วัดป่ามงคลเทพนิมิต

วัดป่ามงคลเทพนิมิต วัดป่ามงคลเทพนิมิต คือสถานที่ ทำวิปัสสนากรรมฐาน ของพระสงฆ์ และ ประชาชนทั่วไป ที่สนใจ

น้อมถวายความอาลัยพระเดชพระคุณพระเทพสารคามมุนี (ปุ้ม ปณฺฑิโต / ชัยโคตร)น.ธ.เอก, ป.ธ.6, พธ.บ., พธ.ด.(กิตติ์)อดีตเจ้าอาวาสว...
16/08/2022

น้อมถวายความอาลัย
พระเดชพระคุณพระเทพสารคามมุนี
(ปุ้ม ปณฺฑิโต / ชัยโคตร)
น.ธ.เอก, ป.ธ.6, พธ.บ., พธ.ด.(กิตติ์)
อดีตเจ้าอาวาสวัดอภิสิทธิ์
อดีตที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดมหาสารคาม
ได้ถึงแก่มรณภาพด้วยอาการสงบ
เมื่อเวลา 03.29 น. ที่โรงพยาบาลมหาสารคาม
สิริอายุ 94 ปี พรรษา 74

ทำความเพียรเพราะกลัวในปีที่เราไปธุดงค์ พ.ศ. 2511 เราไปกับท่านอาจารย์วิฑูรย์ จตฺสลฺโล (ปัจจุบันพระครูวชิรธรรมรังสี วัดสี่...
10/08/2022

ทำความเพียรเพราะกลัว
ในปีที่เราไปธุดงค์ พ.ศ. 2511 เราไปกับท่านอาจารย์วิฑูรย์ จตฺสลฺโล (ปัจจุบันพระครูวชิรธรรมรังสี วัดสี่แยกแสงเพชร) ไปได้ยินเขาว่าถ้ำน้ำหนาวเป็นถ้ำที่ศักดิ์สิทธิ์ มีน้ำเย็นใสสะอาด มีถ้ำลึกยาว ถ้าเข้าไปแต่เช้ากว่าจะพ้นไปได้ก็ถึงเวลาเพลโน่นถึงจะทะลุถ้ำออกไปได้ หรือถ้าจุดขี้ใต้(กระบอง)เข้าไปก็หมดขี้ใต้เป็น 30 เล่มโน่นแหละจึงเดินทะลุออกถ้ำไปได้ และก็ได้มีเทวดาอารักษ์ต่างๆสิงสถิตอยู่ตามถ้ำหรือต้นไม้ใหญ่แถวนั้นเป็นสถานที่สงัด สัตว์ป่าชุกชุม บางครั้งก็มีหลวงพ่อบางรูปเคยไปทำความเพียรในที่นั้น ท่านได้เล่าให้ฟังถึงเรื่องที่ท่านทำความเพียรในถ้ำน้ำหนาวและได้ดวงตาเห็นธรรมอยู่ถ้ำนี้ด้วย (หลวงปู่ผาง จิตตคุตโต) น้ำที่ไหลออกจากถ้ำก็เย็นเฉียบเหมือนน้ำแช่เย็น ตอนเราไปพักอยู่ที่นั่นก็เป็นเดือนห้าหน้าร้อน น้ำก็ยังไหลเย็นอยู่อย่างนั้น เวลาต้องการจะลงสรงน้ำ พอเอาเท้าจุ่มลงไปในน้ำ น้ำก็ยังเย็นเฉียบ จนขนลุกซู่มันไม่น่าอยากอาบน้ำเลย เพราะมันหนาวเย็นมาก เวลานั้นก็กำลังเที่ยงพอดี แต่น้ำก็ยังเย็นจัดอยู่นั่นเอง เหตุก็เพราะว่าน้ำนั้นไหลออกจากถ้ำลึกมาก แล้วก็มีต้นไม้ใหญ่ปกคลุมหนาทึบมองไม่เห็นแดดเลย ต้นไม้มีแต่ต้นใหญ่ๆ แต่ละต้นประมาณสามคนโอบกอดเห็นจะได้ สัตว์ป่าก็นานาชนิดโดยเฉพาะลิงมันจะอยู่กันเป็นฝูงเยอะแยะเต็มไปหมดทั้งป่า มันจะพากันห้อยโหนไปตามกิ่งไม้สูง บางทีมันก็ขี้รถหัวเราด้วย จะทำอะไรมันก็ไม่ได้เพราะมันอยู่สูงมาก พอตกเย็นอากาศก็มืดมิด ได้ยินเสียงสิงสาราสัตว์ร้องไปทั่วบริเวณแถวนั้น บรรยากาศยิ่งหนาวยิ่งน่ากลัว เสียงที่ไม่เคยได้ยินก็ได้ยิน ทำเอาเราขนพองสยองเกล้าอยู่ตลอดคืน เพราะความกลัวนี่แหละเป็นเหตุให้พวกเราพากันนั่งสมาธิตลอดคืน ในสถานที่เช่นนั้นเราจะประมาทไม่ได้เลย เรื่องความประมาทจะไม่มีปรากฏในจิตใจของเรา จะปรารภความเพียรอยู่เสมอ เป็นผู้พูดน้อย กินน้อย นอนน้อยอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะการนอนแทบจะไม่ได้นอนเลย นอนน้อยมาก พวกเราเทวดาอารักษ์ที่สิงสถิตอยู่ที่ถ้ำแห่งนี้ยิ่งเป็นที่น่าเกรงขามยิ่งนัก เราแผนเมตตากันอย่างถึงจิตถึงใจ การสวดมนต์อุทิศแผลเมตตาก็สวดอย่างมีสติสัมปชัญญะ จิตใจก็น้อมนำรำลึกถึงไปตามบทสวดนั้นจริงๆ ไม่ทำสักแต่ว่าทำ ไม่พูดสักแต่ว่าพูดเหมือนที่เราเคยพูดเคยสวดกันอยู่ที่วัด นั่งสมาธิก็เป็นสมาธิจริงๆ จิตใจก็แน่วแน่ ทั้งนี้ก็เพราะความกลัวในเบื้องแรกนั่นเอง จึงเป็นเหตุให้เราปรารภความเพียรจะประมาทไม่ได้เลย อันนี้ก็เป็นประสบการณ์อันนึงที่เราลืมไม่ลง เราพากันทำความเพียรอยู่ที่ทำน้ำหนาวได้หกวัน เวลาฉันจังหันก็ฉันข้าวกับพริกปนไม่มีอย่างอื่น เรามีตาผ้าขาวแก่ไปด้วยคนหนึ่ง แกก็เคร่งชนิดไม่ยอมเก็บผักให้เลย ต้องฉันกับข้าวกับพริกป่นอย่างเดียว เราจึงได้มาพูดกับเพื่อนสหธรรมที่ไปด้วยกันว่า เราได้ฉันข้าวกับพริกปนมา 6 วันแล้ว เราอยู่ฉันอีกต่อไปหรือว่าเราจะออกเดินทางต่อไป เพื่อนที่ได้รับอาหารน้อยอยู่แล้วก็รับคำทันทีว่า พวกเราสมควรจะออกเดินทางต่อไปได้แล้ว จึงพากันเก็บเครื่องบริขารออกเดินธุดงค์ต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่หวนกลับคืนไปพักที่ถ้ำน้ำหนาวอีกเลย

นิสโสโก ภิกขุ (จากหนังสืออนุสรณ์ไทยพัฒนา ๒๕๓๔)

"บางคน"รู้จักได้"แต่คบไม่ได้""บางคน"พูดคุยได้"แต่ปรึกษาไม่ได้""บางคน"เป็นเพื่อนกินได้"แต่เป็นเพื่อนแท้ไม่ได้""บางคน"ให้ข...
22/07/2022

"บางคน"รู้จักได้"แต่คบไม่ได้"
"บางคน"พูดคุยได้"แต่ปรึกษาไม่ได้"
"บางคน"เป็นเพื่อนกินได้"แต่เป็นเพื่อนแท้ไม่ได้"
"บางคน"ให้ของได้"แต่ให้ใจไม่ได้"

เวลาที่เราหลับอยู่ในฌาน เราจะสังเกตได้ว่า **ถ้าเราตื่นขึ้นมารู้สึกเต็มที่แล้ว นอนอยู่แบบนั้น ต้องบังคับให้มันภาวนา อย่าง...
15/06/2022

เวลาที่เราหลับอยู่ในฌาน เราจะสังเกตได้ว่า
**ถ้าเราตื่นขึ้นมารู้สึกเต็มที่แล้ว นอนอยู่แบบนั้น ต้องบังคับให้มันภาวนา อย่างนี้แสดงว่าขณะหลับเราเข้าถึง ฌานหยาบ
**หากพอตื่นขึ้นมา มีความรู้สึกตัวเต็มที่ แล้วมันภาวนาเอง แสดงว่า เมื่อเราหลับเข้าถึง ฌานอย่างกลาง
**ถ้ารู้สึกตัวครึ่งหลับครึ่งตื่น มันภาวนาของมันเอง แสดงว่าตอนที่หลับเราเข้าถึง ฌานละเอียด
ฉะนั้นการนอนภาวนาให้หลับไปเลย ควรใช้ให้เป็นปกติ การนอนภาวนานี่ถ้ามันจะหลับ อย่าไปดึงวันไว้นะ ถ้าภาวนาถึง "พุท" ไม่ทัน "โธ" มันจะหลับ ปล่อยเลย เพราะการเข้าฌานเราต้องเข้าให้เร็วที่สุด ไม่ต้องการภาวนานาน

📖 หลวงพ่อตอบปัญหาธรรม ฉบับพิเศษ เล่ม ๒ หน้า ๕๓

🖊ปัณณ์ธรรม

“ สิ่งใดก็ตามที่ทำแล้วเดือดร้อนเขา  แต่กลับสบายเราจงอย่าทำ ““ สิ่งใดก็ตามที่ทำแล้ว เดือดร้อนเรา แต่กลับสบายเขาจงอย่าทำ “...
17/05/2022

“ สิ่งใดก็ตามที่ทำแล้วเดือดร้อนเขา แต่กลับสบายเราจงอย่าทำ “

“ สิ่งใดก็ตามที่ทำแล้ว เดือดร้อนเรา แต่กลับสบายเขาจงอย่าทำ “

“ สิ่งใด ก็ตามที่ทำแล้ว เดือดร้อนเขา และก็เดือดร้อนที่เรา ก็จงอย่าทำ “

“ สิ่งใดก็ตาม ที่ทำแล้วไม่เดือดร้อนเรา และเขาก็มีสุข
ไม่เบียดเบียนกัน ก็จงทำมันเถิด เพราะนั้น คือสิ่งที่เองพิจารณาแล้วหนอ ว่าดี และอยู่บนความดี ทั้งด้วยการ คิดดี พูดดี ทำดีนั้นย่อมทำให้เขาและเรานั้น มีสุข

พระเดชพระคุณ หลวงปู่ดู่

เมื่อวานเราได้เห็น หลวงปู่แสงท่าน ใช้ความนิ่งสงบ สยบมาร สามารถพิชิตมารที่เข้ามาพจญ ไดรับชัยชนะที่บริสุทธิ์บริบูรณ์ ให้เร...
13/05/2022

เมื่อวานเราได้เห็น หลวงปู่แสงท่าน ใช้ความนิ่งสงบ สยบมาร สามารถพิชิตมารที่เข้ามาพจญ ไดรับชัยชนะที่บริสุทธิ์บริบูรณ์ ให้เราได้เห็นแล้ว วันนี้จะขอนำผลวิบากกรรม คือโทษ10ประการของการประทุษร้ายต่อบุคคลผู้ไม่ประทุษร้ายตอบ ที่มีบันทึกไว้ชัดเจนในพระไตรปิกฎ พระสุตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม1ภาค2ตอน3หน้า47 เมนูจานร้อน ที่หมอผี2ผัวเมียและผองเพื่อนจะได้รับชนิดหลีกเลี่ยงไม่ได้มาให้อ่านกันมีดังนี้ครับ. ผลกรรมของบุคคลผู้ประทุษร้ายต่อบุคคลผู้ไม่ประทุษร้าย

"บุคคลผู้ประทุษร้ายต่อบุคคลผู้ไม่ประทุษร้าย ย่อมถึงความพินาศฉิบหายด้วยเหตุ ๑๐ ประการเป็นแท้”

“ผู้ใด ประทุษร้ายในท่านผู้ไม่ประทุษร้ายทั้งหลาย ผู้ไม่มีอาชญา ด้วยอาชญา ย่อมถึงฐานะ ๑๐ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่งพลันทีเดียว คือ

ถึงเวทนากล้า ๑

ความเสื่อมทรัพย์ ๑

ความสลายแห่งสรีระ ๑

อาพาธหนัก ๑

ความฟุ้งซ่านแห่งจิต ๑

ความขัดข้องแต่พระราชา ๑

การถูกกล่าวตู่อย่างร้ายแรง ๑

ความย่อยยับแห่งเครือญาติ ๑

ความเสียหายแห่งโภคะทั้งหลาย ๑

อีกอย่างหนึ่ง ไฟป่าย่อมไหม้เรือนของเขา,

ผู้นั้นมีปัญญาทราม เพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงนรก..ทั้งหมดนี้เป็นพระพุทธพจน์ คือพระพุทธทรงตรัสไว้เอง.ขึ้นชื่อว่าพุทธพจน์ย่อมเป็นหนึ่งไม่มีสอง คือ หมายความว่า ท่านตรัสไว้อย่างไรย่อมเป็นไปตามนั้น ครับ.ผลกรรม ไม่ว่า จะเป็นกรรมดี หรือ กรรมชั่ว ล้วนมีผล ขึ้นอยู่ว่ากรรมฝ่ายไหน หนัก กว่ากัน กรรมฝ่ายนั้นก็ให้ผลก่อน.สลับผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันให้ผล ไม่รู้จบรู้สิ้น นะครับ กฏแห่งกรรม ยุติธรรมเสมอ ไม่เป็นโมฆะ ตราบใดที่ยังไม่ถึงความสิ้นทุกข์ ครับ.เมื่อชดใช้ผลกรรมชั่วผ่านไป กรรมดีที่ทำไว้ก็กลับมาให้ผล ตามลำดับ ครับ.วนเวียนในวัฎฎสงสารอยู่แบบนี้.เราชาวพุทธให้รู้และเข้าใจแบบนี้.จะได้ไม่หลงไม่เมาในชีวีตครับ

อาจารย์สิริปันโน ผู้ปฏิเสธการรับมรดก 285,000ล้านบาท หรือ 9,500 ล้านเหรียญ US เพื่อ เลือกเดินในสายทางแห่งธรรมะเรื่องจริงจ...
21/04/2022

อาจารย์สิริปันโน ผู้ปฏิเสธการรับมรดก 285,000ล้านบาท หรือ 9,500 ล้านเหรียญ US เพื่อ เลือกเดินในสายทางแห่งธรรมะ
เรื่องจริงจาก"วัดหนองป่าพง"
มารู้จักกับ อาจารย์สิริปันโน (Ajahn Siripanno)
ชื่อเดิม Ven Siripanyo
ลูกชายคนเดียวของ
มหาเศรษฐี ที อนันดากรีชมัน
และ ม.ร.ว.สุพินดา จักรพันธุ์
ซึ่งมหาเศรษฐีอันดับ2ของAsia
และอันดับ89ของโลก
จบจากอังกฤษ
พูดได้8ภาษา
บวชมาแล้ว18ปี
ปฏิเสธการรับมรดก9,500ล้านเหรียญUSหรือ285,000ล้านบาท

เรื่องราวของท่าน
ลูกชายนักธุรกิจใหญ่มีชื่อเสียงระดับประเทศคนหนึ่งเพิ่งสำเร็จการศึกษากลับมาจากเมืองนอก ยังไม่ทันทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันก็ถูกผู้เป็นแม่ขอร้องให้บวชเรียนเสียก่อน เพื่อเห็นแก่แม่..บัณฑิตใหม่หมาดๆจากเมืองนอกจึงบวชอย่างเสียไม่ได้ เมื่อบวชที่วัดใหญ่ในกรุงเทพฯแห่งหนึ่งเสร็จแล้ว ผู้เป็นแม่จึงพาไปฝากให้จำพรรษาอยู่กับหลวงพ่อชาที่วัดหนองป่าพง พระหนุ่มการศึกษาสูงมาจากตระกูลผู้ดีมีแต่ความสุขสบาย เมื่อมาอยู่วัดป่ากว่าจะปรับตัวได้จึงใช้เวลานานเป็นแรมเดือน
แต่ก็นั่นแหละกว่าจะนิ่งก็ทำเอาพระร่วมวัดหลายรูปพลอยอิดหนาระอาใจไปตามๆกัน ปัญหาที่ทำให้พระทั้งวัดเหนื่อยหน่ายจนนึกระอาก็เพราะพระใหม่มีนิสัยชอบจับผิด และชอบอวดรู้ยกหู ชูหางตัวเองอยู่เป็นประจำ วันแรกที่มาอยู่วัดป่าก็นึกเหยียดพระเจ้าถิ่นทั้งหลายว่าไม่ได้รับการศึกษาสูงเหมือนอย่างตน ออกบิณฑบาตได้อาหารท้องถิ่นมาก็ทำท่าว่าจะฉันไม่ลง เห็นที่วัดใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าดแทนไฟฟ้าก็วิพากษ์วิจารณ์เสียเป็นการใหญ่หาว่าล้าสมัย ไม่รู้จักใช้เทคโนโลยี่ ตอนหัวค่ำมีการทำวัตรสวดมนต์เย็นก็บ่นว่า ทำวัตรนานเหลือเกินกว่าจะสิ้นสุดยุติได้ก็นั่งจนขาเป็นเหน็บชา

ครั้นพอถึงเวรตัวเองล้างห้องน้ำเข้าบ้างก็ทำท่าจะล้างอย่างขอไปทีล้างไปบ่นไป ประเภทตูจบปริญญาโทมาจากเมืองนอก ต้องมาเข้าเวรล้างห้องน้ำร่วมกับใครก็ไม่รู้ โอ้ชีวิต! ความสำรวยหยิบโหย่งทำให้พระใหม่ไม่พอใจสิ่งนั้นสิ่งนี้ถือดี ว่าตัวเองมีชาติตระกูลสูง มีการศึกษาสูงกว่าใครในวัดนั้น ผิวพรรณก็ดูสะอาดสะอ้านชวนเจริญศรัทธากว่าพระรูปไหนทั้งหมด มองตัวเองเปรียบกับพระรูปอื่นแล้วช่างรู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่าทุกประตู นึกแล้วก็ยิ้มกระหยิ่มอยู่ในใจกลับเข้ากุฏิเมื่อไหร่ ก็เอาปากกามาขีดเครื่องหมายกากบาทบนปฏิทิน นับถอยหลังรอวันสึกด้วยใจจดจ่อ
อยู่มาได้พักใหญ่พระใหม่อดีตนักเรียนนอกก็สังเกตเห็นว่า ท่านเจ้าอาวาสวัดป่าแห่งนี้ไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจา ซ้ำนานๆครั้งจะออกมาให้โอวาทกับลูกศิษย์เสียทีหนึ่ง วันๆไม่เห็นท่านทำอะไรเอาแต่กวาดใบไม้ เก็บขยะ ซักผ้าเอง (เณรน้อยก็มีไม่รู้จักใช้) สอนก็ไม่สอน การบริหารวัดก็มอบให้ท่านรองเจ้าอาวาสเป็นคนจัดการไปเสียทุกอย่าง เห็นแล้วเลยนึกร้อนวิชา เสนอให้ปรับโน่นลดนี่สารพัดที่ตัวเองเห็นว่าไม่เข้าท่าล้าสมัย รวมทั้งให้เสนอให้วัดใช้ไฟฟ้าแทนตะเกียงด้วย อีกข้อหนึ่งเพราะตนเห็นว่ายุคสมัยก้าวไกลมามากแล้ว ไม่ควรจะทำตนเป็นคนหลังเขาให้คนอื่นเขาดูถูก อีกหนึ่งในข้อวิจารณ์จุดด้อยของวัดทั้งหลายเหล่านั้น พระใหม่เสนอให้หลวงพ่อเจ้าอาวาส มีปฏิสัมพันธ์ กับพระลูกวัดให้มากขึ้นกว่านี้ สอนให้มากขึ้นเทศน์ให้มากขึ้น และแนะนำว่าคนระดับผู้บริหารไม่ควรจะทำงาน อย่างการซักจีวรเองเป็นต้นด้วยตนเอง ควรจะกระจายอำนาจมอบงานให้คนอื่นทำดีกว่า

เย็นวันนั้นเป็นวันพระสิบห้าค่ำหลังจากทำวัตรเย็นที่โบสถ์เสร็จ หลวงพ่อชาท่านไม่ลืมที่จะหยิบข้อเสนอแนะจากพระใหม่มาอ่าน ให้พระหนุ่ม สามเณรน้อย ทั้งหลายฟังแต่ท่านไม่บอกว่าพระรูปไหนเป็นคนเขียน อ่านจบแล้วหลวงพ่อก็ยิ้มอย่างมีเมตตาแล้วชี้ให้ภิกษุหนุ่มสามเณรน้อยทั้งหลายดูหมาขี้เรื้อนตัวหนึ่ง ที่นอนอยู่ใต้ม้าหินอ่อนตัวหนึ่งจากใต้ต้นอโศกที่อยู่ ใกล้ๆ แล้วกล่าวว่า

"เธอทั้งหลายเห็นหมาขี้เรือนตัวนั้นหรือไม่ เจ้าหมาตัวนั้นน่ะมันเป็นขี้เรื้อน คันไปทั้งตัว ฉันเห็นมันวิ่งวุ่น ไป มาทั้งวัน เดี๋ยวก็วิ่งไปนอนตรงนั้นเดี๋ยวก็ย้ายมานอนตรงนี้ อยู่ที่ไหนก็อยู่ไม่ได้นานเพราะมันคัน แต่พวกเธอรู้ไหม เจ้าหมาตัวนั้นน่ะมันไปนอนที่ไหนมันก็นึกด่าสถานที่นั้นอยู่ในใจ หาว่าแต่ละที่ไม่ได้ดั่งใจตัวเองสักอย่าง นอนที่ไหนก็ไม่หายคัน สถานที่เหล่านั้นช่างสกปรกสิ้นดี
.
คิดอย่างนี้แล้วมันจึงวิ่งหาที่ที่ตัวเองนอนแล้วจะไม่คัน แต่หาเท่าไหร่มันก็หาไม่พบสักที เลยต้องวิ่งไปทางนี้ทางโน้นอยู่ทั้งวัน เจ้าหมาโง่ตัวนั้นมันหารู้สักนิดไม่ว่า เจ้าสาเหตุแห่งอาการคันนั้นหาใช่เกิดจากสถานที่เหล่านั้นแต่อย่างใดไม่ แต่สาเหตุแห่งอาการคันอยู่ที่โรคของตัวมันเองนั่นต่างหาก
.
พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย ท่านเห็นไหมว่าเมื่อตอนเย็นวันนี้ หมาป่าตัวหนึ่งมันเดินอยู่ที่นี่ เห็นไหม? มันจะยืนอยู่มันก็เป็นทุกข์ มันจะวิ่งไปมันก็เป็นทุกข์ มันจะนั่งอยู่ก็เป็นทุกข์ มันจะนอนอยู่ก็เป็นทุกข์ เข้าไปในโพรงไม้มันก็เป็นทุกข์ จะเข้าไปอยู่ในถ้ำก็ไม่สบาย มันก็เป็นทุกข์ เพราะมันเห็นว่าการยืนอยู่นี้ไม่ดี การนั่งไม่ดี การนอนไม่ดี พุ่มไม้นี้ไม่ดี โพรงไม้นี้ไม่ดี ถ้ำนี้ไม่ดี มันก็วิ่งอยู่ตลอดเวลานั้น
ความเป็นจริงหมาป่าตัวนั้นมันเป็นขี้เรื้อน มันไม่ใช่เป็นเพราะพุ่มไม้ หรือโพรงไม้หรือถ้ำ หรือการยืน การเดิน การนั่ง การนอน มันไม่สบายเพราะมันเป็นขี้เรื้อน"
พระภิกษุทั้งหลายนี้ก็เหมือนกัน ความไม่สบายนั้นคือ ความเห็นผิดที่มีอยู่ ไปยึดธรรมที่มีพิษไว้มันก็เดือดร้อน ไม่สำรวมอินทรีย์ทั้งหลาย แล้วก็ไปโทษแต่สิ่งอื่น ไม่รู้เรื่องของเจ้าของเอง ไปอยู่วัดหนองป่าพงก็ไม่สบาย ไปอยู่อเมริกาก็ไม่สบาย ไปอยู่กรุงลอนดอนก็ไม่สบาย ไปอยู่วัดป่าบุ่งหวายก็ไม่สบาย ไปอยู่ทุก ๆ สาขาก็ไม่สบาย ที่ไหนก็ไม่สบาย
นี่ก็คือความเห็นผิดนั้นยังมีอยู่ในตัวเรานั่นเอง มีความเห็นผิด ยังไปยึดมั่นถือมั่นในธรรมอันมีพิษไว้ในใจของเราอยู่ อยู่ที่ไหนก็ไม่สบายทั้งนั้น นั่นคือเหมือนกันกับสุนัขนั้น ถ้าหากโรคเรื้อนมันหายแล้ว มันจะอยู่ที่ไหนมันก็สบาย อยู่กลางแจ้งมันก็สบาย อยู่ในป่ามันก็สบายอย่างนี้ ผมนึกอยู่บ่อย ๆ แล้วผมก็นำมาสอนพวกท่านทั้งหลายอยู่เรื่อย เพราะธรรมตรงนี้มันเป็นประโยชน์มาก"
หลังจากนั้นหลวงพ่อชาก็นำนั่งสมาธิ ถือเนสัชชิกตลอดทั้งคืน
ขณะที่ทุกรูปนั่งหลับตาภาวนาอย่างสงบนั้น ในใจของพระใหม่กลับร้อนเร่าผิดปกติ นอกสงบ แต่ในวุ่นวาย นึกอย่างไรก็มองเห็นตัวเองไม่ต่างไปจากหมาขี้เรื้อนที่หลวงพ่อชี้ให้ดู ยิ่งนั่งสมาธินานๆ ยิ่งคันคะเยอในหัวใจ ทั้งอายทั้งสมเพชตัวเอง
นับแต่วันนั้นเป็นต้นมาพระใหม่อดีตนักเรียนนอกก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน จากคนพูดมากกลายเป็นคนพูดน้อย จากคนที่หยิ่งยโสกลายเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน จากคนที่ชอบจับผิดคนอื่นกลายเป็นคนที่หันมาจับผิดตัวเอง เมื่อออกพรรษาแล้วโยมแม่มาขอให้ลาสิกขา เพื่อกลับไปสืบต่อธุรกิจจากครอบครัว ท่านก็ยังไม่ยอมสึก

อาตมาเป็นหมาขี้เรื้อนขออยู่รักษาโรคจนกว่าจะหายคันกับครูบาอาจารย์ที่นี่อีกสักหนึ่งพรรษาโยมแม่ได้ฟังแล้วก็ได้แต่ยกมืออนุโมทนาสาธุการกราบลาพระลูกชายแล้ว ก็เดินออกจากวัดไปขึ้นรถพลางนึกถามตัวเองอยู่ในใจว่า คำว่า หมาขี้เรื้อน ของพระลูกชาย หมายความว่าอย่างไรกันแน่หนอ ท่านยังเลือกเดินในสาย ทางแห่งธรรมะต่อไป จวบจนปัจจุบัน

#ธรรมะ #อมตะธรรม #ธรรมะสอนใจ

น้อมรำลึก​20 เมษายน 2534 วันพระราชทานเพลิงศพ หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ "ถ้าข้าตายแล้วอย่าเก็บศพไว้นาน เจ็ดวันเผาเลย ไม่เผาก็โ...
20/04/2022

น้อมรำลึก​
20 เมษายน 2534
วันพระราชทานเพลิงศพ หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ
"ถ้าข้าตายแล้วอย่าเก็บศพไว้นาน เจ็ดวันเผาเลย ไม่เผาก็โยนทิ้ง เดี๋ยวจะกลายเป็นหากินกับศพ"
ลูกศิษย์ได้แย้งท่านว่า "กลัววัดจะร้าง"
หลวงปู่ท่านตอบว่า "เรื่องเผาไม่เผา ต้องแล้วแต่คำสั่ง ดูอย่างหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ท่านสั่งไม่ให้เผา เพราะกลัวพระเณรจะอดอยาก แต่สำหรับข้าให้เผา เวลาจะเผาให้เผายืน ข้าจะได้ไปไหนได้"
ลูกศิษย์จึงถามท่านว่า "หลวงปู่ไม่ไปนิพพานหรือ"
ท่านตอบว่า "จะไปได้อย่างไร คนนี้ก็เรียก คนนั้นก็ร้อง ข้าไปแค่หัวตะพานก็พอ ดูอย่างหลวงปู่ทวดซิ มีคนเรียกร้องท่านมากมาย บารมีท่านเต็มท้องฟ้า อย่างข้าเอง คนไหนคิดถึงข้า ข้าก็คิดถึงเขา คนไหนไม่คิดถึงข้า ข้าก็คิดถึงเขา เพราะในวันหนึ่งๆ ข้าต้องอธิษฐานไปให้หมู่คณะทุกวันไม่เคยขาด วันละ ๓ ครั้ง เขาจะได้ไม่เป็นอันตรายทั้งเช้ามืด ตอนเย็น ตอนกลางคืน ก่อนนอน เพื่อเป็นการช่วยเหลือหมู่คณะ"
หลวงปู่ท่านได้ย้ำด้วยความเมตตาต่อไปอีกว่า "คิดถึงพระครั้งหนึ่ง บารมีพระมาถึงเราไปกลับ ๗ เที่ยว รวมแล้ว ๑๔ ครั้ง ได้กำไรดีไหมล่ะ นี่มีในพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าบอกกับพระอานนท์"
หลวงปู่ท่านว่า
"ถ้าเราคิดถึงพระได้เหมือนกับคิดถึงแฟนเมื่อไหร่ แสดงว่าจะดีแล้ว"
นะโมโพธิสัตโต พรหมปัญโญ สัมมาสัมพุทโธ อนาคตกาเล

*********************************

หลวงปู่ดู่ได้ละสังขารไปด้วยอาการอันสงบด้วยโรคหัวใจในกุฏิของท่าน เมื่อเวลาประมาณ ๕ นาฬิกาของวันพุธที่ ๑๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๓ สิริอายุรวมได้ ๘๕ ปี ๘ เดือน อายุพรรษา ๖๕ พรรษา
สังขารธรรมของท่านได้ตั้งบำเพ็ญกุศลโดยมีเจ้าภาพสวดอภิธรรมเรื่อยมาทุกวันมิได้ขาด ตลอดระยะเวลา ๔๕๙ วัน จนกระทั่งได้รับพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษ ในวันเสาร์ที่ ๒๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๔
สำหรับสรีระสังขารของหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ ถือเป็นเรื่องที่ไม่ปกติธรรมดาสำหรับคนทั่วๆ ไป ที่เมื่อหมดลมหายใจแล้วจะยังคงมีเนื้อหนังที่นิ่มหรือยืดหยุ่น
การสังเกตดูสังขารของหลวงปู่หลังมรณภาพ ได้กระทำอย่างเป็นทางการประมาณ ๒ ครั้ง คือครั้งแรกเมื่อท่านมรณภาพไปได้ ๔๘ ชั่วโมง ซึ่งครั้งนั้นคุณหมอที่พระนครศรีอยุธยาเป็นผู้มาตรวจดู และเอ่ยว่าเป็นเรื่องอัศจรรย์ที่คนที่เสียชีวิตมานานถึง ๔๘ ชั่วโมง จะสามารถงอหรือพับข้อพับต่างๆ ได้ อีกทั้งไม่มีอาการที่เลือดตกหรือไปคั่งที่ด้านล่าง ถือเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาสำหรับคนทั่วไปจริงๆ
การสังเกตสังขารของหลวงปู่ครั้งที่ ๒ ได้กระทำก่อนวันพระราชทานเพลิงศพไม่นาน ซึ่งนั่นหมายความว่าหลวงปู่ละสังขารมาแล้วเกือบ ๑ ปี แต่ปรากฏว่าเนื้อที่บริเวณน่องของท่านก็ยังมีความนิ่มและยืดหยุ่นอยู่ จึงยังความประหลาดใจพร้อมๆ กับความปลื้มปีติแก่ศิษยานุศิษย์ผู้อยู่ในเหตุการณ์เป็นอย่างมาก
บันทึกเล่าเรื่องราวเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยนี้ เพื่อให้ผู้ที่ไม่ทันสังขารของหลวงปู่จะได้พอกพูนศรัทธาให้ยิ่งๆ ขึ้นไป

09/04/2022

ที่อยู่

บ้านดอนหัน ต. ท่าสองคอน อ. เมือง
Maha Sarakham
44000

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ วัดป่ามงคลเทพนิมิตผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

ประเภท