ญาติธรรม Yadtitham

ญาติธรรม Yadtitham พระพุทธศาสนา มูลนิธิอโศกมุนีแสงธรรมคือ
สถานที่สร้างกุศล
กุศล คือ ปัญญา
ปัญญา คือ ความรู้ที่ดับทุกข์ได้

15/05/2020

พระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ให้กำเนิดศาสตร์แพทย์แผนไทย ในประวัติพุทธศาสนา มีแพทย์ท่านหนึ่งนามว่า ชีวก โกมารภัจจ์ ได้สำเร็จวิชาแพทย์มาจากสำนักทิศาปาโมกข์ในเมืองตักสิลา เป็นหมอหลวงประจำตัวพระเจ้าพิมพิสาร และได้รับมอบหมายจากพระเจ้าพิมพิสารให้รักษาพระอริยะทั้งหลายในสำนักของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังที่เราทราบกันดีว่าหมอชีวกเป็นหมอประจำตัวของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ท่านหมอชีวก ได้ชื่อว่าเป็นบิดาผู้ให้กำเนิดแพทย์แผนไทย เพราะท่านได้นำความรู้ทางการแพทย์ที่ได้ร่ำเรียนมาบูรณาการกับคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งก็คือกฎของเหตุปัจจัยและกฎไตรลักษณ์ และได้สรุประบบการทำงานของร่างกายเราได้โดยย่อว่า "ไฟเกิดก่อนทำให้เกิดลมไปพัดน้ำไปกระทบดิน"
ภาษิตที่ว่า "ไฟเกิดก่อนทำให้เกิดลมไปพัดน้ำไปกระทบดิน" นั้นถ้าจะแปลเป็นภาษาในปัจจุบันก็คือ ร่างกายเราใช้พลังงานทำให้เกิดแรงไปทำให้ระบบในร่างการขับเคลื่อน คำว่าไฟนั้นก็หมายถึงพลังงานที่เราได้มาจากอาหารน้ำอากาศที่เรารับเข้าไป ลมหมายถึงการเคลื่อนที่หรือการใหล หรือหมายถึงแรงที่กระทำให้วัตถุเกิดการเคลื่อนที่ ในที่นี้รวมไปถึงการรับส่งสัญญาณในระบบประสาทด้วย ส่วนน้ำและดิน หมายถึงของเหลวของแข็งภายในร่างกายของเรานั่นเอง
เพราะฉะนั้น การรักษาร่างกายในแพทย์แผยไทย จะรักษาแบบองค์รวม ไม่ได้รักษาเฉพาะจุด จะเริ่มดูส่วนของไฟในร่างกายก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นถึงจะไปดูลม น้ำ และดิน ตามลำดับ หรือวิเคราะห์และแก้จากเหตุไปหาปลาย แต่การวินิจฉัยโรคจะไล่จากปลายไปหาเหตุ (ไล่จากอการแสดงไปหาสาเหตุ) ขั้นตอนการรักษาโดยปกติจะรักษาอาการเฉพาะหน้าก่อน แล้วจึงตามไปรักษาเหตุ รวมไปถึงป้องกันอาการข้างเคียงที่จะเกิดตามมา เพราะฉะนั้น การรักษาตามหลักแพทย์แผนไทย จะรักษาโรคได้แบบถอนรากถอนโคน
เป็นที่น่าเสียดายว่า ความรู้ทางการแพทย์แผนไทยนั้นถูกละเลย คนไทยหันไปเชื่อการรักษาตามแบบของตะวันตกซึ่งพวกนี้มีความเชื่อว่า ร่างกายนี้คือชีวิต ตายแล้วศูนย์ ธรรมชาติที่เรียกว่าจิตนั้นไม่ได้มีอยู่จริง มุมมองที่ผิดไปจากความเป็นจริงนี้ ทำให้ไม่สามารถมองเห็นธรรมชาติได้ครบถ้วนตามความเป็นจริง เมื่อเห็นว่าชีวิตคือวัตถุ การรักษาก็คือไปรักษาที่ร่างกายหรือรักษาธาตุดินเป็นหลัก ซึ่งความเป็นจริง ธาตุดินหรืออวัยวะในร่างกายเราเป็นปลายเหตุสุดท้ายของโรค ความผิดปกติจะเกิดที่ไฟก่อน จึงทำให้ลมผิดปกติ เมื่อลมผิดปกติจึงจะทำไห้ระบบน้ำทำงานผิดปกติ สุดท้ายจึงส่งผลให้เห็นออกมาตามอวัยวะต่างๆ เพราะฉะนั้นการรักษาตามแบบตะวันตกส่วนมากจะรักษาได้ที่ปลายเหตุหรือเป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อเท่านั้น (จำพวกโรคที่มีสาเหตุมาจากรูปธรรม) ทำให้เกิดโรคที่เราเชื่อกันในตอนนี้ว่ารักษาไม่หายมากมายหลายโรค ทั้งๆ ที่สามารถรักษาให้หายได้ (เบาหวาน ความดัน กรดไหลย้อน มะเร็ง ภูมิแพ้ ฯ)
หลายท่านอาจจะคิดไปว่า การที่แพทย์แผนไทยแบ่งร่างกายเป็นดินน้ำลมไฟแค่ 4 ส่วนนั้นนั้นล้าสมัย แบ่งแบบหยาบๆ ไม่รู้ถึงรายละเอียดที่ซับซ้อนของระบบร่างกาย ซึ่งตามความเป็นจริงแล้ว นี่เป็นการสรุประบบการทำงานของร่างกายได้สมบูรณ์ที่สุดแล้ว ครบถ้วนครอบคลุมทุกส่วนของร่างการเรา เป็นความอัจฉะริยะของปู่ย่าตาทวด เพราะการที่จะสรุปออกมาได้อย่างนี้ต้องรู้จักการทำงานของร่างการอย่างละเอียดเสียก่อน การสรุปหรือมองเป็นการมององค์รวมและรู้ความสัมพันธ์หรือการทำงานร่วมกันของแต่ละส่วน สามารถทำให้วิเคราะห์และรักษาได้อย่างถูกต้องแน่นอน รักษาได้ตรงตามสาเหตุของโรค
การรักษาสุขภาพของเราให้แข็งแรงสมบูรณ์ห่างจากโรคภัยไข้เจ็บนั้น จึงมีอยู่ง่ายๆ ว่า ให้รักษาไฟธาตุในร่างกายให้ดี เมื่อไฟดี ลม น้ำ ดิน ก็จะพากันดีตาม เพราะร่างกายทำงานเป็นระบบ และมีระบบการรักษาซ่อมแซมตัวเองเป็นได้อย่างดี เช่น ผิวงามมาจากโลหิตที่ใหลเวียนใต้ผิวหนัง จะให้โลหิตหมุนเวียนดี หัวใจต้องมีแรง หัวใจจะมีแรงก็เพราะพลังงานที่ได้จากอาหารที่เรากินเข้าไป เป็นต้น
สรุปได้ว่า จุดเริ่มต้นของสุขภาพดี จึงมาจาก อาหาร อากาศ น้ำ ระบบทางเดินอาหาร และระบบขับถ่ายที่ดี
สมมุติฐานการเกิดของโรคนั้นยังมาจากสภาพร่างกายของคนเราที่ไม่เหมือนกันมาตั้งแต่เกิด เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมดินฟ้าอากาศความกดอากาศ เกิดจากอายุ เกิดจากสภาวะจิตใจ เกิดจากอริยาบท เกิดจากการรับพิษ และการเกิดจากบาดแผล ดังนั้น การดูแลรักษาแต่ละคนนั้นจึงมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้น เมื่อเราดูแลสุขภาพเราได้ดีในขั้นต้น เมื่อเกิดอาการผิดปกติ เจ็บป่วย จึงต้องพึ่งหมอผู้ที่สามารถวินิจฉัยความผิดปกติได้จึงจะรักษาได้อย่างถูกต้อง

06/04/2020

Covid-19 สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของ Virus ตัวนี้ก็คือช่วง Windows Period หรือในช่วงระยะเวลาที่คนได้รับเชื้อแล้วไม่แสดงอาการ ทำให้คนผู้นั้นอยู่ในสถานะที่สามารถแพร่เชื้อได้โดยไม่รู้ตัว อันที่จริงถ้าเราสามารถตรวจพบเชื้อได้ในระยะเวลานี้ การรักษาก็จะไม่ยุ่งยาก แต่ยุธศาสตร์การรับมือกับ Virus ตัวนี้ตอนนี้ก็คือ รอให้ผู้ติดเชื้อแสดงอาการก่อน โดยการตรวจวัดไข้ กว่าจะแสดงอาการไม่รู้แพร่เชื้อไปไหนต่อไหนแล้ว ผู้ที่มีความประสงค์จะตรวจหาเชื้อก่อนแสดงอาการต้องออกค่าใช้จ่ายเอง ชุดตรวจหาเชื้อราคาไม่กี่ร้อยบาท ก็บอกไม่ให้ตรวจกันเอง ....
การรับมือกับ Virus ตัวนี้ สิ่งที่เราสามารถทำกันเองได้ ดีที่สุดก็คือ การทำให้ร่างกายแข็งแรง เพื่อให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับการโจมตีของ Virus ได้ ด้วยการนอนให้เพียงพอ ออกกำลังกาย กินวิตามิน C กินอาหารสดโดยเฉพาะผักผลไม้ และรักษาความสะอาดของร่างกาย เป็นวิธีการพื้นฐานที่ทุกท่านสามารถทำกันได้ และพยายามคิดว่าเราติดเชื้อ จะได้ไม่ไปติดต่อกับใคร
เกลือ และผลไม้ที่มีรดฝาด เช่น สมอ มะขามป้อม ฯ สามารถช่วยฆ่าเชื้อในช่องปากคอ หลอดลม และหลอดอาหารได้

09/01/2020

ทำบุญไม่หลงบุญ หาเงินไม่หลงเงิน

สิบกว่าปีที่ได้เดินทางตามธรรมวินัยนี้ มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องศึกษาเรียนรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปรับตัวให้อยู่กับโลก ในขณะที่เรายังไม่ได้บวช ในสมัยพุธกาล เมื่อปรากฏว่าบุคคลมีดวงตามเห็นธรรม พระพุทธองค์ก็จะชวนให้บวช ทรงวางระบบระเบียบ แนวทางปฏิบัติต่างๆ ไว้เพื่อให้สาวกสามารถอยู่ได้อย่างสงบสุข อยู่เกื้อกูลโลก ไม่ได้ให้หนีโลกไปใหน แต่สำหรับสาวกที่ยังไม่ได้บวช ไม่ได้ปรากฏว่ามีแนวทางชัดเจนเหมือนกับผู้ที่บวช

ยุคสมัยนี้ สังคมเป็นวัตถุนิยม ทุนนิยม การที่เราจะสามารถอยู่ในสังคมนี้ให้ได้โดยไม่ไปขัดแย้งกับแนวทางวัตถุนิยมนั้นก็เป็นเรื่องที่ไม่ได้ง่ายเลย แต่อย่างไรก็ดี ปัญญาที่เราได้เรียนรู้มา จะสามารถนำมาประยุคใช้กับสังคม หรือนำมาแก้ไขปัญหาชีวิตในทางโลกให้เราได้ ถ้าเรารู้จักใช้

ธรรมชาตินี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาลอยๆ ทุกๆ สิ่งมีเหตุมีปัจจัยให้เกิด ความสุขสงบในชีวิตประจำวัน ทรัพย์สินเงินทอง ก็เหมือนกัน มันต้องมีเหตุมีปัจจัยมันถึงจะปรากฏขึ้นมากับเราได้ ความสุขความสงบนั้นมีบุญเห็นเหตุเป็นปัจจัย การได้มามีการให้เป็นเหตุเป็นปัจจัย ถ้าเรารู้จักทำรู้จักหาด้วยปัญญาแบบนี้แล้ว เราก็อยู่ในสังคมได้อย่างสงบสุข

ทำบุญให้ได้บุญ ทำเงินก็ได้เงิน การศึกษาจนเข้าใจว่าทำบุญอย่างไรถึงจะได้บุญ แล้วบุญที่ทำมาได้เป็นใช้ไปหาเงิน เมื่อได้บุญได้เงินมาสมความปรารถณาแล้ว หยายคนไปหลงความสุขที่เกิดจากบุญ หลงอำนาจที่ได้มาจากเงิน กลายเป็นหลงระเริง ละทิ้งธรรมวินัย กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ตอนบุญจะหมด แต่ถ้ายังรู้จักทำบุญต่อเนื่อง จะรู้อีกทีก็ตอนอายุขัยจะสิ้น เพราะฉะนั้นเราต้องเตือนตัวเราเองเสมอว่า เราทำบุญหาเงินนั้นเพื่ออะไร

เราทำบุญหาเงิน ก็เพื่อจะอยู่ในโลกได้อย่างสงบสุข สามารถปฏิบัติเพื่อมรรคผลนิพพานได้อย่างไม่มีอุปสรรค์ มีมากหาได้มากก็นำมาเกื้อกูลโลก เกื้ออกูลกัลยามิตร บุญมันเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดความสงบสุขความสมหวัง เงินเป็นตราสารแลกเปลี่ยนเพื่อนำไปแลกปัจจัยสี่ ซื้อความสะดวกสะบาย ถ้าเรารู้จักเข้าใจบุญกับเงิน ใช้มันตามหน้าที่ หรือใช้ประโยชน์ให้ถูกต้อง เราก็จะไม่หลงบุญ ไม่หลงเงิน สามารถเดินทางไปตามธรรมวินัยนี้ได้อย่างไม่มีปัญญหา

ทาน ศีล วิปัสสนาภาวนา ชาวพุธเดินตามแนวทางนี้ ปัญหาชีวิตจะค่อยๆ ลดลงไป และความสุขความสงบจะปรากฏ จนบรรลุมรรคผลนิพพาน

24/11/2019

ปัญญา หรือความรู้เรื่องธรรมตามความเป็นจริงว่า ทุกอย่างรอบตัวเรารวทั้งตัวเราเป็นเพียงธรรมชาติชนิดหนึ่ง มีลักษณะเหมือนกันคือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป (ไตรลักษณ์) และที่มันเป็นเช่นนั้นเพราะมันเป็นไปตามเหตุปจััยที่มาประชุมกันชั่วคราวแล้วแตกสลาย (อิทัปปัจจยตา) ความจริงนี้จะเกิดขึ้นกับบุคคลได้เพียง 2 กรณีเท่านั้น ก็คือ รู้เอง (จินตมยปัญญา) และรู้ตาม (สุตมยปัญญา)
ผู้ที่รู้เองได้ ก็คือพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ส่วนผู้ที่รู้ตามนั้นก็คือเหล่าสาวก สาวกจะได้เรียนรู้ตามจากบุุคลที่รู้ก่อนหน้า นอกจาก 2 ทางนี้แล้ว ไม่มีทางที่คนเราจะได้รู้ความจริงอย่างนี้ได้เลย
เมื่อรู้แล้ว ต้องทำให้ขึ้นใจ หรือทำให้ความรู้นี้อยู่กับความรู้สึกนึกคิดปกติของเรา ซึ่งความรู้นี้จะสถิตอยู่กับบุคคลได้หรือไม่นั้น เป็นไปได้หลายลักษณะ บางท่านได้ยินได้ฟังแล้ว เกิดรู้ตามโดยทันที เกิดความรู้และเข้าใจ ความจริงก็จะไปแทนที่ความคิดเห็นเดิมๆ ได้ทันที บางท่านยังมีความลังเลสงสัย บางท่านไม่ได้เข้าใจแต่เชื่อตาม ฯ ซึ่งจะต้องอาศัยเวลาและเทคนิค เพื่อให้เกิดอาการขึ้นใจ (ศีลมยปัญญา)
เมื่อขึ้นใจบ้างแล้วแล้วก็จะสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ ซึ่งในระยะแรกๆ ความจริงอาจจะยังตามไม่ทันความเห็น อาการก็คือ เมื่อรับรู้อะไรความรู้สึกก็ยังเกิดขึ้น แต่เมื่อระลึกรู้ความจริงได้ภายหลังในระยะเวลาอันสั้น ความรู้สึกพอใจไม่พอใจก็ดับไป เกิดความรู้สึกเฉยๆ เข้ามาแทนที่ แต่ถ้าเกิดขาดสติ ความจริงก็จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ความพอใจไม่พอใจก็เกิดเป็นปกติ เมื่อได้ฝึกฝนอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ความจริงก็จะเกิดขึ้นมาได้เร็วขึ้น มากขึ้น ถี่ขึ้น และถึงจะเกิดเท่าทันความเห็นได้ในที่สุด (ภาวนามยปัญญา)

04/11/2019

ตัวเรา ร่างกายเรา คือสิ่งแรกที่เราควรเรียนรู้ เมื่อเรารู้จักตัวเอง เราก็จะรู้จักคนรอบข้างและรู้จักสังคมตามที่มันเป็น ถ้าเราไม่รู้จักตัวเอง การที่เราจะไปรู้จักคนรอบข้างรู้จักสังคมตามความเป็นจริงนั้น เป็นไปไม่ได้เลย เพราะสังคมคือคนมาอยู่รวมกัน
ตัวเรา คือ ขันธ์ห้า อินทรีย์หก หรือพูดง่ายๆ ว่า ตัวเราประกอบด้วยร่างกายและจิตใจ ร่างกายเรามี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ส่วนใจ มีความรู้สึก ความจำ ความคิด ความรู้ ร่างกายและจิตใจที่ประกอบขึ้นมาเป็นตัวเรานั้น ทำงานร่วมกันเป็นระบบ มันคือส่ิงทีทำให้เกิดกองทุกข์ทั้งมวล
ตา มีหน้าที่เห็นรูป หูมีหน้าที่ได้ยินเสียง จมูกมีหน้าที่ได้กลิ่น ลิ้นมีหนาที่รับรถ กายมีหน้าที่รับสัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็งตึงใหว ส่วนใจมีหน้าที่รับจำคิดรู้ สิ่งที่ใจรับรู้ได้ นำมาจดจำได้ ก็คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และความคิด เมื่อใจรับรู้และจดจำ มันจะถูกนำมาเป็นฐานในการคิดในครั้งต่อๆไป
ถ้าพิจรณาตามนี้แล้ว ปัญหาต่างๆ ไม่น่าจะเกิดขึ้นมาได้ เพราะตัวเราก็เป็นเพียงเครื่องจักรตามธรรมชาติที่สามารถรับรู้แล้วนำมาคิดและจดจำได้ ปัญหาที่เกิดมาก็เพราะในจิตใจเรา มีธรรมชาติ 3 อย่างที่ทำหน้าที่ปรุงแต่งความคิดให้เกิดเป็นความรู้สึก ธรรมชาติที่ว่ามาก็คือ โลภะ โทสะ โมหะ หรือที่เรียกรวมกันว่า กิเลส
กิเลส แปลง่ายๆ ว่า การหลงไปตามความพอใจไม่พอใจ (หลงคือโมหะ พอใจคือโลภะ ไม่พอใจคือโทสะ) สิ่งที่ทำให้เราหลงก็คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ความคิด หรือพูดง่ายๆ ว่าเป็นอาการหลงไปพอใจไม่พอใจกับสิ่งที่เรารับรู้
เมื่อเราปรุ่งแต่งให้เกิดความพอใจไม่พอใจ ความรู้สึกนี้จะถูกเก็บไว้ในสัญญาความจำของเราด้วย เพราะฉะนั้น ฐานคิดของเราในครั้งๆ ต่อๆ ไป ก็จะมีความพอใจไม่พอใจเกิดขึ้นด้วยเสมอ และคนเราก็จะจคิดจะทำเหมือนๆ เดิม ถ้าไม่ได้มีการเรียนรู้เพิ่มเติมหรือไม่ได้รับข้อมูลใหม่เข้าไป เพราะฐานคิดของเรามาจากข้อมูลในความทรงจำ ไม่ว่าเราจะระลึกได้หรือไม่ได้ มันจะมีอิทธิพลต่อความรู้สึกนึกคิดของเรา หรือเป็นเบื้องหลังพฤติกรรมของเรานั่งเอง
เพราะฉะนั้น ลักษณะเฉพาะที่เกิดขึ้นกับแต่ละคน จริงๆ แล้ว ก็เกิดจากสิ่งที่บุคคลนั้นได้รับรู้ และรู้สึก สะสมในจิตใจเป็นระยะเวลานานเท่านั้นเอง โดยมีความพอใจไม่พอใจเป็นแรงผลักดันอยู่เบื้องหลัง

22/07/2019

อริยสัจสี่ หรือความจริงที่ประเสริฐสี่ประการ อันได้แก่ ทุกข์ หมายถึง การเกิดแก่เจ็บตาย (ชาติ ชรา มรณะ) เพราะเราเกิดมา ทำให้เราต้องเจ็บ ต้องแก่ ต้องตาย มีดีใจ เสียใจ ได้มา พลัดพราก สมหวัง ผิดหวัง ฯ การเกิดจึงเป็นจุดเริ่มต้นของกองทุกข์ทั้งมวลที่เกิดขึ้นกับเรา และที่เราต้องเกิดขึ้นมา ก็เพราะเรามัวไปหลงปรุงแต่งในสิ่งที่เราได้รับรู้ทางตาหูจมูกลิ้นกายใจด้วยความพอใจไม่พอใจ (กิเลสตัณหา) จนพัฒนามาเป็นความยึดมั่นถือมัน (อุปทาน) นั่นเป็นเหตุของทุกข์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับเรา
(ทุกข์สมุทัย)
ที่ความพอใจไม่พอใจเกิดขึ้นประกอบกับการรับรู้ของเราได้นั้น ก็เพราะเรารู้ไม่เท่าทันธรรมชาติของความพอใจไม่พอใจ หรือหลงไปกับความพอใจไม่พอใจเท่านั้นเอง
(ทุกข์นิโรธ)
ถ้าในขณะใดความพอใจไม่พอใจไม่เกิดขึ้นในขณะที่เรารับรู้ทั้งหกทาง (กิเลสดับ) การหลงไปรุงแต่งเป็นพอใจไม่พอใจก็ไม่สามารถเกิดขึ้นมาได้ (ตัณหาดับ) ในขณะนั้นความยึดมั่นถือมั่นก็จะดับไปด้วย (อุปทานดับ) แล้วเราจะเอาอะไรไปดับความพอใจไม่พอใจที่เกิดขึ้นประกบการรับรู้ของเราได้ คำตอบได้มาจากการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ เอาความจริงไปดับความเห็น หรือ เอาความรู้ไปดับความไม่รู้ เมื่อความพอใจไม่พอใจเกิดขึ้นมาจากความไม่รู้จักธรรมชาติตามความเป็นจริง ก็เอาความจริงของธรรมชาติไปดับ อุปมาเหมือนกลางวันเกิดกลางคืนก็ดับ หรือเอาแสงสว่างไปดับความมืด
ความจริงของธรรมชาติ หรือ ความรู้จักธรรมชาติตามความเป็นจริง หรือ ความรู้ที่เอาไปดับทุกข์ได้ เรียกว่า ปัญญา และความจริงของธรรมชาติ สรุปออกมาง่ายๆ ได้เพียงคำสั้นๆ ว่า ไม่เที่ยง ซึ่ง ไม่เที่ยง หมายถึงกฏธรรมชาติสองกฏ ได้แก่ กฏไตรลักษณ์ และกฏของเหตุปัจจัย
การที่ความจริงนี้สามารถดับความพอใจไม่พอใจได้ เพราะมันเป็นธรรมชาติที่เกิดขึ้นพร้อมกันไม่ได้ เช่น กลางันกลางคืน เกิดพร้อมกันไม่ได้ เป็นต้น เมื่อความจริงปรากฏในใจ ความเห็นซึ่งก็คือความพอใจไม่พอใจก็จะเกิดขึินไม่ได้ เรียกว่า ทวิลักษณะ
(มรรค)
ข้อปฏิบัติเพื่อดับกิเลสตัณหาที่เกิดขึ้นกับเราได้ในขณะปัจจุบัน ก็คือ การเห็นสิ่งที่ตาหูจมูกลิ้นกายใจสัมผัสได้ตอนนั้นว่า จริงๆ มันเป็นธรรมชาติที่ไม่เที่ยง (สัมมาทิฏฐิ) แต่เพียงเท่านี้ เมื่อความจริงแบบนี้เกิดขึ้นกับเราในตอนใหน ความพอใจไม่พอใจก็จะไม่สามารถเกิดขึ้นมาได้พร้อมกันในตอนนั้น
ในชีวิตเราตั้งแต่ตื่นจนหลับ ตั้งแต่เกิดจนตาย เมื่อเกิดการรับรู้ ความพอใจไม่พอใจจะเกิดประกบด้วยเสมอ นั่นหมายถึงเราสะสมเหตุของการเกิดไว้ทุกลมหายใจ ในทางตรงกันข้าม เมื่อเราเอาความจริงไปดับความพอใจไม่พอใจที่เกิดขึ้นกับเราได้ นั่นหมายถึง เราสะสมเหตุที่จะดับชาติชรามรณะไว้
แต่ในช่วงชีวิตที่เรายังมีการรับรู้ เราจะห้ามไม่ให้ความพอใจไม่พอใจไม่เกิดขึ้นกับเราเลยนั้นเป็นเรื่องยาก เพราะมันเป็นความเคยชินที่เราสะสมมานานนับชาตินับภพไม่ถ้วน ปัญญาหรือความจริงจะสามารถปรากฏขึ้นกับเราได้ เราต้องอาศัยสติสัมปชัญญะ หรืออาศัยเจตนาในการยังปัญญาให้เกิดขึ้นประกบการรับรู้ของเรา ถ้าเราพลังเผลอหรือประมาท ความพอใจไม่พอจะจะเกิดขึ้นมาแทนปัญญาทันที
ถ้าเราหวังผลที่จะดับชาติดับภพให้ได้ในชาตินี้ เราต้องอาศัยความเพียรพยายามในการยังปัญญาให้เกิดให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ต้องหาเทคนิควิธีการที่จะทำให้ความพอใจไม่พอใจเกิดขึ้นกับเราให้น้อยที่สุด วันไหนที่เราพบว่า ความพอใจไม่พอใจไม่สามารถเกิดขึ้นกับเราได้เลย วันนั้นก็หมายถึง กิจที่เราควารทำได้สำเร็จแล้ว ชาติ ชรา มรณะ จะไม่เกิดขึ้นกับเราได้อีกต่อไป

30/06/2019

ระยะนี้ที่กู่ ในกลุ่มผู้ที่ได้ผ่านการฝึกฝนมาแล้วมีการให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องสมมุติสัจจะกับปรมัติสัจจะ ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเข้าใจยาก สับสนได้ง่ายว่า อาการของการข้ามสมมุติไปหาความจริงนั้นจริงๆแล้วมันเป็นอย่างไรกันแน่ แล้วมันมีจุดไหนตรงไหนที่เราจะสามารถสังเกตตนเองได้ว่าเราพอจะข้ามสมมุติไปได้บ้างแล้ว
จนในที่สุดพอจะสรุปความออกมาได้ว่า เป็นอาการรู้และเข้าใจเท่าทันธรรมชาติที่เรารับรู้พบเห็นว่าความจริงมันคือธรรมชาติฯ (ความจริงในธรรมชาติมีเพียง 4 อย่าง คือ วัตถุ จิต เจตสิก และนิพพาน) ประกอบกับที่เรายังรู้ว่าสมมุติมันเรียกว่าอะไร หมายถึงเราไม่ได้ลืมสมมุติหรือลืมชื่อที่ถูกตั้ง เห็นบ้านก็ยังรู้ว่าสิ่งนี้ถูกเรียกว่าบ้านประกอบกับรู้ว่ามันเป็นเพียงวัตถุตามธรรมชาติฯ
เมื่อเราเรียนรู้มาว่า ธรรมชาติมีเพียง 4 อย่างเท่านั้น คือ รูป จิต เจตสิก และนิพพาน สามารถแยกได้ว่าอะไรเป็นอะไรเมื่อมีคนถาม แต่ว่าถ้าในขณะเวลาที่เรารับรู้ปกติในชีวิตประจำวัน ความรู้นี้ไม่ได้ปรากฏกับเรา เมื่อเราเห็นบ้าน รถ สัตว์ สิ่งของ กลิ่น เสียง ฯ เราไม่ได้เกิดการระลึกรู้ว่าสิ่งเหล่านี้จริงๆ แล้วมันคืออะไร ก็หมายถึง เราอยู่กับสมมุติ ไม่ได้อยู่กับความจริงเลยแม้แต่น้อย ทั้งๆ ที่ความรู้นี้มีอยู่กับตัว ดังนั้นการที่เราจะอยู่กับความจริงได้นั้น เราต้องระลึกรู้หรือกำหนดรู้ตามประกบกับการรับรู้ของเราด้วยว่า ธรรมชาติที่เรารับรู้ในขณะนี้จริงๆ แล้วมันคืออะไร การที่เราจะทำได้นั้น ต้องฝึกฝนเพื่อเอาชนะความเคยชินเดิมที่มองข้ามความจริงของธรรมชาติเหล่านี้ไปให้ได้
เมื่อเราฝึกฝนจนเกิดความเคยชิน เราจะเริ่มรู้สึกว่า อะไรรอบๆ ตัวเรามันก็คือวัตถุ คือรูป คือเสียง ฯ ที่เราเคยรู้สึกว่า นี่มีค่า นี่ไม่มีค่า นี่ดี นี่ไม่ดี นี่ของเรา นี่ของเขา ฯ ความรู้สึกแบบนี้จะค่อยๆ หายไป หรือเราจะเริ่มมองสิ่งรอบๆด้วยด้วยความรู้สึกเฉยๆ หรือมองด้วยความเป็นกลางมากขึ้น

10/11/2018

ความไม่รู้จักธรรมชาติตามความเป็นจริง เมื่อเกิดร่วมกับความพอใจไม่พอใจและความหลง จะเป็นเหตุให้เกิดความเห็นผิด ความเห็นผิดนี้ก็จะเป็นเหตุทำให้เกิดความคิดที่ผิดตามไปด้วย เมื่อคิดผิดก็พูดผิดทำผิดดำเนินชีวิตไปในทางที่ผิด ความพยายามความตั้งใจที่เกิดขึ้นก็จะไปในทางที่ผิดด้วยเช่นกัน
เพราะฉะนั้น เมื่อคนเราได้เรียนรู้จักธรรมชาติตามความเป็นจริง ความจริงจะไปดับความเห็นหรือความจริงก็จะเป็นหตุทำให้เกิดเป็นความเห็นถูก เมื่อความเห็นถูกความคิดก็ถูกตามไปด้วย เมื่อคิดถูกก็พูดถูก ทำถูก ดำเนินชีวิตไปในทางที่ถูก ความพยายามความตั้งใจที่เกิดก็จะเป็นความพยายามถูกตั้งใจถูกในที่สุด

04/11/2018

พฤติกรรม กับ ความรู้สึก
อ.สินธพ พยายามจะหาภาษาที่สามารถสื่อสารได้กับคนในสมัยปัจจุบัน แทนที่จะยกบาลีมาอ้าง เพราะต้องการให้พวกเรารู้และเข้าใจ สามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน และสามารถอธิบายถึงสิ่งที่เราพบเราเห็นในปัจจุบันนี้ได้อย่างถูกต้อง
ความเห็นผิดดับ แต่การแสดงออกไม่ได้เปลี่ยน เป็นเรื่องที่หลายคนตั้งมาเป็นคำถามว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? มันก็เพราะการแสดงออก หรือพฤติกรรมของคนเรานั้น มาจากความเคยชินหรือนิสัย ซึ่งได้มาจากการรับรู้ทางตาหูจมูกลิ้นกายใจที่เกิดร่วมกับความพอใจไม่พอใจและความหลงที่เราสะสมไว้มานานมาก ซึ่งสะสมไว้ในสัญญาความจำของเรา ที่ อ.สินธพ พยายามอธิบายสั้นๆ ว่า พฤติกรรมมาจากข้อมูล
เมื่อจิตเรารับรู้และจดจำไว้แล้ว มันไม่ได้หายไปใหน มันจะอยู่ในสัญญาความทรงจำของเราและจะส่งอธิพลออกมาเป็นความคิดเห็นและเป็นพฤติกรรมของเราในที่สุด ความเห็นถูกที่เพิ่งเพิ่มขึ้นมาใหม่นั้นจะเป็นข้อมูลใหม่ที่ไปหักล้างกับข้อมูลเก่า แต่มันยังมีกำลังน้อย การส่งผลให้เกิดเป็นพฤติกรรม จริงๆ นั้นก็เลยแทบไม่มีเลย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่มีผลกับพฤติกรรมของเรา ต่อเมื่อเราสะสมสัญญาความจำที่มีความจริงหรือมีปัญญาประกอบมากพอ พฤติกรรมของเราจึงจะค่อยๆ เปลี่ยน แต่ข้อมูลเก่ามันก็ยังไม่ได้หายไปใหน มันก็ยังสามารถส่งผลให้เกิดพฤติกรรมได้อยู่
สำหรับบุคคลที่ความเห็นผิดดับไป แต่ไม่ได้ฝึกเพื่อขยายฐานปัญญาให้กว้างขวางมั่นคงแข็งแรง พฤติกรรมการแสดงออกจึงไม่ได้ต่างจากคนทั่วๆ ไปเลย คิดได้ทีก็ดับได้เป็นทีๆ ไป สำหรับผู้ที่ฝึกฝนต่อเนื่อง ฐานปัญญานั้นจริงๆ ก็ยังสู้ฐานข้อมูลเก่าที่สะสมมานานไม่ได้ พฤติกรรมเก่าจึงยังแสดงออกมาอยู่โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นความเคยชินอย่างละเอียด
ส่วนคำว่าความรู้สึกนั้น มันก็คือกิเลสอันนอนเนื่องในจิตใจเรา ในการรับรู้ปกติของเรา จะมีความพอใจไม่พอใจเกิดประกบด้วยเสมอ เมื่อการรับรู้เรามีความพอใจไม่พอใจเกิดร่วมด้วย การแสดงออกตอบสนองการรับรู้นั้นก็จะถูกสั่งมาจากความพอใจไม่พอใจ ซึ่งมันเกิดเร็วมาก ที่เราอุปมาว่าตามกระแส ถ้าเราไม่ได้ตั้งใจว่ายทวนกระแสเราก็จะใหลไปตามอำนาจของความพอใจไม่พอใจทุกๆ ครั้งไป
เพราะว่ากรรมนั้นมีเจตนาเป็นตัวกระทำ เพราะฉะนั้น เราจึงสามารถใช้เจตนาเพื่อกำหมดนำปัญญาออกมารับกระทบสัมผัสแทนความพอใจไม่พอใจได้ ที่เรียกว่าการกำหนดรู้ แต่ถ้าเราไม่กำหนดหรือไม่ได้มีเจตนาใช้ปัญญา ตัวความพอใจไม่พอใจจะทำงานแททันที ทั้งนี้ก็เพราะว่า ความพอใจไม่พอใจนั้นยังไม่ได้ดับจนหมดสิ้นไปจากใจเรานั่นเอง

25/10/2018

การอยู่อย่างรู้ เข้าใจ และเท่าทันธรรมชาติ
ชาวพุธ หรือผู้ที่ได้มีโอกาสเรียนรู้พระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ย่อมรู้ดีว่า ตัวเรา สิ่งรอบตัวเรา ความรู้สึกนึกคิด รวมไปถึงเหตุการณ์ต่างๆ ฯ คือ ธรรมชาติที่ไม่มีอะไรมั่นคงถาวร ทุกๆ สิ่งไม่ว่าอะไรมีลักษณะเหมือนกันคือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป หรือสรุปได้ออกมาเป็นคำเดียวว่า ไม่เที่ยง พวกเรามีความเข้าใจเป็นอย่างดีว่า ที่มันเป็นเช่นนั้นเพราะธรรมชาติแต่ละสิ่งเกิดขึ้นมาจากองค์ประกอบย่อยๆ ที่เข้ามาประชุมร่วมกันอย่างมีเหตุที่มาที่ไป หรือไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาลอยๆ เรียกง่ายๆว่า มันมาจากเหตุและปัจจัย ซึ่งเหตุและปัจจัยเหล่านี้ก็ล้วนเป็นธรรมชาติที่ไม่เที่ยงทั้งนั้น
อย่างไรก็ดี ถึงแม้เราจะมีความรู้และเข้าใจอยู่แล้วว่า ธรรมชาตินั้นไม่เที่ยง แต่ความรู้สึกนึกคิดของเรานั้นยังไม่สามารถทำให้เราวางความยึดถือในธรรมชาติได้อย่างหมดสิ้น ก็จะมีเพียงส่วนเดีียว ซึ่งเป็นส่วนที่หยาบๆ ที่พวกเราพอจะละได้ ถึงแม้จะอยู่อยู่แก่ใจว่ามันเป็นเพียงธรรมชาติที่ไม่เที่ยงฯ แต่ก็ยังละไม่ได้ จริงๆ แล้วมีเพียงความคิดเห็นที่เปลี่ยนไป ผลที่ออกมาก็คือความยึดมั่นถือมั่นมันลดลงหรือมีอิทธิพลต่อความรู้สึกนึกคิดของเราน้อยลง แต่มันก็ยังมีอยู่ครบ ไม่ได้หายไปใหน
เพราะฉะนั้น ถ้าหากเราต้องการที่จะละได้มากกว่านี้ นอกจากจะรู้และเข้าใจแล้ว เราต้องทันมันด้วย ยกตัวอย่างว่า เรายกมือของเราขึ้นมา ความรู้สึกแรกของเราจริงๆ มันก็ยังเห็นเป็นมืออยู่ ถ้าถามต่อว่ามือของใครก็คงต้องตอบว่ามือของฉัน ต่อมาเมื่อระลึกรู้ความจริงว่ามันเป็นธรรมชาติฯ มันก็ต้องใช้เวลาสักระยะ หรือไม่บางทีถ้าประมาท เราก็จะไม่เห็นความจริงของมือนั้นเลย
ถ้าเปลี่ยนจากมือมาเป็นเสียงด่า ก็แปลว่า ความรู้สึกไม่พอใจเกิดขึ้นมาทันทีหลังจากหูได้ฟังเสียงด่า สักพักเมื่อปัญญาออกมาทำงานโกรธถึงจะดับ ความโกรธจะอยู่กับเรานานหรือไม่ก็ขึ้นกับว่าปัญญาของเราออกมารับได้เร็วแค่ใหน ผลก็จะออกมาเป็นโกรธง่ายหายเร็วแล้วไม่ติดใจหรือไม่ผูกโกรธ
การที่จะให้ปัญญาออกมารับเสียงแทนความโกรธได้ทันทีโดยโกรธไม่มีโอกาสเกิดขึ้นมาได้นั่นแหละ คือเราเท่าทันแล้ว จริงๆ แล้วมันไม่ได้ง่ายเลย สำหรับบางท่านอาจจะพบว่า มันก็ทันได้เป็นบางครั้งบางคราว หรือนานๆ เกิดสักหน แต่ส่วนมากก็คืิอไม่ทัน ความพยายามที่จะยังปัญญาให้เกิดขึ้นได้ทันทีแบบนี้ อาศัยเพียงความรู้ความเข้าใจคงไม่พอ ต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างหนักและเอาจริงเอาจังด้วย
พระสารีบุตรได้แสดงลักษณะปัญญาไว้ 2 อย่าง ก็คือ ปัญญาหนักแน่น และ ปัญญาเร็ว เพื่อที่จะยังปัญญาให้เกิดขึ้นมาได้ อุปมาให้ปัญญาเหมือนรอยฝีเท้าที่เดินตามจิต ทุกครั้งที่จิตเกิดขึ้นมาเพื่อรับรู้อารมณ์ ดังนั้น สิ่งที่เราจะต้องปฏบัติเพื่อพัฒนาตนเอง ก็คือ เสริมสร้างปัญญาให้หนักแน่นมั่นคงอยู่ในใจ ทำปัญญาให้เหมือนเสาหินขนาดสี่คนโอบสูงแปดศอก ฝังลงไปในดินลึกลงไปในดินสี่ศอก พายุจะมาจากทุกทิศก็จะทำให้เสาหินนี้โยกไม่ได้ จากนั้นก็ฝึกให้ปัญญาเกิดขึ้นมาให้เร็วที่สุด จนมันสามารถแซงหน้าความพอใจไม่พอใจที่มักจะออกมารับอารมณ์ก่อนให้ได้
ผู้ที่หาวิธีเฉพาะตนฝึกฝนปัญญาจนทำงานได้อย่างนี้ ถึงจะสามารถเอาชนะความพอใจไม่พอใจที่ฝังรากลึกในจิตใจของเราออกไปได้ เมื่อทำได้ เราถึงจะสามารถพัฒนาตัวเองให้สามารถลดละความยึดมั่นถือมั่นออกไปได้ทีละน้อยๆ 🙏

02/02/2018

กรรม หรือ การกระทำ ให้ผลกับขันธ์ เมื่อเรายังดำรงค์ไว้ซึ่งขันธ์ ก็ยังไม่พ้นจากผลการกระทำของเราไปได้

ที่อยู่

Lamphun

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ญาติธรรม Yadtithamผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์