วัดนักบุญโทมัส อไควนัส มีนบุรี +St.Thomas Aquinas Church

วัดนักบุญโทมัส อไควนัส มีนบุรี +St.Thomas Aquinas Church Official FB Site for St. Thomas Aquinas Church Minburi Bangkok Social Ground for Community's member of St.

Thomas Church Minburi --a Roman Catholic Church under supervising of Redemptorist Priests,
Located in Ruamrudee International School & Swiss School of Bangkok. Sunday Liturgies and Classes are avaliabled in Thai, English and Vietnamese.

พื้นที่สังสรรค์สำหรับ สมาชิกวัดนักบุญโทมัส อไควนัส มีนบุรี ทั้งใกล้ไกล มาสนทนาปราศัยตามประสาคนชานเมือง ไว้นัดแนะกันมาร่วมสนุกกับ กิจกรรมต่างของวัด แบบน้อง ๆ พี่ ๆ ไม่ว่า ไทย ฝรั่ง เวียตนาม ลามไปอินเดีย ฟิลิปปินส์
ให้เจริญใจในพระพรของพระเจ้า
อาแมน.

26/08/2026

➡️ โป๊ป เลโอ ที่ 14 ทรงสอน การปฏิรูปพิธีกรรมของสังคายนาวาติกัน ที่ 2 เกิดขึ้นเพราะศาสนจักรไม่ต้องการให้คริสตชนมาร่วมพิธี “เหมือนคนแปลกหน้าหรือผู้ชมที่นั่งเงียบๆ” แต่ต้องเข้าใจสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ภาวนา และมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่

➡️ ทรงย้ำ การปฏิรูปพิธีกรรมไม่ได้หมายถึงการทิ้งธรรมประเพณีของศาสนจักร ตรงกันข้าม การปรับพิธีกรรมบางส่วนเกิดขึ้นเพื่อทำให้มรดกที่ได้รับการส่งต่อมา สามารถเข้าถึงและเข้าใจได้ง่ายขึ้นสำหรับคริสตชนในแต่ละยุค

➡️ ทรงอธิบาย ในพิธีกรรมมีทั้งส่วนที่มาจากพระเจ้าและไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ กับส่วนที่มนุษย์กำหนดขึ้นและสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามยุคสมัย หากสิ่งนั้นไม่เหมาะสมหรือไม่ช่วยให้คริสตชนเข้าใจและมีส่วนร่วมในพิธีกรรมอีกต่อไป

➡️ ทรงเตือน การปฏิรูปพิธีกรรมไม่ได้หมายความว่าแต่ละคนจะทำอะไรก็ได้ เพราะพิธีกรรมไม่ใช่ความชอบส่วนตัว แต่เป็นการฉลองของศาสนจักรทั้งหมด บิช็อปและสงฆ์จึงมีหน้าที่ดูแลให้พิธีกรรมเคารพกฎของศาสนจักร พร้อมรักษาความเรียบง่ายและสง่างาม

Photo Credit: Vatican Media

__________

ช่วงสายวันพุธที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ทรงออกมาพบปะคริสตชนและสอนคำสอนในการเข้าเฝ้าทั่วไป ซึ่งจัดในมหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน โดยวันนี้ พระสันตะปาปาทรงสอนคำสอนตอนสุดท้ายเกี่ยวกับธรรมนูญว่าด้วยพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ (Sacrosanctum Concilium) พร้อมอธิบายว่า เพราะเหตุใดบรรดาผู้นำศาสนจักรในสังคายนาวาติกัน ที่ 2 เห็นว่าศาสนจักรจำเป็นต้องปฏิรูปพิธีกรรม ซึ่งใจความสำคัญของบทเทศน์สอน Pope Report เรียบเรียงมาให้ดังนี้

1. คริสตชนต้องมีส่วนร่วมในพิธีกรรม ไม่ใช่มาร่วมพิธีแบบคนแปลกหน้าไม่มีส่วนร่วม

พระสันตะปาปาทรงเริ่มต้นด้วยการหยิบยกคำพูดของคาร์ดินัล โจวานนี่ บัตติสต้า มอนตินี่ (พระสันตะปาปา พอล ที่ 6) ที่อธิบายว่า พิธีกรรมเป็นทั้งภาษาที่ถ่ายทอดคำสอนของพระเจ้า และเป็นเสียงของมนุษย์ที่พูดกับพระเจ้า ดังนั้น คริสตชนที่มาร่วมพิธีจึงไม่ควรเป็นเพียงคนที่มานั่งอยู่ตรงนั้น แต่ต้องเข้าใจและมีส่วนร่วมกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น

พระสันตะปาปา ตรัสว่า “คริสตชนไม่สามารถและไม่ควรอยู่เงียบๆ หรือมานั่งฟังแบบไม่มีส่วนร่วมอีกต่อไป การที่ร่างกายของพวกเขาอยู่ในพิธี แต่จิตใจกลับไม่ได้อยู่ด้วย เป็นสิ่งที่ไปด้วยกันไม่ได้”

“ศาสนจักรปรารถนาอย่างยิ่งว่า เมื่อคริสตชนเข้าร่วมธรรมล้ำลึกแห่งความเชื่อนี้ พวกเขาไม่ควรอยู่ในพิธีเหมือนคนแปลกหน้าหรือผู้ชมที่นั่งเงียบๆ ตรงกันข้าม พวกเขาควรเข้าใจพิธีและบทภาวนา รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร และมีส่วนร่วมในกิจการศักดิ์สิทธิ์ด้วยความศรัทธาอย่างเต็มที่”

2. พิธีกรรมเป็นสิ่งที่มีชีวิต ปรับเปลี่ยนได้ การปฏิรูปพิธีกรรมไม่ได้ทิ้งธรรมประเพณี

จากนั้น พระสันตะปาปาอธิบายว่า หนึ่งในเหตุผลของการปฏิรูปคือ ต้องการให้คริสตชนเข้าถึงพระคัมภีร์ บทภาวนา และความหมายของพิธีกรรมได้มากขึ้น เพราะพิธีกรรมไม่ใช่สิ่งที่หยุดนิ่งมาตลอดประวัติศาสตร์ แต่มีการพัฒนาและปรับรูปแบบตามความต้องการของแต่ละยุคอยู่เสมอ

“พิธีกรรมเป็นสิ่งที่มีชีวิต ตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา พิธีกรรมจึงมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ อำนาจสั่งสอนของศาสนจักรได้ปรับรูปแบบของพิธีกรรมให้เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละยุคสมัย”

“ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่สังคายนาวาติกัน ที่ 2 ซึ่งเคารพมรดกของธรรมประเพณีอย่างสูงสุด และก็เพราะต้องการทำให้มรดกนั้นเข้าถึงคนได้ง่ายขึ้น จึงเห็นว่าจำเป็นต้องมีการปรับปรุงหนังสือพิธีกรรมต่างๆ” พระสันตะปาปาทรงอธิบาย

3. ในพิธีกรรมมีบางอย่างเปลี่ยนไม่ได้ แต่ก็มีบางอย่างที่จำเป็นต้องปรับตามยุคสมัย

พระสันตะปาปายังอธิบายสิ่งสำคัญที่หลายคนอาจเข้าใจผิดเกี่ยวกับการปฏิรูปพิธีกรรมว่า ศาสนจักรไม่ได้มองว่าทุกอย่างในพิธีกรรมสามารถเปลี่ยนแปลงได้ เพราะมีทั้งส่วนที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้และไม่สามารถเปลี่ยนได้ กับส่วนที่มนุษย์กำหนดขึ้น ซึ่งสามารถปรับได้เมื่อกาลเวลาหรือสถานการณ์เปลี่ยนไป

พระสันตะปาปาตรัสว่า “พิธีกรรมประกอบด้วยส่วนที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ กับส่วนที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ส่วนหลังนี้ไม่เพียงสามารถเปลี่ยนแปลงได้เท่านั้น แต่ควรได้รับการเปลี่ยนแปลงเมื่อเวลาผ่านไป หากมีสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของพิธีกรรมเข้ามาปะปน หรือหากสิ่งเหล่านั้นไม่เหมาะสมอีกต่อไป”

4. การปฏิรูปพิธีกรรมไม่ได้หมายความว่าแต่ละคนจะทำอะไรก็ได้

พระสันตะปาปาชาวอเมริกัน ย้ำอย่างหนักแน่นว่า การปฏิรูปพิธีกรรมของสังคายนาวาติกัน ที่ 2 ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน แต่มีรากฐานจากสิ่งที่พระสันตะปาปาหลายองค์เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ก่อนสังคายนา ไม่ว่าจะเป็นการปรับพิธีสัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์ หรือการทำให้ข้อกำหนดต่างๆ ในหนังสือพิธีกรรมเรียบง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม พระองค์เตือนว่า หลังสังคายนาเกิดการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องในบางส่วนของศาสนจักร เพราะมีการนำหลักการของการปฏิรูปไปใช้เกินขอบเขตหรือเข้าใจผิด และบางกรณียังคงเกิดขึ้นจนถึงปัจจุบัน

“การปฏิรูปพิธีกรรมที่ได้รับการส่งเสริมโดยสังคายนาวาติกัน ที่ 2 หยั่งรากอย่างมั่นคงอยู่ในธรรมประเพณีที่มีชีวิตของศาสนจักร การเข้าใจเรื่องนี้อย่างถูกต้องยังช่วยให้เราปฏิเสธการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งเกิดขึ้นในบางส่วนของศาสนจักรภายหลังสังคายนา และน่าเสียดายที่บางครั้งยังคงเกิดขึ้นจนถึงทุกวันนี้ เมื่อหลักการบางอย่างที่เป็นพื้นฐานของการปฏิรูปถูกนำไปใช้จนเกินขอบเขตหรือถูกเข้าใจผิด” พระสันตะปาปาตรัสอธิบาย

5. พิธีกรรมไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นการฉลองของศาสนจักรทั้งหมด

ช่วงท้าย พระสันตะปาปาทรงย้ำว่า พิธีกรรมไม่ใช่กิจการส่วนตัวของสงฆ์ คนประกอบพิธี หรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นการฉลองของศาสนจักรทั้งหมด เพราะฉะนั้น บิช็อปและสงฆ์จึงมีหน้าที่สำคัญในการรักษาพิธีกรรมให้เป็นไปตามกฎของศาสนจักร พร้อมกับทำให้พิธีกรรมนั้นเรียบง่าย สง่างาม และช่วยให้คริสตชนพบกับพระเจ้าอย่างแท้จริง

“พิธีกรรมต่างๆ ไม่ใช่กิจการส่วนตัว แต่เป็นการเฉลิมฉลองของศาสนจักร ซึ่งเป็น ‘ศีลศักดิ์สิทธิ์แห่งความเป็นหนึ่งเดียว’ ... ดังนั้น พิธีกรรมต่างๆ จึงเป็นเรื่องของศาสนจักรทั้งหมด พิธีกรรมแสดงให้เห็นความเป็นศาสนจักรและส่งผลต่อศาสนจักรทั้งหมด”

“ดังนั้น หน้าที่สำคัญอันดับแรกของบรรดาผู้อภิบาล ทั้งบิช็อปและสงฆ์แต่ละคน คือการดูแลรักษาและส่งเสริมพิธีกรรมที่เคารพกฎเกณฑ์ของพิธีกรรม และในขณะเดียวกันก็มีความเรียบง่ายอย่างสง่างาม ... พิธีกรรมเช่นนี้ยังจะเป็นเครื่องมือพื้นฐานของการประกาศพระวรสาร เป็นเครื่องมือแห่งพระหรรษทาน ซึ่งช่วยให้เราเรียนรู้ที่จะถวายตัวเอง และเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าและเป็นหนึ่งเดียวกันเองอย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น” พระสันตะปาปาทรงสอนในตอนท้าย

26/08/2026

พิธีนพวารพระมารดานิจจานุเคราะห์ และ พิธีบูชาขอบพระคุณ
วันพุธสัปดาห์ที่ 21 เทศกาลธรรมดา (ปีคู่)
26/08/2026

25/08/2026
23/08/2026

Holy Mass
21st Sunday in Ordinary Time (Year A)
23/08/2026

23/08/2026

พิธีบูชาขอบพระคุณ
สัปดาห์ที่ 21 เทศกาลธรรมดา (ปี A)
23/08/2026

22/08/2026

➡️ โป๊ป เลโอ ที่ 14 ทรงสอนเยาวชน อย่าหยุดอยู่กับคำตอบง่ายๆ ที่ทำให้มีความสุขหรือตื่นเต้นเพียงชั่วครู่ แต่จงฟังความปรารถนาลึกๆ ในหัวใจ เพราะสิ่งเหล่านี้สามารถนำเราไปพบพระเจ้าและค้นพบเส้นทางชีวิตของตัวเอง

➡️ ทรงย้ำ อย่ากลัวการตัดสินใจที่ท้าทาย ไม่ว่าจะเป็นการแต่งงาน การบวชเป็นสงฆ์หรือนักบวช การรับใช้สังคม หรือการเมือง จงใช้พระพรที่พระเจ้ามอบให้เราอย่างเต็มที่

➡️ ทรงชี้ ครอบครัวคือสถานที่แรกที่เด็กเรียนรู้ความเชื่อ พ่อแม่มีหน้าที่สำคัญที่สุดในการส่งต่อความเชื่อให้ลูก ขณะที่วัด ครูคำสอน และผู้ให้การศึกษาต้องทำงานร่วมกับครอบครัว

➡️ ทรงเตือน โลกกำลังเต็มไปด้วยความรุนแรง การปิดกั้นตัวเอง และความกลัวคนที่แตกต่าง คำตอบของคริสตชนคือกลับมาเดินตามพระวรสาร ใส่ใจคนอ่อนแอ ให้อภัย ช่วยเหลือกัน และสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกัน

Photo Credit: Vatican Media

____________

วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 เสด็จอภิบาลสาธารณรัฐซาน มารีโน่ โดยทรงพบกับชุมชนศาสนจักรภายในมหาวิหารนักบุญมารีโน่ พร้อมแบ่งปันข้อคิดเกี่ยวกับเยาวชน ครอบครัว การส่งต่อความเชื่อ และการใช้ชีวิตตามพระวรสาร สำหรับใจความสำคัญที่พระสันตะปาปาตรัส Pope Report เรียบเรียงมาให้ดังนี้

1. อย่าหยุดอยู่กับความสุขชั่วครู่ จงค้นหาว่าหัวใจเรากำลังตามหาอะไร

พระสันตะปาปาทรงเริ่มพูดกับเยาวชน โดยย้อนถึงคำสอนของพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 ซึ่งเคยมาเยือนซาน มารีโน่เมื่อ 15 ปีก่อน และเตือนคนหนุ่มสาวว่า อย่ารีบเลือกคำตอบที่ง่ายและสะดวกเพียงเพราะมันทำให้เรารู้สึกดีในเวลานั้น

พระสันตะปาปาตรัสว่า “อย่าหยุดอยู่กับคำตอบเพียงบางส่วนหรือคำตอบเฉพาะหน้า ที่ในเวลานั้นอาจดูง่ายและสะดวกกว่า ซึ่งอาจมอบความสุข ความตื่นเต้น หรือความเคลิบเคลิ้มให้พวกลูกได้ชั่วครู่ แต่ไม่สามารถนำพวกลูกไปพบกับความสุขที่แท้จริงของการมีชีวิต”

2. อย่ากลัวการเลือกชีวิตที่ท้าทาย เช่น การแต่งงานหรือการเป็นนักบวช

จากนั้น พระสันตะปาปาทรงขอให้เยาวชนค้นหาว่า พระเจ้ากำลังเรียกตัวเองไปทางไหน เพราะแต่ละคนมีเส้นทางชีวิตที่ไม่เหมือนกัน และเมื่อพบแล้วก็อย่ากลัวที่จะทุ่มเทให้กับสิ่งนั้นอย่างเต็มที่

“จงตอบรับพันธกิจของตัวเองในโลกนี้ด้วยความกระตือรือร้น ก่อนอื่น จงพยายามค้นหาว่า พระเจ้าเรียกพวกลูกแต่ละคนไปทางไหน เพราะแต่ละคนถูกเรียกไม่เหมือนกัน และจงมองเห็นความยิ่งใหญ่ของสิ่งนั้น จากนั้น จงทุ่มเทชีวิตให้กับกระแสเรียกนั้น โดยใช้พระพรทุกอย่างที่พระเจ้าประทานแก่พวกลูกอย่างเต็มที่”

“อย่ากลัวที่จะเลือกสิ่งที่ท้าทาย ไม่ว่าจะเป็นการแต่งงาน การถวายตัว ชีวิตสงฆ์ การทำงานในวิชาชีพ การทำงานเพื่อสังคม หรือการเมือง และจงเตรียมตัวให้ดีที่สุดสำหรับความรับผิดชอบที่กำลังรอพวกลูกอยู่ จงเข้าไปมีส่วนร่วมกับโครงการและกิจกรรมเพื่อความรักเมตตาและความยุติธรรม” พระสันตะปาปาทรงย้ำ

3. ครอบครัวคือสถานที่แรกที่เด็กเรียนรู้ความเชื่อ

พระสันตะปาปายังได้ขอบคุณสงฆ์ ครูคำสอน และผู้ให้การศึกษาที่ทำงานกับเด็กและเยาวชน พร้อมย้ำว่า งานเหล่านี้แม้หลายครั้งไม่มีใครมองเห็น แต่มีความสำคัญอย่างมาก อย่างไรก็ตาม บุคคลแรกที่มีหน้าที่ถ่ายทอดความเชื่อให้เด็กยังคงเป็น “พ่อแม่”

พระสันตะปาปาตรัสว่า “ครอบครัวคือสถานที่แรกของการเรียนรู้ความเชื่อ เป็นเหมือนครรภ์ตามธรรมชาติที่เด็กๆ เรียนรู้และซึมซับพระวรสารผ่านชีวิตประจำวันตั้งแต่วัยเด็ก พ่อขอให้ครอบครัวกับชุมชนศาสนจักรทำงานร่วมกันจริงๆ เพื่อให้พ่อแม่ไม่รู้สึกว่า การสอนความเชื่อเป็นหน้าที่ของวัดหรือครูคำสอนเท่านั้น แต่ตัวพ่อแม่เองได้กลับมาค้นพบความเชื่อของตัวเอง และมีความสุขที่จะส่งต่อสิ่งนี้ให้ลูก”

4. โลกยิ่งกลัวคนที่แตกต่าง เรายิ่งต้องกลับมาใช้ชีวิตตามพระวรสาร

พระสันตะปาปยังพูดถึงโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง ความรุนแรง การปิดกั้นตัวเอง และความหวาดกลัวคนที่แตกต่าง พร้อมย้ำว่า คำตอบของคริสตชนไม่ใช่การปิดตัวเองตามไปด้วย แต่ต้องกลับไปใช้ชีวิตตามพระวรสารให้จริงจังมากขึ้น

“เรากำลังอยู่ในโลกที่ได้รับบาดแผลจากความขัดแย้งมากมาย และน่าเป็นห่วงที่เราเห็นความรุนแรง การปิดกั้นตัวเอง และความหวาดกลัวคนที่แตกต่างเพิ่มมากขึ้น เมื่อเผชิญกับแนวโน้มที่น่ากังวลเหล่านี้ คำตอบของเรามีเพียงการเดินบนเส้นทางพระวรสารด้วยความมั่นใจยิ่งขึ้น”

“พระวรสารสอนให้เคารพเสรีภาพของตัวเองและของผู้อื่น เอาใจใส่คนที่อ่อนแอ ให้อภัยกัน เป็นหนึ่งเดียวกัน และช่วยเหลือกัน” พระสันตะปาปา ทรงเน้นย้ำ

5. ขอให้ทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกัน

ตอนท้าย พระสันตะปาปาทรงขอร้องสิ่งสำคัญที่สุด นั่นคือขอให้ทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกัน

“คำสุดท้ายคือคำที่พ่อให้ความสำคัญมากที่สุด นั่นคือ ความเป็นหนึ่งเดียวกัน ในชุมชนของเรา ขอให้เราเป็นพยานถึงความเป็นหนึ่งเดียว ทั้งระหว่างวัดต่างๆ ภายในแต่ละวัด ระหว่างผู้ดูแลกับคริสตชน และระหว่างพระพรพิเศษกับศาสนบริการรูปแบบต่างๆ สิ่งนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของมรดกแห่งพระวรสารที่ถูกนำมาใช้จริง” พระสันตะปาปาตรัสในตอนท้าย

22/08/2026

พิธีนพวารพระมารดานิจจานุเคราะห์ และ พิธีบูชาขอบพระคุณ
สัปดาห์ที่ 21 เทศกาลธรรมดา (ปี A)
22/08/2026

19/08/2026

พิธีนพวารพระมารดานิจจานุเคราะห์ และ พิธีบูชาขอบพระคุณ
วันพุธสัปดาห์ที่ 20 เทศกาลธรรมดา (ปีคู่)
19/08/2026

ที่อยู่

6 Soi Ramkamhaeng 184, Ramkamhaeng Road, Minburi
Min Buri
10510

เบอร์โทรศัพท์

+6627918900

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ วัดนักบุญโทมัส อไควนัส มีนบุรี +St.Thomas Aquinas Churchผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง วัดนักบุญโทมัส อไควนัส มีนบุรี +St.Thomas Aquinas Church:

ทางลัด

แชร์