ปักธง ธรรม ส่องโลก - พระอาจารย์อารยวังโส - Most Venerable Arayawangso

ปักธง ธรรม ส่องโลก - พระอาจารย์อารยวังโส - Most Venerable Arayawangso “ปักธงธรรม” และ “ธรรมส่องโลก” เป็นช? This page will be re-posting the two columns on the date they are originally delivered.

เกี่ยวกับ ปักธง..ธรรม..ส่องโลก

“ปักธงธรรม” และ “ธรรมส่องโลก” เป็นชื่อของ คอลัมน์ธรรมะ ลิขิตโดย พระอาจารย์หลวงพ่ออารยวังโส /|\ เจ้าอาวาสวัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย (ธ) ในพระราชูปถัมภ์ฯ จังหวัดลำพูน

ทั้งสองคอลัมน์เป็นคอลัมน์รายสัปดาห์ โดย ปักธงธรรม (หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์) มีการตีพิมพ์ทุกวันศุกร์ และ ธรรมส่องโลก (หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์) ตีพิมพ์ทุกวันอาทิตย์

เฟซบุคเพจนี้จะนำเนื้อหาของคอลัมน์ทั้งสอง (ป

ักธงธรรม เนื้อหาเต็มคอลัมน์ แต่ ธรรมส่องโลก เนื้อหาเพียงบางส่วนของคอลัมน์ พร้อม link นำไปสู่เว็บไซต์ต้นทาง) มาเผยแพร่ซ้ำ ในวันเดียวกับที่มีการตีพิมพ์

ทั้งนี้ ขอขอบคุณ เว็บไซต์ http://www.ryt9.com/tag/ปักธงธรรม และ http://www.posttoday.com/tag/ธรรมส่องโลก ซึ่งเป็นแหล่งต้นฉบับของเนื้อหา ที่เพจนี้ได้คัดลอกมา

- ขอทุกท่านเจริญในธรรม :) /|\

------------------------------------------------

อ่านบทความย้อนหลังได้ที่ https://paktongdhamsongloak.wordpress.com

หากมีข้อคำถามธรรม สามารถเขียนกราบเรียนถึงหลวงพ่อพระอาจารย์ได้ที่ [email protected]

------------------------------------------------

About PaktongDhamsongloak

“Paktongdham” and “Dhamsongloak” are Dhamma Newspaper columns written by Most Venerable Arayawangso /|\, who is currently the abbot of Wat Pa Buddhapoj Hariphunchai, Lamphun, Thailand. Paktongdham (Thaipost Newspaper) is being published weekly every Friday, and Dhamsongloak (Post Today Newspaper) every Sunday. Thanks go to http://www.ryt9.com/tag/ปักธงธรรม and http://www.posttoday.com/tag/ธรรมส่องโลก, sources of the content.

- May your mind be blessed :) /|\

------------------------------------------------

Previous posts can be found at https://paktongdhamsongloak.wordpress.com

Dhamma related questions are suggested to be sent directly to Most Venerable Arayawangso /|\ at [email protected]

ปักธงธรรม  1  พฤษภาคม  2569 -เผชิญ .. วิกฤตการณ์ทับซ้อน .. ในสังคมปัจจุบัน!!หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์วันศุกร์ที่  1  พฤษภาคม ...
01/05/2026

ปักธงธรรม 1 พฤษภาคม 2569 -เผชิญ .. วิกฤตการณ์ทับซ้อน .. ในสังคมปัจจุบัน!!
หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์
วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม 2569
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. ต้องยอมรับตามความเป็นจริงว่า.. กระแสโลกไหลเลื่อนเข้าสู่ร่องเวลาที่มี วิกฤตการณ์ ซับซ้อน จนยากจะแยกแยะ ไม่ว่าในมิติ เศรษฐกิจ สังคม การเมือง หรือการศาสนา.. เพื่อแสดงอาการโคม่าของโลกที่กำลังดำเนินไปในห้วง กาลียุค ที่กำลังเกิดปรากฏ อันมีสาเหตุมาจาก ความเสื่อมศีลธรรมในประชาคมโลกอย่างรุนแรง..!!

นับเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายในทุกนิยาม (กฎ) ไม่ว่าจะเป็นในนิยามของดินฟ้าอากาศ.. นิยามของพืชพรรณธัญญาหาร ภายใต้ นิยามของจิต สัตว์ทั้งหลาย ที่ดำเนินไปภายใต้ นิยามของกรรม.. ที่ควบคุมด้วย ธรรมนิยาม..

จึงเกิดปรากฏการณ์ภาวะธรรมชาติแปรปรวนในทุกฤดูกาล โดยเฉพาะ วิกฤตการณ์โลกร้อน อากาศแปรปรวนจัด ที่เชื่อมโยงไปสู่วิกฤตทางด้านทรัพยากร พืชพรรณธัญญาหาร ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจ.. ภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้น อันเนื่องมาจาก ทรัพยากร เพื่อช่วยในการดำรงชีวิต ที่มีความจำกัดในเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยเฉพาะการเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน ที่มีอิทธิพลต่อความเสี่ยงในการดำรงชีวิตของชาวโลก

ด้วยข้อจำกัด.. ในการใช้ชีวิตที่มีมากขึ้น อันเนื่องมาจากวิกฤตการณ์ทับซ้อนหลายมิติ.. จึงส่งผลต่อการใช้ชีวิตเพื่อความมีคุณค่าในความเป็นสัตว์ประเสริฐ ที่จะต้องปรับตัวและมุมมอง.. ที่เรียกว่า ทัศนคติ เพื่อให้ดำรงอยู่อย่างมี ความเห็นชอบ (ทิฏฐุชุกรรม) ไม่ขัดแย้งกับสัจธรรมที่เป็นไปในธรรมชาตินั้นๆ

ความเข้าใจ ในธรรม.. ความเข้าใจ ในอรรถ.. จึงเป็นหัวใจสำคัญของการศึกษาเพื่อชีวิต.. เพื่อจะนำไปสู่การรู้เข้าใจในธรรมชาติของชีวิตแห่งความเป็นมนุษย์.. เพื่อการเข้าใจตนเอง..เป็นสำคัญ

ความเข้าใจตนเอง.. อย่างถูกต้องตามธรรม ในโอกาส กาล และฐานะ บทบาทนั้นๆ.. จึงเป็นความสำคัญอย่างยิ่งของการเรียนรู้ที่นำไปสู่การพัฒนาชีวิต.. เพื่อสามารถปรับเปลี่ยนตนเองให้อยู่ร่วมกับสังคม.. สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติได้อย่างมีดุลยภาพ.. ภายใต้เงื่อนไขที่ดำเนินไปและปรับเปลี่ยนไปในทุกขณะเพื่อการดำรงอยู่..

การยอมรับความเป็นจริงที่ว่า.. ไม่มีอะไรเกิดขึ้น โดยไม่มีเหตุ.. และไม่มีอะไรดำเนินไป โดยไม่มีเงื่อนไข.. จึงเป็นองค์ความรู้ทางธรรม เพื่อความเข้าใจในธรรมชาติของชีวิต.. และของทุกสรรพสิ่งในโลกนี้.. นั่นหมายถึง ความสำคัญของธรรมที่ทุกชีวิตต้องเรียนรู้และเข้าใจ.. จะได้นำไปสู่การดำเนินไปอย่างถูกต้อง ไม่ขัดแย้งกับ กฎเกณฑ์ของธรรมชาติ

การเตรียมพื้นฐานชีวิตให้พร้อมสรรพ.. ด้วยสติปัญญาและความเพียรชอบ.. จึงเป็นพื้นฐานชีวิตสำคัญยิ่งของบุคคลที่พร้อมเผชิญกับปัญหา.. วิกฤตการณ์ต่างๆ นานา.. แม้ในมิติเชิงซ้อน อันเกิดจากหลากหลายเงื่อนไขของสภาวะต่างๆ.. เพื่อการเตรียมพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์วิกฤตในปี ๒๕๖๙ นี้เป็นต้นไป ได้แก่...

..วิกฤตภูมิอากาศสุดขั้ว (Global Boiling) .. ที่แสดงปรากฏการณ์สภาพอากาศร้อนจัด ที่ทำลายสถิติในทุกปี แม้ในประเทศไทยและเพื่อนบ้านในเอเชีย ที่เคยมีอากาศพอเหมาะเย็นสบาย.. ในทุกฤดูกาล ..หนาวก็ไม่หนาวจัด ..ร้อนก็ไม่ร้อนจัด .. ซึ่งบัดนี้ กลับวิกฤตสุดขั้ว.. ในสภาพอากาศ โดยเฉพาะอากาศร้อนจัดที่ทะลุ ๕๐°C ไปหลายพื้นที่

..เมื่อวิกฤตการณ์ภูมิอากาศสุดขั้ว มาบวกกับ สภาพอากาศที่เลวร้าย อันเนื่องจากฝุ่นละออง PM 2.5 ที่เกิดจากการเผาป่า.. ทำลายธรรมชาติผืนป่าภูเขา.. ต้นน้ำลำธาร.. จึงได้เห็นสภาพ วิกฤตการณ์ทับซ้อน.. ที่นำไปสู่การหลงทางในการแก้ไขปัญหา โดยมิได้มุ่งตรงไปแก้ปัญหาที่เหตุแห่งปัญหา.. จึงได้เห็นการเปลี่ยนผ่านของปัญหา.. ที่ยังคงสภาพเหตุแห่งปัญหานั้นไว้.. เพื่อรอคอยการก่อเกิดขึ้นของปัญหานั้นๆ สืบต่อไป...

ปรากฏการณ์เชื่อมโยงของปัญหา.. จากวิกฤตการณ์ต่างๆ ที่สัมพันธ์สืบต่อกัน จึงก่อเกิดขึ้น รวมตัวเป็นองคาพยพของปัญหา และกลายร่างเป็น มหัพภาคของปัญหา ที่แผ่อิทธิพลสู่ปัญหาภาคต่างๆ ในทุกมิติของชีวิต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการก่อเกิดความขัดแย้งในทางสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ ไม่เว้นแม้ใน ศาสนา.. วัฒนธรรม ประเพณี ที่ถูกวิกฤตการณ์เชื่อมโยงจับเอาเป็นตัวประกัน.. เพื่อการท้าทายในศักยภาพของสัตว์สังคม ว่า.. จะมีปัญญาพอที่จะแก้ไขปัญหา.. ปลดปล่อยตัวประกันเหล่านี้ได้หรือไม่..

การติดหล่มวิกฤตการณ์.. การติดกับดักปัญหาของชีวิต.. จึงเป็นตัวชี้วัดขีดความสามารถ.. ความรู้ ความเข้าใจในสัจธรรมของชีวิต.. ที่ปรากฏมีอยู่ในธรรมชาติ.. ด้วยหากสามารถแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง.. และออกจากหล่มหรือกับดักปัญหาของชีวิตได้.. ก็สามารถจะพัฒนาชีวิตให้อยู่ร่วมกับธรรมชาติได้.. ภายใต้เงื่อนไขใหม่ๆ ที่แตกต่างไปจากเดิม..

แต่หากแก้ไขไม่ได้.. ก็ย่อมติดจมจ่อมอยู่ ในหล่ม.. กับดัก ปัญหาชีวิตนั้นๆ.. และจะยากยิ่งขึ้นเมื่อปัญหา.. วิกฤตการณ์ต่างๆ มาทับซ้อนกัน จนยากจะสืบสาวหาต้น.. หาปลายแห่งสาเหตุหลักแห่งปัญหานั้นที่ทับซ้อนกันจนเป็นเสมือนหนึ่งเดียวกัน..

วิกฤตการณ์ต่างๆ นานา.. จากทุกมิติ ที่จะเข้ามารวมศูนย์เป็นหนึ่งเดียว จะก่อเกิดเป็น ภูเขาแห่งปัญหา เพื่อท้าทายคุณภาพของ มนุษยชาติ ในทุกภาคส่วนของโลก ว่ามีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหนต่อการเผชิญกับวิกฤตการณ์ทับซ้อน.. ที่ยากยิ่งในการแก้ไขด้วยพลวัตจากส่วนใดส่วนหนึ่ง.. อย่างขาดการประสานเชื่อมโยง เพื่อร่วมแรงร่วมใจกันในการแก้ไขปัญหา ที่ยกระดับเป็นปัญหามหัพภาคของโลกโดยรวม

การมุ่งมั่นสืบสานสร้างความสัมพันธ์ ด้วยความรัก.. ความเมตตา.. ความกรุณา.. ความสงสารกันและกัน จึงเป็นคุณธรรมที่จำเป็นจริงๆ ต่อการสร้างเสถียรภาพให้กับชาวโลก.. ในมิติแห่งความเปลี่ยนแปลงของโลก ที่เริ่มสูญเสียสมดุลด้วยขาดศีลธรรมค้ำจุน...

ความสำคัญของการเรียนรู้.. อย่างเท่าเทียมกัน เพื่อความเข้าใจอย่างเป็นหนึ่งเดียวกันในธรรมของประชาคมโลก.. ที่ปรากฏในธรรมชาติ นับเป็นเรื่องสำคัญที่สุด.. เพื่อการนำไปสู่การร่วมมือกันในการสร้างความสมดุลในชีวิต.. และโลกนี้.. ในระหว่างการเผชิญปัญหาจากวิกฤตการณ์ทับซ้อน ทั้งจากภายนอก.. และภายใน

การสร้างภูมิคุ้มกันทางสุขภาพ.. ด้วยการ เจริญสติปัฏฐานธรรม ตามหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า นับว่าเป็นธรรมวิธีอันสำคัญที่สุด ที่ควรเผยแพร่ไปสู่มหาชน.. เพื่อการอนุเคราะห์โลก.. เพื่อประโยชน์.. เกื้อกูล และความสุขของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย.. โดยเฉพาะการเพิ่มประสิทธิภาพในความตระหนักรู้.. รู้อย่างบริบูรณ์ด้วยตนเองโดยประการต่างๆ.. ที่เรียกว่า การเจริญสัมปชัญญะ ที่ควบคู่กับ การเจริญสติปัฏฐานธรรม...

สติปัฏฐาน ๔ และสัมมัปธาน ๔ จึงเป็นหลักธรรมที่ควรนำมาพัฒนาศักยภาพของชีวิตให้มีคุณภาพ เพื่อการก่อเกิดภูมิคุ้มกันทั้งสุขภาพกาย-จิต.. ในสังคมดิจิทัลปัจจุบัน ที่กำลังประสบปัญหาอย่างรุนแรงเข้าขั้นวิกฤต.. เนื่องจากการปล่อยให้เพลิดเพลินไปในการเสพข่าวสารที่มากเกินขนาด จนทำให้เกิดความเครียดสะสม

สำคัญยิ่ง.. การเข้าใจธรรมในธรรมชาติของชีวิต จะเกิดขึ้นกับผู้เจริญสติประกอบความเพียรชอบในอิริยาบถนั้นๆ.. ที่จะนำไปสู่การลดละ.. กิเลส ได้แก่ โลภะ โทสะ โมหะ ให้สิ้นไปได้จริงในทุกขณะจิต.. ด้วยการ เจริญสติปัฏฐานธรรม อย่างถูกวิธีการ.. เพื่อที่จะได้นำไปสู่การมีความรู้ ความเข้าใจ ในสัจธรรม .. ของชีวิต.. ที่จะได้นำไปสู่การปรับตัวสู่ความยั่งยืน สามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติ สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปในทุกวิกฤตการณ์ได้จริง.. โดยเฉพาะจากกรณีวิกฤตการณ์ทับซ้อนในทุกมิติที่ปรากฏในปัจจุบัน!!.
เจริญพร
บทความทางหนังสือพิมพ์ได้ที่:
https://www.thaipost.net/e-pub-news/988868/
ทางเว็บไทยโพสต์:
https://www.thaipost.net/articles-news/988846/
บทความย้อนหลังได้ที่:
https://paktongdhamsongloak.wordpress.com

https://youtu.be/Utb_wAkCqzA
01/05/2026

https://youtu.be/Utb_wAkCqzA

54 likes, 20 comments. "27.12.64 | ธรรมโอสถ … โพชฌงค์เจ็ด | พระอาจารย์ อารยวังโส - โรงพยาบาลราชวิถี กรุงเทพ"

01/05/2026
ปักธงธรรม  24  เมษายน  2569 -“ทำดี .. ให้ลูก ทำถูก .. ให้หลาน” ส่งต่อมรดกความดีงาม .. ให้สังคม!หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์วันศุ...
24/04/2026

ปักธงธรรม 24 เมษายน 2569 -“ทำดี .. ให้ลูก ทำถูก .. ให้หลาน” ส่งต่อมรดกความดีงาม .. ให้สังคม!
หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์
วันศุกร์ที่ 24 เมษายน 2569
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. เทศกาลสงกรานต์ประเพณีไทย นับเป็นวันขึ้นปีใหม่ตามประเพณีโบราณ โดยมีความสำคัญหลักในการส่งผ่านความกตัญญูกตเวทีในวิถีวัฒนธรรม.. ด้วยการทำบุญสรงน้ำพระ.. รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่เพื่อขอพร ก่อเจดีย์ทรายในวัดวาอาราม... และการกลับคืนสู่ครอบครัวเพื่อแสดงถึงความรักสามัคคี เพื่อเริ่มต้นชีวิตอย่างมีมงคล

การสืบสานงานบุญประเพณีสงกรานต์ด้วยสัญลักษณ์ของความกตัญญู.. ความรักสามัคคี ที่เชื่อมโยงกับครอบครัว สู่ชุมชน ประเทศชาติ ในวันเถลิงศก ที่นับเป็นวันขึ้นปีใหม่ไทยแท้จริง จึงนับเป็นเอกลักษณ์ไทยที่สำคัญยิ่ง ที่ได้รับการยอมรับกันมายาวนาน จนเป็น Spiritual DNA ของชาวไทยแท้จริง.. สมควรอย่างยิ่งที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น มรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ขององค์การยูเนสโก

ความเป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (ICH) ของ “สงกรานต์” (Songkran in Thailand, Traditional Thai New Year festival) เพื่อสะท้อนให้เห็นจริงของความเข้มแข็งในบทบาทอันแข็งขันของชุมชนท้องถิ่นไทย ที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมการเรียนรู้ เข้าถึง พัฒนา และสงวนรักษาประเพณีดังกล่าวไว้ให้แก่อนุชนรุ่นหลัง อีกทั้งยังแสดงออกถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมในภูมิภาคต่างๆ ของไทยด้วย

จึงเป็นหน้าที่ของชาวไทย.. ที่ควรแสดงความภาคภูมิใจด้วย การตระหนักรู้.. อย่างมีสติปัญญา เพื่อเข้าใจ.. เข้าถึง คุณค่าของ “สงกรานต์” ในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมและประเพณี ในความเป็นวิถีพุทธ

การแสดงออกใดๆ .. เนื่องใน เทศกาลสงกรานต์วันปีใหม่ไทย จึงต้องคำนึงถึง วัฒนธรรมและประเพณี .. ที่มีธรรมเป็นแก่นสาร ไม่ว่า จะคิด, พูด หรือทำ.. ที่ควรจะได้เป็นแบบอย่างที่ดีต่อชุมชน สังคม ยิ่งในฐานะเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง..

...คงไม่เหมาะสมเลย.. หากปรากฏผู้ทรงเกียรติเหล่านั้น ที่เป็นผู้แทนของประชาชน ไปแสดงออกอย่างไร้วัฒนธรรมบนเวทีประเพณีไทย เนื่องในเทศกาลสงกรานต์.. ซึ่งแม้ว่าจะอ้างว่าเป็นงานรื่นเริงสนุกสนาน หากเข้าใจความหมายของคำว่า วัฒนธรรม.. ในวิถีพุทธ เนื่องในความเป็น มรดกทางวัฒนธรรมของ “สงกรานต์”

...คงไม่เหมาะอย่างยิ่ง.. หากเทศกาลงานบุญสงกรานต์ จะกลายเป็นงานทะเลาะวิวาท.. กินเหล้าเมายา.. กระทำอนาจาร จนสูญเสียสภาพวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม.. ที่ควรแก่การภาคภูมิใจของอนุชนผู้มีสติปัญญา

...คงไม่เหมาะควร.. หากเห็นภาพ ภิกษุ-สามเณร บางกลุ่ม..บางพวก ออกมารื่นเริงเล่นสงกรานต์กับชาวบ้านดุจคนครองเรือน.. ดังที่มีภาพเผยแพร่ออกไปในทุกปี จนนำไปสู่ความเป็นลบต่อภาพลักษณ์ของ องค์กรพระสงฆ์ โดยรวม.. และ ลุกลามต่อการหมิ่นเหม่พระพุทธศาสนาของผู้ที่ยังไม่ศรัทธา.. หรือพวกที่ศรัทธาแต่ยังไม่มั่นคง

...และ คงไม่น่ายินดีเลย.. หากปล่อยให้ภาพสวยงามที่ปรากฏในยามเช้าของวันสงกรานต์ จากการตักบาตร รับศีล ฟังธรรม.. ก่อเจดีย์ทรายถวายวัด ของชาวไทยผู้เป็น พุทธศาสนิกชน ที่ต่างพากันจูงลูกหลานเข้าวัด เพื่อเริ่มต้นชีวิตในวันปีใหม่ไทย ด้วยการสร้างเหตุแห่งความเจริญตามหลักมงคลธรรมในพระพุทธศาสนา.. เปลี่ยนแปลงไปในภาพลักษณ์ที่ตรงข้ามกันสุดขั้ว

จึงควรอย่างยิ่งที่ชาวไทยจะได้ช่วยกันเผยแพร่ ภาพลักษณ์ อันเป็น เอกลักษณ์ ของความเป็น วัฒนธรรมไทย อันควรส่งสืบต่อไปสู่อนุชนรุ่นต่อๆ ไปอย่างเข้มแข็ง โดยเฉพาะการพูดจาไพเราะ ใช้ภาษาอันเหมาะควร.. ที่เรียกว่า ปิยวาจา เพื่อผู้ฟังจะได้ชุ่มชื่นใจ ก่อเกิดความพึงใจในการน้อมรับ เพื่อนำไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์

ต้องยอมรับว่า.. การให้ (ทาน) และการพูดจาดี มีประโยชน์เหมาะควร (ปิยวาจา) เป็นกุญแจสำคัญยิ่งต่อการนำไปสู่การบำเพ็ญประโยชน์ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เพื่อโน้มนำไปสู่ ความรัก-สามัคคี ที่จะได้ทำงานช่วยเหลือกันและกัน (อัตถจริยา) ด้วยการรู้จักการวางตนสม่ำเสมอและจริงใจ ที่เรียกว่า มีความเสมอต้นเสมอปลาย (สมานัตตา)

ทั้ง ๔ ประการดังกล่าว เรียกว่า ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งการสงเคราะห์กัน (สังคหวัตถุธรรม) ซึ่งพระพุทธเจ้าสรรเสริญ ดังที่ได้ตรัสว่า.. “..ภิกษุทั้งหลาย ในชาติก่อน ภพก่อน กำเนิดก่อน ตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ สงเคราะห์ประชาชนด้วยสังคหวัตถุ ๔ (ทาน, ปิยวาจา, อัตถจริยา และสมานัตตา)

เพราะตถาคตได้นำ สั่งสม พอกพูนกรรมนั้น ทำกรรมนั้นให้ไพบูลย์แล้ว หลังจากตายแล้ว ตถาคตจึงไปเกิดสุคติโลกสวรรค์.. จุติจากเทวโลกแล้วมาสู่ความเป็นอย่างนี้ จึงได้ ลักษณะมหาบุรุษ ๒ ประการ ได้แก่ มีพระบาทและพระหัตถ์ อ่อนนุ่ม และมีฝ่าพระบาทและฝ่าพระหัตถ์ มีเส้นที่ข้อพระองคุลีจดกันเป็นรูปตาข่าย

“วันสงกรานต์” จึงมิใช่เป็นเพียงการละเล่นสรงน้ำกันและกันด้วยความสนุกสนาน แต่เป็นวันที่แสดงวัฒนธรรมไทยในการส่งสื่อความหมาย จริยธรรมตามหลักพุทธศาสนา ที่ทรงคุณค่ายิ่งต่อการสถาปนาความเข้มแข็งมั่นคงของ สังคมสันติภาพ .. ที่ชาวโลกเรียกหากันมากในปัจจุบัน.. อันปรากฏมีอยู่ในสังคมไทย ที่เป็นจุดเด่นชัดเจนในลักษณะความรักใคร่ผูกพัน ในครอบครัว.. ชุมชน.. สังคม แบบวิถีพุทธ ที่สืบเนื่องอารยธรรมสวยงามมายาวนาน

จึงได้เห็นปรากฏการณ์ ภาพลักษณ์ การแสดงออกเชิงพหุวัฒนธรรม.. ของพ่อแม่ปู่ย่าตายาย.. ญาติมิตร.. ผู้นำชุมชน.. ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง.. ตลอดจนผู้บริหาร-ข้าราชการในบ้านเมือง ที่ต้องดำรงตนอย่างมี จริยธรรม .. หมายถึง การดำเนินชีวิตที่ดีงาม

ดังตัวอย่าง.. สังคมครอบครัววิถีพุทธ .. ที่มีการปลูกถ่ายพันธุกรรมวัฒนธรรมอันดีงาม ส่งสืบต่อมาจนถึงลูกหลานเหลนโหลน.. ด้วยการ ไม่ขากถุย ในที่สาธารณะ.. ไม่สบถสาบานอย่างหยาบคาย ไม่ว่าจะอ้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์.. ระบายความโกรธแค้นหรือแม้แต่พูดเล่นๆ.. ดังเช่น ถุย.. ไอ้ห่า.. ไอ้ฉิบหาย.. แม่ง.. ซึ่งจัดอยู่ใน คำสบถหยาบคาย ที่ไม่ควร เพราะในทางภาษาศาสตร์และบริบทสังคมไทย คำสบถ ประเภทนี้ถือเป็น คำหยาบ (Swear words) ที่ไม่ควรใช้ในสถานการณ์ทั่วไปหรือต่อหน้าผู้อื่น ยิ่งต่อสาธารณชนที่มีการบันทึกแพร่ภาพไปทั่ว.. ด้วยจะทำให้เกิดความเข้าใจผิด.. และความสำคัญผิด โดยเฉพาะหากเป็นบุคคลที่มีฐานะบทบาทในการเป็นผู้นำ.. ผู้ปกครอง ในสังคมประเทศชาติ

จริงๆ แล้ว เรื่องการพลั้งปากกล่าวคำสบถหยาบคายออกไป ไม่ว่าจะมีเจตนาหรือไม่มีเจตนา.. เชื่อได้ว่า ผู้กระทำย่อมรู้สึกไม่ดีอยู่ในใจของตนเอง ที่ได้กระทำพลั้งพลาดไปแล้ว.. เพื่อการไม่กระทำผิดพลาดอีกต่อไป.. ควรจดจำว่า.. “พูดผิด ชีวิตเปลี่ยน” ทันที!!

จึงควรระวังอย่างยิ่งต่อการพูดจาหรือกระทำการใดๆ ที่แสดงถึงความบกพร่องทาง จริยธรรม ที่หมายถึง ความชำรุดทางจิตวิญญาณของความเป็นผู้ควรมีวุฒิภาวะ.. ทั้งนี้ เพื่อรักษาไว้ซึ่งคุณค่าของความเป็นสังคมอารยธรรม.. ที่เราทั้งหลายภาคภูมิใจ ด้วยการร่วมกันคำนึงถึงการพูดจา ที่จะต้องเป็น คำจริง คำแท้ มีประโยชน์ และอ่อนหวานสมานมิตร.. จึงไม่ควรอย่างยิ่งต่อการพูดคำหยาบใดๆ.. แม้จะกล่าวอ้างว่าพูดเล่น เพราะจะเป็นตัวอย่างไม่ดีต่อสังคม!!.
เจริญพร
บทความทางหนังสือพิมพ์ได้ที่:
https://www.thaipost.net/e-pub-news/984783/
ทางเว็บไทยโพสต์:
https://www.thaipost.net/articles-news/984761/
บทความย้อนหลังได้ที่:
https://paktongdhamsongloak.wordpress.com

รับฟังธรรมบรรยาย เรื่อง"วิศวกรรม..ในพุทธธรรมสู่ สติปัฏฐานภาวนา" EP.IIโดย พระราชวัชรสุทธิวงศ์(เจ้าคุณหลวงพ่ออารยวังโส)วัน...
18/04/2026

รับฟังธรรมบรรยาย เรื่อง
"วิศวกรรม..ในพุทธธรรม
สู่ สติปัฏฐานภาวนา" EP.II

โดย พระราชวัชรสุทธิวงศ์
(เจ้าคุณหลวงพ่ออารยวังโส)

วันที่ 26 เมษายน 2569
เวลา 10.00 - 13.00 น.
ณ หอธรรมวิศว์ ชั้น3 อาคาร3
คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ปักธงธรรม  17  เมษายน  2569 -“ความดี.. (ที่ไม่จริง) .. เป็นสิ่งที่ดี” ในกระแสสังคม .. วิปลาสธรรม !!หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ว...
17/04/2026

ปักธงธรรม 17 เมษายน 2569 -“ความดี.. (ที่ไม่จริง) .. เป็นสิ่งที่ดี” ในกระแสสังคม .. วิปลาสธรรม !!
หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์
วันศุกร์ที่ 17 เมษายน 2569
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา ในวิถีสังคมที่สับสนไปด้วยความลังเลสงสัยในสัจธรรม.. จึงได้เห็นปรากฏการณ์ “การทำอะไรเกินจริง” อยู่เสมอ จนเป็นที่มาของคำสั่งสอนว่า.. “อย่าทำอะไรเกินจริง” ที่หมายถึง พึงมีสติควบคุมจิต.. เพื่อรู้จักยับยั้งชั่งใจในการ คิด พูด ทำ สิ่งต่างๆ ที่ควรคำนึงถึง ความพอดี เหมาะสมกับความเป็นจริง ไม่นำไปสู่การบิดเบือน อยู่ภายในขอบเขตของธรรมและอรรถ และรู้จักประมาณตนว่า.. มีกำลังความสามารถที่ทำได้ตามความเป็นจริง..

การจะคิด พูด ทำอะไรๆ ที่ต้องเป็นจริง (สัจธรรม) จึงต้องเป็นคุณสมบัติของผู้มี สติปัญญา ..เป็นปกติ ที่สามารถ ผลิตภาวะรู้เท่าทัน ไว้กำกับจิตใจ เพื่อให้ดำรงอยู่อย่างเป็นปกติ ไม่ วิปลาสธรรม

ความไม่ วิปลาสธรรม .. เป็นเรื่องที่ทำได้ยากในวิถีจิตของคนเราที่เป็นปุถุชน แต่เพราะเป็นเรื่องที่ยากนี่แหละ.. จึงต้องขวนขวายในการกระทำ เพื่อการเข้าถึงสมบัติอันควรของสัตว์ประเสริฐ ได้แก่ คุณธรรมความดี.. บุญกุศล ซึ่งจะเกิดมีขึ้นได้นั้น ก็ด้วยการขจัดความวิปลาสธรรม.. ตั้งแต่ในระดับสัญญาให้สิ้นไป.. เป็นเบื้องต้น

ดังในกระแสสังคมที่วุ่นวายชุลมุนด้วยอิทธิฤทธิ์ของกระแสข่าวสารไร้พรมแดนยุคดิจิทัล ที่เกลื่อนกราดไปด้วย สภาวะสัญญาวิปลาส อันเป็นสาเหตุที่นำไปสู่ จิตวิปลาส.. และทิฏฐิวิปลาส.. ที่ค่อนข้างเข้าสู่ วิกฤตการณ์ โดยเมื่อเห็นยอดวิวการเสพข่าวสารที่ วิปลาสสัญญา มากเกินปกติ

สิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งในเรื่อง ความวิปลาส กับ ความไม่วิปลาสในสัญญา ที่ปรากฏในกระแสสังคม คือ ภาวการณ์รับรู้ ของผู้คนในปัจจุบันว่า.. มีคุณภาพการรับรู้เป็นอย่างไร... ซึ่งหมายถึง สภาพจิตใจมีคุณภาพมากน้อยแค่ไหน.. ในการแยกแยะว่า อะไรตรงธรรม อะไรวิปลาสธรรม

ยิ่งเมื่อได้เห็นการปลุกเร้า กระแสความวิปลาสธรรม ให้เป็น กระแสแห่งความชอบธรรม อย่างไม่เกรงกลัวต่อ อำนาจแห่งธรรม ที่กำกับดูแลอยู่ โดยสร้าง กฎแห่งกรรม เข้าควบคุมทุกขณะจิตที่มีเจตนาไปตามธรรมนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็น กุศล.. หรือ อกุศลธรรม.. หรือไม่ว่าวิปลาส.. หรือไม่วิปลาสธรรม..

เฉกเช่นเรื่องราวของ การทำความดี ตามความเข้าใจในนิยามของคนทั่วไป แต่ ไม่ชอบธรรม มิหนำซ้ำ ผิดทั้งศีลธรรม.. และผิดทั้งกฎหมายบ้านเมือง แต่ถูกกระตุ้นให้เกิดความสำคัญมั่นหมายอย่างวิปลาสธรรม ว่า.. เป็นความดีที่ชอบธรรม (เพราะตรงใจกู) แม้ความดีนั้นจะผิดพระวินัย.. ผิดศีล ผิดธรรม และผิดกฎหมายบ้านเมือง...

ด้วยความไม่เข้าใจเรื่องการทำการงานว่าเป็นโทษหรือไม่เป็นโทษ จึงนึกคิดเอาเองตามประสาสัตว์โลก ว่า โลกเป็นอย่างนั้น.. โลกเป็นอย่างนี้.. ก่อเกิดทิฏฐิที่นำไปสู่การบัญญัติเอาเองว่า.. ฉันทำดี.. ความดีของฉัน.. ฉันเป็นเจ้าของความดีนั้น.. อย่างไม่เข้าใจในคำว่า สุจริต.. หรือ ทุจริต...

เรื่องดังกล่าวหากเกิดกับชาวบ้าน ก็คงเป็นเรื่องที่น่าสงสาร.. ควรแก่การอนุเคราะห์ไปตามเหตุปัจจัย.. แต่หากเกิดกับบรรพชิต.. พระภิกษุในพระพุทธศาสนา ก็ต้องกล่าวว่า รู้สึกน่าสมเพชเวทนา .. ด้วยการนุ่งห่มผ้ากาสาวะ.. อันเป็นธงชัยพระอรหันต์.. เป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ นั้นหมายถึง ผู้ที่ประกาศสงครามเพื่อการชนะในทุจริตทั้งปวง ทั้งทางกาย วาจา ใจ ที่จะต้องมีทิฏฐิไม่วิปลาส

ผู้มีศรัทธาปสาทะในพระผู้มีพระภาคเจ้า.. เข้ามาขอบรรพชา-อุปสมบทเข้ามาในพระพุทธศาสนา ถูกต้องตามพระธรรมวินัย ตรงตามพระพุทธานุญาต จะต้องทำความสำนึกที่เป็นจริงตรงธรรมเสมอ.. เพื่อการกระทำที่พอดี.. พอเหมาะ พอควร.. ในการทำความดีนั้นๆ อย่างไม่เกินจริง ประกอบ กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม ที่ไม่มีโทษ ด้วยความเข้าใจในสัจธรรมที่ว่า..

การกระทำที่ไม่เป็นโทษ เป็นกำลังสุจริต...
ย่อมเป็นมงคลแก่ผู้กระทำ..
ผู้กระทำย่อมเจริญก้าวหน้า..

ทั้งนี้ โดยการคำนึงถึงหลักเกณฑ์การกระทำใดๆ ที่ไม่เป็นโทษ (อนวัชชพละ) ว่า จักต้องเป็นดังนี้ คือ ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดกฎสังคม.. ไม่ผิดศีลและไม่ผิดธรรม

โดยมีความรู้..ความเข้าใจ ในหลักเกณฑ์ของ อนวัชชพละ ตามที่กล่าวมาว่าเป็นคุณสมบัติสำคัญอย่างยิ่งต่อบัณฑิต.. สมณพราหมณ์ โดยเฉพาะพระภิกษุทั้งหลายในพระพุทธศาสนา เพื่อการสร้าง องค์ความรู้ ที่จะได้เข้าถึง สัจธรรม ในเรื่องนั้นๆ เมื่อต้องหาข้อสรุปในความย้อนแย้งที่ปรากฏ ว่า.. จะทำอย่างไร.. จึงได้ชื่อว่า เป็นการกระทำที่ไม่เป็นโทษ.. หากในบางเรื่องเป็นความขัดแย้งระหว่าง ศีลธรรมกับกฎหมาย หรือระหว่าง กฎหมายกับกฎสังคม (จารีตประเพณี) หรือในระหว่างกฎหมาย+กฎสังคม กับศีลธรรม หรือในที่สุด ระหว่าง กฎหมาย+กฎสังคม+ศีล กับธรรม โดยควรยึดหลักว่า ..การงานใดที่ไม่เป็นโทษนั้น จะต้องไม่ขัดแย้งกับธรรม .. (แม้ว่า จะขัดแย้งกับกฎหมาย.. กฎสังคมและศีล.. ก็ตาม..)

ผู้ที่ตั้งอยู่ใน อนวัชชพละ จึงต้องมีสติปัญญาประกอบความเพียรชอบ สามารถแยกแยะตัดสินได้อย่างถูกต้องในเรื่องนั้นๆ และจะต้องมีความกล้าหาญในการยืนอยู่บนความถูกต้อง อย่างไม่กลัวเกรงต่ออิทธิพลใดๆ ทั้งสิ้น.. สำคัญยิ่ง คือ กล้าหาญในการตัดสินใจปฏิเสธ.. สิ่งที่ผิดไปจากธรรมทั้งปวง.. อย่างไม่หวั่นไหวเพื่อการทำหน้าที่อย่างซื่อตรงต่อไป.

ความกล้าหาญ .. จึงเป็นคุณสมบัติอันสำคัญยิ่งต่อการสนับสนุนผู้ที่จะทำการงานอย่างไม่เป็นโทษ (อนวัชชพละ) ภายใต้แรงกดดันมากมาย ทั้งจากผลประโยชน์ จากกระแสสังคม.. และสถานการณ์บ้านเมือง-เศรษฐกิจจากภายใน-ภายนอก ที่ท้าทายต่อความกล้าหาญในการทำหน้าที่อย่างซื่อตรงเสมอ.. เพื่อที่จะ...

๑ ..กล้ารักษาความถูกต้องโดยชอบธรรม.. ไม่ขวัญอ่อน ขี้ตกใจ.. จนเข้าไปเอื้อประโยชน์โดยมิชอบให้กับผู้กระทำทุจริต.. จนก่อเกิดการทำงานที่เป็นโทษในตนเอง

๒ ..กล้าปฏิเสธสิ่งที่ผิดศีลธรรม.. และที่สุดแม้ผิดศีล.. แต่ต้องไม่ผิดธรรม.. จึงไม่ต้องกล่าวถึงการผิดกฎหมาย.. ผิดจารีตประเพณีหรือกฎสังคม...

๓ ..กล้าหาญตัดสินใจตามความรู้ชอบ อย่างมีหลักการและเหตุผลตรงธรรม.. ไม่หวั่นไหวไปตามกระแสสังคมในโลกดิจิทัล ที่ใช้ อินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) หรือบุคคลที่มีอิทธิพลบนโซเซียลมีเดียเป็นเครื่องมือในการรุกเร้า ทำลาย ความน่าเชื่อถือ ความชอบธรรม

..ที่สุด.. ต้องกล้าหาญในการวางใจเป็นกลาง เมื่อกระทำหน้าที่โดยชอบธรรม.. อันถึงที่สุด.. โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ.. เรียกว่า.. ทำเรื่องนั้นๆ ให้ตรงกับเหตุปัจจัย... แล้วปล่อยวางให้เป็นไปตามเหตุปัจจัยนั้น ด้วยจิตที่เป็นกลางๆ .. ไม่ต้องไปเร่งเร้า วิงวอน วิตกกังวลใดๆ.. ด้วยความเข้าใจอย่างเป็นธรรมดาว่า.. ธรรมทั้งหลาย เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย.. และสิ้นไปเมื่อเหตุปัจจัยสิ้นไป..

ดังนั้น ควรอย่างยิ่งในการช่วยกันให้สติกับสังคม จะได้ไม่หลงไปตามกระแสวิปลาสสัญญา.. จนสูญเสียคุณธรรมความดีของสัตว์ประเสริฐ พากันละทิ้งศีลธรรม.. ละเลยกฎหมายบ้านเมือง โดยหลงเข้าไปยึดหมายใน ความดีที่ผิดสัจจะ.. ดังที่มี การพูดเกินจริง.. ทำเกินตัว (ฐานะบทบาท/หน้าที่) และกลัวความจริง (ไม่เคารพสัจธรรม)

จึงได้เห็นปรากฏการณ์ข่าวดังมากมายในกระแสสังคมบ้านเรายามนี้ ที่เรื่องราวเหล่านั้นไม่ตั้งอยู่บน “ความจริงและความดี” แม้ในแวดวงนักบวชบางหมู่ .. บางคณะ ที่ออกจะสุดโต่ง ด้วยความวิปลาส.. พูดจาบอกกล่าวคำที่ไม่เป็นธรรม.. ไม่ใช่ธรรมของพระพุทธองค์.. ออกอาการสุดโต่ง ในการพูดเกินจริง เพื่อสร้างภาพ.. และมักจะทำอะไรเกินตัว เพื่อเล่นกระแส.. อย่างไม่กลัวเกรงต่อ ความจริง (สัจธรรม).. อย่างไม่เกรงกลัวต่อความจริง .. ที่เป็นธรรม!
เจริญพร
บทความทางหนังสือพิมพ์ได้ที่:
https://www.thaipost.net/e-pub-news/981021/
ทางเว็บไทยโพสต์:
https://www.thaipost.net/articles-news/980998/
บทความย้อนหลังได้ที่:
https://paktongdhamsongloak.wordpress.com

ปักธงธรรม  10  เมษายน  2569 -วิกฤตการณ์แผ่นดิน .. “การใช้หน้าที่ไม่เป็นธรรม”!!หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์วันศุกร์ที่  10  เมษาย...
10/04/2026

ปักธงธรรม 10 เมษายน 2569 -วิกฤตการณ์แผ่นดิน .. “การใช้หน้าที่ไม่เป็นธรรม”!!
หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์
วันศุกร์ที่ 10 เมษายน 2569
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา จากการไปปฏิบัติศาสนกิจใน โครงการร้อยใจไทย สืบสานราชธรรม ทั้งแผ่นดิน ถวายพระราชกุศล แด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในภาคอีสานตอนเหนือ พื้นที่ จ.สกลนคร, จ.อุดรธานี, จ.หนองคาย และ จ.เลย โดยมี ว่าที่พันตรีอดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม เข้าร่วมที่ จ.สกลนคร ระหว่างวันที่ ๒๓-๒๘ มีนาคม ๒๕๖๙ นับว่ามีประโยชน์อย่างยิ่ง ในการประกาศ ทศพิธราชธรรม ควบคู่กับ จักกวัตติธรรม ไปในท่ามกลางบุคคลที่ขานอาสาทำหน้าที่รับใช้แผ่นดิน.. บำบัดทุกข์ บำรุงสุข .. ประชาชน .. เจ้าของแผ่นดิน โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด นำข้าราชการในพื้นที่นั้นๆ เข้าร่วมขับเคลื่อนโครงการ เพื่อปลูกสร้างจิตสำนึก หัวใจนักปกครอง ที่จักต้องมี ราชธรรม ในการกล่อมเกลาจิตใจให้เหมาะสมกับการเป็น ข้าราชการ.. ที่ต้องมีอุดมการณ์ รัก.. ซื่อสัตย์.. รู้คุณ และตอบแทนคุณแผ่นดิน...

การทำงานเชิง อุดมการณ์ธรรม ดังกล่าว แม้ว่าจะเป็นเรื่องยากยิ่งในห้วงสมัยปัจจุบัน ที่คนเราห่างไกล การดื่มน้ำนมมารดา.. แต่ก็สามารถจะกระทำได้ หากได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารราชการระดับสูง ที่ร่วมด้วยช่วยอำนวยการอย่าง เต็มกำลัง ด้วยการเห็นคุณค่าในความเคารพธรรมเหนืออื่นใด...

จึงได้เห็นภาพสวยงามของการจัดงานตาม โครงการร้อยใจไทยฯ ดังกล่าว ในทุกจังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดแสดงความพร้อมในการขานรับร่วมกันขับเคลื่อนโครงการด้วย จิตสำนึกกตัญญูรู้คุณต่อแผ่นดินและสถาบันพระมหากษัตริย์.. โดยเฉพาะการให้ ความเคารพต่อพระพุทธศาสนา ที่ประกาศรับรองว่า อำนาจแห่งธรรม เท่านั้น ที่จะคุ้มครองปกป้องรักษาผู้ใช้อำนาจและผู้รับผลจากการใช้อำนาจ.. ซึ่งได้แก่ ประชาชนในแผ่นดิน..

สมดังคำกล่าวประกาศธรรมที่ว่า...ธรรม เท่านั้น คืออำนาจ..
อธรรม หาใช่อำนาจไม่.. เพราะไม่มีอำนาจในอะธรรม...

จึงทำให้เข้าใจอย่างมั่นใจในการทำหน้าที่แจกแจง อำนาจแห่งธรรม ที่ควรเป็นไปในแผ่นดินว่า.. เป็นหน้าที่ของผู้ปกครอง.. ผู้บริหารราชการแผ่นดิน ที่จะต้องใช้ด้วยความเคารพนับถือ..ในธรรม อย่างตระหนักรู้ว่า.. การใช้หน้าที่ให้เป็นธรรม.. หรือการมีธรรมเป็นแนวทางในการทำหน้าที่ เป็นหัวใจสำคัญของการบริหารปกครองเพื่อการพัฒนาสังคม..ประเทศชาติ

การใช้หน้าที่ให้เป็นธรรม.. จึงเป็นศิลปะในการบริหารชีวิตแนวพุทธศาสนา ที่ผู้มีหน้าที่จะต้องมีความรู้-ความเข้าใจในธรรม.. ที่ปรากฏมีอยู่อย่างเป็น สัจจะ ในธรรมชาติ ดังที่จะต้องรู้ธรรมะ.. รู้อรรถ เป็นเบื้องต้น ก่อนจะกำหนดรู้สัจจะในตนเอง.. เพื่อการสร้างองค์ความรู้ที่สามารถนำไปใช้ปฏิบัติให้ถูกทางโดยชอบธรรมได้จริง.. จะได้สร้างความสมดุลระหว่างการทำงานตามหน้าที่ทางโลก ที่ต้องอนุวัตตามธรรม.. อย่างมีความเข้าใจแท้จริงได้ว่า

อำนาจ ย่อมเป็นใหญ่ในโลกนี้ (วโส อิสฺสริยํ โลเก) .. ด้วยอำนาจสามารถจัดการหรือบังคับสิ่งต่างๆ ในโลกได้..

ในบรรดาอำนาจทั้งปวง อำนาจของกรรม (การกระทำ) ยิ่งใหญ่ที่สุด..

ทั้งนี้ ด้วย.. สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม (กมฺมุนา วตฺตตี โลโก) .. ที่แสดงความจริงแท้ ไม่แปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลาว่า.. ไม่มีสัตว์ใด หนีพ้นผลจากการกระทำของตนเองได้ ไม่ว่าดีหรือชั่ว..

อำนาจของกรรมจึงเป็นอำนาจแท้จริง.. ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด .. ในโลกนี้!

หลักธรรมบรรยายในทุกจังหวัดที่มีต่อผู้ว่าราชการจังหวัดและหมู่คณะ ทั้งข้าราชการและประชาชน จึงแสดงให้เห็นความจริงอย่างตอกย้ำ เพื่อเป็น ธรรมานุสติ ว่า.. อย่าประมาทในกรรม.. อย่าปรามาสในธรรม.. อย่าทำลายชีวิตให้สูญเสียคุณธรรม (ความดี)...

ด้วย หน้าที่ ของทุกคน แท้จริงคือ การปฏิบัติธรรม.. ที่จะต้องเคารพ นับถือ สักการบูชาธรรม.. ด้วยความนอบน้อมเชิดชู.. ยกธรรมเป็นธงชัย ยกธรรมเป็นยอด.. ยกธรรมเป็นใหญ่... ด้วยการไม่ใช้ธรรมเป็นหน้าที่ หมายถึง ทำงานโดยปราศจากธรรม.. หมายถึง ไม่มีเนื้อหาแห่งธรรม หรือไร้คุณธรรม.. แต่ควรใช้ หน้าที่ให้เป็นธรรม..

ในสังคม.. ที่เข้าสู่ความเสื่อมศีลธรรม.. จึงมักจะเกิดปัญหามากมายในการทำงานบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งนี้ เพราะ การทำหน้าที่อย่างปราศจากธรรม ของบุคคลผู้มีฐานะ ตำแหน่ง ที่เป็นไปตามกฎหมายบริหารราชการแผ่นดิน.. และที่เลวร้ายยิ่งไปกว่านั้น คือ การเข้าไปมีบทบาทจัดการอยู่เบื้องหลังการบริหารราชการ จน ก่อเกิดภาวะทับซ้อนการใช้อำนาจรัฐ.. ของบุคคลหรือกลุ่มคนที่ไม่มีอำนาจหน้าที่ตามฐานะตำแหน่ง.. จนดูเหมือนมีอำนาจเชิงซ้อนเกิดขึ้นในแผ่นดิน ที่คล้ายๆ กับ อิทธิพลอำนาจเถื่อน (ไร้ธรรม) ที่มาจากภายนอก..

อำนาจเถื่อนนอกระบบ.. เป็นอำนาจที่ปราศจากความถูกต้องโดยชอบตามกฎหมาย ที่ไม่สามารถกล่าวอ้างความถูกต้องโดยชอบธรรมได้.. จึงไม่แปลกหากการใช้อำนาจดังกล่าวนี้ จะเป็นไปอย่าง ไร้ธรรม.. ไม่เคารพธรรม โดยการทำหน้าที่ปราศจากธรรม.. ที่มีลักษณะให้เห็นเด่นชัดใน การขาดคุณธรรม (ไม่มีเมตตาธรรม) จนนำไปสู่การไม่ใช้ ธรรมเป็นหน้าที่ (ทำงานโดยไม่มีธรรม)

จึงได้เห็นสิ่งที่เลวร้ายจากความเสื่อมศีลธรรม.. ที่ทำให้ระบบคุณธรรมคุ้มครองแผ่นดินพังทลาย ก่อเกิด ความเห็นแก่ตัว.. ที่นำไปสู่การแสวงหาประโยชน์มิชอบแพร่ระบาดไปทุกระดับ จนก่อเกิด ลัทธิผูกขาดการใช้อำนาจ เพื่อการบริหารราชการแผ่นดินอย่างไร้ความเคารพธรรม ที่นำไปสู่คำว่า การใช้ ธรรมเป็นหน้าที่ คือ การทำงานโดยไม่มีธรรม... ขึ้นในสังคมประเทศชาติ

การเดินทางไปเผยแผ่ธรรมเพื่อการปกครองแผ่นดิน.. จึงนับเป็นความสำคัญอย่างยิ่ง ต่อการแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้ตรงเหตุ.. ด้วยการกระตุ้นเตือน ให้ข้าราชการผู้ทำหน้าที่รับใช้แผ่นดิน ได้กลับมาหนักแน่น มั่นคง ในการใช้ หน้าที่ให้เป็นธรรม เพื่อทำหน้าที่ ข้าราชการของแผ่นดิน ที่จะต้องคำนึงถึงการใช้อำนาจอย่างชอบธรรม.. เป็นสำคัญ

ดังนั้น เมื่อการปฏิบัติศาสนกิจตามโครงการฯ เสร็จสิ้นในแต่ละจังหวัด จึงได้ประเมินพฤติกรรมในทุกมิติ ต่อการแสดงออกในความรับผิดชอบต่อหน้าที่.. และการแสดงถึงวุฒิภาวะในการทำหน้าที่ผู้ปกครอง.. ผู้บริหารราชการแผ่นดิน

เพื่อจะได้เป็นข้อเสนอแนะต่อผู้บริหารระดับสูง ที่จะได้นำไปเป็นข้อมูลในการพิจารณาคัดเลือกข้าราชการที่มีวุฒิภาวะ.. มีจิตสำนึกเคารพธรรม เพื่อการมีโอกาสเข้าไปทำหน้าที่ ผู้รับใช้ประชาชน.. รับใช้แผ่นดิน.. ให้สมเกียรติความเป็น ข้าราชการ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว.. อย่างแท้จริง

เรื่อง ความเคารพในธรรม .. เพื่อการใช้หน้าที่เป็นธรรม จึงเป็นหัวใจในการพิจารณาสรรหาข้าราชการไปทำหน้าที่.. บริหารราชการแผ่นดิน.. ที่จะได้ไม่ก่อให้เกิดวิกฤตการณ์แผ่นดิน.. โดยเฉพาะการเสริมสร้างภูมิความกล้าหาญในการปฏิเสธอำนาจเถื่อนนอกระบบที่ไร้ธรรม อย่างไม่เกรงกลัวต่ออำนาจชั่วๆ เหล่านั้น.. เพื่อมิให้เป็นผลร้ายต่อประเทศชาติ.. ซึ่งเชื่อได้ว่า หากได้ข้าราชการที่มีคุณภาพและมีความกล้าหาญในการยืนหยัดมั่นคงบนความชอบธรรมไปทำงานร่วมกับประชาชนได้จริง.. วิกฤตการณ์ต่างๆ ดังเช่น เรื่องมลภาวะค่า PM ที่เกิดจากการเผาทำลายป่าจะลดลง.. และจะกลับคืนสู่ภาวะปกติได้อย่างไม่ยาก.. ดังที่หลายจังหวัดสามารถทำได้ด้วยคุณภาพของผู้ปกครองบ้านเมืองในจังหวัดนั้นๆ .. ที่มีคุณภาพในการใช้หน้าที่เป็นธรรม...ได้จริง!!.
เจริญพร
บทความทางหนังสือพิมพ์ได้ที่:
https://www.thaipost.net/e-pub-news/977897/
ทางเว็บไทยโพสต์:
https://www.thaipost.net/articles-news/977888/
บทความย้อนหลังได้ที่:
https://paktongdhamsongloak.wordpress.com

🎙️ ในคืนนี้ (วันพุธที่ ๘ เมษายน ๒๕๖๙) เวลา ๒๑.๐๐ น. - ๒๒.๐๐ น.🎙️ขอเชิญชวนคณะศิษย์ศรัทธาสาธุชน รับฟังการปุจฉาธรรมสัมภาษณ์...
08/04/2026

🎙️ ในคืนนี้ (วันพุธที่ ๘ เมษายน ๒๕๖๙) เวลา ๒๑.๐๐ น. - ๒๒.๐๐ น.

🎙️ขอเชิญชวนคณะศิษย์ศรัทธาสาธุชน รับฟังการปุจฉาธรรมสัมภาษณ์สดออกอากาศ (On Air)

🌎 เรื่อง “กระแสโลก กระแสธรรม” โดย พระราชวัชรสุทธิวงศ์ (เจ้าคุณพระอาจารย์อารยวังโส)

🎙️จากห้องส่ง สถานีวิทยุกระจายเสียง อสมท. เอฟเอ็ม ๙๖.๕ ( FM 96.5)

🎙️ผู้สัมภาษณ์-ปุจฉาธรรม : นายประสาร มฤคพิทักษ์

🎙️ทาง YouTube Thinkingradio

🔹ขอเชิญชวนคณะศิษย์ศรัทธา เข้าร่วมฟังธรรม เมตตาธรรมในพระคุณเจ้าคุณอารยวังโส  โดยมีกำหนดการดังนี้📍วันเสาร์ที่ ๑๑ เมษายน ๒๕...
08/04/2026

🔹ขอเชิญชวนคณะศิษย์ศรัทธา เข้าร่วมฟังธรรม เมตตาธรรมในพระคุณเจ้าคุณอารยวังโส โดยมีกำหนดการดังนี้

📍วันเสาร์ที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๖๙ ณสำนักปฎิบัติ ธรรมอารยวังโส อ.นครชัยศรี จ. นครปฐม

📍วันอาทิตย์ที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๖๙ ณ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

📍วันอาทิตย์ที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๖๙
เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๐.๓๐ ณ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร
จัดโดยสุรัตนธรรมสถาน

เวลา ๑๔.๐๐ - ๑๕.๓๐ น. ณ วัดมเหยงคณ์ ตำบลหันตรา จ. พระนครศรีอยุธยา

ดังมีรายละเอียดในแผ่นประชาสัมพันธ์ที่ส่งมาพร้อมนี้ค่ะ

ปักธงธรรม  3  เมษายน  2569 -มายาจิตสังคม...ยุคดิจิทัล!! “ความไม่วางใจ-ไม่เชื่อถือ .. สู่วิกฤตศรัทธา..”หนังสือพิมพ์ไทยโพส...
03/04/2026

ปักธงธรรม 3 เมษายน 2569 -มายาจิตสังคม...ยุคดิจิทัล!!
“ความไม่วางใจ-ไม่เชื่อถือ .. สู่วิกฤตศรัทธา..”
หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์
วันศุกร์ที่ 3 เมษายน 2569
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา คำว่า.. “ศรัทธา” มีคุณค่ายิ่งต่อการหลอมรวมจิตใจให้เชื่อมั่นในความถูกต้องที่ปรากฏมีอยู่จริงในธรรมชาติ... โดยจะต้องอบรมให้เกิดความรู้-ความเข้าใจในความเป็นจริงของกฎธรรมชาติ ที่เรียกว่า สัจธรรม ที่ไม่ผันผวนเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา.. ทนทานท้าทายต่อการพิสูจน์ โดยแสดงความจริงแท้ในธรรมชาติ ว่าด้วย กฎแห่งกรรม เพื่อแสดงอำนาจของธรรมชาติที่ไม่ลบเลือนไปตามอำนาจใดๆ ในโลก...

ความศรัทธา .. ไม่ใช่ความเชื่อตามความรู้สึก.. แต่เป็นความเชื่อมั่นที่เกิดจาก สติปัญญา ที่สามารถพิจารณาเห็นตามความเป็นจริง จนเกิด ปัญญาชอบ รู้แจ้งในความเป็นจริงว่า.. สภาพธรรมทั้งหลาย จะต้องเป็นเช่นนั้น.. จะไม่เปลี่ยนไปจากความเป็นอย่างนั้น และไม่แปรเป็นอย่างอื่น..

ความศรัทธา แท้จริง.. จึงเป็นธรรมที่ไม่วิกฤต.. ซึ่งตรงข้ามกับ ความเชื่อโดยความรู้สึก ที่ย่อม วิกฤตไปตามกิเลส ด้วยความเชื่อที่ขาดปัญญา จึงผันผวนเปลี่ยนแปลงไปได้เสมอ.. อันเป็นไปตามสภาพอารมณ์ที่เป็นใหญ่ โดยอ้างอิงความชอบใจและไม่ชอบใจเป็นสำคัญ...

ความเชื่อ.. ที่ยังเข้าไม่ถึง ความศรัทธา จึงเป็นเรื่องของความรู้สึกที่เปลี่ยนแปลงได้เสมอ ตราบที่ สติปัญญา ยังไม่เป็นใหญ่.. ที่นำไปสู่การอ้างอิงกระแสมากกว่าข้อมูลและความรู้ที่เป็นธรรม..

จึงเกิดการใช้อุบายวิธีโน้มน้าวเพื่อการสร้างความน่าเชื่อถือ.. ซึ่งนิยมกันมากในสังคมสมัยใหม่ โดยอาศัย การสื่อสาร (Communication) เป็นเครื่องมือเพื่อการช่วยสร้างภาพลักษณ์ให้สมราคาที่น่าเชื่อถือ.. ซึ่งสามารถทำให้สำเร็จได้อย่างรวดเร็วในโลกดิจิทัล.. ที่ถึงพร้อมอุปกรณ์เครื่องมือสร้างภาพ.. จนเกิดการสร้างภาพเสมือนจริงได้อย่างไม่ธรรมดา

แต่ด้วย สภาวธรรมทั้งปวงในโลกียวัตถุ ย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย.. จึงเกิดปรากฏการณ์แสดงความเป็นจริงว่า.. กระแสใดที่ถูกปั่นให้ขยายตัว เติบโตเร็วผิดธรรมชาติ.. กระแสนั้น ย่อมสูญสลายได้เร็วเช่นเดียวกัน.. อันเป็นไปตามหลักความจริงว่า ความแน่นอน คือความไม่แน่นอน.. (Certainty is uncertainty)

จึงเกิดการสั่งสอนให้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันท่ามกลางความไม่แน่นอน อย่างไม่ประมาท .. โดยการสร้างองค์ความรู้ที่ถูกต้องตรงธรรมว่า..

..ทุกสรรพสิ่งล้วนไม่แน่นอน .. ภายใต้ดวงอาทิตย์ดวงนี้.. ไม่ว่าอะไรๆ ที่เกิดขึ้นได้.. ก็ต้องดับสูญสิ้นไปได้.. เป็นธรรมดา

จึงได้เห็นแบบแผนต่างๆ.. ที่ต้องปรับเปลี่ยนไปตามธรรมชาติของโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ทุกขณะ.. อันเป็นไปตามเหตุปัจจัยนั้นๆ.. ภายใต้กฎธรรมชาติ ที่แสดงว่า.. ไม่แน่นอน...

การยอมรับความเป็นจริง (สัจธรรม) อย่างเข้าใจ ที่เป็นไปในชีวิต.. ทำให้เราสามารถ อ่านตัวออก.. บอกตัวได้.. ใช้ตัวเป็น เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด.. ในขณะที่ถึงความพร้อม.. เพื่อการกระทำให้ตรงตามเหตุปัจจัยนั้นๆ.. เพื่อมุ่งสู่ความสำเร็จในชีวิตได้จริง.. ด้วยการเข้าใจอย่างปกติว่า..

..ความจริงในธรรมชาติที่ไร้อัตตาควบคุม ปรับเปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัยได้ทุกขณะ จึง อย่าได้ประมาท ธรรมชาติ.. ที่แสดงความแท้จริงของกฎธรรมชาติ ที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา จึงควรใช้ชีวิตอย่างมี สติปัญญาและความเพียรชอบ ที่สามารถคุ้มครอง รักษา และป้องกัน ตนเองและสังคมได้ อันเป็นไปตามหลัก พึ่งตน-พึ่งธรรม ซึ่งเป็นหนทางการปฏิบัติตนเพื่อความเจริญยิ่งในคุณความดี.. ความเจริญยิ่งในกุศล.. สามารถข้ามพ้นอุปสรรคปัญหาทั้งปวง.. และบรรลุถึงความดับทุกข์ได้จริง อันเป็นไปตามหลักธรรมคำสั่งสอนในพระพุทธศาสนา

การดำเนินชีวิตตามหลัก พึ่งตน-พึ่งธรรม จึงได้ชื่อว่า.. ไม่ประมาท เพราะจะดำเนินไปอย่างรู้เข้าใจในธรรม ที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นในความถูกต้องได้อย่างกล้าหาญ และสามารถยืนหยัดบนความถูกต้อง.. อย่างไม่ผันผวนเปลี่ยนแปลงไปตามอิทธิพลใดๆ.. ด้วยการถึงพร้อมด้วยข้อมูลและความรู้ที่ถูกต้อง เพื่อการกล้าหาญในการตัดสินใจ ไม่หลงใหลไปตามกระแสสังคม.. และไม่ติดกับดัก ความเชื่อ (believe) ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อโน้มน้าวให้มีความรู้สึกเป็นไปตาม...

สำคัญอย่างยิ่ง.. คือ การกล้าหาญในการตัดสินใจที่จะ ปฏิเสธความชั่วทั้งปวง.. ปฏิเสธการกระทำที่ผิดศีลธรรม.. และผิดกฎหมาย.. อย่างไม่ต้องเกรงกลัวความกดดันจากอำนาจใดๆ.. ที่ทรงอิทธิพลจากภายนอก ด้วยความกล้าหาญพอที่จะทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์สุจริต ทั้งต่อตนเองและต่อฐานะหน้าที่นั้นๆ ให้เหมาะสมกับการเป็น ผู้มีอำนาจหน้าที่ .. ที่ควรมีความรู้ชอบโดยธรรมเป็นแสงสว่างนำการกระทำ.. เพื่อมุ่งประโยชน์เพื่อส่วนรวม..

“การมีปัญญานำทาง.. มีแสงสว่างนำชีวิต..” จึงทำให้เกิด ความเชื่อมั่น (Faith) อย่างมั่นคงในจุดยืนของตน ที่พร้อมจะก้าวไปบนเส้นทางอย่างกล้าหาญ แม้จะต้องเผชิญกับเหตุการณ์ต่างๆ นานา และพร้อมรับกับภาวะฉุกเฉินใดๆ ที่จะเกิดขึ้นได้ ด้วยการทำความรู้ความเข้าใจในกฎธรรมชาติ.. เพื่อเข้าถึงความจริงในเรื่องราวหรือภาวะนั้นๆ อย่างเข้าใจในธรรม.. ที่พร้อม จะปรับเปลี่ยนกลยุทธ์วิธีการ.. เพื่อการดำรงไว้ซึ่งหลักการ/อุดมการณ์.. และจุดมุ่งหมาย อย่างมั่นคง.. ด้วยการใช้โอกาสจากภาวะการเปลี่ยนแปลง เพื่อการปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับความเป็นจริง อย่างเป็นเหตุเป็นผล เพื่อการเข้าถึงความสำเร็จในประโยชน์อย่างเหมาะควร..

สำคัญอย่างยิ่งต่อการบริหารจัดการในสถานการณ์แห่งการเปลี่ยนแปลง ที่ผกผันรุนแรง มีตัวแปรมากมาย จนเกิดภาวะซับซ้อนและก่อเป็นวิกฤตการณ์นั้น.. จะต้องมี การกำหนดรู้อยู่กับปัจจุบัน อย่างมีประสิทธิภาพ.. เพื่อการจับประเด็นปัญหาใน ปัจจุบันขณะ นั้นๆ ได้จริง.. แทนที่จะมานั่งวิตกกังวลจนก่อเกิดภาวะ จิตซึมเศร้า ที่มากไปด้วยความทุกข์ใจไปกับเรื่องราวนั้นๆ.. ทั้งที่ผ่านไปแล้ว.. และยังมาไม่ถึง.. ซึ่งไม่สามารถทำอะไรได้เลยในขณะนั้น..

การทำขณะนี้ให้ดีที่สุด .. จึงเป็นคาถาอันศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง.. ของผู้มีความศรัทธารองรับ.. มีศีลแวดล้อม มีความรู้ชอบโดยธรรมเป็นเครื่องเกื้อหนุน.. มีความเพียรชอบตามหน้าที่เป็นเครื่องค้ำชู.. และมีปัญญาเป็นแสงสว่างชี้นำ.. โดยยึดหลักต้องทำให้ดีที่สุดในทุกขณะ ที่คิด.. ที่พูด.. ที่ทำ.. ในปัจจุบันขณะนั้นๆ...

คำว่า.. ทำให้ดีที่สุดในวันนี้ .. จึงเริ่มจะใช้ไม่ได้กับความรวดเร็วของกระแสสังคมดิจิทัล.. ที่จะต้องทำให้ดีในทุก ปัจจุบันขณะ เท่านั้น.. ด้วยความสำคัญมั่นหมายเสมอว่า.. สิ่งเดียวที่แน่นอนในโลกนี้ คือ ความไม่แน่นอน...

กระแส วิกฤตการณ์ อันเกิดจาก วิกฤตความไม่น่าเชื่อถือ นิยมเรียกว่า วิกฤตศรัทธา ที่กำลังปรากฏในสังคม.. เพื่อแสดงให้เห็นธาตุแท้แห่งความจริงในกระแสสังคมปัจจุบัน.. ที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวง.. ความวิตกกังวล.. จึงได้เห็น ปรากฏการณ์ความไม่ไว้วางใจ ที่แพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว บวกกับปฏิกิริยา ความไม่เชื่อถือ .. จนก่อเกิด วิกฤตศรัทธา .. ตามที่กล่าวกัน

ดังวิกฤตการณ์ขาดแคลนพลังงาน.. ที่หน่วยงานต่างๆ ได้พยายามแก้ไขไปตามวิธีการ ภายใต้การบริหารจัดการของบุคคลที่สังคมเริ่มขาดความเชื่อมั่น.. จึงเกิดผลเชิงลบที่ทำให้ความไว้วางใจจากประชาชนลดลง.. จนก่อเกิดความหวาดระแวงแพร่หลายไปทั่ว ในเรื่อง “เก็บ.. กัก.. ตุน.. ค้ากำไร.. ถอนทุน.. ฉ้อโกง.. ปล้นแผ่นดิน...” อันเป็นปรากฏการณ์ของการพังทลายในความเชื่อมั่น.. ที่เรียกว่า วิกฤตศรัทธา ซึ่งเป็น วิกฤตทางสังคม ที่น่ากลัวกว่า ทุกวิกฤตการณ์ และหากยิ่งไม่สามารถหยุดความไม่น่าเชื่อถือที่แพร่กระจายกว้างขวางออกไปอย่างรวดเร็วได้.. การล่มสลาย.. ก็ย่อมเกิดขึ้นอย่างไม่ยากเลย.. ไม่เชื่อก็ลองทดสอบดู!!.
เจริญพร
บทความทางหนังสือพิมพ์ได้ที่:
https://www.thaipost.net/e-pub-news/974024/
ทางเว็บไทยโพสต์:
https://www.thaipost.net/articles-news/973916/
บทความย้อนหลังได้ที่:
https://paktongdhamsongloak.wordpress.com

ที่อยู่

Lamphun

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ปักธง ธรรม ส่องโลก - พระอาจารย์อารยวังโส - Most Venerable Arayawangsoผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง ปักธง ธรรม ส่องโลก - พระอาจารย์อารยวังโส - Most Venerable Arayawangso:

แชร์