Northeastern bible seminary NBS

Northeastern bible seminary NBS NBS พระคริสตธรรมภาคตะวันออกเฉียงเหนื

สอบภาคปฎิบัติวิชาเทศนาแบบอรรถาธิบายนักศึกษาชั้นปี 3หัวข้อบังคับ ต้องเทศนาจากพระคัมภีร์เดิม หมวดประวัติศาสตร์
13/02/2026

สอบภาคปฎิบัติวิชาเทศนาแบบอรรถาธิบาย
นักศึกษาชั้นปี 3
หัวข้อบังคับ ต้องเทศนาจากพระคัมภีร์เดิม หมวดประวัติศาสตร์

06/02/2026

5.เชมา שָׁמַע (ออกเสียงว่า ชูห์-มา)

คำนี้เป็นคำแรกในบทสวดเชมา (Shema) จากพระธรรมเฉลยธรรมบัญญัติ 6:4-9 ซึ่งชาวยิวออร์โธดอกซ์และคริสเตียนหลายคนท่องกันเป็นประจำ นอกจากนี้ยังเป็นข้อที่พระเยซูทรงอ้างถึงเมื่อถูกถามว่าพระบัญญัติข้อใดสำคัญที่สุด

เฉลยธรรมบัญญัติ 6:4-9
4 “โอ คนอิสราเอล จงฟังเถิด (เชมา) พระยาห์เวห์ พระยาห์เวห์เท่านั้นทรงเป็นพระเจ้าของเรา
5 ท่านจงรักพระยาห์เวห์พระเจ้าของท่านด้วยสุดจิตสุดใจและสุดกำลังของท่าน
6 และจงให้ถ้อยคำเหล่านี้ที่ข้าพเจ้าบัญชาท่านในวันนี้อยู่ในใจของท่าน
7 และท่านจงสอนถ้อยคำเหล่านั้นแก่บุตรหลานของท่าน และจงพูดถึงถ้อยคำเหล่านั้นเมื่อท่านนั่งอยู่ในบ้าน เดินอยู่ตามทาง นอนลงหรือลุกขึ้น
8 จงเอาถ้อยคำเหล่านี้ผูกไว้ที่มือของท่านเป็นหมายสำคัญ และคาดไว้ที่หน้าผากของท่านเป็นสัญลักษณ์
9 และจงเขียนถ้อยคำเหล่านี้ไว้ที่เสาประตูบ้าน และที่ประตูของท่าน

เพื่อฟังหรือจงฟังให้ดี

โดยทั่วไปแล้วคำว่า เชมา (Shema) แปลว่า “ได้ยิน” โมเสสใช้คำว่าเชมาใช้เพื่อดึงความสนใจของชาวอิสราเอลให้จดจ่ออยู่กับพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียว และตามด้วยการบอกพวกเขาว่าชีวิตของพวกเขาควรเป็นพยานที่ได้เดินทางร่วมกับพระเจ้านั้นเป็นอย่างไร

ในพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิมคำว่าเชมายังแปลได้อีกว่า

• การรายงาน
• การมีชื่อเสียงที่ดี
• การบอกกล่าวข่าวสาร
• การส่งเสียงดัง และคำพูด

จำเป็นต้องมีการดำเนินการ

อย่างไรก็ตาม หากเราพิจารณาคำนี้โดยคำนึงถึงบริบท คำนี้จะมีความหมายมากกว่าแค่การรวมกันของคำเหล่านั้น ในพระธรรมเฉลยธรรมบัญญัติบทที่ 6 เชมา เป็นคำสั่งไม่เพียงแต่ให้ฟังพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้นแต่ยังต้องปฏิบัติตามด้วย ดังนั้น ความหมายของเชมาทำให้เราต้องใส่ใจศึกษาพระวจนะของพระเจ้าอยู่เสมอและใช้เวลาอธิษฐานกับพระองค์ เพื่อที่เราจะได้ยินพระวจนะของพระองค์ตั้งแต่แรก จากนั้นเราต้องซึมซับสิ่งที่พระองค์ตรัส ไม่ใช่เพียงแค่อ่านหรือฟังแล้วลืม เราต้องจำได้ และเมื่อจำเป็นก็ต้องเชื่อฟังและนำไปใช้ในชีวิตของเรา

ยากอบ 1.22-25
22 แต่จงเป็นผู้ประพฤติตามพระวจนะไม่ใช่เป็นเพียงผู้ฟังเท่านั้น มิฉะนั้นจะเป็นการหลอกตัวเอง
23 เพราะถ้าใครเป็นเพียงผู้ฟังพระวจนะและไม่ใช่ผู้ประพฤติตาม ผู้นั้นก็เป็นเหมือนคนที่ดูหน้าของตนเองในกระจกเงา
24 เพราะว่าเมื่อเห็นแล้วก็จากไป และลืมในทันทีว่าตนเองเป็นอย่างไร
25 แต่ผู้ที่พินิจพิจารณาธรรมบัญญัติอันสมบูรณ์แบบซึ่งเป็นธรรมบัญญัติแห่งเสรีภาพและตั้งมั่นในธรรมบัญญัตินั้น ไม่ได้เป็นผู้ที่ฟังแล้วก็ลืม แต่เป็นผู้ที่ประพฤติตาม ผู้นั้นจะได้รับความสุขในการประพฤติของตน

02/02/2026

3.เยชัว יָשׁוּעַ (ออกเสียงว่า เย-ชู-เอ่อ)

คำนี้มักถูกแปลว่า “ โยชูวา” ในพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิมฉบับภาษาฮีบรู และยังเป็นชื่อของพระเยซู พระผู้ช่วยให้รอดของเราด้วย ดังนั้น ถ้าชื่อจริงของพระองค์คือเยชูวา ทำไมเราถึงเรียกพระองค์ว่าเยซู? ชื่อนั้นมาจากไหน?

ทำไมเราจึงเรียกพระองค์ว่าเยซู?

ในพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิมฉบับภาษาฮีบรู คำว่า Yeshua ถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า Joshua ในสมัยพระคัมภีร์นั้นเป็นชื่อผู้ชาย และมี Joshua หรือ Yeshua หลายคน ในพระคัมภีร์ เมื่อแปลจากภาษากรีกเป็นภาษาอังกฤษในพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ ชื่อนี้ได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงหลายครั้งก่อนที่จะกลายเป็น จีซัส (Jesus)

ปัจจุบันหลายคนโต้แย้งว่าชื่อจีซัส ไม่ถูกต้อง ดังนั้นจึงไม่ควรใช้ แต่เราควรระมัดระวังอย่าให้เรื่องนี้เป็นประเด็นหลัก จีซัสอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีหลายภาษา และพระองค์เองก็คงเป็นมนุษย์เช่นกัน พระองค์อาจสอนและสนทนาในภาษาต่างๆ ตามความจำเป็น สิ่งสำคัญในที่นี้และในคำสอนของจีซัสคือการรักษาความหมายของคำเอาไว้

มากกว่าแค่ชื่อ

นอกจากจะเป็นชื่อแล้ว คำว่า เยชูอา (Yeshua) ยังถูกใช้ในพระคัมภีร์ฮิบรูมากมาย โดยมีความหมายว่า “ ความรอด ” คำนี้มาจากคำภาษาฮิบรูว่า ยาชา (yasha) ซึ่งหมายถึง “ ช่วยให้รอด” หรือ“ ช่วยกู้” มีตัวอย่างการใช้คำนี้ในพันธสัญญาเดิมที่รู้จักกันดีมากมาย ต่อไปนี้เป็นตัวอย่าง

อพยพ 15:2
พระเจ้าทรงเป็นกำลังและบทเพลงของข้าพเจ้า
และพระองค์ทรงเป็นความรอดของข้าพเจ้า (เยชูอา)
นี่คือพระเจ้าของฉัน และฉันจะสรรเสริญพระองค์
พระเจ้าของบิดาข้าพเจ้า และข้าพเจ้าจะสรรเสริญพระองค์

สดุดี 62.2
พระองค์เท่านั้นทรงเป็นศิลาและความรอดของข้าพเจ้า (เยชูอา)
ทรงเป็นป้อมปราการของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่หวั่นไหวเลย

ช่างน่าอัศจรรย์ใจเหลือเกินที่พระนามของพระเยซูเป็นสิ่งเดียวกับที่พระองค์ทรงกระทำเพื่อเรา! บุคคลอื่นๆ ที่มีชื่อเดียวกันในพระคัมภีร์ก็เป็นผู้ช่วยให้รอดในรูปแบบต่างๆ เช่นกัน โยชูวาเป็นผู้นำชาวอิสราเอลในช่วงเวลาแห่งชัยชนะมากมายขณะพิชิตดินแดนคานาอัน เยชูวา มหาปุโรหิต เป็นมหาปุโรหิตองค์แรกในพระวิหารที่สร้างขึ้นใหม่หลังจากถูกทำลายโดยชาวบาบิโลน ช่างน่าอัศจรรย์ใจเหลือเกินที่มหาปุโรหิตผู้สำคัญนี้ สะพานเชื่อมระหว่างชาวอิสราเอลกับพระเจ้ามีชื่อเดียวกันกับมหาปุโรหิตของเรา

ฮีบรู 4:14
เพราะฉะนั้น เมื่อเรามีมหาปุโรหิตยิ่งใหญ่ผู้เสด็จผ่านฟ้าสวรรค์แล้ว คือพระเยซูพระบุตรของพระเจ้า ขอให้เรายึดมั่นในหลักความเชื่อที่ประกาศรับไว้

ทรงเป็นหนทางไปสู่พระเจ้า

ยอห์น 14:6
พระเยซูตรัสกับเขาว่า “เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต
ไม่มีใครมาถึงพระบิดาได้นอกจากจะมาทางเรา

01/02/2026

1. ชาโลม שָׁלוָם (ออกเสียงว่า ชะโลม)

เป็นคำทักทายทั่วไปในภาษาฮีบรูเมื่อพบใครสักคน คุณจะพูดว่า “ ชาโลม ” และพวกเขาก็จะตอบกลับด้วยคำเดียวกัน แต่ผู้พูดภาษาฮีบรูหลายคนจะพูดว่า “ ชาโลม อะเลเคม ” (สันติสุขจงมีแก่ท่าน) แทนในวันสะบาโต เราจะอวยพรกันว่า “ ชาบัต ชาโลม ” (วันสะบาโตอันสงบสุข)

คำว่า ชาโลม มักถูกแปลว่าสันติสุขอย่างง่ายๆ แม้ว่านี่จะเป็นความหมายของชาโลมเพียง
บางส่วน แต่ก็สื่อความหมายได้เพียงบางส่วนเท่านั้น แนวคิดของชาโลมนั้นลึกซึ้งกว่านั้นและนำเราไปสู่การตระหนักถึงความสมบูรณ์แบบในพระเจ้าผู้บริสุทธิ์ของเรา

คำว่าชาโลมเป็นคำนามที่มีความหมายหลายอย่าง ความหมายของมันรวมถึง

• ความสมบูรณ์
• ความมั่นคง
• ความเป็นอยู่ที่ดี
• ความกลมกลืน
• ความเจริญรุ่งเรือง
• ความสงบสุข

เราไม่มีคำภาษาอังกฤษคำใดที่จะสื่อความหมายทั้งหมดนี้ได้ แต่การค้นหาคำว่าชาโลมในพระคัมภีร์สามารถช่วยให้เราเข้าใจความหมายที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นได้ การเข้าใจความหมายของชาโลมจะช่วยให้เราเข้าใจพระลักษณะของพระเจ้าได้ดียิ่งขึ้น

พระนามของพระเจ้า

คำว่า "ชาโลม" เป็นส่วนหนึ่งของพระนามหนึ่งของพระเจ้าในผู้วินิจฉัย 6:24 หลังจากที่กิเดโอนได้พบกับพระเจ้าและได้เห็นฤทธานุภาพเหนือธรรมชาติของพระองค์ด้วยตาตนเอง เขาจึงสร้างแท่นบูชาและตั้งชื่อว่า
" เยโฮวาห์ ชาโลม" หรือ
"พระเยโฮวาห์ทรงเป็นสันติสุข" เพื่อให้ทุกคนรู้ว่าพระเจ้าของเราทรงเป็นชาโลม
พระองค์ทรงเป็นสันติสุขและความสมบูรณ์
ความครบถ้วน
ความสมบูรณ์แบบ
ความกลมกลืน
ความเจริญรุ่งเรืองทุกสิ่งทุกอย่าง

พระเยซูและชาโลม

โดยการพิจารณาคำว่า "ชาโลม" เราสามารถรู้จักพระเยซูพระเมสสิยาห์ของเราได้ดียิ่งขึ้น อิสยาห์เรียกพระเยซูว่า " เจ้าแห่งชาโลม" ในข้อ 9:6
ในบรรดาคำต่างๆ ที่ใช้ในการนิยาม ชาโลมพระเยซูทรงมีคุณสมบัติเหล่านั้นและทรงเป็นเจ้าแห่งคุณสมบัติเหล่านั้นทั้งหมด

เราสามารถใช้คำอื่นๆ ที่มาจากรากศัพท์เดียวกันเพื่อทำความเข้าใจสิ่งที่พระเยซูทรงเป็นเจ้าแห่งได้ดียิ่งขึ้น คำว่า

1.“ สมบูรณ์”
2 “ คุ้มค่า ”
3.“ สมบูรณ์แบบ”
4.“ได้รับการชำระแล้ว”
5.“ชำระล่วงหน้าแล้ว”

ทั้งหมดนี้ล้วนมีความหมายมาจากรากศัพท์เดียวกันกับคำว่าชาโลม ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่แนวคิดเหล่า นี้เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวของเราเช่นกัน เจ้าแห่งชาโลมผู้สมบูรณ์แบบทรงเห็นว่าเรามีค่าและทรงชำระบาปของเราทำให้เราสมบูรณ์

26/01/2026

พระเจ้าลงมือนานแล้ว
นี่ไม่ใช่คำถามแต่เป็นคำบอกเล่าจากอัครทูตเปาโลต่อคริสตจักร

1โครินธ์ 15:55
"โอ ความตาย ชัยชนะของเจ้าอยู่ที่ไหน?
โอ ความตาย เหล็กในของเจ้าอยู่ที่ไหน?”

ท่านกำลังบอกว่าการประสูติของพระบุตรเยซูเจ้าเป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบความตาย ท่านเขียนต่อไปถึงพลังอำนาจของบาปที่ทำร้ายมนุษย์ว่า

1โครินธ์ 16:56
เหล็กในของความตายนั้นคือบาป และอำนาจของบาปคือธรรมบัญญัติ

อำนาจของบาปคือธรรมบัญญัติ หมายความว่า บาปที่เราได้ทำหรือจะทำถูกระบุไว้ในกฎหมายของพระเจ้าว่าเป็นความผิดที่ต้องรับโทษขั้นสูงสุด ไม่ว่าเราจะอ้างว่าไม่รู้หรือลืมในสิ่งที่ทำก็ตาม กฎหมายยังคงมีอำนาจบังคับใช้ในวันพิพากษาโทษ

แต่ก่อนจะถึงวันพิพากษาพระบิดาเจ้าได้ลงมือช่วยเหลือเพื่อยกฟ้องข้อกล่าวโทษความผิดโดยการยกโทษทุกอย่างของเราทางการสิ้นพระชนม์ของพระบุตรเจ้าที่กางเขน...นี่คือความรักของพระบิดาที่ลงมือกระทำแล้ว

1โครินธ์ 15:57
สาธุการแด่พระเจ้า ผู้ประทานชัยชนะแก่เราโดยพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา

เชื่อในพระคริสต์ชีวิตไม่มีวันพินาศ
การประสูติขององค์เยซูเจ้าเป็นการนำพระเจ้ามายังมนุษย์ แต่ไม้กางเขนขององค์พระบุตรเป็นการนำมนุษย์กลับไปหาพระบิดาเจ้า

พระองค์รักเราอย่างที่สุด ปรารถนาให้เรามีชีวิตมิใช่ความตาย ประสงค์ให้เราชื่นใจมิใช่ปรารถนาเศร้าโศกในความตายนิรันดร์

ชาโลม ขอสันติสุขมีแก่มวลมิตรผู้ตระหนักในพระคุณและความรักของพระบุตรเจ้าและแบ่งปันเรื่องราวของพระองค์แก่คนที่ยังไม่มีชีวิตใหม่ในพระองค์ว่าพระองค์ทรงลงมือทำแล้ว และขอจงมีแก่ข้าพเจ้าด้วย

ปราชญ์
26/1/2026

18/01/2026

พลับพลึงแห่งหุบผา

ในสมัยก่อนเราจะร้องเพลงสั้นในคริสตจักรที่มีเนื้อร้องว่า "พระองค์เป็นพลับพลึงแห่งภูผา ดั่งดาราส่องแสงเฉิดฉาย"(The Lily of the Valley) เป็นคำเปรียบเทียบที่หมายถึง พระเยซูเจ้าทรงเป็น

๐ ความบริสุทธิ์
๐ ความถ่อมตน
๐ การกลับมาของความสุข
๐ ความอ่อนหวาน
๐ ความรักที่สมบูรณ์

วลีนี้มักใช้เพื่อยกย่องบุคคลที่เปี่ยมด้วยคุณธรรมและความงามทางจิตใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบททางศาสนาคริสต์หมายถึงพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงเป็นที่รักและเป็นที่พึ่ง

คำถามคือ ทำไม่ใช้สัญลักษณ์ของดอกพลับพลึงในภาษาไทย และดอกลิลลี่ในภาษาอังกฤษ

คำตอบ

1.ความหมายหลักมาจากพระคัมภีร์

เพลงซาโลมอน 2:1
ดิฉันเหมือนดอกหญ้าฝรั่นในทุ่งชาโรน เหมือนดอกลิลลี่ในหุบเขา

บริบทนี้เป็นความหมายในเชิงสัญลักษณ์: ดอกลิลลี่แห่งหุบเขา (Lily of the Valley) เป็นดอกไม้เล็กๆ สีขาวกลิ่นหอมหวาน แสดงถึงความบริสุทธิ์ ความอ่อนโยนและการเกิดใหม่ที่มีการค้นพบความสุขที่แท้จริงของชีวิต

2.ความหมายในทางศาสนา

นักอธิบายพระคัมภีร์มักจะกล่าวถึงพระธรรมตอนนี้ว่าเล็งถึงพระเยซูทรงถูกกล่าวถึงว่าเป็น "ดอกลิลลี่แห่งหุบเขา" หมายถึงพระองค์ทรง

๐ เป็นผู้ประเสริฐที่สุดในหมื่นคน
๐ เป็นที่พึ่งยามทุกข์ยาก
๐ เป็นผู้ที่นำมาซึ่งความสมบูรณ์พูนสุข

3.ความหมายในเชิงคุณสมบัติ

เป็นการยกย่องบุคคลที่ถึงแม้จะสูงส่งแต่ก็ยังคงความถ่อมตน (เหมือนดอกไม้ห้อยหัวลงเมื่อสมบูรณ์) และนำความสุขมาสู่ผู้อื่น เช่น ใช้ในงานแต่งงานเพื่อสื่อถึงความสุขและความรัก เป็นต้น

ดังนั้น เมื่อกล่าวว่า "ทรงเป็นลิลลี่แห่งหุบผา" จึงเป็นการสรรเสริญถึงคุณสมบัติอันสูงส่งและงดงามของพระคริสต์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของจิตวิญญาณและความดีงามของพระองค์

หวังว่าข้อมูลนี้จะช่วยมิตรสหายในการนมัสการพระเยซูเจ้าได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ชาโลม ขอสันติสุขมีแก่มวลมิตรผูนมัสการพระคริสต์เจ้าในวันนี้และขอจงมีแก่ข้าพเจ้าด้วย

ปราชญ์
18/1/2026

ที่อยู่

23. ถ. อำมาตย์
Khon Kaen
40000

เบอร์โทรศัพท์

+6643297977

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Northeastern bible seminary NBSผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์