Evening Church Of Chiangmai

Evening Church Of Chiangmai Church of students and working age.

05/07/2026

การประกาศแบบแอนดรูว์
ยอห์น 1:35-45 “รุ่งขึ้นอีกวันหนึ่งยอห์นกำลังยืนอยู่กับสาวกของท่านสองคน
36 และท่านมองดูพระเยซูขณะที่พระองค์ทรงดำเนินและกล่าวว่า "จงดูพระเมษโปดกของพระเจ้า"
37 สาวกสองคนนั้นได้ยินท่านพูดเช่นนี้ เขาจึงติดตามพระเยซูไป
38 พระเยซูทรงเหลียวกลับมาและเห็นเขาตามพระองค์ไป จึงตรัสถามเขาว่า "ท่านหาอะไร" และเขาทั้งสองทูลพระองค์ว่า "รับบี (ซึ่งแปลว่าอาจารย์) ท่านอยู่ที่ไหน"
39 พระองค์ตรัสตอบเขาว่า "มาดูเถิด" เขาก็ไปและเห็นที่ซึ่งพระองค์ทรงพำนัก และวันนั้นเขาก็ได้พักอยู่กับพระองค์ เพราะขณะนั้นประมาณสี่โมงเย็นแล้ว
40 คนหนึ่งในสองคนที่ได้ยินยอห์นพูดและได้ติดตามพระองค์ไปนั้น คืออันดรูว์น้องชายของซีโมนเปโตร
41 แล้วอันดรูว์ก็ไปหาซีโมนพี่ชายของตนก่อน และบอกเขาว่า "เราได้พบพระเมสสิยาห์ (คำภาษาฮีบรูและคำภาษากรีก หมายความว่า ผู้ที่พระเจ้าทรงเจิม) แล้ว" (ซึ่งแปลว่าพระคริสต์)
42 อันดรูว์จึงพาซีโมนไปเฝ้าพระเยซู พระเยซูทรงทอดพระเนตรเขาแล้วจึงตรัสว่า "ท่านคือซีโมนบุตรยอห์นซีนะ เขาจะเรียกท่านว่าเคฟาส" (ซึ่งแปลว่าศิลา)
เมื่อ 2 สัปดาห์ ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาศเข้าร่วมสัมมนา เรื่องการ ประกาศแบบแอนดรูว์ ก็อยากจะเอามาประยุกต์ใช้กับสมาชิกในคริสตจักร แต่ต้องปรับให้เข้ากับบริบทของคริสตจักร เพื่อเสริมสร้างให้สมาชิกพัฒนาในความรับผิดชอบต่อข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ ในการประกาศส่วนตัวต่อผู้ที่จะได้ยินข่าวประเสริฐของพระคริสต์
เรามาเริ่มกับข้อมูลประวัติของ อัครทูตแอนดรูว์ ที่หาได้ไม่ยากในยุคของข้อมูลAI และในเวปไซด์ต่างๆ เพียงแค่คัดกรองข้อมูลให้ถูกต้องที่สุด (ยอมรับว่าไม่ค่อยแม่นข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์) อัครทูตอันดรูว์ เป็นหนึ่งในอัครสาวกกลุ่มแรกของพระเยซู ท่าน เกิดต้นคริสต์ศตวรรษที่ 1
ทางตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดนที่เมืองเบ็ธไซดา แคว้นกาลิลี และมีอาชีพเป็นชาวประมง ท่านเป็นน้องชายของ ซีโมนเปโตร โดยอันดรูว์เป็นผู้ที่พาเปโตรมาพบพระเยซูหลังจากที่ท่านเชื่อว่าพระองค์คือพระเมสสิยาห์

ประวัติและผลงานเบื้องต้น
· พื้นเพ: ท่านและพี่ชาย (เปโตร) ทำอาชีพประมงบริเวณทะเลสาบกาลิลี เปโตรและอันดรูว์ เดิมเป็นชาวประมง ฉะนั้นเมื่อพระเยซูเรียกตัวมาเป็นอัครทูตโดยกล่าวว่าเจ้าจงเป็น “ชาวประมงหามนุษย์”
· จุดเริ่มต้นความเชื่อ: แต่เดิมท่านเป็นศิษย์ของ ยอห์น บัพติศมา ต่อมาเมื่อได้พบพระเยซู ท่านได้ติดตามพระองค์ไป
· การประกาศข่าวประเสริฐ: ตามธรรมเนียมประเพณี หลังจากเหตุการณ์พระเยซูเสด็จขึ้นสู่สวรรค์แล้ว ท่านได้เดินทางไปประกาศศาสนาในแถบเอเชียไมเนอร์และภูมิภาคยูเครน/รัสเซียในปัจจุบัน
· การสิ้นชีวิต: ท่านถูกประหารชีวิตกลางหรือปลายคริสต์ศตวรรษที่ 1 ถูกตรึงกางเขนที่ เมืองเพ็ทราส์ ในประเทศกรีซปัจจุบันโดยการตรึงกางเขนในรูปตัว X ซึ่งต่อมาเรียกว่า กางเขนนักบุญอันดรูว์

สิ่งที่แอนดรูว์ได้กระทำ
1. ไปตามเปโตรให้มารู้จักกับพระเยซูคริสต์และสมัครเป็นศิษย์ด้วย(ยน.1.40-42)
2. เมื่อคนต่างชาติไปหาฟิลิปขอให้พาไปหาพระเยซูคริสต์ ฟิลิปกลับไปหาอันดรูว์แล้วชวนอันดรูว์ไปทูลพระเยซูคริสต์ด้วยกัน(ยน.12.22) แสดงว่าอันดรูว์เป็นเพื่อนสนิทกับฟิลิป (ทั้งสองเป็นศิษย์ของยอห์นบัปติสต์ด้วยกัน) และในเวลาเดียวกันอันดรูว์ก็ใกล้ชิดกับพระเยซูคริสต์ด้วย
3. เมื่อพระองค์จะทรงทำอัศจรรย์ทวีขนมปังเลี้ยงประชาชน พระองค์ก็ทรงถามฟิลิปเป็นการลองใจว่าจะหาอาหารที่ไหนมาเลี้ยงประชาชน ฟิลิปก็จนปัญญา อันดรูว์จึงเข้ามาแก้ไขสถานการณ์โดยทูลพระองค์ว่าเห็นเด็กคนหนึ่งมีขนมปังอยู่ 5 ก้อน และปลา 2 ตัว (ยน.6.8-9)พระเยซูคริสต์จึงทรงอาศัยขนมปังและปลานั้นทำอัศจรรย์ทวีให้เพิ่มมากขึ้นเลี้ยงประชาขนจนอิ่มหนำ
หลักฐานชิ้นสุดท้ายในพระคัมภีร์ที่มีชื่ออันดรูว์ปรากฎอยู่ก็คือ หนังสือกิจการอัครสารวกที่บรรจุชื่ออันดรูว์ ไว้พร้อมกับอัครสาวกอื่นๆหลังจาที่พระเยซูคริสต์เสด็จขึ้นสวรรค์แล้ว(กจ.1.13)

บทเรียน 5 ขั้นตอน ของวิถีชีวิตแบบอันดรูว์
เพื่อการใช้กับการประกาศข่าวประเสริฐของพระคริสต์ เมื่อผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ ใช้ประกอบ
ในการฝึกฝนให้เป็นคุณลักษณะชีวิตของการเป็นพยาน และนำความรอดสู่ผู้อื่น ถ้าเรานำมาใช้ทุกครั้งก็จะสามารถทำให้เป็นประโยชน์ กับคริสตจักร สิ่งสำคัญที่ผู้เขียนต้องการสื่อให้กับสมาชิกในคริสตจักร ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องทำเป็นทั้งหมดทั้ง 5 ขั้นตอน พวกเรามีความเชื่อว่า พี่น้องในคริสตจักรทุกคนเป็นส่วนสำคัญในพระกายของพระองค์ (1โครินธ์ 12:27 “ฝ่ายท่านทั้งหลายเป็นกายของพระคริสต์ และต่างก็เป็นอวัยวะของพระกายนั้น”) ฉะนั้น เมื่อเรียนบทเรียนนี้ ก็ขอให้พี่น้องสมาชิกในคริสตจักร พิจารณาพิสูจน์ดูว่าท่านมีความสามารถในขั้นตอนใดบ้าง ที่เรานำมาใช้ให้เป็นองค์ประกอบต่อกันและกัน แล้วเอาวิถีชีวิตของอันดรูว์ นำมาทำให้เป็นคุณลักษณะของชีวิตตนเอง เพื่อเสริมสร้างกันและกัน ในการเป็นพยานกับการประกาศข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์

ขั้นตอนที่ 1การอธิษฐาน
ยอห์น 1:35-37 “รุ่งขึ้นอีกวันหนึ่งยอห์นกำลังยืนอยู่กับสาวกของท่านสองคน
36 และท่านมองดูพระเยซูขณะที่พระองค์ทรงดำเนินและกล่าวว่า "จงดูพระเมษโปดกของพระเจ้า"
37 สาวกสองคนนั้นได้ยินท่านพูดเช่นนี้ เขาจึงติดตามพระเยซูไป”
วิธีการอธิษฐาน คือ เราจะเขียนชื่อคนที่เรารู้จักประมาณ 1-10 คนลงในกาดร์ใบนี้ ที่ยังไม่รู้จักข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ หรืออาจนึกถึงคนที่หลุดหลงหายไป เพื่อจะได้อธิษฐานเผื่อพวกเขาทุกวัน
ก่อนที่อันดรูว์จะเดินตามพระเยซู พระเจ้าทรงทำงานในชีวิตของท่านอยู่แล้ว ผ่านทางการเป็นพยานของยอห์บัพติสมา ผู้เขียนเห็นด้วย เป็นสิ่งที่จริงส่วนสำคัญที่สุดของการเป็นพยานในข่าวประเสริฐของพระคริสต์ คือ การอธิษฐาน แม้ในพระคัมภีร์ไม่ได้กล่าวถึงชีวิตของอันดรูว์ ว่าได้เป็นนักอธิษฐานหรือไม่ แต่ก็ได้มีการบันทึกไว้ก่อนหน้าว่า อันดรูว์นั้นเป็นศิษย์ของยอห์นผู้ให้บัพติสมา ฉะนั้นก็อาจวิเคราะห์ได้ว่า อันดรูว์ก็เฝ้าอธิษฐานแสวงหาพระเมสิยาห์อยู่ตลอดมา เพราะเมื่ออัครทูตอันดรูว์ได้พบพระเยซูคริสต์ ท่านก็ได้รีบไปบอกพี่ชายของท่านคือซีโมนเปโตร ว่าท่านได้พบกับ พระเมสิยาห์แล้ว (ยอห์น 1:41)
การอธิษฐาน เป็นกระบวนการเริ่มต้นที่ดี ก่อนที่เราจะพูดคุยกับใครในเรื่องพระเยซูคริสต์ ขอให้พวกเราเริ่มต้นอธิษฐานขอพระเจ้าทรงเคลื่อนไหว แม้เราจะรู้ว่าพระเจ้าจะทรงทำงานในใจของคนๆนั้นอยู่แล้ว แต่การที่จะให้เขารู้จักกับพระนามของพระเยซูคริสต์ การอธิษฐานทูลเชิญให้พระองค์ทำในสิ่งพวกเราทำไม่ได้นั้น คือการเปลี่ยนจิตใจของคนๆนั้น

อธิษฐานเพื่อเตรียมใจให้พร้อม ทั้ง 3 ฝ่าย

1.ฝ่านตัวเราเอง เพื่อความพร้อมที่จะแบ่งปันและเชื้อเชิญ 1เปโตร 3:15 “แต่ในใจของท่าน จง
เคารพนับถือ พระคริสต์ว่าเป็น องค์พระผู้เป็นเจ้า จงเตรียมตัวไว้ให้พร้อมเสมอ เพื่อท่านจะสามารถตอบทุกคนที่ถามท่านว่า ท่านมีความหวังใจเช่นนี้ด้วยเหตุผลประการใด แต่จงตอบด้วยใจสุภาพและด้วยความนับถือ”

2.ฝ่ายผู้ที่เราจะประกาศ เพื่อเขาจะเปิดรับเอาข่าวประเสริฐ กิจการ 16:14 “มีหญิงคนหนึ่งในพวกที่ฟังเรา ชื่อลิเดีย มาจากเมืองธิยาทิรา เป็นคนขายผ้าสีม่วง เป็นคนที่ถือพระเจ้า หญิงนั้นได้ฟังเรา และพระเจ้าได้ทรงเปิดใจของเขาให้สนใจในถ้อยคำซึ่งเปาโลได้กล่าว”

3. ฝ่ายผู้ประกาศและศิษยาภิบาล เพื่อความชัดเจนเป็นหนึ่งเดียวกัน โคโลสี 4:3-4 “และอธิษฐานเผื่อเราด้วย เพื่อพระเจ้าจะได้ทรงโปรดเปิดประตูไว้ให้เราสำหรับพระวาทะนั้น ให้เรากล่าวความล้ำลึกของพระคริสต์ (ที่ข้าพเจ้าถูกจำจองอยู่ก็เพราะเหตุนี้) 4 เพื่อข้าพเจ้าจะได้กล่าวชี้แจงข้อความตามสมควรที่ข้าพเจ้าควรจะกล่าวนั้น”

หลักการสำคัญ คุณไม่สามารถเปลี่ยนจิตใจของใครได้ แต่พระเจ้าทำได้ การอธิษฐานไม่ใช่การเตรียมตัวเพื่อทำงาน แต่การอธิษฐานนั้นแหละคืองาน
การแนะนำการ์ดวิถีชีวิตแบบแอนดรู คือการที่จะกรอกข้อมูล รายชื่อที่เฉพาะเจาะจง เพื่อใช้การ์ดใบนี้เป็นสะพานเชื่อมในภาคปฏิบัติ ระหว่างบทเรียนนี้ กับการเชื่อฟังในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นการประยุกต์ใช้กับผู้เข้าร่วมที่จะพูดว่า “อย่าเริ่มต้นด้วยการพูดแต่จงเริ่มต้นด้วยการอธิษฐาน”

ขั้นตอนที่ 2 แบ่งปัน
ยอห์น 1:38-39 “พระเยซูทรงเหลียวกลับมาและเห็นเขาตามพระองค์ไป จึงตรัสถามเขาว่า "ท่านหาอะไร" และเขาทั้งสองทูลพระองค์ว่า "รับบี (ซึ่งแปลว่าอาจารย์) ท่านอยู่ที่ไหน"
39 พระองค์ตรัสตอบเขาว่า "มาดูเถิด" เขาก็ไปและเห็นที่ซึ่งพระองค์ทรงพำนัก และวันนั้นเขาก็ได้พักอยู่กับพระองค์ เพราะขณะนั้นประมาณสี่โมงเย็นแล้ว
เมื่ออันดรูว์เริ่มติดตามพระเยซู พระองค์ทรงตรัสถามพวกเขาว่า “ท่านต้องการอะไร” การที่เราแค่อยากจะติดตามพระเยซูเท่านั้นยังไม่เพียงพอ ฉะนั้นเราต้องการติดตามพระองค์ด้วยเหตุผลที่ถูกต้องด้วย ถ้าการติดตามพระเยซูโดยมีเป้าหมายเป็นของเรา ก็เท่ากับขอให้พระเยซูติดตามเราเพื่อผลประโยชน์ของเราเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อพระองค์ ให้เราพิจารณาแรงจูงใจของเราในการติดตามพระเยซูคริสต์ว่ าเราติดตามพระองค์เพื่อถวายพระเกียรติศิริของพระองค์ หรือเพื่อเกียรติของตัวเอง อันดรูว์ได้ตอบพระองค์ว่าท่านอยู่ที่ไหน และเมื่อถึงตอนนี้พระเยซูตรัสอันดรูว์ว่า “มาดูเถิด” และท่านก็ตอบสนองในการที่จะร่วมมือใช้เวลากับพระเยซู ก่อนที่จะออกไปพูดถึงเรื่องพระองค์กับคนอื่นอีก
บทเรียนสำคัญ การแบ่งปันคือเริ่มต้นจากการฟัง ในความหมายของการแบ่งปันอาจหมายถึง การได้พูดคุยกันมากๆ แต่สำหรับบริบทของพวกเรา อาจมีความหมายที่ต่างออกไปคือ การแบ่งปันเริ่มต้นจากการรับฟัง ฉะนั้นเราสร้างวัฒนธรรมที่เรารับใช้ในงานประกาศก็คือ
• ผู้คนให้คุณค่ากับความเคารพให้เกียรติกัน
• ผู้คนหลีกเลี่ยงความขัดแย้งอย่างเปิดเผย
• ผู้คนสังเกตพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด
หมายความว่า ชีวิตคุณเป็นสิ่งที่พูดออกไปก่อน ก่อนที่คุณจะพูดเกี่ยวกับพระเยซู ฉะนั้นจงสำแดงพระเยซูให้เห็นผ่านทางชีวิตของตัวเราเอง เพื่อให้พวกเขามาพบพระคริสต์ ผ่านทางความสัมพันธ์นี้ระหว่างเรากับพระเจ้า เราจะเห็นได้ว่าอันดรูว์มาพบพระเยซู ผ่านทางยอห์นผู้ให้บัพติสมา ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่ยอห์นแสดงให้อันดรูว์ได้เห็นมาตลอดว่า มีพระเมสิยาห์อยู่จริง
หลักการสำคัญคือ ผู้คนจะยอมรับฟังคนที่พวกเขาไว้วางใจ

หลัก 3 T ในการสร้างมิตรภาพ
• Time (เวลา) การจัดเวลาอย่างตั้งใจเพื่ออยู่ร่วมกับคนที่คุณกำลังอธิษฐานเผื่อ มิตรภาพจำเป็นต้องอาศัยการอยู่ร่วมกัน และปรากฏตัวให้เห็น
• Truth (ความสัตย์จริง) สนใจชีวิตของพวกเขาอย่างจริงใจ ดำเนินชีวิตตามความเชื่อที่แท้จริงของคุณกับองค์พระผู้เป็นเจ้า ในขณะที่ใช้เวลาร่วมกับพวกเขา โดยไม่ต้องเสแสร้งหรือแสดงพฤติกรรมเพื่อสร้างภาพ
• Trust (ความไว้วางใจ) สร้างความไว้วางใจด้วยการรักษาคำพูด และปกป้องความลับของพวกเขา ห้ามนำเรื่องราวที่พวกเขาแบ่งปันให้กับคุณไปนินทา หรือใช้เป็นเครื่องมือโจมตีกลับโดยเด็ดขาด

แนวทางปฏิบัติ
• ช่วยเหลือในความต้องการด้านต่างๆที่จับต้องได้
• ร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน
• ไปเยี่ยมเยือนที่บ้านของเขา หรือต้อนรับเขาเข้ามาในบ้านของคุณ
• ตั้งใจรับฟังเป็นอย่างดี
• จดจำวันสำคัญเช่น วันเกิด วันครบรอบ หรือวาระสำคัญของครอบครัว
การประยุกต์นำมาใช้ เราไม่ควรเริ่มต้นโดยการรีบร้อนที่จะเทศนาสั่งสอน แต่เป็นการเริ่มต้นโดยการสร้างมิตรภาพก่อน อย่าใช้อารมณ์บังคับให้พูดคุยเรื่องฝ่ายวิญญาณ แต่ปล่อยให้เกิดขึ้นเป็นไปตามธรรมชาติเมื่อการไว้วางใจเติบโตขึ้น

ขั้นตอนที่ 3 ชวนและพามา
ยอห์น 1:41-42 “41 แล้วอันดรูว์ก็ไปหาซีโมนพี่ชายของตนก่อน และบอกเขาว่า "เราได้พบพระเมสสิยาห์ แล้ว" (ซึ่งแปลว่าพระคริสต์) 42 อันดรูว์จึงพาซีโมนไปเฝ้าพระเยซู พระเยซูทรงทอดพระเนตรเขาแล้วจึงตรัสว่า "ท่านคือซีโมนบุตรยอห์นซีนะ เขาจะเรียกท่านว่าเคฟาส" (ซึ่งแปลว่าศิลา)”

จากมิตรภาพสู่การลงมือทำ
ขั้นตอนนี้คริสเตียนจำนวนมากที่ได้ทำหน้าที่ในการประกาศข่าวประเสริฐของพระคริสต์ ได้หยุดลงและหละเลย เป็นภาพของการสร้างมิตรภาพที่ดีเท่านั้น และยังทำหน้าที่ในการอธิษฐานอย่างสัตย์ซื่อ แต่ไม่ได้สร้างความสัมพันธ์ที่แท้จริงคือ กับไม่ได้เอ่ยปากชวนให้พวกเขามาที่คริสตจักร อันดรูว์ไม่ได้หยุดอยู่แค่การสร้างมิตรภาพ แต่เขากลับเดินไปหา ซีโมนเพื่อจะบอกว่า ตัวเขาได้พบพระเยซูคริสต์แล้ว

หลัการสำคัญคือ การเชิญชวนเป็นสิ่งจำเป็น และตัวคุณคือสะพานเชื่อม
ตามวัฒนธรรมคนไทยการเชิญชวนใครไปที่ต่างๆนั้น จะเป็นการเชิญชวนที่มีความสุภาพนุ่มนวล ฉะนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการเชิญชวนในลักษณะที่ไม่ถูกต้องเหล่านี้
1.ลักษณะการใช้ถ้อยคำเซ้าซี้ปลุกเร้าหรือก้าวร้าว
2.ลักษณะการสร้างแรงกดดันในที่สาธารณะที่ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งตกเป็นเป้าหมายในสายตาหรือลักษณะของการกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
3.การกระทำสิ่งใดก็ตามที่อาจทำอีกฝ่ายหนึ่งรู้สึกว่าอับอายต่อหน้าผู้อื่น

และในทางตรงกันข้ามลักษณะการเชิญชวนที่ดีก็คือ
1.เชิญชวนเขาโดยตรง โดยไม่ต้องใช้ผู้อื่นมาบอกหรือมาชวน
2.การแสดงออกที่ให้เกียรติต่อผู้ที่เราได้เชิญชวนเขา
3.เป็นลักษณะการเชิญชวนด้วยการพูดคุยเป็นการส่วนตัว

ให้เรามาพิจารณาลักษณะการเชิญชวนวิธีการของอันดรูว์ คือ ไปหา บอกเล่า และพามา ซึ่งเป็นลักษณะที่เรียบง่ายสามารถทำตามได้ ใช้ถ้อยคำที่เป็นธรรมชาติเพื่อให้ผู้เข้าร่วมนำไปใช้ได้เช่น คุณอยากจะไปด้วยกันกับฉันไหม?

การประยุกต์นำมาใช้จากการอบรม เป็นการฝึกให้ผู้เข้าร่วมคิดไกลกว่าแค่การเอ่ยปากชวน
1.หญ้าเพียงแค่ชวน-แต่ไปด้วยกันกับเขา
2.เป็นเจ้าภาพที่ดีคอยใส่ใจ และเตรียมพร้อมเรื่องความสะดวกสบาย การเดินทาง และคำถามต่างๆของเขา
3.เตรียมตัวให้พร้อม รวมถึงการเตรียมลงทุนสำหรับค่าใช้จ่ายตามแผนการของคุณ เพื่อพาเขามางานประกาศหรือการนมัสการที่คริสตจักร
4.รักษาท่าทีที่อบอุ่นเชิงบวกและเต็มไปด้วยความหวังตั้งแต่ต้นจนจบ

ใจความสำคัญในการอบรมครั้งนี้มีอยู่ 3 ประโยคสำคัญ ที่เราสามารถจดจำและ นำไปใช้ได้
1.คุณไม่จำเป็นที่มีคำตอบ สำหรับทุกคำถาม แต่พาเขามาก็พอ
2.จงตระหนักว่าคุณคือสะพานเชื่อม
3. อย่ามัวแต่รอจังหวะที่สมบูรณ์แบบ แต่จงตั้งใจ และสร้างช่วงเวลาที่เรียบง่ายขึ้นมา

จงทำเป็นแบบอย่างในการเชิญชวน ด้วยความชัดเจน เรียบง่าย และอบอุ่น ฝึกให้มันเป็นความเคยชินที่จะนำคนมาสู่คริสตจักร ให้ตระหนักว่า การเอ่ยปากเชิญชวนใครสักคนหนึ่ง ที่เราได้อธิษฐานเผื่อนั้น ขอพระริญญาญ ทรงนำ และเป็นคำตอบให้เข้าสู่ความสำเร็จ ในการปฏิบัติรับใช้พระองค์

ขั้นตอนที่ 4 หนุนใจ
ยอห์น 6:8-9 “สาวกคนหนึ่งของพระองค์ คืออันดรูว์น้องชายของซีโมนเปโตรทูลพระองค์ว่า
9 "ที่นี่มีเด็กคนหนึ่งมีขนมบารลีห้าก้อนกับปลาสองตัว แต่เท่านั้นจะพออะไรกับคนมากอย่างนี้"
ฟิลิปเป็นชาวเมืองเบธไซดา พระเยซูคริสต์ได้ทรงตรัสถามเขาว่า จะหาอาหารเลี้ยงคนเหล่านี้ได้ที่ไหน 5พันคน ไม่ใช่ประชาชนจำนวนเล็กน้อย การทดสอบเพื่อสร้างความเชื่อเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เสมอ มนุษย์ พยามยามแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการของตัวเอง ทั้งที่รู้ว่าเกินกำลัง ฉะนั้นมีทางเดียวที่เกิดขึ้นได้นั้นคือ ความเชื่อในการอัศจรรย์ของพระเยซูคริสต์ ฟิลิปเมื่อถูกพระเยซูคริสต์ทรงตรัสถาม เขาก็คิดคำนวณด้วยสติปัญญาที่มีว่าจะจัดหาอาหารได้อย่างไร ในความเชื่อเงินไม่ใช่เป็นสิ่งสำคัญ เราอาจจะสรุปเอาเองว่าอะไรเป็นไปได้และอะไรเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าเป็นงานของพระเจ้าอย่าให้ การคิดประมาณการกลายเป็นอุปสรรคขวางกั้นในการทำงานของพระเจ้า เพียงแต่มีความเชื่อ และไว้วางใจในพระองค์ว่า ได้ทรงจัดเตรียมไว้ให้อย่างเพียงพอ พระเจ้าสามารถทำการอัศจรรย์ได้
สิ่งที่เราเห็นต่อจากนั้นก็คือ สาวกอีกคนแอนดรูว์ ได้พาเด็กชายที่มีอห่ออาหารกลางวันเล็กน้อยมาพบพระเยซู เมื่อเขาได้นำเสนอคือ ขนมปังกับปลามามอบให้กับพระเยซูจำนวนเล็กน้อย และดูเหมือนไม่มีความสำคัญอะไร แต่เมื่ออยู่สิ่งนั้นได้อยู๋ในพระหัตถ์ของพระองค์ อาหารเล็กน้อยนั้นก็เลี้ยงคนจำนวนมากได้

ก้าวเล็กๆนั้นมีความหมาย
เมื่อใครบางคนที่คุณกำลังอธิษฐานเผื่อ เริ่มแสดงความสนใจ คุณได้มาถึงช่วงเวลาที่สำคัญจริงๆ ยิ่งกว่านั้นขั้นตอนนี้ยังเป็นช่วงที่ผู้แสวงหาหลายคนรู้สึกกลัว พวกเขาอาจกลัวว่าจะไม่ได้รับการยอมรับจากครอบครัวหรือ กว่าที่จะต้องแตกต่าง การหนุนใจในระยะนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่สุด

หลักการสำคัญ: ความเชื่ออันน้อยนิดสามารถเติบโตขึ้นได้โดยการหนุนใจ

การประยุกต์นำมาใช้: แนวทางการหนุนใจอยากมีประสิทธิภาพ
1 สังเกตการตอบสนองของเขาที่มีต่อข่าวประเสริฐอย่างใกล้ชิด
2 ถามเขาว่าเข้าใจเรื่องราวที่ได้ฟังหรือไม่และแบ่งปันข่าวประเสริฐอย่างเรียบง่ายอีกครั้งหนึ่งอาจจำเป็น
3 ในช่วงเวลาเชื้อเชิญให้มาด้านหน้าให้เสนอตัวเดินออกไปข้างหน้าพร้อมกับเขาหากเขาขัดขืนหรือกลัวที่จะตอบสนองเพียงลำพัง
4 ยินดีรับฟังคำถามของเขาและตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมาและจริงใจ
5 ยอมรับและสนับสนุนในทุกๆสัญญาณที่แสดงถึงความสนใจฝ่ายวิญญาณ
6 ขอบคุณที่เข้ามาร่วมงานและนัดหมายเวลาที่ชัดเจนเพื่อพบกันอีกครั้งในการติดตามผล

เคล็ดลับการฝึกสอนของผู้ฝึกอบรม
1 ฝึกอบรมผู้เข้าร่วมให้สังเกตเห็นสัญญาณเล็กๆของความสนใจฝ่ายวิญญาณ และให้ตอบสนองด้วยความห่วงใย ไม่ใช่การเข้าไปแก้ไขข้อผิดพลาด เมื่อคุณสอนขั้นตอนนี้แก่ผู้อื่น ให้คลอดเตือนใจเหล่านี้แก่พวกเขาอย่าด่วนแก้ไขข้อผิดพลาดเดี๋ยวเกินไป
2 อย่าโต้เถียง จงให้เกียรติ และเคารพในจุดที่เขาเป็นอยู่ในการตอบสนองนั้น
3 หนุนใจและค่อยๆสอนอย่างช้าๆ

จดจำไว้:ว่าพระเจ้าจะทำให้สิ่งที่เราร่วมใจหนุนใจนั้นเติบโตขึ้น

ขั้นตอนที่ 5 ติดตามผล
ยอห์น12:20-22 “ในหมู่คนทั้งหลายที่ขึ้นไปนมัสการในงานเทศกาลนั้น มีพวกกรีกบ้าง
21 พวกกรีกนั้นจึงไปหาฟีลิปซึ่งมาจากหมู่บ้านเบธไซดาในแคว้นกาลิลี แล้วพูดกับเขาว่า "ท่านเจ้าข้า พวกข้าพเจ้าจะใคร่เห็นพระเยซู" 22 ฟีลิปจึงไปบอกอันดรูว์ แล้วอันดรูว์กับฟีลิปจึงไปทูลพระเยซู”
พันธกิจในการพาผู้คนมาพบพระเยซูของแอนดรูไม่ได้สิ้นสุดลงที่ซีโมนเท่านั้น แต่เขาทำหน้าที่พาคนมาพบพระองค์อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตของเขา

บทเรียน: การประกาศคือการเดินทาง
คริสเตียนจำนวนมากหยุดเร็วเกินไป พวกเขาเอ่ยปากชวนเพียงครั้งเดียว และเมื่อไม่เห็นผลตอบรับในทันที ก็ละความพยายามทั้งหมด แต่แบบอย่างของเอ็นดูนั้นแตกต่างออกไป พวกเขายังคงพาคนมาพบพระเยซูอยู่เสมอ
เราต้องเรียนรู้ร่วมอยู่เคียงข้างและเดินทางร่วมกับผู้คนต่อไป ชวนพวกเขาอีกครั้งหนึ่ง ช่วยให้พวกเขาเติบโตและมีความอดทน การเดินทางฝ่ายวิญญาณของแต่ละคนไม่เหมือนกันทั้งหมด และพระวิญญาณบริสุทธิ์นำแต่ละคนอย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว จงพึ่งพาพระองค์ในการนำทางว่าคุณควรจะพูดอะไรและในเวลาใด

ข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญ บ่อยครั้งต้องอาศัยการพูดคุยเรื่องข่าวประเสริฐหลายครั้งเท่าไหร่ครั้ง ก่อนที่คนๆหนึ่งจะตอบสนองในวัฒนธรรมของเรา การตัดสินใจมักต้องใช้เวลา ครอบครัวอาจมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ และชุมชนก็มีความสำคัญเช่นกัน จงเตรียมพร้อมที่จะก้าวเดินไปอย่างช้าๆแต่มีความมั่นคง

การตอบสนองต่อผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน ช่วยให้ผู้เข้าร่วมได้คิดถึงผลลัพธ์ 3 รูปแบบที่พบบ่อย
1 หากพวกเขาปฏิเสธ (ไม่)จงรักษามิตรภาพไว้ต่อไป การปิดใจต่อข่าวประเสริฐไม่ได้หมายถึงการสิ้นสุดของความสัมพันธ์
2 หาพวกเขาลังเล (อาจจะ) จงพูดคุยสนทนาต่อไป เปิดประตูแห่งโอกาสไว้ด้วยการอธิษฐาน การตั้งคำถามอย่างสุภาพอ่อนโยน และการตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมา
3 หากพวกเขาตอบรับ (ใช่) จงเดินไปพร้อมกับเขา อย่าหายหน้าไป ผู้เชื่อใหม่ต้องการคนคอยนำทาง ไม่ใช่เพียงแค่นำเขาตัดสินใจรับเชื่อ

ประโยคสำคัญในการสอน
อย่าหยุดยั้ง จงรักพวกเขาต่อไป ความเชื่อเติบโตขึ้นโดยความรักที่คงเส้นคงวา

เคล็ดลับในการฝึกสอนของผู้ฝึกอบรม
จงสอนให้มีความพากเพียรโดยปราศจากแรงกดดัน ความแตกต่างระหว่าง 2 สิ่งนี้อยู่ที่จิตใจของผู้ฝึกอบรมเอง สิ่งหนึ่งยังลากอยู่ในความไว้วางใจในจังหวะเวลาของพระเจ้า ส่วนอีกสิ่งหนึ่งอย่างราบอยู่ในความวิตกกังวลของเราเอง

บทเรียน การประกาศข่าวประเสริฐ แบบชีวิตอันดรูว์ คัดลอกมาจากต้นฉบับ จากองค์กร BGEA (ส่วนสำนวนการสอนเป็นของผู้เขียนเพื่อประยุกต์ใช้ภายในคริสตจักรต้นสังกัดของผู้สอน ไม่มีเจตนาบิดเบือนต้นฉบับ)

🙏🙏🙏✝️✝️✝️

23/05/2026

พลเมืองของพระเจ้า
วัฒนธรรม จริยธรรม กับพระคัมภีร์ (Culture, ethics, and the Bible.)

อิสยาห์ 29:13 “และองค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า"เพราะชนชาตินี้เข้ามาใกล้ด้วยปากของเขา
และให้เกียรติเราด้วยริมฝีปากของเขา แต่เขาให้จิตใจของเขาห่างไกลจากเรา เขายำเกรงเราเพียงแต่เหมือนเป็นบัญญัติของมนุษย์ที่ท่องจำกันมา”

มัทธิว 15:9 “เขานมัสการเราโดยหาประโยชน์มิได้
ด้วยเอาบทบัญญัติของมนุษย์มาตู่ว่า เป็นพระดำรัสสอนของพระเจ้า" (มาระโก7:7)

ความสำคัญ
1.การให้เกียรติด้วยริมฝีปาก: เป็นการแสดงออกภายนอก เช่น การสวดอธิษฐาน การร้องเพลงสรรเสริญ หรือการเข้าร่วมพิธีกรรมตามธรรมเนียม
2.จิตใจที่ห่างไกล: ชี้ให้เห็นปัญหาที่แก่นแท้ภายใน ซึ่งสะท้อนว่าการกระทำเหล่านั้นไม่ได้มาจากความรักและความยำเกรงอย่างแท้จริง
3.กฎเกณฑ์ของมนุษย์: การปฏิบัติที่กลายเป็นแค่ "หน้าที่" หรือ "ความเคยชิน" ตามที่ผู้อื่นสอนต่อๆ กันมา โดยขาดการทรงนำจากพระวิญญาณ

ในบทเรียนนี้ เพื่อสร้างระดับความเข้าใจให้เพิ่มขึ้น แม้อาจไม่อาจอธิบายได้ชัดเจนทั้งหมด แต่ก็พยายาม เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้กับคริสเตียนทั้งหลายได้ว่า ระหว่าง วัฒนธรรม จริยธรรม และความจริง หรือพระประสงค์ในพระคัมภีร์ แตกต่างกันอย่างไร พวกเราอาจคิดว่าเราได้ใกล้ชิดพระเจ้า เข้าใจในพระประสงค์อย่างแท้จริง แต่บ้างครั้งพวกเรากลับทำคลุมเครือ ระหว่างวัฒนธรรม ที่มาจากคำสอนจากผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีความเชื่อ บวกเข้าจริยธรรมที่คิดว่าดีงาม จนอาจละเลยพระประสงค์ ความจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้า พวกเราอาจใช้ความเชื่อ บวกกับความคิดวิเคราะห์ ในความเป็นไปได้ แล้วมาบอกว่า สิ่งนี้เราได้ทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า สำเร็จแล้ว
ผู้เผยพยากรณ์ อิสยาห์ ได้เผยคำตรัสของพระเจ้าแก่ชนชาติที่ดื้อและหัวแข็ง ว่าพวกเขามาหาพระองค์ในการให้เกียรติพระองค์แค่ลมปาก แต่จิตใจของเขาไม่ได้อยู่กับพระองค์เพื่อแสดงถึงความรักและยำเกรง แถมทำอะไรต่างๆก็เหมือนท่องจำกันมา และเช่นเดียวกัน เมื่อมาถึงในสมัยพระเยซูคริสต์ ก็ได้ทรงตรัสกับพวกฟาริสี ซึ่งเป็นผู้นำทางศาสนา พระองค์ก็ได้กล่าวอ้างถึงการกล่าวโทษของอิสยาห์ต่อชนชาติอิสราเอล ซึ่งแสดงถึงความไม่จริงใจของพวกเขาที่สำแดงชีวิตเหมือนกับคนอิสราเอลในยุคนั้น ฟาริสีเป็นผู้รู้มากในเรื่องของพระเจ้า แต่พวกเขากลับไม่รู้จักพระเจ้า การนมัสการที่ไร้ความหมาย การทำตัวเคร่งครัดในศาสนานั้นไม่เพียงพอ ถ้าขาดท่าทีและการกระทำที่จริงใจ พวกเราพิจารณาว่ากำลังเกิดขึ้นในชีวิตของเราบ้างไหม.

วัฒนธรรม คือ วิถีการดำเนินชีวิต ความคิด ความเชื่อ ค่านิยม จารีตประเพณี และภูมิปัญญา ถ้าเราค้นหาคำๆนี้จะไม่ปรากฏในพระคัมภรี ที่ไหนสักแห่งเลย (ในฉบับ 1971)

จริยธรรม คือ หลักการ แนวทางปฏิบัติ และค่านิยมที่สังคมหรือกลุ่มคนยอมรับ เพื่อใช้ประเมินและตัดสินว่าการกระทำใดถูกหรือผิด ดีหรือชั่ว โดยมีรากฐานมาจากศีลธรรม ขนบธรรมเนียม กฎหมาย และจรรยาบรรณวิชาชีพ เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข
และเช่นเดียวกัน คำๆนี้เมื่อลองพิมพ์ลงในช่องค้นหาพระคัมภีร์ฉบับ 1971 กลับพบว่าไม่มีบันทึกเลยสักแห่ง มันน่าแปลกใจ และทำให้มีความรู้ใหม่จริงๆว่า พระคัมภีร์ไม่ได้ให้ความสำคัญกับ 2 คำนี้เลย แต่ถ้าพวกเราลองค้นหาคำที่จะมาเปรียบเทียบ เช่น พระประสงค์ กับพบถึง 44 แห่งทั้งพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่ กับอีกคำ หนึ่งที่ผู้เขียนคิดได้ คือคำว่า น้ำพระทัย ก็สามารถพบได้ถึง 26 แห่งทั้งพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่ เช่นกัน
ฉะนั้น การดำเนินชีวิตของคริสเตียน ไม่ได้ขึ้นอยู่หรือเกี่ยวพันกับวัฒนธรรมและจริยธรรมใดๆในโลกนี้ แต่ชีวิตของคริสเตียนจะต้องขึ้นอยู่ พร้อมดำเนินไปกับพระประสงค์ของพระเจ้า และต้องอยู่ในแผนการที่พระเจ้าทรงมีน้ำพระทัยอย่างชัดเจนให้กับผู้เชื่อ มีคาร์ 6:8 “มนุษย์เอ๋ย พระองค์ทรงสำแดงแก่เจ้าแล้วว่าอะไรดี และพระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรจากเจ้า นอกจากให้กระทำความยุติธรรมและรักสัจกรุณา และดำเนินชีวิตด้วยความถ่อมใจไปกับพระเจ้าของเจ้า”
ผู้เผยพระวจนะมีคาห์ (Micah) เป็นหนึ่งในผู้เผยพระวจนะในคัมภีร์ไบเบิล (พันธสัญญาเดิม) ท่านเป็นชาวเมืองโมเรเชท แคว้นยูดาห์ มีคาห์ซึ่งเป็นหนังสือเล่มหนึ่งในหมวดผู้เผยพระวจนะน้อย คำพยากรณ์ที่โดดเด่นของท่าน เช่น การทำนายว่าพระเมสสิยาห์จะประสูติที่เมืองเบธเลเฮม และข้อพระคัมภีร์ที่สอนให้คนดำเนินชีวิตด้วยความยุติธรรมและถ่อมใจ ในบรรดาคำผู้เผยพระวจนะน้อย ผู้เขียนมีความเชื่อว่า นั้นคือหลักคำสอนในพระคัมภีร์เดิมที่ต้องการส่งต่อมาในยุต ของพระคัมถีร์ใหม่ โดยเฉพาะคำพยากรณ์ถึงพระเยซูคริสต์ที่จะทรงมาบังเกิดที่เมืองเบลเลเฮมในแคว้นยูดาห์ (มีคาร์5:2) และท่านได้เผยพระวจนะในข้อนี้ ก็เพื่อสอนถึงแนวทางในการประพฤติปฏิบัติ ของการคริสเตียนในยุคปัจจุบันนี้ไว้ว่า ประชาชนได้พยายามทุกวิธีทาง หรือทุกวิธีการ เพื่อจะทำให้พระเจ้าทรงพอพระทัย แต่พระองค์ได้ทรงแจ้งพระประสงค์อย่างชัดเจน โดยทรงสำแดงพระลักษณะของพระองค์ผ่านทางพระเยซูคริสต์ ให้พวกเราเห็นว่าพระองค์ทรงเป็น พระเจ้าแห่งความยุติธรรม (ยอห์น 5:30) พระเจ้าแห่งพระเมตตาคุณ (มัทธิว 9:13, ลูกา1:78) และทรงถ่อมใจของพวกเราลงต่อพระเจ้า (1เปโตร 5:6) จงสำรวจตัวเราเองว่ามีสิ่งเหล่านี้ในชีวิตจริงๆหรือไม ในเมื่อพวกเราพยายามที่จะให้พระเจ้าพอพระทัย ท่านยุติธรรมกับผู้อื่นไหม ท่านมีความเมตตาต่อผู้ทำผิดไหม และท่านเป็นคนถ่อมใจแค่ไหนต่อทุกสถานการณ์
จากการศึกษาพระคัมภีร์ จะพบว่าส่วนที่เป็นบทบัญญัติ..พระเยซูคริสต์ทรงมอบไว้ 2 ข้อ..นอกนั้นพระองค์จะแตะและกล่าวอ้างถึงพระบิดาในกฎบัญญัติต่างๆ ที่พระเจ้าทรงตรัสผ่านผู้เผยคำพยากรณ์เท่านั้น..สำหรับในพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ ส่วนมากพระองค์จะตรัสถึงการดำเนินชีวิตของผู้เชื่อในพระองค์ควรทำอะไร(พระกิตติคุณ4เล่ม) และเรื่องอนาคตที่จะเกิดขึ้น(ในวิวรณ์)..ในส่วนจดหมายฝากพวกเราถือว่า พระเจ้าทรงเปิดเผยกับอัครทูตเปาโล และอัครสาวกคนอื่นๆนั้น เป็นการสั่งสอนผู้เชื่อผ่านทางความเชื่อของอัครทูตและอัครสาวก..ฉะนั้นจะต้องพิจารณาเรียงลำดับความสำคัญก่อนหลังให้ดี..พระเยซูทรงตรัสสอนเราให้ให้พินิจพิจารณาพิสูจน์..อย่าเอาคำสอนของบรรพบุรุษมาแทรก แล้วบอกว่าเป็นพระดำรัสของพระเจ้า( เยเรมีห์ 23:36 “แต่เจ้าทั้งหลายอย่าเอ่ยว่า 'ครุวาทของพระเจ้าอีกเลย เพราะว่าครุวาทนั้นเป็นคำของแต่ละคน และเจ้าได้ผันแปรพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ พระเจ้าจอมโยธาพระเจ้าของเรา”) อย่าเชื่อเสียทุกวิญญาณ(1ยอห์น4:1)..แต่ต้องตั้งมั่นในความเชื่อกับพระองค์เท่านั้น(โคโลสี 1:23)
อะไรคือวัฒนธรรมหรือจริยธรรมของสังคมโลกที่เราเห็นดีเห็นงาม ขณะเดียวกันก็เป็นนโยบายของรัฐที่สนับสนุน และพวกเราทำจนคุ้นเคย และคิดว่าเป็นพระประสงค์ แต่แท้จริงไม่ใช่ เช่น การคุมกำเนิดบุตร ผู้เขียนอาจแตะปัญหาของสังคมทื่อ่อนไหว เพราะเรื่องนี้ไปเกี่ยวพันในหลายมิติ เศรษฐกิจ ความไม่พร้อม หรือเป็นภาระหนักเกินไป พร้อมทั้งอาจเป็นนโยบายของรัฐด้วย แต่ในปัจจุบัน สังคมไทยกับก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายยุมากขึ้น เหมือนประเทศอื่นๆ เพราะการละเลยปัญหาของการแต่งงานแล้วไม่สนับสนุนให้มีบุตร (ผู้เขียนไม่สนับสนุนการมีบุตรด้วยไม่แต่งงาน หรือไม่รับผิดชอบใดๆเมื่อมีเพศสัมพันธ์) สิ่งที่กำลังพูดถึงกับการเป็นคริสเตียน ที่ไม่ได้ตอบสนองต่อพระประสงค์ของพระเจ้า ของการอวยพรที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ให้ ปฐมกาล1:28 “พระเจ้าทรงอวยพระพรแก่มนุษย์ ตรัสแก่เขาว่า "จงมีลูกดกทวีมากขึ้นจนเต็มแผ่นดิน จงมีอำนาจเหนือแผ่นดิน จงครอบครองฝูงปลาในทะเล และฝูงนกในอากาศ กับบรรดาสัตว์ที่เคลื่อนไหวบนแผ่นดิน" (มนุษย์ในที่นี้ ผู้เขียนเชื่อว่าหมายถึงคนที่เชื่อในพระเจ้าเท่านั้น) เราต้องยอมรับว่าการที่คริสเตียนคิดตามสิ่งสังคมโลกทำ และเราก็ทำด้วย กลายเป็นว่าเรายอมรับวัฒนธรรมนี้ไปด้วยปริยาย ทั้งที่มันไม่ถูกต้องตามพระประสงค์ของพระเจ้า พวกเราเคยเห็นครอบครัวฝรั่งที่เป็นคริสเตียนและมีความเชื่อตามพระประสงค์ของพระเจ้า มีลูกจำนวนหลายคน และสำคัญพวกเขาไม่ได้ใช้ยาคุมกำเนิด หรือบางครอบครัวพวกเขาจะเลือกใช้การคุมแบบธรรมชาติเท่านั้น นี้เป็นเรื่องหนึ่งถ้าพิจารณาตามพระคัมภีร์ แต่ก็อาจมีการโต้แย้งว่า ให้คริสเตียนควรใช้สติปัญญาพิจารณา สำหรับผู้เขียน ถ้าสติปัญญาของเราขัดแย้งกับพระประสงค์ของพระเจ้า ก็เพียงเท่ากับเราขาดความเชื่อเท่านั้นแหละ

พระบัญญัติ 10 ประการ นักศาสนศาสตร์แบ่ง บทบัญญัติ 10 ประการ (Ten Commandments) ออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ (บนแผ่นศิลา 2 แผ่น) โดยส่วนแรกเน้นหน้าที่ต่อพระเจ้าข้อที่1-4 และส่วนที่สองเน้นหน้าที่ต่อเพื่อนมนุษย์ ข้อที่ 5-10 ซึ่งพระเยซูคริสต์ ก็ทรงบัญญัติให้ง่ายขึ้นโดยเอามารวมกันเป็น 2 ข้อ คือ บอกว่า 1. ให้รักพระเจ้าสุดจิตสุดใจ 2.รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง (มาระโก12:30-31) ในความเชื่อของผู้เขียน อยากจะนำเสนอว่า ในบัญญัติที่ พระเยซูคริสต์ทรงมอบให้ ข้อที่ 1. ให้รักพระเจ้าสุดจิตสุดใจ ก็คือ พระประสงค์ของพระเจ้าที่มีผู้เชื่อ เพื่อให้ปฏิบัติอย่างเต็มที่ต่อพระเจ้า ส่วนข้อที่2.รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง ก็คือน้ำพระทัยของพระเจ้าที่ต้องการให้ผู้เชื่อสำแดงความเชื่อต่อผู้อื่นอย่างชัดเจน 2โครินธ์ 8:24 “เหตุฉะนั้นจงให้ความรักของท่านประจักษ์แก่คนเหล่านี้ และให้สมกับที่ข้าพเจ้าได้อวดเรื่องพวกท่านให้เขาฟัง และสำแดงให้แก่คริสตจักรทั้งหลายทางเขาด้วย”
เมื่อเราได้ทบบวนความเข้าใจที่แท้จริง ในความเชื่อของ คริสเตียนควรยืนอย่างมั่นคงตามรากฐานของพระคัมภีร์ ไม่ใช่คำแนะนำที่ใช้กุศโลบาย หลักปรัชญาใดๆของใคร (โค้ชชีวิต) (โคโลสี 2:8) มาใช้ในการนำพาชีวิตเพื่อการติดตามพระเจ้า วัฒนธรรม จริยธรรมของสังคมโลก ไม่ใช่เป็นตัววัดมาตรฐานของชีวิตที่เราเชื่อในพระเจ้า มาตรฐานที่วัดผู้เชื่อก็คือพระคัมภีร์ไบเบิลทั้งเล่ม โดยเฉพาะบนบทบัญญัติ นั้นพระเยซูคริสต์ทรงช่วยเหลือให้ผ่านและทำให้พวกเราไปสู่ความรอด แต่บนพระคุณของพระองค์ พวกเราจะต้องตอบสนองทำตามพระประสงค์ และน้ำพระทัยของพระองค์
พระประสงค์สูงสุดและน้ำพระทัยของพระเจ้า ที่มีในพระเยซูคริสต์ ตามหลักความเชื่อคริสเตียน ถูกสรุปและถ่ายทอดไว้อย่างชัดเจน มีอยู่ 2 เรื่องคือ

1. พระเจ้าทรงมีพระประสงค์ใน การไถ่มนุษย์ให้พ้นจากบาปโดยพระคริสต์ ยอห์น 3:16 “เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์” เพื่อให้ทุกคนได้รับความรอด เพื่อให้มีชีวิตใหม่ที่เปี่ยมด้วยความรัก เพื่อให้มนุษย์เชื่อในพระเยซูคริสต์ ได้รับความรอด พระเจ้าทรงรักมนุษย์ทุกคน และประสงค์ให้ทุกคนเชื่อในพระเยซูคริสต์ เพื่อไม่ให้ใครต้องพินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร โดยผ่านการสิ้นพระชนม์และการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์เพื่อลบล้างความบาปของมนุษย์ การดำเนินชีวิตของคริสเตียนที่พระองค์ตรัสสอนและมอบให้คือ "พระบัญญัติสองประการ" พระเยซูคริสต์ทรงสรุปพระประสงค์ของพระเจ้าในการดำเนินชีวิตประจำวันของมนุษย์ไว้ผ่านพระบัญญัติเอก 2 ข้อนี้ (มัทธิว 22:37-40) คือ:
1.1 รักพระเจ้า: จงรักองค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยสุดใจ สุดจิต และสุดความคิดของคุณ (มัทธิว22:37)
1.2. รักเพื่อนบ้าน: จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง (มัทธิว22:39)

2. พระเยซูคริสต์ทรงมีน้ำพระทัยนำมนุษย์กลับมาคืนดีกับพระบิดา เพื่อได้กลับไปใช้ชีวิตนิรันดรกับพระองค์ในที่สุด การทำความดีและการดำเนินชีวิตที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า ชีวิตที่ต้องสำแดง มี 2 ข้อ
2.1 การทำความดี: พระองค์ประสงค์ให้มนุษย์ประพฤติดี เพื่อปิดปากคนโง่ที่พูดจาโง่เขลาด้วยความไม่รู้ 1เปโตร2:12 “จงรักษาความประพฤติอันดีของท่านไว้ในหมู่คนต่างชาติ เพื่อว่าเมื่อมีคนติเตียนท่านว่าประพฤติชั่ว เขาจะได้เห็นการดีของท่าน และเขาจะได้สรรเสริญพระเจ้าในวันที่พระองค์เสด็จมา”
2.2 ความสัตย์ซื่อ: พระประสงค์ของพระเจ้าในด้านการทำงานและการใช้ชีวิต คือการให้เราตั้งใจทำทุกสิ่งด้วยใจรัก ซื่อสัตย์ในสิ่งเล็กน้อย ลูกา16:10 "คนที่สัตย์ซื่อในของเล็กน้อยจะสัตย์ซื่อในของมากด้วย และคนที่อสัตย์ในของเล็กน้อย จะอสัตย์ในของมากเช่นกัน
การทำตามพระประสงค์ของพระเจ้าและทำตามน้ำพระทัยของพระเยซูคริสต์นั้น ไม่ใช่เรื่องของการแบกภาระหนัก ไม่ใช่การดำเนินชีวิตตามวัฒนธรรม จริยธรรม ของโลกนี้ แต่เป็นการเลือกใช้ชีวิตด้วยความชื่นชมยินดี อธิษฐานอยู่เสมอ และขอบพระคุณในทุกสถานการณ์
น้ำพระทัยสูงสุดของพระเยซูคริสต์ที่มีต่อผู้เชื่อคือ ฟื้นฟูความสัมพันธ์อันดีกับพระเจ้า พระองค์ทรงยอมสละพระชนม์บนไม้กางเขน เพื่อไถ่บาปและนำมนุษย์กลับคืนดีกับพระบิดา พระเจ้าทรงมีแผนการที่ดีเลิศสำหรับผู้เชื่อทุกคน ทรงประสงค์ให้ผู้เชื่อดำเนินชีวิตอย่างสมฐานะลูกของพระเจ้า ประพฤติตนเป็นเกลือและแสงสว่างในโลก การตอบสนองต่อน้ำพระทัยของพระองค์คือ การดำเนินชีวิตร่วมกับพระคริสต์ การยอมเชื่อฟัง และการมีท่าทีหัวใจที่ถ่อมลงเพื่อแสวงหาพระองค์ในทุกวัน 2 โครินธ์ 3:18 "แต่เราทั้งหลายไม่มีผ้าคลุมหน้าแล้ว จึงแลดูพระสิริขององค์พระผู้เป็นเจ้า และตัวเราก็เปลี่ยนไปเป็นเหมือนพระฉายขององค์พระผู้เป็นเจ้า คือมีศักดิ์ศรีเป็นลำดับขึ้นไป เช่นอย่างศักดิ์ศรีที่มาจากองค์พระผู้เป็นเจ้า"

❤️❤️✝️✝️🇹🇭🇹🇭
(มีต่อ)

02/05/2026

พลเมืองของพระเจ้า
ความแตกต่างที่ต้องให้เกียรติ

1โครินธ์ 15:41 “ศักดิ์ศรีของดวงอาทิตย์ก็อย่างหนึ่ง ศักดิ์ศรีของดวงจันทร์ก็อย่างหนึ่ง ศักดิ์ศรีของดวงดาวก็อย่างหนึ่ง แท้ที่จริงศักดิ์ศรีของดาวดวงหนึ่งก็ต่างกันกับศักดิ์ศรีของดาวดวงอื่นๆ

จดหมายฉบับแรกของอัครฑุตเปาโล ที่เขียนถึงคริสตจักรในเมืองโครินธ์ เพื่อแก้ไขปัญหาชีวิตของความเป็นคริสเตียน โดยเฉพาะปัญหาเรื่องความเชื่อ การแตกแยก การประพฤติที่ไม่ถูกต้องในคริสตจักร ระเบียบต่างๆที่ควรปฏิบัติ แม้พวกเรามีเสรีภาพในพระคริสต์ แต่ไม่ควรใช้เสรีภาพจนไม่นึกถึง หรือใส่ใจในความรู้สึกของผู้อื่น กาลาเทีย 5:13 “ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย ที่ทรงเรียกท่านก็เพื่อให้มีเสรีภาพ อย่าเอาเสรีภาพของท่านเป็นช่องทางที่จะปล่อยตัวไปตามเนื้อหนัง แต่จงรับใช้กันและกันด้วยความรักเถิด

บริบทของพระคัมภีร์ 1โครินธ์15:44 เรื่องนี้คือ "ศักดิ์ศรี" หรือ ความมีสง่าราศีของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาว ว่ามีความแตกต่างกันและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว สื่อถึงความหลากหลายและความงดงามที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้น ข้อความนี้สอนให้เห็นถึงความงามในความหลากหลายและการให้คุณค่าในความแตกต่างของสรรพสิ่ง ความหมายแฝง: ในบริบทของพระคัมภีร์ ใช้เปรียบเทียบถึง "ร่างกายใหม่" ของผู้เชื่อในการฟื้นคืนพระชนม์ ที่จะมีศักดิ์ศรีและความแตกต่างกันไปคล้ายกับดวงดาวบนท้องฟ้า 1โครินธ์ 15:40 “ร่างกายสำหรับสวรรค์ก็มี และร่างกายสำหรับโลกก็มี แต่ว่าศักดิ์ศรีของร่างกายสำหรับสวรรค์ก็อย่างหนึ่ง และศักดิ์ศรีของร่างกายสำหรับโลกก็อย่างหนึ่ง

ศักดิ์ศรี (Dignity) ความหมายทั่วไป คือ คุณค่าและความเคารพในตัวเองที่มีมาแต่กำเนิดในฐานะมนุษย์ โดยไม่ขึ้นอยู่กับสถานะ เชื้อชาติ หรือเพศ เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนได้รับความคุ้มครองทางกฎหมาย (ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน 5ด้าน พลเมือง, การเมือง, เศรษฐกิจ, สังคม, วัฒนธรรม) และไม่สามารถเปรียบเทียบหรือละเมิดได้ นอกจากนี้ยังหมายถึงเกียรติยศ การประพฤติตนอย่างมีคุณธรรม และความน่าเคารพนับถือ โรม2:10 “แต่ศักดิ์ศรี เกียรติ และสันติสุข จะเกิดมีแก่ทุกคนที่ประพฤติดี แก่พวกยิวก่อนและแก่พวกต่างชาติด้วย

ศักดิ์ศรีในพระคัมภีร์ไม่ได้มาจากความสามารถ หรือฐานะทางสังคม แต่มาจากความรักของพระเจ้า และการที่มนุษย์ถูกสร้างตามพระฉายาของพระองค์ (Image of God) มนุษย์ทุกคนมีคุณค่า และศักดิ์ศรีที่เสมอกัน ได้รับการสวมมงกุฎแห่งเกียรติยศและศักดิ์ศรีจากพระเจ้า และศักดิ์ศรีนิรันดร์จะสมบูรณ์ในพระคริสต์ผ่านความรอด คริสเตียนได้รับการเรียกให้เคารพและให้เกียรติศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น โดยไม่แบ่งแยก โรม 8:30 “และบรรดาผู้ที่พระองค์ได้ทรงตั้งไว้นั้น พระองค์ได้ทรงเรียกมาด้วย และผู้ที่พระองค์ได้ทรงเรียกมานั้น พระองค์ทรงโปรดให้เป็นผู้ชอบธรรม และผู้ที่พระองค์ทรงโปรดให้เป็นผู้ชอบธรรม พระองค์ก็ทรงโปรดให้มีศักดิ์ศรีด้วย

2 ประเด็นหลัก

ประเด็นแรก ความแตกต่าง: ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาว ล้วนมีความสว่างและความงดงาม (ศักดิ์ศรี) ที่ไม่เหมือนกัน พวกเราอาจใช้ความหมายนี้เปรียบเทียบ ถึงกลุ่มคนคริสเตียนที่เป็นสมาชิกในคริสตจักร เพื่อสร้างระดับความเข้าใจ ในการอยู่รวมกันอย่างมีสันติสุข และพร้อมให้ความเคารพ ให้เกียรติ แก่กันแหละกัน และไม่ได้หมายถึงการถืออวดตัวว่าดีกว่าผู้อื่นจนทำให้เกิดความหยิ่งผยอง ขาดความถ่อมใจลงที่จะเชื่อฟังพระเจ้า หรือต่อกันและกัน เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเรียกท่านด้วยฐานะอันใด ก็ให้ดำรงในฐานะอันนั้น 1โครินธ์7:17 “อย่างไรก็ตาม องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงประทานฐานะแก่แต่ละคนอย่างไร เมื่อพระเจ้าได้ทรงเรียกให้เขามาแล้ว ก็ให้เขาดำรงอยู่ในฐานะนั้น ข้าพเจ้าขอสั่งให้คริสตจักรทั้งหมดทำตามดังนั้น” เปาโล ได้อธิบาย ถึงลักษณะชีวิตของคริสเตียนที่พระเจ้าทรงประทานให้ ซึ่งได้เล็งไปในหลายสถานภาพของแต่ละคนที่พระเจ้าทรงเรียกมานั้น ฉะนั้นการถ่อมใจลงจึงเป็นส่วนสำคัญของชีวิตคริสเตียน (1เปโตร 5:6) ฉะนั้นในคริสตจักร แต่ละคนก็มีหน้าแห่งการรับใช้ที่แตกต่างกัน และไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน สถานภาพใด ก็สามารถทำงานของพระเจ้า และสำแดงความเชื่อตามพระประสงค์ของพระองค์ได้เช่นกัน

ประเด็นที่ 2 เอกลักษณ์: แม้แต่ดวงดาวด้วยกันเอง ก็ยังมีความต่างในระดับความสว่างและความสง่างาม จากข้อพระคัมภีร์นี้ ผู้เขียน อยากหนุนใจให้คริสเตียนได้อุทิศตนในการรับใช้พระเจ้าตามของประทาน ถ้าเราเปรียบเทียบง่ายๆอย่างนี้ว่า ดวงอาทิตย์คือพระเจ้า ดวงจันทร์คือพระคริสต์ แรงดึงดูดในระบบจักรวาลเป็นพระวิญญาณบริสุทธิ์ และดวงดาวต่างๆคือบรรดาผู้เชื่อ ก็ไม่เกินจากความเป็นจริงของการตีความหมายนี้ พระเจ้าได้ให้พระสัญญากับอับราฮัมว่าจะมีบุตรที่เป็นประชาชาติใหญ่ดั่งดวงดาวบนท้องฟ้า(อพยพ32:13) ฉะนั้น เอกลักษณ์ของดาวแต่ละดวง ก็หมายถึงของประทานที่พระเจ้าประทานให้แต่ละคนเพื่อใช้ในการรับใช้พระเจ้า ถ้ามีคริสเตียนคนไหนบอกว่า ฉันไม่มีของประทานใดๆเลย ก็เท่ากับพวกท่านโกหกกับ เอกลักษณ์ของพระเจ้าที่ประทานให้ เพราะพระเยซูคริสต์ได้ตรัสไว้ว่า งานของพวกเราคือการวางใจในพระองค์ ยอห์น 6:29 พระเยซูตรัสตอบเขาว่า "งานของพระเจ้านั้น คือการที่ท่านวางใจในท่านที่พระองค์ทรงใช้มา” คริสเตียนทุกท่านต้องมีงานของการรับใช้ และงานนั้นจะเกิดขึ้นได้พร้อมไปสู่ความสำเร็จ ก็คือไว้วางใจในพระองค์ นั้นหมายถึงว่าบรรดาผู้เชื่อ จะต้องรับใช้ตามพระประสงค์ของพระองค์ ในของประทานต่างๆที่ทรงมอบไว้ให้ ซึ่งเป็นไปตามเอกลักษณ์แห่งของประทานที่ให้ บางคนเป็นอัครทูต บางคนเป็นผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐ บางคนเป็นศิษยาภิบาล บางเป็นผู้เผยพระวจนะ บางคนเป็นครูสอน และบางคนทำการอัศจรรย์ได้ เอเฟซัส4:11 “ของประทานของพระองค์ ก็คือให้บางคนเป็นอัครทูต บางคนเป็นผู้เผยพระวจนะ บางคนเป็นผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐ บางคนเป็นศิษยาภิบาลและอาจารย์” นี้คือความเป็นศักดิ์ศรีที่ต่างกัน เหมือนในดวงดาว ฉะจึงมีความจำเป็นที่ต้องให้ความเคารพต่อกันและกันในความแกต่างนี้ เพื่อจะคงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในพระคริสต์ (เอเฟซัส 4:3)

🙏🙏❤️✝️✝️🇹🇭🇹🇭

ที่อยู่

Muang Chiang Mai
50320

เบอร์โทรศัพท์

+66979850201

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Evening Church Of Chiangmaiผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Evening Church Of Chiangmai:

แชร์