิตมนุษย์ อัครทูตเปาโลยอมรับว่าท่านเป็นมนุษย์ที่อ่อนแอ แต่สามารถมีประสิทธิภาพในงานของพระเจ้าเป็นเพราะฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์ 2โครินธ์ 12:9 “แต่พระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า "การที่มีคุณของเราก็พอแก่เจ้าแล้ว เพราะความอ่อนแอมีที่ไหน เดชของเราก็มีฤทธิ์ขึ้นเต็มขนาดที่นั่น" เหตุฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงภูมิใจในบรรดาความอ่อนแอของข้าพเจ้า เพื่อฤทธิ์เดชของพระคริสต์จะได้อยู่ในข้าพเจ้า”
พระพรที่ถูกสร้างให้เป็นภาชนะที่ถูกเติมเต็ม พร้อมที่จะถูกเทออก คือ จงปรนนิบัติ แบ่งปันพระพร 2โครินธ์ 9:12 “เพราะว่าการรับใช้ในการปรนนิบัตินั้น มิใช่จะช่วยธรรมิกชนซึ่งขัดสนเท่านั้น แต่ยังเป็นเหตุให้มีการขอบพระคุณพระเจ้าเป็นอันมากด้วย” หลังจากได้รับการเติมเต็มด้วยพระวจนะและความรักของพระเจ้า การเป็นภาชนะของพระเจ้าไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถของตนเอง แต่ขึ้นอยู่กับการยอมจำนนให้พระเจ้าเป็นช่างปั้นหม้อผู้ขึ้นรูปชีวิต เมื่อพวกเราที่ถูกทำให้เป็นภาชนะ ที่บรรจุด้วยพระวจนะของพระเจ้า เราก็จะกลายเป็นภาชนะที่บรรจุพระพรของพระองค์ พร้อมที่จะถูกเทออกเพื่อให้พระองค์ใช้การ 1เธสะโลนิกา2:13 “เราขอบพระคุณพระเจ้าเสมอ เพราะว่าเมื่อท่านทั้งหลายได้รับพระวจนะของพระเจ้า ซึ่งท่านได้ยินจากเรา ท่านไม่ได้รับไว้อย่างเป็นคำของมนุษย์ แต่ได้รับไว้ตามความเป็นจริง คือเป็นพระวจนะของพระเจ้า ซึ่งกำลังทำงานอยู่ภายในท่านทั้งหลายที่เชื่อ” เราทุกคนล้วนมีคุณค่าสำหรับองค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าสามารถใช้แม้แต่ภาชนะที่มีรอยร้าวได้!

🙏🙏💒❤️✝️🇹🇭

ศิลาในพระธรรมมัทธิว 16:18 คืออะไร เปโตรเป็นศิลาที่พระเยซูทรงหมายถึงใช่ไหม การที่เปโตรเป็นศิลาหมายความว่าคร...

ขอพระทรงอวยพระพรทุกท่านในนามพระเยซูคริสต์..อาเมน
25/12/2025

ขอพระทรงอวยพระพรทุกท่านในนามพระเยซูคริสต์..อาเมน

13/12/2025

ฤดูกาลแห่งสันติสุข
มหัศจรรย์คำพยากรณ์
อิสยาห์ 7:14 “เพราะฉะนั้น องค์พระผู้เป็นเจ้าจะประทานหมายสำคัญเอง ดูเถิด หญิงสาวคนหนึ่งจะตั้งครรภ์ และคลอดบุตรชายคนหนึ่ง และเขาจะเรียกนามของท่านว่า อิมมานูเอล”

ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์มีชีวิตและทำงานในราวศตวรรษที่ 8 ก่อนคริสตกาล ประมาณ 800 ปีก่อนคริสตกาล ท่านอิสยาห์ได้พยากรณ์ ถึงยุคของสันติภาพทั่วโลก และการเสด็จมาของเชื้อสายกษัตริย์ดาวิด ผู้ที่จะเป็นกษัตริย์ ของชาวโลก “ในการแปลพระคัมภีร์ว่า ในสมัยอิสยาห์ อิมมานูเอลจึงอาจเป็นผู้ร่วมสมัยของอิสยาห์ แต่การแปลเช่นนี้ก็มิได้ขัดกับความเชื่อของคริสตชนที่เชื่อว่าท่านอิสยาห์พยากรณ์ ได้เล็งหมายถึง องค์พระเยซูคริสต์แต่อย่างใด เพราะในทางศาสนศาสตร์ คำกล่าวหรือการพยากรณ์อาจกล่าวเล็งถึงเหตุการณ์ หรือบุคคลในยุคของผู้เผยพระวจนะนั้นๆ เอง หรือพยากรณ์ถึงเหตุการณ์ หรือบุคคลในอนาคตก็ได้ หรืออาจจะหมายถึงทั้งสองอย่าง จึงอาจสรุปได้ว่าในพระธรรมตอนนี้ “อิมมา นูเอล” อาจหมายถึงบุคคลที่ใช้ชื่อนี้ในยุคสมัยอิสยาห์ ส่วน “อิมมานูเอล” ในพระคัมภีร์ใหม่ที่สัมพันธ์กับพระธรรม อิสยาห์นั้นเล็งถึง “พระคริสต์” อย่างแน่นอน”
(อ้างอิง อจ.ประณต บุษกรเรืองรัตน์. https://thai.bible/blog.สืบค้น 13-12-2025)

มัทธิว1:23 “ดูเถิด หญิงพรหมจารีคนหนึ่งจะตั้งครรภ์ และคลอดบุตรชายคนหนึ่ง และเขาจะเรียกนามของท่านว่า อิมมานูเอล (แปลว่าพระเจ้าทรงอยู่กับเรา)
มัทธิวผู้ที่เป็นสาวกของพระเยซู ได้บันทึกเรื่องราวข่าวประเสริฐ เรื่องของพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ซึ่งพระเจ้าทรงสัญญาไว้ให้กับประชากรของพระเจ้าในพันธสัญญาเดิมที่เป็นจริงเกี่ยวกับพระเยซู ข่าวประเสริฐนี้ไม่ใช่เพียงสำหรับคนยิว แต่เป็นข่าวประเสริฐสำหรับคนทั้งโลก เมื่อพระองค์ได้ทรงบังเกิด นามว่า เยซู มีความหมายว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า ทรงช่วยให้รอด”(มัทธิว1:21) พระเยซคริสต์ ไม่ได้เสด็จมาเพื่อทำให้เรามีความสามารถช่วยตัวเองให้รอด แต่เสด็จมาเป็นพระผู้ช่วยให้พวกเรารอด พ้นจากฤทธิ์อำนาจ และโทษทัณฑ์ของความบาป และอีกพระนามตามคำพยากรณ์คือ “อิมมานูเอล พระเจ้าทรงอยู่กับเรา” ในทุกวัน ในความเชื่อของพวกเรา เชื่อว่าพระคริสต์ทรงอยู่ เป็นอยู่ กับเราอยู่ตลอดเวลา (สดุดี62:8)
มหัศจรรย์คำพยากรณ์ถึงความเปรมปรีดิ์ ในพระคัมภีร์ไบเบิล โดยเฉพาะจากหนังสืออิสยาห์ หรือหนังสือของผู้เผยพระวจนะอื่นๆ ที่กล่าวถึงอนาคตที่เต็มไปด้วยความสุข, สันติสุข, และการฟื้นคืนของประชากรพระเจ้า หรือการมาของพระเมสสิยาห์ (องค์พระคริสต์) ซึ่งนำมาซึ่งความเปรมปรีดิ์และความรอด โดยเป็นคำพยากรณ์ที่แสดงถึงความหวังอันยิ่งใหญ่ในสำหรับผู้ที่เชื่อและไว้วางใจในพระคริสต์.

แก่นแท้ของคำพยากรณ์ ทำให้เกิดความเข้าใจได้ 4 ประการ คือ:

1. การปลดปล่อย โยบ 14:14 “ถ้ามนุษย์ตายแล้ว เขาจะมีชีวิตอีกหรือ ข้าพระองค์จะคอยอยู่ตลอดวันประจำการของข้าพระองค์ จนกว่าการปลดปล่อยของข้าพระองค์จะมาถึง” ท่านโยบได้รำพันถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับชีวิต ความทุกข์ยาก ความเจ็บป่วย ความผิดหวัง และสิ้นหวัง แม้ความตายมาถึงก็ไม่ทำให้เกิดความยุติธรรมขึ้นได้ แต่ท่านโยบกลับได้รับความเข้าใจในความจริงที่ว่า พระเจ้าทรงมีทางออกสำหรับคนที่เชื่อในพระองค์เสมอ ความหวังในพระเจ้าหมายถึงการทำให้เป็นอิสระจากการถูกจองจำ หรือการถูกกดขี่ (liberation, setting free) การละทิ้งสิ่งที่ไม่ต้องการ เช่น ความคิดหรือความรู้สึกที่ไม่ดี การหลุดพ้นจากความทุกข์ยาก การเป็นเชลย และการฟื้นฟูอิสราเอล. (อิสราเอล)

2. ความชื่นชมยินดี โรม5:11 “มิใช่เพียงเท่านั้น เราทั้งหลายยังชื่นชมยินดีในพระเจ้า โดยทางพระเยซูคริสตเจ้าของเรา ผู้ทรงเป็นเหตุให้เราได้กลับคืนดีกับพระเจ้า” มนุษย์ทุกคนมีบาป ทำให้แยกจากพระเจ้า พวกเขาต้องตาย แต่พระคริสต์ กลับทรงรับบาปนั้นแทนมนุษย์ ทรงรับโทษแทนทั้งหมด ฉะนั้นผู้ที่เชื่อไว้วางใจจึงสามารถมี ความชื่นชมยินดีในพระองค์ เพราะมีการกลับคืนสู่ดินแดนเดิม, การเฉลิมฉลอง, และความอิ่มเอมใจ เกิดความเปรมปรีดิ์. (ผู้เขื่อในพระคริสต์)

3. สันติสุข ยอห์น14:27 “เรามอบสันติสุขไว้ให้แก่ท่านทั้งหลาย สันติสุขของเราที่ให้แก่ท่านนั้น เราให้ท่านไม่เหมือนโลกให้ อย่าให้ใจของท่านวิตก และอย่ากลัวเลย” ความบาป ความกลัว ความไม่แน่นอน ความสงสัย และความกดดันในสภาพสังคม เศรษฐกิจ เมื่อสันติสุขของพระคริสต์เข้ามาสู่ชีวิต อำนาจด้านลบเหล่านี้จะถูกทำลายไป การปลอบประโลมใจจะเข้ามาแทนที่ ทำให้เกิด การอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขภายใต้การปกครองของพระเจ้า. (ผู้เขื่อในพระคริสต์)

4. พระผู้ช่วยให้รอด อิสยาห์63:8 “เพราะพระองค์ตรัสว่า แน่ทีเดียวเขาเป็นชนชาติของเรา บุตรผู้จะไม่ประพฤติคดโกงเรา และพระองค์ได้เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเขา” การมาของพระเมสสิยาห์ผู้จะนำมาซึ่งความหวังและพระพรนิรันดร์ ลูกา 2:11 “ เพราะว่าในวันนี้พระผู้ช่วยให้รอดของท่านทั้งหลาย คือพระคริสตเจ้า มาบังเกิดที่เมืองดาวิด” พวกยิวได้รอคอยพระเมสิยาห์ เพื่อการปลดปล่อยพวกเขาออกจาการเป็นทาสของโรมัน หรือการปลดปล่อยจากโรคภัย การมาของพระเยซูคริสต์ก็เพื่อการปลดปล่อยออกจากความบาป และทำให้พวกเราสร้างความสัมพันธภาพใหม่ที่ดี กับพระเจ้า พระองค์ได้ทรงเสนอมากกว่าการเปลี่ยแปลงทางร่างการหรือการเมือง แต่ได้ทรงประทานชีวิตนิรันดร์. (ทรงเสนอให้มนุษย์ทุกคน)

🙏💒❤️✝️🇹🇭

29/11/2025

ฤดูแห่งการเก็บเกี่ยว
ทรงเป็นแหล่งชีวิต
ยอห์น 1:4 “พระองค์ทรงเป็นแหล่งชีวิต และชีวิตนั้นเป็นความสว่างของมนุษย์”

พระเยซูเป็นวาทะนิรันดร์ของพระเจ้า ผู้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์และทรงอยู่ท่ามกลางเรา พระเยซูคริสตฺ์ทรงเป็นแหล่งชีวิต เป็นผู้สร้างชีวิต พระองค์เป็นความสว่าง และได้นำความสว่างมาสู่มวลมนุษย์ชาติ (ยอห์น12:46 “เราเข้ามาในโลกเป็นความสว่าง เพื่อทุกคนที่วางใจในเราจะมิได้อยู่ในความมืด”) เมื่อพวกเราติดตามพระเยซูคริสต์ ซึ่งเป็นความสว่างแท้การดำเนินชีวิต ก็ไม่ตกอยู่ในความมืดหรือความบาป พระองค์จะเป็นความสว่าง ที่ช่วยให้เราดำเนินชีวิตที่จะไม่สะดุดล้มลงในความมืด (1ยอห์น1:7)

1. พระองค์ทรงเป็นแหล่งชีวิต ในความเชื่อของพวกเราหมายถึง
> เชื่อว่าพระเยซูคริสต์คือ แหล่งกำเนิดของชีวิต ยอห์น11:25 “พระเยซูตรัสกับเธอว่า "เราเป็นเหตุให้คนทั้งปวงเป็นขึ้นและมีชีวิต ผู้ที่วางใจในเรานั้น ถึงแม้ว่าเขาตายแล้วก็ยังจะมีชีวิตอีก” พระองค์เป็นบุตรของพระเจ้าผู้ทรงสร้างโลกและทุกสรรพสิ่ง และทรงมาบังเกิดในโลกมนุษย์เพื่อไถ่บาปให้กับมวลมนุษย์ การเสด็จลงมาเกิดของพระองค์จึงถือเป็นการเริ่มต้นแห่งชีวิตใหม่สำหรับผู้ที่เชื่อในพระองค์ พระเยซูคือ ต้นกำเนิดแห่งชีวิตทั้งทางกายภาพและฝ่ายจิตวิญญาณ ซึ่งสอดคล้องกับคำสอนที่ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ประทานชีวิต กิจการฯ 17:25 “ พระองค์มิจำต้องให้มือมนุษย์มาปรนนิบัติ ดังว่ามีความต้องการสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะพระองค์ทรงเป็นผู้ประทานชีวิตและลมหายใจ และสิ่งสารพัดแก่คนทั้งปวงต่างหาก” พวกเรารู้จักพระเจ้าจากสิ่งที่ได้ทรงสร้าง แต่สิ่งที่ถูกสร้างไม่ใช่พระเจ้า ชีวิตของมนุษย์พระเจ้าทรงควบคุม และครอบครอง พระองค์ทรงเป็นบุคคลและทรงอยู่ใกล้ชิดกับเราตลอดเวลา (มัทธิว1:23)

> เชื่อว่าพระเยซูคริสต์คือ แหล่งกำเนิดความรอด ฮีบรู 5:9 “เมื่อพระเจ้าทรงทำให้พระเยซูเพียบพร้อมทุกประการแล้ว พระเยซูก็เลยทรงเป็นแหล่งกำเนิดแห่งความรอดนิรันดร์ สำหรับคนทั้งปวงที่เชื่อฟังพระองค์” พระเจ้าทรงดีรอบคอบ และความเพียบพร้อมสมบูรณ์แบบ หมายถึง ความครบถ้วน หรือความเป็นผู้ใหญ่ เมื่อพระเยซูคริสต์ได้ทรงเผชิญกับความทุกข์ยากทุกอย่างเหมือนมนุษย์ ทรงทำให้พระองค์มีประสบการณ์ตามที่มนุษย์ได้รับอย่างครบถ้วน (ฟิลิปปี2:6-8) และแน่ที่เดียวพระองค์ได้เสนอความรอดนิรันดร์ให้กับผู้ที่เชื่อฟังพระองค์

2. ชีวิตนั้นเป็นความสว่างของมนุษย์ ในความเชื่อของพวกเราหมายถึง
> เชื่อว่าความสว่างนี้จะเอาชนะความมืดและความชั่วร้ายได้ 1ยอห์น1:5 “นี่เป็นข้อความที่เราได้ยินจากพระองค์ และบอกแก่ท่านทั้งหลาย คือว่าพระเจ้าทรงเป็นความสว่าง และความมืดในพระองค์ไม่มีเลย” ความสว่างทำให้มนุษย์เข้าใจด้วยสภาพทันที่ว่า หมายถึง สิ่งที่ดี บริสุทธิ์ จริงแท้ ศักดิ์สิทธิ์ และเป้นที่น่าไว้วางใจ ส่วนในความมืดก็ทำให้เข้าใจด้วยสภาพได้ว่าหมายถึง ความบาป ความชั่วร้าย เล่ห์กลอุบาย ฉะนั้นเมื่อเรามองที่พระเจ้าทรงเป็นความสว่าง จะทำเราสัมผัสได้ว่า พระองค์ทรงบริสุทธิ์และแท้จริง ฉะนั้นมันทำเราเข้าใจทันที่ว่า มีแต่พระเยซูคริสต์เท่านั้นที่ทรงสามารถนำเราออกจากความมืด หรือความบาปได้อย่างแน่นนอน เพราะพระองค์ทรงตรัสว่าพระองค์ทรงเป็นความสว่างแท้ (ยอห์น 1:9) ความสว่างคือความจริง เพราะความสว่างสามารถเผยให้เห็นสิ่งที่ดำรงอยู่ไม่ว่า จะเป็นสิ่งดี หรือสิ่งร้าย พวกเราต้องเข้าใจอย่างนี้ว่า ในความมืด ความดี ความชั่วร้าย อาจมีความคล้ายคลึงกัน แต่เมื่อความสว่างส่องเข้ามา ก็จะทำให้เห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน (มาลาคี3:18)

> เชื่อว่าพระองค์ทรงนำมาซึ่งความสว่างทางจิตวิญญาณ ยอห์น8:12 “อีกครั้งหนึ่งพระเยซูตรัสกับเขาทั้งหลายว่า "เราเป็นความสว่างของโลก ผู้ที่ตามเรามาจะไม่เดินในความมืด แต่จะมีความสว่างแห่งชีวิต" พระเยซูคริสต์ ทรงเรียกพระองค์เองว่าเป็นความสว่างของโลก มีความหมายทีลึกซึ่งถึงการทรงสถิตอยู่ด้วย การปกครอง และการทรงนำของพระเจ้า เมื่ิอเราติดตามพระเยซูคริสต์ เราต้องทำตามพระคริสต์ เชื่อฟังพระองค์ ไว้วางใจในพระองค์ ฮีบูร10:36 “ท่านทั้งหลายจำเป็นต้องมีความอดทน เพื่อว่าท่านจะได้สามารถกระทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าได้ แล้วท่านจะได้รับสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสัญญาไว้นั้น”

🙏🙏💒❤️✝️✝️🇹🇭🇹🇭

08/11/2025

ฤดูแห่งการเก็บเกี่ยว
ติดสนิทกันในความรัก

โคโลสี 2:2 “เพื่อเขาจะได้รับความชูใจและเข้าติดสนิทกันในความรัก และเข้าใจความอุดมบริบูรณ์แห่งความเข้าใจ และเข้าในความรู้ความล้ำลึกของพระเจ้า คือพระคริสต์”

คริสตจักรโคโลสีนี้ อยู่ในเขตหน้าที่ดูแลของอัครทูตเปาโล แม้ท่านไม่ได้ก่อตั้งขึ้นมาเอง แต่ด้วยความหวงใยต่อคริสเตียนในคริสตจักรนี้ ที่กำลังถูกคำสอนเท็จและบิดเบือนจากผู้สอนเท็จ โดยคนเหล่านั้น สอนว่าความรอดของพระเจ้าที่สมบูรณ์นั้นต้องกราบไว้พวกผีปีศาจ และยอมรับธรรมเนียมพิธีการพิเศษ เช่นการเข้าสุหนัต หรือเคร่งครัดเรื่องการกินดื่มที่ต้องรักษากฏธรรมเนียมเดิมของบรรพบรุษ ท่านเปาโลได้ต่อต้านคำสอนเหล่านี้ ด้วยความจริงของพระคัมภีร์ ด้วยคำตอบ คือพระเยซูคริสต์ทรงสามารถให้ความรอดอย่างสมบูรณ์ พระเจ้าทรงสร้างโลก และทรงนำโลกกลับมาหาพระองค์ โดยผ่านทางพระคริสต์ ความรอดจึงมาจากการเป็นหนึ่งเดียวกับพระเยซูคริสต์เท่านั้น (กิจการฯ4:12, เอเฟซัส 2:8-10)

การติดสนิทในความรักสำหรับในมนุษย์ ไม่ได้หมายความว่า ตัวต้องติดกันตลอดเวลา แต่เป็นการให้ความสำคัญกับการพูดคุย และการสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน เช่น การสื่อสาร ที่มีการพูดคุยกันบ่อย ๆ, ความผูกพัน ที่ทำให้รู้สึกปลอดภัยเมื่ออยู่ด้วยกัน, การแสดงออกทางกาย คือการสัมผัสที่ทำให้รู้สึกดี แค่แตะไหล่หรือยิ้มที่จริงใจ, ความเชื่อใจและความเข้าใจ ก็สร้างผลของเชื่อใจซึ่งกันและกันที่เรียกว่า เครดิต

ติดสนิทกันในความรักพระเจ้า หมายถึง การดำรงชีวิตอย่างแนบแน่นกับพระเจ้า การติดสนิทในพระองค์จะช่วยพยุง และเติมเต็มชีวิตจิตใจ ในวันที่เราอาจต้องเผชิญความยำแย่สับสน และเป็นเวลาเดียวกันที่เหมาะสมที่จะหยั่งลึกลงในพระคุณของพระเจ้าไปด้วย โดยเริ่มที่หัวใจหลักของความสัมพันธ์กับพระองค์ ใน 3 ประการนี้คือ

1. การยอมจำนนต่อพระประสงค์ของพระองค์ คือ ยอมรับและทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า การมอบการควบคุมชีวิตของตนเองให้แก่พระองค์ เพื่อดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ของพระเจ้า เป็นการแสดงออกถึงความเชื่อและเป็นหนทางสู่การเปลี่ยนแปลงชีวิตและเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณอย่างแท้จริง การยอมจำนนนี้เป็นการถวายความรัก การวางใจ และการสละสิทธิ์ในการตัดสินใจของตนเองเพื่อทำตามวิธีของพระเจ้า ยอห์น12:25-26 “ผู้ใดที่รักชีวิตของตนก็ต้องเสียชีวิต และผู้ที่ชังชีวิตของตนในโลกนี้ ก็จะธำรงชีวิตนั้นไว้นิรันดร์… ถ้าผู้ใดจะรับใช้เรา ผู้นั้นก็ต้องตามเรามา และเราอยู่ที่ไหนผู้รับใช้ของเราจะอยู่ที่นั่นด้วย ถ้าผู้ใดรับใช้เรา พระบิดาก็จะทรงประทานเกียรติแก่ผู้นั้น”

2. การเชื่อฟัง โดยแสดงความรักต่อพระเจ้าผ่านการปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์ เหตุผลที่สำคัญที่สุดของการเชื่อฟังคือความรักที่มีต่อพระเจ้า ไม่ใช่เพื่อผลตอบแทนหรือรางวัลที่จะได้รับ การเชื่อฟังพ่อแม่ (โคโลสี3:20) และผู้มีอำนาจเหนือกว่า (เช่น ผู้นำในโบสถ์, ผู้ปกครอง) ก็เท่ากับการเชื่อฟังพระเจ้าด้วย (ฮีบรู13:17) การเชื่อฟังพระเจ้าในชีวิตส่วนตัวกับพระเจ้า ก็คือ ทำตามที่พระวจนะได้กำหนดไว้ โดยการแสดงออกมาเป็น การนมัสการ การอธิษฐาน การอ่านพระคัมภีร์ เพื่อถวายเกียรติแด้พระเจ้า 1ยอห์น 2:5” แต่ผู้ใดที่ประพฤติตามพระวจนะของพระองค์ ความรักของพระเจ้าก็ถึงความบริบูรณ์ในคนนั้นแล้วอย่างแน่แท้ ด้วยอาการอย่างนี้แหละเราทั้งหลายจึงรู้ว่าเราอยู่ในพระองค์”

3. การใช้ชีวิตด้วยความรักและการรับใช้ผู้อื่น ซึ่งเหล่านี้เป็นการ นำความรักของพระเจ้าไปสู่ผู้อื่นผ่านการช่วยเหลือและบริการ ทำให้เกิดความชื่นชมยินดีและขอบคุณพระเจ้าสำหรับสิ่งที่พระองค์ประทานให้ สอดคล้องกับการดำเนินชีวิตในความรักของพระเจ้า และสำแดงออกมาเป็นการกระทำ


ผลของการติดสนิทในความรัก
1. เพื่อเขาจะได้รับความชูใจ การปลอบประโลมใจ การให้กำลังใจ และการสนับสนุนที่ได้รับจากพระเจ้า โดยเฉพาะในยามที่ยากลำบาก ทำให้เราสามารถไว้วางใจได้ในทุกสถานการณ์ และจากได้รับการปกป้องคุ้มครอง ช่วยปกป้องจากคำหลอกลวง และทำให้มีใจหนักแน่นในยามวิกฤติ ยอห์น 17:12 “เมื่อข้าพระองค์ยังอยู่กับคนเหล่านั้น ข้าพระองค์ก็ได้พิทักษ์รักษาพวกเขา ผู้ซึ่งพระองค์ได้ประทานแก่ข้าพระองค์ไว้โดยพระนามของพระองค์ และข้าพระองค์ได้ปกป้องเขาไว้และไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดเสียไปนอกจากลูกแห่งความพินาศ เพื่อให้เป็นจริงตามข้อพระธรรม”

2. เข้าใจความอุดมบริบูรณ์ของพระเจ้าไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในสิ่งทรงสร้างเท่านั้น แต่มีอยู่ในพระกรุณาคุณของพระองค์ด้วย พระเจ้าทรงสามารถกระทำได้ อย่างสมบูรณ์มากมายเหลือล้นเกินกว่าที่เราจะขอหรือคิดได้ และพระองค์ทรงกระทำโดยฤทธิ์อำนาจของพระองค์ ถ้าเรามีความเข้าใจของการรับพร ก็ทำให้เกิดคำอธิษฐานที่ขออย่างถูกต้องตามพระประสงค์ เป็นไปตามสัญญาของพระองค์ ทีตัส3:6 “พระองค์นั้นได้ทรงประทานแก่เราทั้งหลายอย่างบริบูรณ์ โดยพระเยซูคริสต์พระผู้ช่วยให้รอดของเรา” (เอเฟซัส1:18)

3. ความรู้ความล้ำลึกของพระเจ้า คือพระคริสต์ คือทำให้มีความเข้มแข็ง เผชิญปัญหาที่เข้ามาจะช่วยผลักดันให้เติบโต แข็งแกร่ง และฉลาดขึ้น พระเยซูคือ ศูนย์กลางของแผนการอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า และการสำแดงความล้ำลึกนี้ก็เกิดขึ้นผ่านพระองค์ ความล้ำลึกนี้รวมถึงการคืนดีกับพระเจ้าและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ เอเฟซัส1:19 “พระเจ้าได้ทรงโปรดให้เรารู้ความล้ำลึกในพระทัยของพระองค์ ตามพระเจตนารมณ์ของพระองค์ ซึ่งพระองค์ทรงดำริไว้ในพระคริสต์” (โคโลสี1:26)

ที่อยู่

Muang Chiang Mai
50320

เบอร์โทรศัพท์

+66979850201

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Evening Church Of Chiangmaiผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Evening Church Of Chiangmai:

แชร์