23/05/2026
พลเมืองของพระเจ้า
วัฒนธรรม จริยธรรม กับพระคัมภีร์ (Culture, ethics, and the Bible.)
อิสยาห์ 29:13 “และองค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า"เพราะชนชาตินี้เข้ามาใกล้ด้วยปากของเขา
และให้เกียรติเราด้วยริมฝีปากของเขา แต่เขาให้จิตใจของเขาห่างไกลจากเรา เขายำเกรงเราเพียงแต่เหมือนเป็นบัญญัติของมนุษย์ที่ท่องจำกันมา”
มัทธิว 15:9 “เขานมัสการเราโดยหาประโยชน์มิได้
ด้วยเอาบทบัญญัติของมนุษย์มาตู่ว่า เป็นพระดำรัสสอนของพระเจ้า" (มาระโก7:7)
ความสำคัญ
1.การให้เกียรติด้วยริมฝีปาก: เป็นการแสดงออกภายนอก เช่น การสวดอธิษฐาน การร้องเพลงสรรเสริญ หรือการเข้าร่วมพิธีกรรมตามธรรมเนียม
2.จิตใจที่ห่างไกล: ชี้ให้เห็นปัญหาที่แก่นแท้ภายใน ซึ่งสะท้อนว่าการกระทำเหล่านั้นไม่ได้มาจากความรักและความยำเกรงอย่างแท้จริง
3.กฎเกณฑ์ของมนุษย์: การปฏิบัติที่กลายเป็นแค่ "หน้าที่" หรือ "ความเคยชิน" ตามที่ผู้อื่นสอนต่อๆ กันมา โดยขาดการทรงนำจากพระวิญญาณ
ในบทเรียนนี้ เพื่อสร้างระดับความเข้าใจให้เพิ่มขึ้น แม้อาจไม่อาจอธิบายได้ชัดเจนทั้งหมด แต่ก็พยายาม เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้กับคริสเตียนทั้งหลายได้ว่า ระหว่าง วัฒนธรรม จริยธรรม และความจริง หรือพระประสงค์ในพระคัมภีร์ แตกต่างกันอย่างไร พวกเราอาจคิดว่าเราได้ใกล้ชิดพระเจ้า เข้าใจในพระประสงค์อย่างแท้จริง แต่บ้างครั้งพวกเรากลับทำคลุมเครือ ระหว่างวัฒนธรรม ที่มาจากคำสอนจากผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีความเชื่อ บวกเข้าจริยธรรมที่คิดว่าดีงาม จนอาจละเลยพระประสงค์ ความจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้า พวกเราอาจใช้ความเชื่อ บวกกับความคิดวิเคราะห์ ในความเป็นไปได้ แล้วมาบอกว่า สิ่งนี้เราได้ทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า สำเร็จแล้ว
ผู้เผยพยากรณ์ อิสยาห์ ได้เผยคำตรัสของพระเจ้าแก่ชนชาติที่ดื้อและหัวแข็ง ว่าพวกเขามาหาพระองค์ในการให้เกียรติพระองค์แค่ลมปาก แต่จิตใจของเขาไม่ได้อยู่กับพระองค์เพื่อแสดงถึงความรักและยำเกรง แถมทำอะไรต่างๆก็เหมือนท่องจำกันมา และเช่นเดียวกัน เมื่อมาถึงในสมัยพระเยซูคริสต์ ก็ได้ทรงตรัสกับพวกฟาริสี ซึ่งเป็นผู้นำทางศาสนา พระองค์ก็ได้กล่าวอ้างถึงการกล่าวโทษของอิสยาห์ต่อชนชาติอิสราเอล ซึ่งแสดงถึงความไม่จริงใจของพวกเขาที่สำแดงชีวิตเหมือนกับคนอิสราเอลในยุคนั้น ฟาริสีเป็นผู้รู้มากในเรื่องของพระเจ้า แต่พวกเขากลับไม่รู้จักพระเจ้า การนมัสการที่ไร้ความหมาย การทำตัวเคร่งครัดในศาสนานั้นไม่เพียงพอ ถ้าขาดท่าทีและการกระทำที่จริงใจ พวกเราพิจารณาว่ากำลังเกิดขึ้นในชีวิตของเราบ้างไหม.
วัฒนธรรม คือ วิถีการดำเนินชีวิต ความคิด ความเชื่อ ค่านิยม จารีตประเพณี และภูมิปัญญา ถ้าเราค้นหาคำๆนี้จะไม่ปรากฏในพระคัมภรี ที่ไหนสักแห่งเลย (ในฉบับ 1971)
จริยธรรม คือ หลักการ แนวทางปฏิบัติ และค่านิยมที่สังคมหรือกลุ่มคนยอมรับ เพื่อใช้ประเมินและตัดสินว่าการกระทำใดถูกหรือผิด ดีหรือชั่ว โดยมีรากฐานมาจากศีลธรรม ขนบธรรมเนียม กฎหมาย และจรรยาบรรณวิชาชีพ เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข
และเช่นเดียวกัน คำๆนี้เมื่อลองพิมพ์ลงในช่องค้นหาพระคัมภีร์ฉบับ 1971 กลับพบว่าไม่มีบันทึกเลยสักแห่ง มันน่าแปลกใจ และทำให้มีความรู้ใหม่จริงๆว่า พระคัมภีร์ไม่ได้ให้ความสำคัญกับ 2 คำนี้เลย แต่ถ้าพวกเราลองค้นหาคำที่จะมาเปรียบเทียบ เช่น พระประสงค์ กับพบถึง 44 แห่งทั้งพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่ กับอีกคำ หนึ่งที่ผู้เขียนคิดได้ คือคำว่า น้ำพระทัย ก็สามารถพบได้ถึง 26 แห่งทั้งพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่ เช่นกัน
ฉะนั้น การดำเนินชีวิตของคริสเตียน ไม่ได้ขึ้นอยู่หรือเกี่ยวพันกับวัฒนธรรมและจริยธรรมใดๆในโลกนี้ แต่ชีวิตของคริสเตียนจะต้องขึ้นอยู่ พร้อมดำเนินไปกับพระประสงค์ของพระเจ้า และต้องอยู่ในแผนการที่พระเจ้าทรงมีน้ำพระทัยอย่างชัดเจนให้กับผู้เชื่อ มีคาร์ 6:8 “มนุษย์เอ๋ย พระองค์ทรงสำแดงแก่เจ้าแล้วว่าอะไรดี และพระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรจากเจ้า นอกจากให้กระทำความยุติธรรมและรักสัจกรุณา และดำเนินชีวิตด้วยความถ่อมใจไปกับพระเจ้าของเจ้า”
ผู้เผยพระวจนะมีคาห์ (Micah) เป็นหนึ่งในผู้เผยพระวจนะในคัมภีร์ไบเบิล (พันธสัญญาเดิม) ท่านเป็นชาวเมืองโมเรเชท แคว้นยูดาห์ มีคาห์ซึ่งเป็นหนังสือเล่มหนึ่งในหมวดผู้เผยพระวจนะน้อย คำพยากรณ์ที่โดดเด่นของท่าน เช่น การทำนายว่าพระเมสสิยาห์จะประสูติที่เมืองเบธเลเฮม และข้อพระคัมภีร์ที่สอนให้คนดำเนินชีวิตด้วยความยุติธรรมและถ่อมใจ ในบรรดาคำผู้เผยพระวจนะน้อย ผู้เขียนมีความเชื่อว่า นั้นคือหลักคำสอนในพระคัมภีร์เดิมที่ต้องการส่งต่อมาในยุต ของพระคัมถีร์ใหม่ โดยเฉพาะคำพยากรณ์ถึงพระเยซูคริสต์ที่จะทรงมาบังเกิดที่เมืองเบลเลเฮมในแคว้นยูดาห์ (มีคาร์5:2) และท่านได้เผยพระวจนะในข้อนี้ ก็เพื่อสอนถึงแนวทางในการประพฤติปฏิบัติ ของการคริสเตียนในยุคปัจจุบันนี้ไว้ว่า ประชาชนได้พยายามทุกวิธีทาง หรือทุกวิธีการ เพื่อจะทำให้พระเจ้าทรงพอพระทัย แต่พระองค์ได้ทรงแจ้งพระประสงค์อย่างชัดเจน โดยทรงสำแดงพระลักษณะของพระองค์ผ่านทางพระเยซูคริสต์ ให้พวกเราเห็นว่าพระองค์ทรงเป็น พระเจ้าแห่งความยุติธรรม (ยอห์น 5:30) พระเจ้าแห่งพระเมตตาคุณ (มัทธิว 9:13, ลูกา1:78) และทรงถ่อมใจของพวกเราลงต่อพระเจ้า (1เปโตร 5:6) จงสำรวจตัวเราเองว่ามีสิ่งเหล่านี้ในชีวิตจริงๆหรือไม ในเมื่อพวกเราพยายามที่จะให้พระเจ้าพอพระทัย ท่านยุติธรรมกับผู้อื่นไหม ท่านมีความเมตตาต่อผู้ทำผิดไหม และท่านเป็นคนถ่อมใจแค่ไหนต่อทุกสถานการณ์
❤️❤️✝️✝️🇹🇭🇹🇭
(มีต่อ)