วัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย ธรรมยุต ในพระราชูปถัมภ์ Watpa Buddhapojhariphunchai

วัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย ธรรมยุต ในพระราชูปถัมภ์ Watpa Buddhapojhariphunchai ช่องทาง ติดตาม ข่าวสาร ประชาสัมพันธ์ และ กิจกรรม ของหลวงพ่อพระอาจารย์อารยวังโส และ ของวัด

พระครูปลัดวีรศักดิ์ ID line : aou5112

เมื่อวันสาร์ที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๖๙ … เมตตาธรรมในพระเดชพระคุณพระราชวัชรสุทธิวงศ์ (ท่านเจ้าคุณอารยวังโส) นำคณะศิษย์ศรัทธาสาธุ...
23/08/2026

เมื่อวันสาร์ที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๖๙ … เมตตาธรรมในพระเดชพระคุณพระราชวัชรสุทธิวงศ์ (ท่านเจ้าคุณอารยวังโส) นำคณะศิษย์ศรัทธาสาธุชน บำเพ็ญกุศล ทำบุญตักบาตร ฟังธรรม ปฏิบัติบูชาธรรม และ ถวายสังฆทาน ตามคำกราบนิมนต์ของมูลนิธิเพื่อโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ร่วมกับศูนย์ธัมมะอารยวังโส ตามโครงการธรรมะคลินิก (ปีที่ ๑๙ )

🏥 สถานที่บำเพ็ญกุศล ณ อาคารเพื่อมูลนิธิโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ถนนศรีอยุธยา กรุงเทพมหานคร

รับฟังธรรมย้อนหลังทาง⬇️
22.08.69 | ภาวนาสร้างภูมิต้านทาน ขจัดโรคร้าย? | เจ้าคุณอ.อารยวังโส | มูลนิธิเพื่อโรงพยาบาลธรรมศาสตร์
https://youtube.com/live/D2W4osUvLaU?feature=share

ปฐมเหตุแห่งการทุจริต .. ในมนุษยชาติ!          เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา ในระหว่าง ๒๑-๒๗ สิงหาคม ๒๕๖๙ ได้...
21/08/2026

ปฐมเหตุแห่งการทุจริต .. ในมนุษยชาติ!
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา ในระหว่าง ๒๑-๒๗ สิงหาคม ๒๕๖๙ ได้รับนิมนต์เพื่อเป็นองค์แสดงธรรม นำอบรมจิตภาวนา ทั้งที่กระทรวงคมนาคมและมูลนิธิเพื่อโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ โดยมีตัดสินอธิกรณ์สงฆ์ร่วมอยู่ด้วยหนึ่งเรื่อง จึงเห็นควรกระทำ สัตตาห
กรณียะ ตามพุทธานุญาตให้พระภิกษุผู้อยู่จำพรรษาออกไปค้างแรมที่วัดอื่นได้ชั่วคราวไม่เกิน ๗ วัน โดยไม่ทำให้พรรษาขาด ซึ่งต้องมีเหตุตามพระวินัยและตั้งใจกลับมาภายในกำหนด ซึ่งจะต้องอยู่ภายในกรอบกรณียกิจ ๔ ประการ หนึ่งในสี่ ได้แก่ นิมนต์ไปเพื่อบำเพ็ญกุศล ฟังธรรม รับไทยธรรม ด้วยการตั้งใจ (การผูกใจ) ว่าจะกลับมาภายใน ๗ วัน นับตั้งแต่วันกระทำสัตตาหะ

การรับนิมนต์ไปบรรยายธรรมที่ กระทรวงคมนาคม ในวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๖๙ มีการตั้งหัวข้อที่น่าสนใจ ท้าทายต่อ กระแสสังคมทุจริตครองเมืองในปัจจุบัน ได้แก่...

“ปลุกจิตสำนึกด้วยหิริโอตตัปปะ .. ไม่ทนต่อการทุจริต!!” ซึ่งเมื่อเห็นหัวข้อบรรยายถูกจัดขึ้นที่กระทรวงคมนาคม.. หลายท่านบอกว่า “ช่างกล้าหาญจริงๆ” ที่สำนักปลัดกระทรวงฯ กล้าจัดบรรยายธรรมให้ข้าราชการ-เจ้าหน้าที่ได้รับฟังในหัวข้อนี้ ทั้งนี้ ด้วยภาพลักษณ์ของ กระทรวงคมนาคมที่มีงบประมาณมากกว่า ๔ แสนล้านบาท

หัวข้อบรรยายดังกล่าว จุดกระแสตอบรับจากสังคมดีมาก จึงมีคณะศรัทธาจำนวนไม่น้อยจากภายนอก แสดงความต้องการเข้าไปรับฟังถึงแนวทางการใช้ ธรรมวิธี เพื่อทำลายระบบทุจริตคดโกงให้สิ้นซากไปได้อย่างไร

เมื่อได้รับหัวข้อบรรยายดังกล่าว.. เริ่มแรกเกิดความรู้สึกที่ดีมาก ว่าเรายังมีหน่วยงานภาครัฐระดับกระทรวง ร่วมสนใจต่อการที่จะคิดช่วยกัน แก้ไข ป้องปราม กระแสทุจริตในจิตวิญญาณปุถุชนในสมัยวัตถุนิยมเป็นใหญ่

แต่เมื่อตั้งสติพิจารณาลงไปลึกๆ.. ย้อนกลับไปสุดสายของการอุบัติเกิดโลกขึ้นมา.. ที่สืบเนื่องจนถึงปัจจุบัน เพื่อไล่เรียงสืบสาวย้อนกลับไปหา สาเหตุเริ่มต้น ของ..

เหตุปัจจัยของการทุจริต คดโกง คอร์รัปชัน.. การประพฤติชั่วช้าเลวทราม ว่าเป็นมาอย่างไร.. เมื่อใด.

อะไรเป็นสารตั้งต้นของโรคทุจริต คอร์รัปชัน.. ที่นำไปสู่ การเบียดเบียน ฉ้อโกง แก่งแย่ง ฉกชิง วิ่งราว.. ลักทรัพย์ หลอกลวง.. ประพฤติชั่ว....

จากการค้นคว้าหลักธรรมของการอุบัติเกิดขึ้นของโลกและสัตว์โลก พบว่า เงื่อนไขปัญหาตามที่กล่าวเริ่มต้นเกิดมาจากความชอบชิดติดใจ ทรัพยากรสาธารณะ ที่เป็นสมบัติของโลก เมื่อสมาชิกในโลกได้ใช้สอย

อันเป็นเหตุให้เกิดการแสวงหา (ปริเยสนา) เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งนั้นๆ ที่ต้องการ... จึงนำไปสู่หลักปัจจยาการ.. ที่แสดง ธรรมเพื่อชีวิต ขึ้น เพื่อแจกแจงให้เห็นความสัมพันธ์ในจิตระหว่างมนุษย์ด้วยกันที่เป็น “สัตว์สังคม” .. ในวิถี ปัจจยาการทางสังคม ดังพระพุทธภาษิตที่ว่า..

“อานนท์.. ด้วยประการนี้แล อาศัย เวทนา จึงมี ตัณหา, อาศัย ตัณหา จึงมี ปริเยสนา (การแสวงหา), อาศัย ปริเยสนา จึงมี ลาภะ (การได้), อาศัย ลาภะ จึงมี วินิจฉัย (กะการกำหนด), อาศัย วินิจฉัย จึงมี ฉันทราคะ (ชอบชิดติดพันให้กระสัน), อาศัย ฉันทราคะ จึงมี อัชโฌสาน (หลงใหลครอบครอง), อาศัย อัชโฌสาน จึงมี ปริคคหะ (การยึดถือครอบครอง), อาศัย ปริคคหะ จึงมี มัจฉริยะ (หวงแหนหวงกั้น), อาศัย มัจฉริยะ จึงมี อารักขะ (การเก็บกั้นป้องกัน) และอาศัย อารักขะ สืบเนื่องอารักขะ จึงมี การถือไม้มีด การทะเลาะ การวิวาท.. ขึ้นเสียงคำว่า มึง.. กู.. การส่อเสียด มุสาวาท.. บาปอกุศลธรรม (ปัญหาความชั่วร้าย) ทั้งหลาย เป็นอเนก ย่อมเกิดมีพรั่งพร้อมด้วยอาการอย่างนี้..”

หากวิเคราะห์โครงสร้างปฏิจจสมุปบาท หรือปัจจยาการทางสังคม จะพบว่า จุดเริ่มต้นจาก กิเลส สู่ การกระทำ (กรรม).. ที่มี วิบาก เป็นผล และผลดังกล่าวมาสนับสนุนสืบเนื่องกิเลสให้ดำเนินต่อไปในกระแสจิต.. ที่เริ่มต้นจาก อวิชชา (ความรู้ที่ผิดธรรม) ให้นำไปสู่การปรุงแต่งแบบผิดๆ เพี้ยนๆ ไปจากธรรม ผ่านความคิดที่วิปลาสธรรม ส่งต่อพฤติกรรม (สังขาร) ที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ในสังคม ผ่านกระบวนการ วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ และเวทนา.. เพื่อสื่อสู่ภายนอกเมื่อเกิดความรู้สึก พอใจ .. ไม่พอใจ หรือระหว่างกึ่งกลางขึ้นที่เรียกว่า เวทนา ที่ผลักดันไปสู่ ตัณหา (ความทะยานอยาก) และ อุปาทาน (ความยึดมั่นยึดถือ) อันเป็นจุดต่อสำคัญยิ่งที่เริ่มแสดงการเป็นปัญหาทางสังคม

เมื่อ อุปาทาน (ความยึดติดยึดถือ) นำไปสู่ การสร้างระบบกรรม และ การกระทำร่วมกัน ความตั้งขึ้นของความเป็น (ภพ) เกิดภาวะสังคมรูปแบบต่างๆ (ชาติ) จึงเกิดขึ้น ที่นำไปสู่ การแย่งชิง การเบียดเบียน การขัดแย้ง ความเสื่อมสลาย.. สู่ความทุกข์ยากของคนในสังคมโดยรวม..

การอุบัติเกิดขึ้นของโลก... เมื่อจิตเข้าไปยึดถืออารมณ์ เกิดการรับรู้ในอารมณ์.. มีความรู้สึกพอใจ .. ไม่พอใจ หรือระหว่างกึ่งทั้งสอง และการเข้าไปเสวยรสของความรู้สึกนั้น (เวทนา) จึงทำให้เกิด ฉันทะ ราคะ นันทิ และตัณหา ขึ้น.. นั่นหมายถึง ความเป็นสัตว์ในกระแสจิตได้เกิดขึ้น ด้วยความสำคัญมั่นหมายว่า เป็นตัวเรา ของเรา ที่ส่งต่อไปสู่กระแสทุกข์.. จึงกล่าวว่า.. โลกจึงเกิดด้วยประการนี้!

ดังใน ทฤษฎีการเกิดโลกในพระพุทธศาสนา ที่อธิบายว่า โลกและจักรวาล ไม่มีจุดเริ่มต้นที่แน่ชัด แต่เป็น วัฏจักรของ เกิด ดับ.. แตกสลาย ชี้ให้เห็นความเป็นจริงว่า.. สภาวะแวดล้อมแปรเปลี่ยนไปตามกิเลสและพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิต ภายใต้ คติ จิตสร้างโลก จึงเกิดกระบวนการกำเนิดและวิวัฒนาการของโลก โดยอ้างอิงหลักธรรมที่ปรากฏจุดเริ่มแนวคิดดังกล่าวใน ปาฏิกสูตร และขยายละเอียดใน อัคคัญญสูตร ซึ่งอธิบายว่า โลกและจักรวาล ไม่มีจุดเริ่มต้นที่แน่ชัด แต่เป็นวัฏจักรของการเกิด-ดับ-แตกสลาย โดยมี..

ช่วงโลกพินาศ (สังวัฏฏกัป) .. โลกม้วนเข้า โดยเมื่อโลกผ่านไปยาวนาน.. สมัยโลกและระบบจักรวาลถึงคราว พินาศ ด้วย ไฟ น้ำ ลม
- สัตว์โลกจึงย้ายที่อยู่ เพื่อหนีโลกาวินาศ โดยส่วนใหญ่จะไปอุบัติขึ้นในชั้น อาภัสสรพรหม ซึ่งเป็นพรหมชั้นสูง มีชีวิตด้วยปีติ.. มีแสงสว่างในตนเอง ล่องลอยไปในอากาศ

ต่อมาเข้าสู่ วิวัฏฏกัป.. ช่วงโลกอุบัติเกิดขึ้นใหม่ เรียกว่า โลกคลี่ออก.. โดยเมื่อเวลาผ่านไปนานๆ โลกเริ่มเย็นตัว และกลับตั้งขึ้นมาใหม่ โดยสภาวะเริ่มแรก โลกมีแต่น้ำ พื้นโลกมีแต่น้ำ และมีความมืดมนอนธการ ยังไม่มีพระอาทิตย์ พระจันทร์ ดวงดาว..

เมื่อสัตว์พรหมจากอาภัสสรพรหมได้จุติ (ตาย) ลงมาเกิดเป็นมนุษย์ในยุคแรก (มนุษย์ต้นกัป) ยังมีกายทิพย์ มีแสงสว่างจากกาย ไม่กินอาหารหยาบ

จนเข้าสู่สมัย ง้วนดินตั้งขึ้น เกิดภาวะแผ่นดินลอยเหนือน้ำ มีลักษณะคล้ายเนยใสเนยข้น มีกลิ่นหอมชวนลิ้มลอง.. จิตของสัตว์ที่จุติจากพรหมโลก มีความโลภขึ้นครอบงำ ได้นำนิ้วมือไปจิ้มง้วนดินมาลิ้นรส.. ความเสื่อม จึงอุบัติขึ้นในจิตของสัตว์เหล่านั้นในยุคแรก ด้วยเกิด ถูกใจ ชอบใจ เพลิดเพลิน ยินดีในรสชาติ.. จึงเกิด ตัณหา ขึ้น..

สิ่งที่แปรตามมา ได้แก่ อาหาร ที่เปลี่ยนไปตาม ตัณหา จากง้วนดินใน ยุคโลกคลี่ออก สู่กระเบียดดิน.. ข้าวสาลีไม่มีรำ ผลใหญ่.. ที่ส่งผลให้เกิดสภาพ เพศหญิง-ชาย ขึ้นมาปรากฏ แสดงสภาวะร่างกายที่หยาบขึ้น จึงเป็นสาเหตุนำไปสู่ การเสพเมถุน.. การสร้างบ้านครองเรือน.. การเสพวัตถุกามเป็นใหญ่.. จนเข้าสู่ ระบบสังคมของมนุษยชาติ ที่จะต้องมี สถาบันการปกครองทางสังคม ขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหา ความโลภของมนุษยชาติ ที่ดำเนินไปภายใต้อำนาจ มัจฉริยะ ความตระหนี่ถี่เหนียว ด้วยการมีการกักตุนทรัพยากรขึ้น.. จึงส่งผลที่ขัดแย้งกับกฎธรรมชาติ ส่งผลคืนกลับมนุษย์ด้วยการทำให้ทรัพยากรธรรมชาติแปรเปลี่ยน เสื่อมคุณภาพ.. และมีปริมาณจำกัด ไม่เพียงพอต่อความต้องการของมหาชน

..ที่เคยคำนึงว่า.. “มีไว้ มีใช้” กลายเป็น “มีไว้ครอบครอง”.. “พออยู่พอกิน” กลายเป็น “กินให้พอ” จึงต้องมีมากกว่า ดีกว่าคนอื่น.. ความริษยา มาควบคู่กับ มัจฉริยะ.. จึงเกิดขึ้นในจิตใจของสัตว์สังคมทั้งหลาย ที่มีความเกียจคร้านไหลเข้ามาควบคุมบนความสัมพันธ์กับ ถีนมิทธะ ก่อเกิดความไม่กระตือรือร้น ในสิ่งที่ควรทำ แต่อยากได้มาก โดยไม่อยากลงแรงอย่างถูกต้อง จึงเกิด พฤติกรรมทุจริต ฉ้อโกง คอร์รัปชัน ขึ้นมา

ระบบธรรมชาติ จึงแสดงผลตามเหตุ.. เมื่อทรัพยากรถูกใช้เกิน.. ทรัพยากรก็ต้องลดลง.. จนที่สุดนำไปสู่การประพฤติทุจริต.. เพื่อการได้มา จนกลายเป็นปัญหาสังคมในวันนี้.. ที่ทุกฝ่ายต้องศึกษา!!.
เจริญพร
ปักธงธรรม โดย…พระอาจารย์อารยวังโส
หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์
วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม 2569
บทความทางหนังสือพิมพ์ได้ที่:
https://www.thaipost.net/e-pub-news/1054169/
ทางเว็บไทยโพสต์:
https://www.thaipost.net/articles-news/1054113/
บทความย้อนหลังได้ที่:
https://paktongdhamsongloak.wordpress.com

🕹️วันสาร์ที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๖๙ เวลา ๐๖.๓๐ น.เป็นต้นไป🔹 เมตตาธรรมในพระเดชพระคุณพระราชวัชรสุทธิวงศ์ (ท่านเจ้าคุณอารยวังโส) ข...
19/08/2026

🕹️วันสาร์ที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๖๙ เวลา ๐๖.๓๐ น.เป็นต้นไป

🔹 เมตตาธรรมในพระเดชพระคุณพระราชวัชรสุทธิวงศ์ (ท่านเจ้าคุณอารยวังโส) ขอเรียนเชิญคณะศิษย์ศรัทธาสาธุชน เข้าร่วมบำเพ็ญกุศล ทำบุญตักบาตร ฟังธรรม ปฏิบัติบูชาธรรม และ ถวายสังฆทาน ตามคำกราบนิมนต์ของมูลนิธิเพื่อโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ร่วมกับศูนย์ธัมมะอารยวังโส ตามโครงการธรรมะคลินิก (ปีที่ ๑๙ )

🏥 สถานที่บำเพ็ญกุศล ณ อาคารเพื่อมูลนิธิโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ถนนศรีอยุธยากรุงเทพมหานคร
————————
https://maps.app.goo.gl/6q4meHXgTATbQjCx6g_st=com.google.maps.preview.copy
—————————-

🚘 ด้วยสถานที่จอดรถใต้อาคารของมูลนิธิฯ มีจำนวนจำกัด จึงมีปัญหาและความสะดวกเกิดขึ้นทุกครั้ง เป็นต้นว่าการจอดรถซ้อนคัน โดยเฉพาะครั้งล่าสุดมีผู้นำรถไปจอดในซอยข้างมูลนิธิฯ ทำให้ผู้อยู่อาศัยในซอยไม่สามารถสัญจร เข้า-ออกได้

ทางมูลนิธิฯจึงขอให้ท่านที่จะมาร่วมบำเพ็ญกุศล กรุณานำรถไปจอดที่ลานจอดรถในโรงเรียนสันติราษฏร์วิทยาลัย ซึ่งอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับอาคารมูลนิธิฯ โดยทางมูลนิธิได้ทำหนังสือถึงโรงเรียนเพื่อขอความอนุเคราะห์ไว้แล้ว ทางโรงเรียนจะคิดค่าบริการในอัตราเหมาจ่าย

ทางมูลนิธิฯขอสงวนที่จอดรถ สำหรับรถของพระสงฆ์ รถของเจ้าหน้าที่ และ**รถที่ได้ลงทะเบียนไว้แล้วเท่านั้น

หากท่านใดมีความจำเป็นต้องใช้ที่จอดรถให้ติดต่อลงทะเบียนกับเจ้าหน้าที่มูลนิธิโดยตรง ที่หมายเลข ☎️ ๐๒ - ๖๔๐๔๓๑๓

มูลนิธิฯขอขอบคุณในความร่วมมือ ~

จะแก้ไขโรคทุจริต .. ในสังคมได้อย่างไร!?          เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา มีคำกล่าวว่า         ...
15/08/2026

จะแก้ไขโรคทุจริต .. ในสังคมได้อย่างไร!?
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา มีคำกล่าวว่า

..เธอจงระวังความคิดของเธอ
เพราะความคิดจะกลายเป็นความประพฤติ.. เป็นนิสัย อุปนิสัย ที่กำหนดชะตาชีวิตของเธอ!

ความคิด จึงสะท้อนคุณลักษณะของผู้คิด.. ด้วยสิ่งที่คนเราคิดนั้นย่อมสะท้อนให้เห็นถึงลักษณะภายในของคนผู้นั้น เพราะความคิดมักจะเผยให้เห็น ทัศนคติ ค่านิยม จิตสำนึก ปัญญา และคุณธรรม ของผู้คิด

พุทธปรัชญา จึงกล่าวไว้ว่า.. “ความคิดเป็นเงาของจิต”

เพราะเมื่อจิตมีสภาวะอย่างไร ความคิดหรือการปรุงแต่งที่เกิดขึ้น ก็มักแสดงลักษณะนั้นออกมา..

เมื่อจะอยากรู้ว่า คนนั้นเป็นอย่างไร ให้พิจารณาสิ่งที่เขาคิด วิธีที่เขามองปัญหา และเหตุผลที่เขาใช้ตัดสินสิ่งต่างๆ

ยามนี้ เข้าสู่ฤดูฝน สัตว์ส่งเสียงร้องระงมตามป่าเขา.. สะท้อนความคิดจากจิตผ่านเสียงที่เปล่งร้องออกมา เพื่อบอกกล่าวให้โลกได้รับทราบถึงความรู้สึกจากจิตใจ..

เสียงร้องจากความคิดที่วิตกอยู่ในทุกขณะจิต จึงเป็น บทเพลงแห่งความทุกข์ของความเป็นสัตว์ในวัฏสงสาร.. ที่ผู้มีญาณทัศนะระดับสูง พึงสามารถกำหนดรู้ได้ว่า เขากำลังบอกกล่าวเล่าเรื่องอะไรแก่โลก..

การส่งเสียงเรียกร้องอย่างมิรู้จักคิดพิจารณา.. จึงเป็นเรื่องของความทุกข์ในกระแส คล้ายๆ กับคนเรา ที่มัก คิด พูด ส่งเสียงออกมาแต่เรื่องนั้นๆ อย่างไม่เปลี่ยนแปลง โดยไม่ยอมพิจารณากลั่นกรองก่อนว่า มีประโยชน์ เหมาะควร หรือไม่.. ด้วยอิทธิฤทธิ์ของ ความเขลา ที่สื่อสารผ่าน โมหจิต ที่ถ่ายทอดออกมาเป็น อวิชชา

อวิชชา... มูลการของกระแสความทุกข์ จึงนับเป็นจุดเริ่มต้นของวิถีชีวิตในกระแสโลก ซึ่งมิได้เกิดขึ้นเองโดยบังเอิญ แต่เกิดขึ้นเพราะ มีเหตุปัจจัย อันเป็นไปตามกฎธรรมชาติ ที่แสดงความเป็นจริงว่า.. เมื่อมีสิ่งนี้ สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น.. หรือ เพราะอาศัยสิ่งนี้ สิ่งนี้.. สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น!

อวิชชา จึงเกิดขึ้นจากอาสวกิเลสที่หมักหมมอยู่ในกมลสันดานแห่งจิตหนึ่งนั้น ที่หนาแน่นด้วย โมหะ.. อวิชชาจึงมี โมหะ เป็นสภาวะเดียวกัน ทำให้ไม่รู้ในอริยสัจ ๔ คือ ทุกข์.. สมุทัย นิโรธ และมรรค..

จึงกล่าวได้ว่า อวิชชา คือสภาวธรรมของโมหะ หรือ โมหะ มีสภาวธรรมอวิชชา.. ที่มีเหตุเกิด ได้แก่ อโยนิโสมนสิการ.. การไม่ใส่ใจโดยแยบคาย

เมื่อจิตใส่ใจอารมณ์.. ไปรับอารมณ์โดยไม่พิจารณาโดยแยบคาย เพื่อให้เห็น เหตุปัจจัย ของสภาวธรรมนั้น ย่อมเป็นช่องให้โมหะ-อวิชชาเกิดขึ้นตามลำดับ... จึงเกิดความเห็นผิด.. การไม่เห็นตามความเป็นจริงขึ้น จึงนำไปสู่การปรุงแต่ง ที่เรียกว่า สังขาร ต่อไป.. ดังพระพุทธพจน์ที่ว่า

อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร
“อวิชชา ปัจจยา สังขารา”..

เมื่อเข้าใจตรงธรรมเช่นนี้ เราก็สามารถ หาคำตอบจากคำกล่าวหา ได้ว่า

ทำไม คนคนนี้ โง่บัดซบ.. โง่อย่างไม่ยอมแบ่งเพื่อน..
ทำไม คนคนนี้ โง่แล้วยังอวดฉลาด.. โง่เง่าจริงๆ

ปัจจุบันมีคำพูดในสังคมดิจิทัลที่ดังมากขึ้น จากกรณี พวกคนการเมือง ที่ใช้อำนาจอย่างถ่อยเถื่อน จนนำไปสู่ การประพฤติทุจริต.. การฉ้อราษฎร์บังหลวง.. มีการฉ้อโกงอย่างหน้าด้านๆ.. จนเกิดการปล้นกลางแดดขึ้น.. อย่างไม่เกรงกลัวต่อฟ้าดิน.. ไม่ละอายต่อผีสางนางไม้.. และไม่เคอะเขินต่อตนเอง.. ดังปรากฏรายชื่อทุจริตที่ถูกคัดออกจากการฉ้อโกงการสอบบรรจุเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งส่วนหนึ่งเป็น เส้นสายนักการเมือง.. ข้าราชการผู้ใหญ่ในฝ่ายมีอำนาจ และในกลุ่มผู้มีอิทธิพลเหนือนักการเมืองนั้นๆ ที่เรียก บ้านใหญ่ทั้งหลาย ดังปรากฏในส่วนทุจริตกลุ่มเส้นสายที่เข้าใจว่าเป็นตั๋วเบ่ง เข้าฟรีไม่ต้องซื้อ ticket มีมากกว่า ๒๐๐ รายชื่อจากผลที่ถูกคัดออกไป โดยเฉพาะ รายชื่อพี่สาว น้องสาว และน้องหน้าห้องนักการเมืองดังภาคใต้.. ที่เพิ่งลาออกไปแบบมีนัย

จึงได้เห็นขบวนการฉ้อโกงแบบไร้ยางอายที่กระทำอย่างเป็นรูปแบบ มีการจัดตั้ง.. มีการบริหารจัดการอย่างเป็นแบบแผน สะท้อนความจริงว่า ในสังคมไทยมี บริษัทโกงไม่จำกัดอย่างไร้คุณธรรมโจรเกิดขึ้นจริงๆ.. เรียกว่า.. เป็นการทำลายสถาบันโจรทุกสมัยที่เคยมีมาในตำนาน อย่างแม้โจรก็ไม่อยากคบ.. คนพาลก็รังเกียจ.. นักเลงก็ขยะแขยง ในโจรสายพันธุ์ชั่ว ที่ ไวรัสโมหะสายพันธุ์เปรต ควบคุมพวกนี้ไว้ จนยากจะเข้าใจใน ความผิดหรือความถูก.. ความดีหรือความชั่ว ว่าแตกต่างกันอย่างไร.!?

จึงเป็นที่มาของการเกิด ไวรัสโมหะสายพันธุ์เปรต ขึ้น ที่หมายถึง เปรต คือ อภิชฌาวิสมโลภะ ที่มี โมหะและมิจฉาทิฏฐิ เข้าสนับสนุน.. ที่ยาต่อต้านทุจริตทุกขนานยากจะยับยั้งเอาอยู่.. สลายให้สูญพันธุ์ไปได้...

น่ากลัวยิ่งในไวรัสสายพันธุ์นี้ คือ ความเฉยโง่ ที่ทำหน้าซื่อบื้อไปเรื่อยๆ อย่างไร้ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี เสมือนบรรลุกำลังภายในขั้นเหยียบเมฆไร้ร่องรอยแล้ว.. ด้วยความเฉยโง่ (อัญญาณุเปกขา) จะทำหน้าที่ปกปิดไม่ให้เห็นในความซื่อบื้อของตนเอง.. คนพวกนี้จะไม่รู้เลยว่า ความชั่วเกิดขึ้นแล้วเป็นอย่างไร.. ความดีเกิดขึ้นแล้วมีคุณอย่างไร พวกเขาจึงยากจะรู้คุณแผ่นดิน.. ยากจะซื่อสัตย์ต่อประชาชนที่เลือกพวกเขามาทำหน้าที่บริหารบ้านเมือง

พวกนี้จะสำคัญมั่นหมาย เพื่อการตอบสนองความต้องการอย่างเดียว ด้วย มิจฉาทิฏฐิ ที่ว่า..

นี่คือความถูกต้อง.. นี่คือความจำเป็น
และนี่เป็นสิ่งที่ฉันควรได้รับ แม้มาจากการคอร์รัปชัน.. การฉ้อโกงแผ่นดิน..

อวิชชา.. ในเครือข่ายสนับสนุนของ อภิชฌาวิสมโลภะ ที่มี โลภเจตสิกบวกโมหเจตสิก สนับสนุนอยู่ จึงมี มิจฉาทิฏฐิ ขั้นรุนแรง ที่มุ่งยึดเหนียวแน่นใน ความเห็นผิด มารับรองความอยาก.. ให้เกิดความวิบัติในธรรมขึ้น จนก่อเกิดความ วิปลาสไปจากธรรม.. ในจิตใจ ให้ดำเนินชีวิตไปด้วยอวิชชาที่ส่งสืบต่อเนื่องขั้นรุนแรง ที่เพิ่มความทุกข์ให้ยิ่งขึ้นในกระแสชีวิตในวัฏสงสาร.. ทั้งนี้ ด้วยอำนาจอภิชฌาวิสมโลภะ ที่ทำให้เขาไม่รู้เลยว่า เขากำลังทำความชั่วด้วยความโลภขั้นรุนแรง และเขาจะไม่เห็นความโลภที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงตามความเป็นจริง

จึงเป็นธรรมดาที่ ไอ้พวกคนเหล่านี้ จะทำอะไรก็ได้.. แม้จะผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก.. จนยากที่จะแก้ด้วย “อกุศลจิต ที่สั่งสมและเกิดซ้ำ จนเป็นพฤติกรรมทุจริตอย่างรุนแรง..” ที่ไม่นานคงจะได้เห็นฤทธิ์เดชของคนพวกนี้ จากการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในหลายกระทรวง โดยเฉพาะ กระทรวงคลองหลอด ที่น่าจับตายิ่ง.. เพราะได้ยินมาอีกแล้วว่า.. บ้านใหญ่แถวอีสานได้สั่งการมาแล้วว่า ควรจะเคาะรายชื่อได้...

จึงขอเชิญชวนสาธุชนได้ร่วมใจกันต่อต้านกลุ่มอำนาจนอกระบบเหล่านี้ ด้วย ธรรมวิธี ที่มีแสนยานุภาพพร้อมขจัดบทบาทกลุ่มคนชั่วๆ เหล่านี้ให้สิ้นไปจากระบบบริหารราชการแผ่นดินไทย.. เพื่อคืนกลับสังคมไทยสู่อารยธรรมที่เหมาะควร..ต่อไป!!.
เจริญพร
ปักธงธรรม โดย…พระอาจารย์อารยวังโส
หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์
วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม 2569
บทความทางหนังสือพิมพ์ได้ที่:
https://www.thaipost.net/e-pub-news/1049649/
ทางเว็บไทยโพสต์:
https://www.thaipost.net/articles-news/1049580/
บทความย้อนหลังได้ที่:
https://paktongdhamsongloak.wordpress.com

☝🏻เราจะมีนายกฯ เป็นวีรบุรุษของชาติ.. ..ได้อย่างไร!?          เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา มีคำกล่าวว่า     ...
08/08/2026

☝🏻เราจะมีนายกฯ เป็นวีรบุรุษของชาติ.. ..ได้อย่างไร!?
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา มีคำกล่าวว่า

“ผู้ที่จะเป็นวีรบุรุษ ต้องกล้าละอัตตา วางอคติ ไม่ยึดติดในตนเองและพวกพ้อง
แล้วยืนหยัดเพื่อความถูกต้องและประโยชน์ของส่วนรวม”

แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับมุมมองของพุทธศาสนาเกี่ยวกับ ละอคติ ๔ ได้แก่ ความลำเอียง เพราะรัก โกรธ หลง และกลัว โดยชี้แจงแสดงให้เห็นความจริงว่า ผู้ตัดสินใจโดยไม่ถูกอคติทั้งสี่ครอบงำ ย่อมทำหน้าที่ด้วยความยุติธรรม แม้จะต้องเสียสละผลประโยชน์ของตนหรือพวกพ้องก็ตาม..

จึงเป็นเรื่องที่ยากยิ่งต่อ บุคคลที่มีจิตใจสถุล แต่คาดหวังจะสวมใส่ จิตวิญญาณวีรบุรุษ .. ซึ่งแม้เขาคิดได้ ก็ยากจะทำได้ ทั้งนี้มิใช่เขาไม่มีวาสนา แต่เขาไม่ได้ใช้โอกาสที่มีไม่เท่ากันในชีวิตนั้นให้เกิดประโยชน์ตามที่คิด

หลักสัจธรรมข้อหนึ่งที่สำคัญมากสำหรับนักปฏิวัติ นักปฏิรูป หรือนักพัฒนา คือ การใช้โอกาสที่มีจำกัด สร้างเหตุให้ตรงผล โดยคำนึงเสมอว่า เมื่อเหตุเปลี่ยน ผลในอนาคตก็เปลี่ยนได้ กล่าวในเชิงธรรมะได้ว่า..

“..คนมีปัญญา ไม่แข่งวาสนา
แต่เร่งสร้างเหตุแห่งวาสนาด้วยกรรมที่ดีในปัจจุบัน..”

วาสนา บารมี คุณความดี ฐานะโอกาส ที่ได้มา จึงมิใช่เกิดจากความโชคดีโดยบังเอิญ โดยไร้เหตุปัจจัย แต่เป็นผลจากกรรมและการสั่งสมความดีที่อบรมมา จึงไม่ได้เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้อย่างเด็ดขาด

คติธรรมดังกล่าว เป็นไปเพื่อไว้เตือนจิตใจของเราทั้งหลายว่า อย่าประมาท.. อย่าปรามาส ต่ออำนาจธรรมชาติ ที่ไม่เคยเลอะเลือนไปตามกาลเวลา ที่สุดย่อมคืนกลับต่อเจ้าของการกระทำ ผู้สร้างเหตุกรรมนั้น อย่างยุติธรรมเสมอ แม้จะต้องการหรือไม่.. ก็ตาม โดยที่ไม่มีใครๆ แม้เทวดาฟ้าดินหน้าไหนๆ ก็ยากจะต้านทานได้..

อัปปมาทะ.. ความไม่ประมาท จึงเป็นธรรมเครื่องรักษาความเจริญทั้งปวง

ผู้ไม่ประมาท ย่อมรักษา วาสนาและบารมี ที่สั่งสมไว้ได้ โดยมี หิริ (ความละอายต่อบาป) และ โอตตัปปะ (ความเกรงกลัวต่อผลของบาป) เป็นธรรมคุ้มครอง เพื่อการไม่ประพฤติทำลายบุญและคุณความดีที่สร้างสั่งสมมา.. ซึ่งจักต้องทำความเข้าใจเสมอว่า..

วาสนาและบารมี มิใช่สิ่งคงที่ แต่เป็นผลของกระแสเหตุปัจจัย เพราะ เมื่อกุศลจิตเกิดบ่อยๆ พร้อมด้วย อโลภะ อโทสะ และปัญญา กุศลผลบุญย่อมถูกสั่งสมเป็นกำลังแห่งบารมี

แต่เมื่อใด อกุศลจิตเกิดปรากฏ ด้วย โลภะ โทสะ โมหะ ครอบงำ และเกิดขึ้นถี่ๆ.. ก็เป็นเหตุให้กำลังของกุศลอ่อนลง และเกิดผลไม่เกื้อกูลในภายหน้า

ด้วยวาสนาเกิดจากกรรมดี บารมีเกิดจากการสั่งสมคุณธรรม ทั้งสองจะไม่เสื่อมเลอะเลือน เพราะดำรงอยู่ด้วยความไม่ประมาท มีศีล สติ และปัญญา เป็นเครื่องค้ำชูจิต ไม่ปล่อยให้อกุศลเข้าครอบงำ..

คำถามหนึ่ง ที่ใคร่ชวนทุกคนช่วยกันตอบ ว่า

คนอยากเป็นวีรบุรุษ.. แต่ขาดความกล้าหาญ จะเป็นได้หรือไม่.!?

คำตอบคือ ไม่.. ทั้งนี้ เพราะความดีกับความกล้าหาญ แม้จะเกื้อกูลกัน แต่เป็นคุณธรรมคนละด้านกัน

คนดี คือ ผู้มีศีล เคารพธรรม มีเมตตา ซื่อสัตย์สุจริต ไม่เบียดเบียน

ความกล้าหาญ คือ ความสามารถของจิตใจ ที่แสดงประสิทธิภาพในการยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้อง แม้ต้องเผชิญกับความกลัว ความยากลำบาก การสูญเสีย และแรงกดดัน โดยมีปัญญาและคุณธรรมเป็นเครื่องกำกับ

ความกล้าหาญ จึงไม่ใช่ความไม่กลัว แต่คือการไม่ยอมให้ความเขลาเข้าครอบงำ จนละสิ่งที่ถูกต้อง..

ความกล้าหาญในพระพุทธศาสนา ไม่ใช่ความดุดัน เด็ดขาด อย่างไร้เหตุผล.. แต่เป็นความมั่นคงทางจิตใจที่เคารพธรรม.. ยกธรรมเป็นธง.. เป็นยอด.. เป็นใหญ่ เป็นธรรมาธิปไตย ตั้งอยู่ในการสักการะ เคารพ นับถือ บูชาธรรม โดยไม่ต้องไปพึ่งไสยศาสตร์ ไสยเวท ผีฟ้า ผีหลวง ที่ไหน ให้หวั่นไหวใจเล่น จนแลดูเป็น คนเข้มแข็งแต่อ่อนแอ.. กล้าหาญแต่หวาดกลัว.. ฉลาดแต่โง่บัดซบ.. เหมือนกับหลายๆ คนที่กำลังแสดงออก เมื่อกระทบกับภาวะปัญหารุมเร้า..

การปฏิเสธธรรม.. การละเลยอำนาจแห่งธรรม.. การไม่สักการะ เคารพธรรม.. จึงทำให้หันไปเสพคบ อธรรม จนนำไปสู่ความปรามาสธรรม ทั้งนี้ เพราะไม่มีความรู้ความเข้าใจในสัจธรรมของชีวิต ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์และความสงบสุขแท้จริงโดยธรรม

จึงทำให้เข้าใจนิยามของคำว่า กล้าหาญ.. คนดี.. และ วีรบุรุษ ผิดเพี้ยนไปตามประสาคนเขลา โง่ เซ่อ มามากภพมากชาติ.. แม้ในชาติปัจจุบัน

ความไม่เข้าใจว่า จะสร้างความกล้าหาญได้อย่างไร.. ธรรมอันใดทำให้เป็นคนดี.. ..จะก้าวย่างไปสู่วีรบุรุษได้อย่างไร จึงมีให้แลเห็นอย่างน่าสงสาร ว่า แม้อยากได้ อยากเป็น อยากมี แต่ยากจะสัมฤทธิผล เพราะไม่เข้าใจธรรมของความเป็นไปหรือการทำให้เกิดขึ้น จึงไม่เข้าใจว่า ถ้าจะสร้างความกล้าหาญ ต้องปลูกสร้างคุณธรรมอันใดลงไปในจิตใจ

เมื่อไม่รู้จัก องค์ธรรมที่สร้างกุศลจิต เพื่อความกล้าหาญ ก็เหมือนบุคคลที่เป็นหมัน ยากจะก่อเผ่าพันธุ์สืบสายชาติตระกูลให้เจริญต่อไปได้.. จึงยากยิ่งที่จะเข้าใจคุณสมบัติของคนดี.. คุณสมบัติของวีรบุรุษ และคุณสมบัติของความกล้าหาญ ตลอดจนถึงอานิสงส์ของความเป็นคนดี.. วีรบุรุษ และความกล้าหาญ

ดังนั้น การจะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดในกิจการที่หาได้ยากเมื่อมาถึง จึงยากที่จะทำได้ แม้คิดได้ เพราะเขาจะไม่กล้าหาญพอที่จะเป็นคนดี.. ไม่กล้าหาญพอที่จะเป็นวีรบุรุษ แม้โอกาส ความพร้อม คุณสมบัติของเขา มาถึง..

ทั้งนี้ เพราะความกล้าหาญจะเกิดขึ้นเฉพาะในจิตใจของคนดี ที่มี กุศลจิต เท่านั้น ซึ่งจะต้องละความเห็นแก่ตัว.. ไม่พยาบาท.. ไม่หวาดระแวง ด้วยอำนาจโทสะ มีการรู้เหตุ รู้ผล (รู้ธรรม .. รู้อรรถ) และมีความเพียรชอบ อย่างมีสติ สัมปชัญญะ ซึ่งหมายถึง เป็นผู้เคารพธรรม.. ปฏิบัติธรรม ที่สามารถทำความถูกต้องได้จริงอย่างกล้าหาญ แม้จะต้องเผชิญกับความเสี่ยง ก็จะ...

.. กล้าเผชิญความจริง ไม่หลอกตนเอง..

.. กล้ายอมรับความผิด และแก้ไข..

.. กล้าทำความดี แม้ไม่มีใครเห็น..

.. กล้าปกป้องความถูกต้อง แม้สูญเสียประโยชน์ส่วนตน

.. กล้าละกิเลส ซึ่งเป็นความกล้าหาญสูงสุดในพระพุทธศาสนา

พระพุทธเจ้าของเราทั้งหลาย ทรงสรรเสริญยิ่งในความกล้าหาญ ที่เกิดจากการชนะใจตนเอง ว่าเป็นชัยชนะอันประเสริฐ ไม่ว่าจะเป็นชัยชนะความโลภ.. ความโกรธหรือความหลงของตน ที่นับเป็นผู้มีความกล้าหาญอย่างแท้จริง

“ความกล้าหาญที่สร้างคนดีให้เป็นวีรบุรุษได้นั้น เป็นความกล้าหาญที่มิใช่การเอาชนะผู้อื่น แต่คือการเอาชนะความกลัวและกิเลสของตน เพื่อยืนหยัดอยู่กับความจริงและความถูกต้องสืบตลอดไป..”

ความกล้าหาญของคนดี.. ความกล้าหาญของวีรบุรุษ จึงเป็นความกล้าหาญที่นำไปสู่กุศลและปัญญา มิใช่แค่เพียงการเผชิญอันตรายทางกาย แต่เป็นการกล้าเผชิญและละกิเลสในใจตนเอง ดังคำกล่าวที่ว่า

“ผู้ที่จะเป็นวีรบุรุษ ต้องกล้าละอัตตา วางอคติ ไม่ยึดติดในตนเองและพวกพ้อง
แล้วยืนหยัดเพื่อความถูกต้องและประโยชน์ของส่วนรวม..”

ถ้าทำอย่างนี้ได้จริง.. เราจะมีนายกรัฐมนตรีที่เป็นวีรบุรุษของชาติไทย เกิดขึ้น.. อย่างแน่นอน ในท่ามกลางกระแสสังคมอันเลวร้าย.. ที่เต็มไปด้วยวิกฤตการณ์ทางสังคม.. ซึ่งเป็นแดนเกิดของวีรบุรุษ เพราะ “วีรบุรุษไม่ได้เกิดในยามสงบ แต่เกิดในยามที่โลกต้องการผู้ยืนหยัดเพื่อความถูกต้องโดยธรรม”.
เจริญพร
ปักธงธรรม โดย…พระอาจารย์อารยวังโส
หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์
วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม 2569
บทความทางหนังสือพิมพ์ได้ที่:
https://www.thaipost.net/e-pub-news/1045587/
ทางเว็บไทยโพสต์:
https://www.thaipost.net/articles-news/1045598/
บทความย้อนหลังได้ที่:
https://paktongdhamsongloak.wordpress.com

🌳 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๖๙ ณ วัดป่านาคนิมิตต์ จ.สกลนคร … ดร.ชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม มีความตั้งใจติดต...
01/08/2026

🌳 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๖๙ ณ วัดป่านาคนิมิตต์ จ.สกลนคร … ดร.ชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม มีความตั้งใจติดตามมากราบสนทนา ฟังธรรมด้วยความศรัทธาจากครั้งได้ฟังพระเดชพระคุณพระราชวัชรสุทธิวงศ์เจริญพระพุทธมนต์และแสดงธรรม ที่ สถาบันวิจัยและ
พัฒนาเทคโนโลยีระบบราง(สทร.) กระทรวงคมนาคม

โดยในวันนี้ หลังได้รับฟังข้อธรรมนานาสาระ ปลัดกระทรวงฯ ได้สั่งการให้ ผู้ตรวจกระทรวงคมนาคม ทำโครงการให้ผู้บริหารของกระทรวงคมนาคม ได้ฟังธรรมจากท่านเจ้าคุณหลวงพ่ออารยวังโส ในเดือนกันยายนปีนี้ เพื่อการพัฒนาจิตสำนึกบุคลากรกระทรวงฯให้มี หิริโอตตัปปะ..

🌳 สู่พรรษาปี ๒๕๖๙ .. ณ วัดป่าฯ สกลนคร!!          เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. เข้าถึง วันเข้าพรรษาปีพุทธศ...
31/07/2026

🌳 สู่พรรษาปี ๒๕๖๙ .. ณ วัดป่าฯ สกลนคร!!
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. เข้าถึง วันเข้าพรรษาปีพุทธศักราช ๒๕๖๙ ตรงกับ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๖๙ พระภิกษุ-สามเณร และชาววัด ต่างมีกิจอันสำคัญยิ่งที่ถือปฏิบัติสืบกันมา ได้แก่ การแสวงหาที่พักจำพรรษา.. ซึ่งปีที่ผ่านมาได้รับนิมนต์ไปพักอยู่จำพรรษาที่ วัด DVMP (Dhamma Vinaya Monastery of Pune - India) ที่ศรัทธาชาวพุทธอินเดียสร้างถวาย ด้วยมูลค่าที่มากกว่า ๑๐๐ ล้านบาท ไม่นับรวมราคาที่ดินที่ถวายโดยเศรษฐีที่ดินอินเดียชาวฮินดู ตั้งอยู่ในนครปูเน่ รัฐมหาราษฏระ บนทำเลที่เหมาะควรต่อการเป็น สัปปายสถาน

จำได้ว่า ตลอดเวลาที่จำพรรษา ณ DVMP ที่ตั้งอยู่บนภูเขาสูง ซึ่งมีลักษณะเป็นป่าต้นน้ำ แม้ว่าต้นไม้จะไม่อุดมสมบูรณ์แบบบ้านเรา แต่ก็มีฝนตกตลอดพรรษา พร้อมแรงลมที่ยากเกินต้าน ปกคลุมด้วยเมฆหมอกจนเกือบไม่ค่อยได้เห็นดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว ที่เคยส่องสว่างพร่างพรายบนท้องฟ้าในฤดูหนาว...

แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำความเพียรขั้นสูง เมื่อกุฏิที่พัก สถูป เจดีย์ วิหาร ถูกออกแบบไว้ให้รับแรงลมฝนที่พัดซัดสาดตลอดเวลาได้.. จะยุ่งยากบ้างก็คงเป็นการก่อสร้างอาคารที่พักและภูมิทัศน์ที่ยังไม่แล้วเสร็จในบางส่วน

เกือบทุกวันได้ถือปฏิบัติเดินลงจากภูเขาสู่ด้านล่าง บนระยะทางรวม ๗ กิโลเมตร โต้ลมฝนที่โปรยปรายซัดสาดผ่านยอดขุนเขาน้อยใหญ่ มาตามแนวถนน ที่ลดเลี้ยวลัดเลาะลงสู่พื้นที่ล่างตามแนวธรรมชาติของภูมิประเทศพื้นที่สูง จึงได้ทัศนาทิวทัศน์อันสวยงาม ที่ยามฟ้าหลังฝนปรากฏหมอกเมฆไหลปกคลุมไปตามแนวสันเขา ดุจหิมะปกคลุมสวยงาม ที่ประดับไปด้วยบ้านช่องของผู้มีฐานะในอินเดีย

การลงมาในแต่ละวัน จึงได้พบปะคุ้นเคยกับชาวบ้านที่สัญจรไปมา ตลอดจนถึง สัตว์เลี้ยง วัว ควาย ที่เดินเล่นและเล็มกินหญ้าอ่อนตามแนวร่องหุบเขา จนเกิดความรู้สึกคุ้นเคยต่อกัน ให้นำพาไปสู่มิตรภาพที่มั่นคงในฐานะเพื่อนเกิดแก่เจ็บตาย.. แม้ในสุนัขที่เที่ยวเล่นตามถนน

จริงๆ แล้ว ชีวิตของคนเรา ไม่มีอะไรไปมากกว่า กิน อยู่ หลับ นอน ในวันหนึ่งคืนหนึ่ง ที่สืบเนื่องจนกลายเป็น วัฏจักร ของชีวิต ส่งสืบต่อเป็นวงจรให้เห็นเป็นระยะทางชีวิตที่เนิ่นนานไปบนเส้นกาลเวลา อันแสดงมาตรวัดทางธรรมชาติว่า สรรพชีวิตกำลังถูกกาลเวลากัด กิน กลืน จนสูญสิ้นสลาย ตั้งแต่เริ่มต้น ท่ามกลาง และที่สุด ด้วยกงล้อสังสารวัฏที่หมุนวนในวิถีเกิด แก่ เจ็บ ตาย อันเป็นปรากฏการณ์ สามัญลักษณะ ของธรรมชาติแห่งชีวิต

จึงเป็นธรรมดาที่ทุกชีวิตจะต้องเผชิญกับภัยพิบัติของความเปลี่ยนแปลง ซึ่งแสดงสัจธรรมของชีวิตในกงล้อแห่งกาลเวลา ที่คอยกลืนกินทุกสรรพสิ่งในโลกนี้อย่างเสมอกัน ไม่ว่าจะใหญ่-เล็ก หรือยากดีมีจน.. หญิงหรือชาย ซึ่งล้วนต้องตกอยู่ใต้กฎธรรมชาติดังกล่าวนี้ ที่ติดตามให้ผลทุกขณะ เพื่อให้เห็นความเป็นจริงอย่างเป็นธรรมดาว่า ทุกสรรพสิ่ง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แปรปรวน เสื่อมสูญ สิ้นสลาย...

ความเสื่อม.. ในท่ามกลางการดำรงอยู่ จึงกลายเป็นบทลงโทษทางธรรมชาติของทุกชีวิต ที่แสดงผลให้ปรากฏในความหมายของ ความแก่ชรา อันเป็นผลกระทบจากการเสื่อมสภาพตามวัย ที่แสดงความเป็นจริงของสรรพชีวิตว่า เมื่อเจริญไปจนถึงจุดสูงสุดแล้ว ต้องถดถอยลงมาอย่างเป็นระบบต่อเนื่องในอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย ที่ส่งผลต่อจิตใจบนหลักสัมพันธภาพ ตามกฎแห่งการอิงอาศัยกันเกิดขึ้น.. ที่เรียก อิทัปปัจจยตา..

กฎความเสื่อม.. สู่ภาวะถดถอย จึงส่งผลต่อการลดทอนคุณภาพชีวิต รวมถึงความสามารถในการพึ่งพาตนเอง มิหนำซ้ำ ยังเพิ่มค่าความเสี่ยงต่อการย่อยสลายสูงขึ้น ในรูปลักษณ์ของ ความแก่ชรา.. เสื่อมสูญ สิ้นสลาย..

ดังเมื่อ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๖๙ ก่อนเข้าพรรษาที่ผ่านมา เมื่อได้เดินทางไปประกอบศาสนกิจ เป็นเจ้าภาพเทศน์มหาชาติ ณ วัดราชผาติการามวรวิหาร กรุงเทพฯ เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๙ ซึ่งมีการแสดงธรรมเทศนาในกัณฑ์ต่างๆ รวม ๑๕ กัณฑ์ โดยเพิ่ม กัณฑ์ที่ ๑ เทศน์เฉลิมพระเกียรติ.. กัณฑ์ที่ ๒ คาถาพัน รวมลงไปใน ๑๓ กัณฑ์ของเทศน์มหาชาติเวสสันดรชาดก ที่ต้องรับนิมนต์ไปนั่งแทนประธานสงฆ์ใน ๕ กัณฑ์สุดท้าย ตั้งแต่กัณฑ์มัทรีไปจนถึงนครกัณฑ์ เพื่อทำหน้าที่ถวายอดิเรกในฐานะ พระราชาคณะ องค์ประธาน ที่ร่างกายออกอาการแปรปรวนไปตามวัย

จึงได้เห็นความจริงของความเสื่อมชราในร่างกาย ปรากฏ ในท่ามกลางที่นั่งฟังอย่างต่อเนื่องร่วม ๕-๖ ชั่วโมง โดยมิได้ลุกหลีกหลบไปไหน และไม่มีช่วงเวลาให้ไปพักเปลี่ยนแปลงอิริยาบถ อันเป็นประเพณีของการฟังเทศน์มหาชาติ ที่ต้องเทศน์ส่งต่อกันไปในแต่ละกัณฑ์ ซึ่งดำเนินต่อเนื่องมา ๒ วัน

แต่แม้ว่าจะมีภาวะสังขารถดถอย ก็หาได้ถอดใจจากการทำหน้าที่ไม่.. ด้วยเป็นอุปนิสัยสั่งสมจนเป็นสันดานในความเป็นนักต่อสู้.. ที่ต้อง อดทน อดกลั้น ทั้งที่เต็มใจและไม่เต็มใจ โดยมิได้แสดงความรู้สึกว่า พอใจ .. ไม่พอใจ ให้ปรากฏ ในตรงข้าม กลับรวมจิตให้มั่นคง บนร่างกายที่นั่งตั้งตรงตลอดเวลา สมฐานะ ผู้ปฏิบัติธรรม.. เพื่อแสดงว่าเป็นผู้ฝึกฝนตนมาดีแล้ว ในท่ามกลางสายตาของญาติมิตร

อย่างไรก็ตาม บนความจริงที่เป็นธรรมดา ที่ยากจะฝ่าฝืนในกฎแห่งความไม่เที่ยง ไม่ว่าเขาหรือเรา.. ที่ต้องประสบ จึงได้สังเกตเห็นความอ่อนล้าในหน่วยความจำของบรรดา สหธรรมิก ที่ส่วนใหญ่เข้าสู่ วัยชรา ที่ยากจะยับยั้ง โดยมักจะมีอาการหลงๆ ลืมๆ เป็นปกติตามสภาพสังขาร บนความสัมพันธ์ระหว่างจิตใจและเซลล์สมองที่ฝ่อตัวลง จนนำไปสู่อาการอัลไซเมอร์และการสูญเสียความทรงจำจากโรคสมองเสื่อม มีอาการนอนหลับยาก ตื่นบ่อย และเพลียระหว่างวัน ซึ่งนับเป็น โรคชรา อันยากจะปฏิเสธในหมู่สัตว์สังคมดิจิทัลปัจจุบัน ที่ดูท่าทีว่าจะออกอาการมากกว่าแต่ก่อน

จึงไม่ต้องแปลกใจและอย่าได้เสียใจในอาการเปลี่ยนแปลงภาวะความรู้สึกอย่างตรงข้ามและรวดเร็วของสหธรรมิก.. ญาติมิตรเพื่อนฝูงที่ใกล้ชิด ซึ่งในบางเวลาจะพูดคุยกันรื่นเริง สนุกสนาน และตรงข้ามในบางเวลาที่เห็นนั่งนิ่งเฉย ไร้ความใส่ใจ จำเรื่องราวใดๆ ที่พูดคุยกันมาชั่วข้ามคืนไม่ได้.. ปรากฏอาการเฉียบพลันทันใดอย่างน่าเป็นห่วง

มิหนำซ้ำ เมื่อมีการบ่นพึมพำในสังขารที่ชำรุดทรุดโทรม ที่ลุกก็โอย! นั่งก็โอย! ด้วยความเสื่อมของกระดูกและข้อต่อที่เปราะบาง กล้ามเนื้อที่อ่อนแรง ระบบเผาผลาญ การกิน ขับถ่าย ที่ย่ำแย่ลงไปตามวัย อันควบคุมได้ยาก บ่งบอกถึงอาการประสาทสัมผัสเสื่อมสภาพ สายตาพร่ามัว ไม่ชัดเจนในการมอง ความสามารถในการได้ยินลดลง การรับรู้ทางกลิ่น รส สัมผัส เริ่มถดถอย.. ที่เป็นมากขึ้นอย่างยากจะห้าม คือ ความวิตกกังวลที่มีมากขึ้นๆ อย่างน่ากลัว.. จนออกอาการภาวะซึมเศร้าทางจิตใจ จากการรับรู้ความรู้สึกทรุดโทรมในชีวิต จนสูญเสียความมั่นใจไปจากเดิม

ในพรรษาปีนี้.. จึงเป็นพรรษาที่ได้เห็นโทษภัยของ กฎแห่งความเสื่อม อย่างประจักษ์จากความแก่ชราของทุกชีวิต ที่หลายท่านกำลังประมาท ขาดความใส่ใจ ด้วยหลงใหลชื่นชมไปกับ ลาภ ยศ สรรเสริญ.. ในท่ามกลางความถดถอยของร่างกายจิตใจ ที่กำลังเข้ามาแทนที่อย่างไม่เคยหยุดพัก.. จึงควรอย่างยิ่งต่อการระลึกถึงพระพุทธพจน์ที่ว่า “อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ .. พวกเธอ จงบำเพ็ญให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด..” .. ซึ่งหากแปลให้สอดคล้องกับอภิธรรม คงต้องแปลใหม่ว่า..

“..จงบำเพ็ญ มรรคและกุศลธรรมทั้งหลาย ให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทในการเจริญสติปัญญาเถิด..”

ดังนั้น ในพรรษาปี ๒๕๖๙ นี้ จึงได้ตัดสินใจขออนุญาตพระสงฆ์ที่เป็นศิษยานุศิษย์.. ตลอดจนถึงญาติโยม ผู้คอยอุปัฏฐากดูแลมาด้วยความเมตตากรุณาตลอดมาว่า.. คงจะต้องเข้าสู่ เสนาสนะป่า เพื่อบำเพ็ญเพียรอย่างแก่กล้าตามวิสัยอีกครั้ง.. ก่อนสังขารจะแย่ไปกว่านี้ จนยากจะพากเพียร จึงตัดสินรับการนิมนต์ไปจำพรรษาที่วัดป่าฯ ใน จ.สกลนคร สัปปายสถานของบูรพาจารย์ ที่หลวงปู่มั่นเคยอยู่พรรษา.. เพื่อสืบปฏิปทา หลวงปู่มั่น ภูริทัตตมหาเถระ ตามบัญชาของหลวงปู่จันทร์ พระอุปัชฌาย์ก่อนละสังขารจากไป.. เพื่อทำประโยชน์ตน .. ประโยชน์ท่านให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท.. กลับคืนมาทำหน้าที่จรรโลงพระพุทธศาสนาให้สืบอายุต่อไป.. ตามวิสัย “สมณศากยบุตร” แท้จริง!!

คติธรรมพรรษานี้

“...ไม่มีอะไรน่าชื่นชมเท่ากับการเชื่อใจ การวางใจ และการให้ใจกันและกัน...”
อารยวังโส ภิกขุ.
เจริญพร
ปักธงธรรม โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส
หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์
วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม 2569
บทความทางหนังสือพิมพ์ได้ที่:
https://www.thaipost.net/e-pub-news/1041516/
ทางเว็บไทยโพสต์:
https://www.thaipost.net/articles-news/1041507/
บทความย้อนหลังได้ที่:
https://paktongdhamsongloak.wordpress.com

🩶🧡 พิธีบำเพ็ญกุศลปัญญาสมวาร (ครบ 50 วัน) อุทิศถวายแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราช...
30/07/2026

🩶🧡 พิธีบำเพ็ญกุศลปัญญาสมวาร (ครบ 50 วัน) อุทิศถวายแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

วันที่ 30 กรกฎาคม 2569 ณ ศาลารวมใจอนุสรณ์ วัดป่าสุทธาวาส อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร

คณะสงฆ์จังหวัดสกลนคร ร่วมกับจังหวัดสกลนคร จัดพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรม โดยพระพิธีธรรมปัญญาสมวาร ในวาระครบ 50 วัน แห่งการสิ้นพระชนม์ อุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา
โดยมี นางรณิดา เหลืองฐิติสกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยข้าราชการ ตุลาการ ทหาร ตำรวจ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชมรม มูลนิธิ ภาคเอกชน และ ประชาชนชาวจังหวัดสกลนคร เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

ในการนี้ พระเทพวชิรรังษี เจ้าคณะจังหวัดสกลนคร (ธรรมยุต) เจ้าอาวาสวัดป่าสุทธาวาส พร้อมด้วย พระราชวัชรสุทธิวงศ์ เจ้าอาวาสวัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย (ธ) ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา จังหวัดลำพูน และคณะสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ทั้งฝ่ายมหานิกายและธรรมยุต ได้ร่วมสวดเจริญพระพุทธมนต์ ถวายเป็นพระกุศล

ที่อยู่

Lamphun
51000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ วัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย ธรรมยุต ในพระราชูปถัมภ์ Watpa Buddhapojhariphunchaiผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์

ประเภท