วัดนิวิฐธรรมาราม วัดเขาสมุก

วัดนิวิฐธรรมาราม วัดเขาสมุก สุโข ปุญฺญสฺส อุจฺจโย การสั่งสมบุญน?

คติธรรมการสำรวมวาจานำมาซึ่งความสงบสุขในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าทรงอบรมพระราหุลให้เห็นความสำคัญของการพูดความจริง และการพิจ...
23/06/2026

คติธรรม
การสำรวมวาจานำมาซึ่งความสงบสุข

ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าทรงอบรมพระราหุลให้เห็นความสำคัญของการพูดความจริง และการพิจารณาคำพูดก่อนกล่าว

พระองค์ทรงสอนให้ละเว้นคำเท็จ คำหยาบ คำส่อเสียด และคำเพ้อเจ้อที่ไร้ประโยชน์

วาจาที่ประกอบด้วยความจริงและเมตตา ย่อมสร้างความไว้วางใจและความสามัคคีแก่ผู้คน
#ธรรมะพระพุทธเจ้า

คติธรรม(๑) บุคคลบางคน จมน้ำคราวเดียวแล้วก็จมเลย(๒) บุคคลบางคน ผุดขึ้นครั้งหนึ่งแล้วจึงจมเลย(๓) บุคคลบางคน ผุดขึ้นแล้ว ลอ...
22/06/2026

คติธรรม
(๑) บุคคลบางคน จมน้ำคราวเดียวแล้วก็จมเลย
(๒) บุคคลบางคน ผุดขึ้นครั้งหนึ่งแล้วจึงจมเลย
(๓) บุคคลบางคน ผุดขึ้นแล้ว ลอยตัวอยู่
(๔) บุคคลบางคน ผุดขึ้นแล้ว เหลียวดูรอบ ๆ อยู่
(๕) บุคคลบางคน ผุดขึ้นแล้ว ว่ายเข้าหาฝั่ง
(๖) บุคคลบางคน ผุดขึ้นแล้ว เดินเข้ามาถึงที่ ตื้นแล้ว
(๗) บุคคลบางคน ผุดขึ้นแล้ว ถึงฝั่งข้ามขึ้นบกแล้วเป็นพราหมณ์ยืนอยู่

ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลเปรียบด้วยบุคคลตกน้ำเจ็ดจำพวก เหล่านี้ มีอยู่หาได้อยู่ในโลก.
เจ็ดจำพวกเหล่าไหนเล่า ? ภิกษุทั้งหลาย ! ในกรณีนี้ :
(๑) บุคคลบางคน จมน้ำคราวเดียวแล้วก็จมเลย; (๒) บุคคลบางคน ผุดขึ้นครั้งหนึ่งแล้วจึงจมเลย; (๓) บุคคลบางคน ผุดขึ้นแล้ว ลอยตัวอยู่; (๔) บุคคลบางคน ผุดขึ้นแล้ว เหลียวดูรอบๆ อยู่;
(๕) บุคคลบางคน ผุดขึ้นแล้ว ว่ายเข้าหาฝั่ง; (๖) บุคคลบางคน ผุดขึ้นแล้ว เดินเข้ามาถึงที่ตื้นแล้ว; (๗) บุคคลบางคน ผุดขึ้นแล้ว ถึงฝั่งข้ามขึ้นบกแล้ว เป็นพราหมณ์ยืนอยู่. ภิกษุทั้งหลาย ! (๑) บุคคล จมน้ำคราวเดียวแล้วก็จมเลย เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ ประกอบด้วยอกุศลธรรมฝ่ายเดียว โดยส่วนเดียว. อย่างนี้แล เรียกว่า จมคราวเดียวแล้วก็จมเลย.
ภิกษุทั้งหลาย ! (๒) บุคคล ผุดขึ้นครั้งหนึ่งแล้วจึงจมเลย เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ ผุดขึ้น คือ มีศรัทธาดีในกุศลธรรมทั้งหลาย มีหิริดี-มีโอตตัปปะดี -มีวิริยะดี-มีปัญญาดีในกุศลธรรมทั้งหลาย. แต่ว่าศรัทธาเป็นต้นของเขา ไม่ตั้งอยู่นาน ไม่เจริญ เสื่อมสิ้นไป. อย่างนี้แล เรียกว่า ผุดขึ้นครั้งหนึ่งแล้วจึงจมเลย.
ภิกษุทั้งหลาย ! (๓) บุคคล ผุดขึ้นแล้วลอยตัวอยู่ เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ ผุดขึ้น คือ มีศรัทธาดีในกุศลธรรมทั้งหลาย มีหิริดี-มีโอตตัปปะดี มีวิริยะดี-มีปัญญาดีในกุศลธรรมทั้งหลาย และศรัทธาเป็นต้นของเขา ไม่เสื่อม ไม่เจริญ แต่ทรงตัวอยู่. อย่างนี้แล เรียกว่า ผุดขึ้นแล้วลอยตัวอยู่.
ภิกษุทั้งหลาย ! (๔) บุคคล ผุดขึ้นแล้วเหลียวดูรอบๆ อยู่ เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ ผุดขึ้น คือ มีศรัทธาดีในกุศลธรรมทั้งหลาย มีหิริดี-มีโอตตัปปะดี-มีวิริยะดี-มีปัญญาดีในกุศลธรรมทั้งหลาย. บุคคลนั้นเพราะความสิ้นไปแห่งสังโยชน์สาม เป็น โสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ต่อพระนิพพาน มีการตรัสรู้พร้อมในเบื้องหน้า. อย่างนี้แล เรียกว่า ผุดขึ้นแล้ว เหลียวดูรอบๆ อยู่.
ภิกษุทั้งหลาย ! (๕) บุคคล ผุดขึ้นแล้วว่ายเข้าหาฝั่ง เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ ผุดขึ้น คือ มีศรัทธาดีในกุศลธรรมทั้งหลาย มีหิริดี-มีโอตตัปปะดี -มีวิริยะดี-มีปัญญาดีในกุศลธรรมทั้งหลาย. บุคคลนั้นเพราะความสิ้นไปแห่งสังโยชน์สาม และเพราะความเบาบางแห่งราคะ โทสะ โมหะ เป็น สกทาคามี มาสู่โลกนี้อีกเพียงครั้งเดียว แล้วทำที่สุดแห่งทุกข์ได้. อย่างนี้แล เรียกว่า ผุดขึ้นแล้ว ว่ายเข้าหาฝั่ง.
ภิกษุทั้งหลาย ! (๖) บุคคล ผุดขึ้นแล้วเดินเข้ามาถึงที่ตื้นแล้ว เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ ผุดขึ้น คือ มีศรัทธาดีในกุศลธรรมทั้งหลาย มีหิริดี-มีโอตตัปปะดี -มีวิริยะดี-มีปัญญาดีในกุศลธรรมทั้งหลาย. บุคคลนั้นเพราะความสิ้นไปแห่งโอรัมภาคิยสังโยชน์ห้า เป็น โอปปาติกะ (อนาคามี) มีการปรินิพพานในภพนั้น ไม่เวียนกลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา. อย่างนี้แล เรียกว่า ผุดขึ้นแล้ว เดินเข้ามาถึงที่ตื้นแล้ว.
ภิกษุทั้งหลาย ! (๗) บุคคล ผุดขึ้นแล้ว ถึงฝั่งข้ามขึ้นบกแล้ว เป็นพราหมณ์ยืนอยู่ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ ผุดขึ้น คือ มีศรัทธาดีในกุศลธรรมทั้งหลาย มีหิริดี มีโอตตัปปะดี มีวิริยะดี-มีปัญญาดีในกุศลธรรมทั้งหลาย. บุคคลนั้นได้กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ (พระอรหันต์) เพราะความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในทิฏฐธรรมนี้ เข้าถึงแล้วอยู่. อย่างนี้แล เรียกว่า ผุดขึ้นแล้ว ถึงฝั่งข้ามขึ้นบกแล้ว เป็นพราหมณ์ยืนอยู่.
ภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้แล บุคคลเปรียบด้วยบุคคลตกน้ำเจ็ดจำพวก ซึ่งมีอยู่ หาได้อยู่ ในโลก.

พุทธวจนหมวดธรรม เล่มที่ ๒ พุทธวจน คู่มือโสดาบัน หน้าที่ ๑๕๐

คติธรรมเจโตปริยญาณ :[๑๓๕]              ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส  ปราศจากอุปกิเลสอ่อน ควรแ...
21/06/2026

คติธรรม
เจโตปริยญาณ :
[๑๓๕]
ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิ
บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส
ปราศจากอุปกิเลสอ่อน
ควรแก่การงาน ตั้งมั่น
ไม่หวั่นไหวอย่างนี้
ย่อมโน้มน้อมจิตไป
เพื่อเจโตปริยญาณ
เธอย่อมกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่น
ของบุคคลอื่นด้วยใจ คือ
จิตมีราคะ ก็รู้ว่าจิตมีราคะ
หรือจิตปราศจากราคะ
ก็รู้ว่าจิตปราศจากราคะ
จิตมีโทสะ ก็รู้ว่าจิตมีโทสะ
หรือจิตปราศจากโทสะ
ก็รู้ว่าจิตปราศจากโทสะ
จิตมีโมหะ ก็รู้ว่าจิตมีโมหะ
หรือจิตปราศจากโมหะ
ก็รู้ว่าจิตปราศจาก
โมหะ จิตหดหู่ ก็รู้ว่าจิตหดหู่
หรือจิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน
จิตเป็นมหรรคต ก็รู้ว่าจิตเป็นมหรรคต
หรือจิตไม่เป็นมหรรคต
จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตมีจิตอื่น
ยิ่งกว่า หรือจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า
ก็รู้ว่าจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า
จิตเป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตเป็นสมาธิ
หรือจิตไม่เป็นสมาธิ
ก็รู้ว่าจิตไม่เป็นสมาธิ
จิตหลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตหลุดพ้น
หรือจิตไม่หลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตไม่หลุดพ้น
ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือน
หญิงสาวชายหนุ่มที่ชอบการแต่งตัว
เมื่อส่องดูเงาหน้าของตนในกระจก
อันบริสุทธิ์สะอาด หรือในภาชนะ
น้ำอันใส หน้ามีไฝ ก็จะพึงรู้ว่า
หน้ามีไฝ หรือหน้าไม่มีไฝ
ก็จะพึงรู้ว่าหน้าไม่มีไฝ
ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล
เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว
ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลสอ่อน
ควรแก่การงาน ตั้งมั่น
ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อม
จิตไปเพื่อเจโตปริยญาณ
เธอย่อมกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่น
ของบุคคลอื่นด้วยใจ คือจิตมีราคะ
ก็รู้ว่าจิตมีราคะ หรือจิตปราศจากราคะ
ก็รู้ว่าจิตปราศจากราคะ จิตมีโทสะ
ก็รู้ว่าจิตมีโทสะ หรือจิตปราศจากโทสะ
ก็รู้ว่าจิตปราศจากโทสะ จิตมีโมหะ
ก็รู้ว่าจิตมีโมหะ หรือจิตปราศจากโมหะ
ก็รู้ว่าจิตปราศจากโมหะ
จิตหดหู่ ก็รู้ว่าจิตหดหู่ หรือจิตฟุ้งซ่าน
ก็รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน จิตเป็นมหรรคต
ก็รู้ว่าจิตเป็นมหรรคต หรือ
จิตไม่เป็นมหรรคต ก็รู้ว่าจิตไม่เป็น
มหรรคต จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า
ก็รู้ว่าจิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า หรือ
จิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตไม่มีจิตอื่น
ยิ่งกว่า จิตเป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตเป็นสมาธิ
หรือจิตไม่เป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตไม่เป็นสมาธิ
จิตหลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตหลุดพ้น
หรือจิตไม่หลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตไม่หลุดพ้น
ดูกรมหาบพิตร นี้แหละสามัญผล
ที่เห็นประจักษ์ทั้งดียิ่งกว่า
ทั้งประณีตกว่าสามัญ
ผลที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ.
[E-Tipitaka;ฉบับหลวง:๙/๗๔/๑๓๕)

คติธรรมวิบาก กับ กรรม ต่างกันอย่างไร?หลายคนเข้าใจว่า กรรม และ วิบาก เป็นสิ่งเดียวกัน แต่ในพระพุทธศาสนามีความหมายต่างกัน ...
20/06/2026

คติธรรม
วิบาก กับ กรรม ต่างกันอย่างไร?

หลายคนเข้าใจว่า กรรม และ วิบาก เป็นสิ่งเดียวกัน แต่ในพระพุทธศาสนามีความหมายต่างกัน

#กรรม คือ การกระทำที่เกิดจากเจตนา ทั้งทางกาย วาจา และใจ
เมื่อทำดี เรียกว่า กุศลกรรม
เมื่อทำชั่ว เรียกว่า อกุศลกรรม

#วิบาก คือ ผลที่เกิดจากกรรมนั้น เมื่อถึงเวลาและมีเหตุปัจจัยพร้อม
ทำดี ย่อมได้รับผลดี
ทำชั่ว ย่อมได้รับผลไม่ดี

กรรม คือ เหตุ
วิบาก คือ ผล
เปรียบเหมือนการปลูกต้นไม้
การหว่านเมล็ด คือ กรรม
ผลที่งอกงามออกมา คือ วิบาก

พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า เราไม่อาจเปลี่ยนกรรมที่ทำไปแล้วได้ แต่สามารถสร้างกรรมใหม่ที่ดี เพื่อเป็นเหตุแห่งความสุขในอนาคต

กรรมเป็นสิ่งที่เราทำ
วิบากเป็นสิ่งที่เราได้รับ
เมื่อเลือกทำเหตุที่ดี
ผลที่ดีย่อมค่อย ๆ เกิดขึ้นตามเหตุและปัจจัย
#ธรรมะพระพุทธเจ้า

คติธรรมปฏิจจสมุปบาท ในฐานะเป็นกฎสูงสุดของธรรมชาติภิกษุทั้งหลาย ! เราจักแสดงซึ่งปฏิจจสมุปบาท (คือ ธรรมอันเป็นธรรมชาติ อาศ...
19/06/2026

คติธรรม
ปฏิจจสมุปบาท ในฐานะเป็นกฎสูงสุดของธรรมชาติ
ภิกษุทั้งหลาย ! เราจักแสดงซึ่งปฏิจจสมุปบาท (คือ ธรรมอันเป็นธรรมชาติ อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น) แก่พวกเธอ ทั้งหลาย.
พวกเธอทั้งหลาย
จงฟังซึ่ง ปฏิจจสมุปบาทนั้น
จงทำในใจให้สำเร็จประโยชน์
เราจักกล่าวบัดนี้ ...

ภิกษุทั้งหลาย ! ก็ปฏิจจสมุปบาท เป็นอย่างไรเล่า ?

(๑) ภิกษุทั้งหลาย !
เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะย่อมมี.
ภิกษุทั้งหลาย!
เพราะเหตุที่พระตถาคตทั้งหลาย
จะบังเกิดขึ้นก็ตาม
จะไม่บังเกิดขึ้น ก็ตามธรรมธาตุนั้น
ย่อมตั้งอยู่แล้วนั่นเทียว
คือ ความตั้งอยู่แห่ง ธรรมดา (ธัมมัฏฐิตตา)
คือ ความเป็นกฎตายตัวแห่ง ธรรมดา(ธัมมนิยามตา)
คือ ความที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็น ปัจจัย
สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น (อิทัปปัจจยตา)

ตถาคต ย่อมรู้พร้อมเฉพาะ
ย่อมถึงพร้อมเฉพาะ ซึ่งธรรมธาตุนั้น
ครั้นรู้พร้อม เฉพาะแล้ว ถึงพร้อมเฉพาะแล้ว
ย่อมบอก ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติ ย่อมตั้งขึ้นไว้ ย่อมเปิดเผย ย่อมจำาแนกแจกแจง ย่อมทำให้เป็นเหมือนการหงายของที่คว่ำ และได้กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า “

ภิกษุทั้งหลาย ! ท่านทั้งหลาย จงมาดู
เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะย่อมมี” ดังนี้.
ภิกษุทั้งหลาย !
เพราะเหตุดังนี้แลธรรมธาตุใด
ในกรณีนั้น อันเป็น ตถตา
คือ ความเป็นอย่างนั้น เป็น อวิตถตา
คือ ความไม่ผิดไปจากความ เป็นอย่างนั้นเป็น อนัญญถตา
คือ ความไม่เป็นไปโดยประการอื่น เป็น อิทัปปัจจยตา
คือ ความที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น

ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมนี้เรารียกว่า 
ปฏิจจสมุปบาท (คือธรรมอันเป็น ธรรมชาติ อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น)

(๒) ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติ ย่อมมี. ...ฯลฯ…(1)
…………………..............................................................................................
(1)การละเปยยาล ...ฯลฯ... เช่นนี้ หมายความว่า ข้อความในข้อ (๒) เป็นต้นไปจนกระทั่งถึงข้อ (๑๐) นี้ ซ้ำกันโดยตลอดกับในข้อ (๑) ต่างกันแต่ เพียงปัจจยาการแต่ละปัจจยาการเท่านั้น สำหรับข้อสุดท้าย คือข้อ (๑๑) จะ พิมพ์ไว้เต็มเหมือนข้อ (๑) อีกครั้งหนึ่ง. ……………..............................................................................................

(๓) ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพย่อมมี. ...ฯลฯ…
(๔) ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทาน ย่อมมี. ...ฯลฯ…
(๕) ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาย่อมมี. ...ฯลฯ...
(๖) ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาย่อมมี. ...ฯลฯ…
(๗) ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะย่อมมี. ...ฯลฯ…
(๘) ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะย่อมมี. ...ฯลฯ…
(๙) ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปย่อมมี. ...ฯลฯ...
(๑๐) ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณย่อมมี. ...ฯลฯ…
(๑๑) ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารทั้งหลายย่อมมี.

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุที่พระตถาคตทั้งหลาย จะบังเกิดขึ้นก็ตาม จะไม่บังเกิดขึ้นก็ตาม ธรรมธาตุนั้น ย่อมตั้งอยู่แล้วนั่นเทียว คือความตั้งอยู่แห่ง ธรรมดา คือความเป็นกฎตายตัวแห่งธรรมดา คือ ความที่เมื่อสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น.

ตถาคตย่อมรู้พร้อมเฉพาะ ย่อมถึงพร้อมเฉพาะ ซึ่งธรรมธาตุนั้น ครั้นรู้พร้อม เฉพาะแล้ว ถึงพร้อมเฉพาะแล้ว ย่อมบอก ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติ ย่อมตั้งขึ้นไว้ ย่อมเปิดเผย ย่อมจำแนกแจกแจง ย่อมทำให้เป็นเหมือนการหงายของ ที่คว่ำและ ได้กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า
“ภิกษุทั้งหลาย! ท่านทั้งหลาย จงดู เพราะอวิชชาเป็น ปัจจัย สังขารทั้งหลายย่อมมี” ดังนี้.

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุดังนี้แล ธรรมธาตุใด ในกรณีนั้น อันเป็น ตถตา คือความเป็นอย่างนั้น เป็น อวิตถตา คือ ความไม่ผิดไปจากความเป็นอย่างนั้น เป็น อนัญญถตา คือ ความไม่เป็นไปโดยประการอื่น เป็น อิทัปปัจจยตา คือความที่เมื่อมี สิ่งนี้ สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น

ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมนี้
เราเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท.

คติธรรมเมตตา คือความปรารถนาให้ผู้อื่นเป็นสุขเป็นความรักที่ปราศจากการครอบครองและไม่หวังสิ่งตอบแทนผู้ที่มีเมตตาย่อมมองผู้อ...
18/06/2026

คติธรรม
เมตตา คือความปรารถนาให้ผู้อื่นเป็นสุข
เป็นความรักที่ปราศจากการครอบครอง
และไม่หวังสิ่งตอบแทน

ผู้ที่มีเมตตา
ย่อมมองผู้อื่นด้วยความเข้าใจ
พร้อมให้อภัยในความผิดพลาด
และยินดีช่วยเหลือเมื่อมีโอกาส

เมื่อใจเต็มไปด้วยเมตตา
ความโกรธและความพยาบาทย่อมเบาบางลง
ทำให้ชีวิตดำเนินไปด้วยความสงบและอ่อนโยน
#ธรรมะพระพุทธเจ้า

คติธรรมพรหมวิหาร ๔ คือธรรมสำหรับอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างประเสริฐประกอบด้วยเมตตากรุณามุทิตาอุเบกขาเมื่อธรรมทั้ง ๔ ประการนี...
17/06/2026

คติธรรม
พรหมวิหาร ๔ คือธรรมสำหรับอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างประเสริฐ
ประกอบด้วย
เมตตา
กรุณา
มุทิตา
อุเบกขา

เมื่อธรรมทั้ง ๔ ประการนี้เจริญขึ้นในจิตใจ
ความเห็นแก่ตัวจะค่อย ๆ ลดลง
และความเข้าใจผู้อื่นจะเพิ่มมากขึ้น
ทำให้การอยู่ร่วมกันเป็นไปด้วยความร่มเย็น
และเกิดประโยชน์แก่ทั้งตนเองและสังคม
#ธรรมะพระพุทธเจ้า

คติธรรมอุทธัจจะคือความฟุ้งซ่านของจิตจิตที่ไม่มีสติมักวิ่งไปหาอดีตเสียใจกับสิ่งที่ผ่านไปแล้วหรือวิ่งไปหาอนาคตกังวลกับสิ่ง...
16/06/2026

คติธรรม
อุทธัจจะ
คือความฟุ้งซ่านของจิต

จิตที่ไม่มีสติ
มักวิ่งไปหาอดีต

เสียใจกับสิ่งที่ผ่านไปแล้ว

หรือวิ่งไปหาอนาคต

กังวลกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง

จึงไม่เคยอยู่กับปัจจุบัน

ผู้มีสติรู้ทันความคิด

ย่อมเห็นว่าความคิดทั้งหลาย
ก็เป็นเพียงสังขารที่เกิดแล้วดับ

ไม่จำเป็นต้องวิ่งตามทุกเรื่องที่ใจสร้างขึ้น

ความสงบจึงเกิดขึ้นได้
ในขณะที่โลกยังวุ่นวายเหมือนเดิม
#ธรรมะพระพุทธเจ้า

คติธรรมธรรมบท :ยมกวรรคที่ ๑  [๑๑]       ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจประเสริฐที่สุด สำเร็จแล้วแต่ใจ  ถ้าบุคคลมีใจอันโ...
14/06/2026

คติธรรม
ธรรมบท :
ยมกวรรคที่ ๑

[๑๑]
ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า
มีใจประเสริฐที่สุด สำเร็จแล้วแต่ใจ
ถ้าบุคคลมีใจอันโทษ
ประทุษร้ายแล้ว กล่าวอยู่ก็ตาม
ทำอยู่ก็ตาม
ทุกข์ย่อมไปตามบุคคลนั้น
เพราะทุจริต๓ อย่างนั้น
เหมือนล้อหมุนไป
ตามรอยเท้าโคผู้ลากเกวียนไปอยู่
ฉะนั้น ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า
มีใจประเสริฐที่สุด สำเร็จแล้วแต่ใจ
ถ้าบุคคลมีใจผ่องใส กล่าวอยู่ก็ตาม
ทำอยู่ก็ตาม สุขย่อมไปตาม
บุคคลนั้นเพราะสุจริต ๓ อย่างเหมือน
เงามีปรกติไปตาม ฉะนั้น
ก็ชนเหล่าใดเข้าไปผูกเวรไว้ว่า
คนโน้นด่าเรา
คนโน้นได้ตีเรา คนโน้นได้ชนะเรา
คนโน้นได้ลักสิ่งของๆ เรา ดังนี้
เวรของชนเหล่านั้นย่อมไม่ระงับ
ส่วนชนเหล่าใดไม่เข้าไปผูกเวรไว้ว่า
คนโน้นด่าเรา คนโน้นได้ตีเรา
คนโน้นได้ชนะเรา คนโน้นได้ลักสิ่ง
ของๆ เรา ดังนี้ เวรของชนเหล่านั้น
ย่อมระงับ ในกาลไหนๆ เวร
ในโลกนี้ย่อมไม่ระงับเพราะเวรเลย
แต่ย่อมระงับเพราะความไม่จองเวร
ธรรมนี้เป็นของเก่า ก็ชนเหล่าอื่น
ไม่รู้สึกว่า พวกเราย่อมยุบยับใน
ท่ามกลางสงฆ์นี้ ส่วนชนเหล่าใด
ในท่ามกลางสงฆ์นั้น ย่อมรู้สึก ความ
หมายมั่นย่อมระงับจากชนเหล่านั้น
มารย่อมรังควาญบุคคลผู้มีปรกติเห็น
อารมณ์ว่างาม ผู้ไม่สำรวมแล้ว
ในอินทรีย์ทั้งหลาย ไม่รู้ประมาณ
ในโภชนะ เกียจคร้าน
มีความเพียรเลว เหมือนลม
ระรานต้นไม้ที่ทุรพล
ฉะนั้น มารย่อมรังควาญไม่ได้
ซึ่งบุคคลผู้มีปรกติเห็นอารมณ์
ว่าไม่งามอยู่
สำรวมดีแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย
รู้ประมาณในโภชนะ มีศรัทธา
ปรารภความเพียร เหมือนลม
ระรานภูเขาหินไม่ได้ ฉะนั้น ผู้ใดยัง
ไม่หมดกิเลสดุจน้ำฝาดปราศจาก
ทมะและสัจจะจักนุ่งห่มผ้ากาสายะผู้นั้น
ไม่ควรเพื่อจะนุ่งห่มผ้ากาสายะ
ส่วนผู้ใดมีกิเลสดุจน้ำฝาดอันคายแล้ว
ตั้งมั่นแล้วในศีลประกอบด้วยทมะ
และสัจจะ ผู้นั้นแลย่อมควรเพื่อจะนุ่ง
ห่มผ้ากาสาวะ ชนเหล่าใดมีความรู้
ในธรรมอันหาสาระมิได้ว่าเป็นสาระ
และมีปกติเห็นในธรรมอันเป็นสาระ
ว่าไม่เป็นสาระ ชนเหล่านั้น
มีความดำริผิดเป็นโคจร
ย่อมไม่บรรลุธรรมอันเป็นสาระ
ชนเหล่าใด
รู้ธรรมอันเป็นสาระ โดยความ
เป็นสาระ และรู้ธรรมอันหาสาระมิได้
โดยความเป็นธรรมอันหาสาระมิได้
ชนเหล่านั้นมีความดำริชอบเป็น
โคจร ย่อมบรรลุธรรมอันเป็นสาระ
ฝนย่อมรั่วรดเรือนที่บุคคลมุงไม่ดี
ฉันใด ราคะย่อมรั่วรดจิตที่บุคคล
ไม่อบรมแล้ว ฉันนั้น ฝนย่อมไม่
รั่วรดเรือนที่บุคคลมุงดี ฉันใด
ราคะย่อมไม่รั่วรดจิตที่บุคคลอบรมดีแล้ว
ฉันนั้น บุคคลผู้ทำบาปย่อมเศร้าโศก
ในโลกนี้ย่อมเศร้าโศกใน
โลกหน้า ย่อมเศร้าโศก
ในโลกทั้งสอง บุคคลผู้ทำบาปนั้น
ย่อมเศร้าโศก
บุคคลผู้ทำบาปนั้นเห็นกรรม
ที่เศร้าหมองของตนแล้ว ย่อมเดือดร้อน
ผู้ทำบุญไว้แล้วย่อมบันเทิงในโลกนี้
ย่อมบันเทิงในโลกหน้า ย่อมบันเทิง
ในโลกทั้งสอง ผู้ทำบุญไว้แล้วนั้น
ย่อมบันเทิง ผู้ทำบุญไว้แล้วนั้นเห็น
ความบริสุทธิ์แห่งกรรมของตนแล้ว
ย่อมบันเทิงอย่างยิ่ง บุคคล
ผู้ทำบาปย่อมเดือดร้อนในโลกนี้
ย่อมเดือดร้อนในโลกหน้า
ย่อมเดือดร้อนในโลกทั้งสอง
บุคคลผู้ทำบาปนั้นย่อมเดือดร้อน
ว่าบาปเรา
ทำแล้ว บุคคลผู้ทำบาปนั้นไปสู่
ทุคติแล้ว ย่อมเดือดร้อนโดยยิ่ง
ผู้ทำบุญไว้แล้วย่อมเพลิดเพลิน
ในโลกนี้ ย่อมเพลิดเพลินในโลกหน้า
ย่อมเพลิดเพลินในโลกทั้งสอง
ผู้ทำบุญไว้แล้วย่อมเพลิดเพลินว่า
บุญอันเราทำไว้แล้ว ผู้ทำบุญ
ไว้แล้วนั้นไปสู่สุคติ ย่อมเพลิดเพลิน
โดยยิ่ง หากว่านรชนกล่าวคำ
อันมีประโยชน์แม้มาก แต่เป็นผู้
ไม่ทำกรรมอันการกบุคคล
พึงกระทำ เป็นผู้ประมาทแล้วไซร้
นรชนนั้นย่อม
ไม่เป็นผู้มีส่วนแห่งคุณเครื่อง
ความเป็นสมณะ ประดุจนายโคบาล
นับโคของชนเหล่าอื่น ย่อมไม่มี
ส่วนแห่งปัญจโครส ฉะนั้น หากว่า
นรชนกล่าวคำอันมีประโยชน์แม้น้อย
ย่อมประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม
ละราคะ โทสะ และโมหะแล้ว
รู้ทั่วโดยชอบ มีจิตหลุดพ้นด้วยดีแล้ว
ไม่ถือมั่นในโลกนี้หรือในโลกหน้า
นรชนนั้นย่อมเป็นผู้มีส่วน
แห่งคุณเครื่องความเป็นสมณะ ฯ
[E-Tipitaka;ฉบับหลวง:๒๕/๑๑/๑๑]

คติธรรม #ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้น...
13/06/2026

คติธรรม
#ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ

พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย ... แล้วได้ตรัสว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย กามวิตกย่อมมีเหตุบังเกิดขึ้นมิใช่ไม่มีเหตุบังเกิดขึ้น พยาบาทวิตกย่อมมีเหตุบังเกิดขึ้น มิใช่ไม่มีเหตุบังเกิดขึ้นวิหิงสาวิตกย่อมมีเหตุบังเกิดขึ้น มิใช่ไม่มีเหตุบังเกิดขึ้น ฯ

ก็กามวิตกย่อมมีเหตุบังเกิดขึ้น มิใช่ไม่มีเหตุบังเกิดขึ้น พยาบาทวิตกย่อมมีเหตุบังเกิดขึ้น มิใช่ไม่มีเหตุบังเกิดขึ้น วิหิงสาวิตกย่อมมีเหตุบังเกิดขึ้น มิใช่ไม่มีเหตุบังเกิดขึ้นอย่างไร

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความหมายรู้ในกามบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยกามธาตุ ความดำริในกามบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความหมายรู้ในกาม ความพอใจในกามบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความดำริในกาม ความเร่าร้อนเพราะกามบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความพอใจในกาม การแสวงหากามบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความเร่าร้อนเพราะกาม #ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ #เมื่อแสวงหากาม #ย่อมปฏิบัติผิดโดยฐานะ๓
คือ #กาย #วาจา #ใจ

ความหมายรู้ในพยาบาทบังเกิดขึ้นเพราะพยาปาทธาตุ ความดำริในพยาบาท บังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความหมายรู้ในพยาบาท ความพอใจในพยาบาทบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความดำริในพยาบาท ความเร่าร้อนเพราะพยาบาทบังเกิดขึ้น เพราะอาศัยความพอใจในพยาบาท การแสวงหาพยาบาทบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความเร่าร้อนเพราะพยาบาท ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ เมื่อแสวงหาพยาบาท ย่อมปฏิบัติผิดโดยฐานะ ๓ คือ กาย วาจา ใจ

ความหมายรู้ในวิหิงสาบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยวิหิงสาธาตุ ความดำริในวิหิงสาบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความหมายรู้ในวิหิงสา ความพอใจในวิหิงสาบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความดำริในวิหิงสา ความเร่าร้อนเพราะวิหิงสาบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความพอใจในวิหิงสา การแสวงหาวิหิงสาบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความเร่าร้อนเพราะวิหิงสา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ เมื่อแสวงหาวิหิงสา ย่อมปฏิบัติผิดโดยฐานะ ๓ คือ กาย วาจา ใจ ฯ

-พระไตรปิฏก (บาลี) นิทาน. สํ. ๑๖/๑๘๑/๓๕๕.

ที่อยู่

ตำบลหนองนมวัว
Lat Yao
60150

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ วัดนิวิฐธรรมาราม วัดเขาสมุกผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

ประเภท