พระไตรปิฎกและนิทานชาดก

พระไตรปิฎกและนิทานชาดก เรารู้ว่าคุณเป็นชาวพุทธแต่คุณไม่ค?

พระไตรปิฎกคืออะไร


พระไตรปิฎก ก็คือคัมภีร์ที่ประมวลเอาคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามาจารึกไว้

พระไตรปิฎกจึงเป็นที่รวบรวม บรรจุไว้ หรือจารึกไว้ ซึ่งพระพุทธศาสนานั้นเอง

ในเมื่อพระพุทธศาสนาแปลว่าคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า และพระไตรปิฎกเป็นที่ประมวลไว้ซึ่งพระพุทธศาสนา

คือคำสอนของพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น การรักษาพระไตรปิฎกจึงเป็นการรักษาพระพุทธศาสนา

ถ้าตอบอย่างสั้นที่สุด ก็พูดได้ว่า พระไตรปิฎกกับการธำรงพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องเดียวกัน

การธำรงพระไตรปิฎกก็คือการธำรงพระพุทธศาสนา นี้เป็นความหมายอย่างง่ายที่สุด

รักษาพระไตรปิฎก เท่ากับรักษาพระพุทธเจ้า

ถ้าพูดให้ลึกลงและให้กว้างออกไป พระไตรปิฎกมีความสำคัญต่อการธำรงรักษาพระพุทธศาสนาอีกหลายอย่าง

นอกจากมองพระพุทธศาสนาในความหมายที่เป็นคำสั่งสอนแล้ว พระพุทธศาสนายังหมายถึง

การเล่าเรียน การศึกษา การปฏิบัติ และการจัดการต่าง ๆ ให้มีการเล่าเรียนศึกษา

และเป็นพระพุทธศาสนาที่ประชาชนทั่วไปเข้าใจ ในความหมายนี้

พระไตรปิฎกก็มีความสำคัญต่อการธำรงพระพุทธศาสนา ดูง่าย ๆ ดังต่อไปนี้

พระพุทธเจ้าตรัสไว้เองก่อนปรินิพพาน ซึ่งเราจำกันแม่นทีเดียวว่า

เมื่อพระองค์ปรินิพพานล่วงไป ไม่ได้ทรงตั้งพระภิกษุองค์ใดเป็นศาสดาแทนพระองค์

ชาวพุทธได้รู้กันว่า พระธรรมวินัยนั้นแหละเป็นพระศาสดาแทนพระองค์

พระธรรมวินัยเป็นศาสดาแทนพระพุทธเจ้า พระธรรมวินัยนี้ก็คือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้นเอง

พระธรรมวินัยจึงเท่ากับเป็นองค์พระศาสดา และเป็นตัวพระพุทธศาสนา

พระธรรมวินัยนี้ประมวลอยู่ในพระไตรปิฎก พระไตรปิฎกจึงเป็นที่สถิตของพระธรรมวินัย

พระไตรปิฎกจึงเป็นที่สถิตของพระบรมศาสดาของชาวพุทธ

เมื่อรักษาพระไตรปิฎกไว้ จึงเท่ากับดำรงรักษาพระพุทธเจ้าไว้และรักษาพระพุทธศาสนาด้วยนั่นเอง

เพราะฉะนั้น ในความหมายนี้ พระไตรปิฎกก็มีความสำคัญต่อการรักษาพระพุทธศาสนาอย่างเต็มที่

(รู้จักพระไตรปิฎกเพื่อเป็นชาวพุทธที่แท้. พระพรหมคุณาภรณ์ : ป.อ. ปยุตโต)

28/07/2026

วันเข้าพรรษา

เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว28 กรกฎาคม 25...
28/07/2026

เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ
พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
28 กรกฎาคม 2569

ข้าพระพุทธเจ้า เพจพระไตรปิฎกและนิทานชาดก

ขอพระองค์ทรงพระเจริญ
ทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง
ทรงพระเกษมสำราญ และทรงสถิตเป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยตราบนานเท่านาน

ทรงพระเจริญ

27/07/2026

เรื่องนี้แทบไม่ถูกพูดถึง... แต่ในพระไตรปิฎกเคยมี "คดีคำสาปแช่ง" ครั้งใหญ่ ที่พิสูจน์แล้วว่า ไสยศาสตร์ มนตร์ดำ หรือคำสาปแช่งใดๆ ไม่เคยทำร้าย "ผู้มีศีล" ได้เลยแม้แต่คนเดียว!

[เรื่องเล่า: จากอารมณ์ สู่จุดพีค และความสำคัญทางประวัติศาสตร์]
ย้อนกลับไปในสมัยพุทธกาล สังคมอินเดียโบราณหวาดกลัวเรื่อง "คำสาปแช่ง" และ "อาถรรพ์" เป็นอย่างมาก ผู้คนเชื่อว่าหากถูกผู้มีอาคมหรือพราหมณ์สวดแช่ง ชีวิตจะต้องพินาศดับสูญ

จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้น เมื่อพราหมณ์นามว่า "อักโกสกภารทวาชะ" เกิดความโกรธแค้นอย่างหนัก เนื่องจากพี่ชายของตนละทิ้งวรรณะพราหมณ์ไปบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา

พราหมณ์ผู้นี้ก้าวเท้าเข้ามาในพระเวฬุวันมหาวิหารด้วยแววตาแดงชานด้วยโทสะ เขาตรงเข้าหาพระพุทธองค์แล้ว ตะโกนสาปแช่งด้วยสถลวาจาและคำแช่งชลอที่รุนแรงที่สุดกว่า 500 ถ้อยคำ หวังจะให้พระพุทธองค์ต้องหวาดกลัว ยอมสยบ หรือโกรธตอบจนเสียกิริยา บรรยากาศในอารามวันนั้นเงียบกริบด้วยความตึงเครียด ไม่มีใครกล้าสบตาพราหมณ์ผู้กำลังคลั่งด้วยพิษรักและโทสะ

และแล้วจุดพีคก็เกิดขึ้น...
พระพุทธองค์ทรงนั่งนิ่งสงบ ไม่ได้แสดงอาการสะทกสะท้าน โกรธตอบ หรือสะกดคาถาโต้ตอบแต่อย่างใด เมื่อพราหมณ์แช่งจนเหนื่อยหอบ และตะโกนถามอย่างก้าวร้าวว่า:

"เหตุใดท่านจึงนิ่งเฉย? ท่านพ่ายแพ้ต่อคำสาปของข้าแล้วใช่หรือไม่?!"
พระพุทธองค์จึงทรงตรัสถามด้วยน้ำเสียงสงบและทรงพลังว่า:
"พราหมณ์... หากท่านจัดสำรับอาหารไว้ต้อนรับแขกผู้มาเยือน แต่แขกนั้นไม่ยอมรับประทานอาหารชุดนั้น อาหารเหล่านั้นจะตกเป็นของใคร?"
พราหมณ์ตอบทันทีโดยไม่ทันคิด: "ก็ต้องตกเป็นของข้าพเจ้าผู้เป็นเจ้าของบ้านน่ะสิ!"
พระพุทธองค์จึงทรงตรัสตอบว่า:
"ฉันใดก็ฉันนั้น พราหมณ์... คำสาปแช่ง ความแค้น และคำด่าทอที่ท่านนำมามอบให้ ตถาคตไม่รับไว้เลยแม้แต่น้อย ดังนั้น คำสาปแช่งทั้งหมดของท่าน จึงย้อนกลับไปหาตัวท่านเองทั้งหมด"

คำตรัสนี้ทำให้พราหมณ์ถึงกับตะลึงงัน ความโกรธที่เคยรุ่มร้อนพลันพังทลายลง เพราะเขาเพิ่งตระหนักว่า คำสาปที่เขารีดเค้นออกมาทั้งหมด ไม่ได้ละลายจิตใจของพระพุทธองค์เลยแม้แต่น้อย แต่กลับเผาลนจิตใจของตัวเขาเองตั้งแต่เริ่มสวดแช่งแล้ว!

เหตุการณ์นี้กลายเป็น "จุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์" ที่สลายความกลัวเรื่องคำสาปแช่งและไสยศาสตร์ในยุคนั้นลงอย่างสิ้นเชิง โดยชี้ให้เห็นว่าไม่มีพลังไสยศาสตร์ใด รุนแรงไปกว่า "กฎแห่งกรรมและการสะท้อนกลับ"

[เชื่อมโยงหลักธรรมกับชีวิตปัจจุบัน]
ในโลกยุคปัจจุบัน แม้เราจะไม่ได้เจอคำสาปแช่งด้วยเวทมนตร์โบราณ แต่เราทุกคนต่างต้องเจอกับ "คำด่า toxic" การใส่ร้าย การ Cyberbully และพลังงานลบที่ผู้คนพยายามขว้างใส่เราทุกวัน

คดีคำสาปนี้สอนหลักการสำคัญให้กับเราว่า:
จิตที่มีศีลและเมตตาคือเกราะแก้ว: คำพูดร้ายๆ หรือเจตนาร้าย จะทำอันตรายเราไม่ได้เลย ตราบใดที่เรา "ไม่เปิดประตูรับมันเข้ามาไว้ในใจ"

กฎแห่งการขว้างฝุ่นย้อนลม: พลังงานลบที่ผู้อื่นส่งมา หากเราไม่รับ มันจะย้อนกลับไปทำลายผู้ส่งเองเสมอ

[คติธรรมสรุปท้ายเรื่อง]
"ฝุ่นที่ขว้างย้อนลม ย่อมลอยกลับมาโดนหน้าผู้ขว้างฉันใด... คำสาปแช่งและความเกลียดชัง ก็ย่อมย้อนคืนสู่ผู้ส่งฉันนั้น"

คุณเคยเจอเหตุการณ์ที่มีคนส่งคำพูดร้ายๆ หรือพลังงานลบใส่ แต่คุณเลือกที่จะ "ไม่รับ" แล้วปล่อยให้มันย้อนกลับไปเองบ้างไหมครับ? มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ในคอมเมนต์กันได้เลยครับ 👇

แหล่งอ้างอิง
พระไตรปิฎก:
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุต [อักโกสกสูตร] (พระไตรปิฎกเล่มที่ 15 ข้อที่ 627–632)

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ปาปวรรค (พระไตรปิฎกเล่มที่ 25 ข้อที่ 19) — ความว่า "ผู้ใดประทุษร้ายต่อคนผู้ไม่ประทุษร้าย... บาปย่อมลอยกลับมาหาผู้นั้น เหมือนฝุ่นละเอียดที่ขว้างไปเหนือลม"

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม:
พระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.)
พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปลไทย ออนไลน์ 84000 . org

#เรื่องเล่าในพระไตรปิฎก #ประวัติศาสตร์พุทธ #อักโกสกสูตร #ธรรมะชนะเวทมนตร์ #ธรรมะของพระพุทธเจ้า

25/07/2026

หลายคนเชื่อว่า "ป่วยเพราะกรรมเก่า" แต่แทบไม่มีใครรู้ว่า พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่าพระสาวก และว่าหมอผิดทาง เกี่ยวกับเรื่องนี้!

เคยไหมครับ? เวลาเราป่วย หรือเห็นใครป่วยหนักๆ มักจะมีคนพูดขึ้นมาทันทีว่า "สงสัยเป็นกรรมเก่าทำไว้..."

ถ้าคุณเคยได้ยินคำนี้ อยากให้อ่านเรื่องนี้ให้จบครับ เพราะในสมัยพุทธกาล เคยมีเหตุการณ์ที่ทำเอาพระสงฆ์ทั้งอารามถึงกับจุก และเปลี่ยนความคิดเรื่อง "ความเจ็บป่วย" ไปตลอดกาล!

ย้อนกลับไปในสมัยพุทธกาล มีปริพาชก (นักบวชนอกศาสนา) คนหนึ่งชื่อ โมฬิยสิวะ" (หรือ สิวะ) (คนละคนกับพระโมคคัลลานะนะครับ) ได้เข้าไปทูลถามพระพุทธเจ้าด้วยความสงสัยอย่างหนัก เพราะยุคนั้นมีพวกนักบวชนิครนถ์คอยโพนนาว่า "มนุษย์เราประสบสุขหรือทุกข์อะไรก็ตาม ทั้งหมดเกิดจากผลกรรมที่ทำไว้ในชาติก่อนทั้งสิ้น!"

บรรยากาศในตอนนั้นเงียบกริบ พระพุทธองค์ทรงตรัสตอบด้วยความชัดเจนอย่างยิ่งว่า "การกล่าวเช่นนั้น เป็นการพูดเกินความจริง และไม่ตรงกับความเป็นจริง!"

พระพุทธองค์ทรงคลี่คลายความจริงที่ชวนตะลึงว่า ความเจ็บป่วยหรือโรคภัยที่เกิดขึ้นกับร่างกายของมนุษย์เรานั้น มาจาก 8 สาเหตุหลัก ด้วยกัน ได้แก่:

1. ดีก้อง (ปิตตะ): ความผิดปกติของน้ำดี

2.เสมหะ (เสมหะ): ความผิดปกติของเสมหะ/ระบบทางเดินหายใจ

3.ลม (วาตะ): ความผิดปกติของระบบลมในร่างกาย

4.ไข้ร้อยแปด (สัมนิปาต): ธาตุทั้งหลายประชุมกันผิดปกติ (ธาตุแปรปรวน)

5.ฤดูเปลี่ยน (อุตุ): อากาศร้อน เย็น ชื้น แปรปรวน

6.การบริหารร่างกายไม่ถูกต้อง (วิสมาปริหาร): การนั่ง นอน ยืน เดิน ไม่สมดุล

7.ความเพียรเกินกำลัง / ถูกทำร้าย (โอปักกมิกะ): การโดนทำร้าย หรือใช้ร่างกายหักโหม

8.ผลของกรรม (กัมมวิปาก): ผลแห่งกรรมเก่า

จะเห็นได้ว่า "กรรมเก่า" เป็นเพียง 1 ใน 8 สาเหตุเท่านั้น! ส่วนอีก 7 สาเหตุที่เหลือ เกิดจากปัจจัยทางกายภาพ อากาศ พฤติกรรม และสภาพแวดล้อมล้วนๆ

ความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของเรื่องนี้คือ พระพุทธเจ้าทรงเป็น "นักวิทยาศาสตร์ทางจิตวิทยาและสุขภาพคนแรกๆ ของโลก" ที่ปฏิเสธความเชื่อเรื่อง "โชคตาดำเนินด้วยกรรมเก่า 100%" (ปุพเพกตเหตุทิฏฐิ) ทรงสอนให้สาวกมองโลกตามความเป็นจริง ไม่ให้เอาทุกเรื่องไปโทษกรรมเก่าจนงมงาย และไม่ยอมรักษาพยาบาลตนเอง!

💡 หลักธรรมเชื่อมโยง:
เรื่องนี้ตรงกับหลัก นิยาม 5 (กฎธรรมชาติ 5 ประการ) ได้แก่ อุตุนิยาม (ธรรมชาติของอากาศ/ฤดูกาล), พีชนิยาม (พันธุกรรม), จิตตนิยาม (การทำงานของจิต), กรรมนิยาม (กฎแห่งกรรม), และ ธรรมนิยาม (ความเป็นไปตามเหตุปัจจัย)

เจ็บป่วยกาย... แก้ที่กาย (หาหมอ กินยา ปรับพฤติกรรม)

เจ็บป่วยจิต... แก้ที่จิต (ฝึกสติ ปล่อยวาง)

อย่าเอาเรื่องทางกายภาพไปโยนให้กรรมเก่าทั้งหมด เพราะถ้าป่วยแล้วเอาแต่สวดมนต์แต่ไม่ยอมกินยา พระพุทธองค์ก็ทรงไม่สรรเสริญครับ!

✨ คติธรรมสรุปท้ายเรื่อง:

“กรรมเก่าอาจกำหนดบางสิ่งในชีวิต แต่พฤติกรรมและการดูแลตัวเองในปัจจุบัน คือสิ่งที่กำหนดสุขภาพของคุณ”

💬 คุณเคยมีความเชื่อว่าโรคภัยทุกอย่างเกิดจากกรรมเก่ามาก่อนหรือไม่? และบทเรียนนี้เปลี่ยนมุมมองของคุณอย่างไรบ้าง? ลองคอมเมนต์คุยกันได้นะครับ!

แหล่งอ้างอิง
พระไตรปิฎก เล่มที่ 18 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 10 สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค: สิวสสูตร (ข้อ 466-468) ทรงแสดงเหตุแห่งความเจ็บป่วย 8 ประการ แก่มูลกสิวะปริพาชก

พระอภิธรรมปิฎก / อรรถกถา: เรื่อง นิยาม 5 (อุตุนิยาม, พีชนิยาม, จิตตนิยาม, กรรมนิยาม, ธรรมนิยาม)

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: พระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (เล่มที่ 18 หน้า 281-282)

#เรื่องเล่าในพรไตรปิฎก #ประวัติศาสตร์พุทธ #ธรรมะในชีวิต #ธรรมมะพระพุทธเจ้า #ความจริงเรื่องกฎแห่งกรรม

10/07/2026

"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เราขอเตือนพวกเธอว่าสังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา พวกเธอจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด"

08/07/2026

ตำนานของ พระมหาปันถก และ พระจุลปันถก ซึ่งเริ่มต้นจากการที่บุตรสาวเศรษฐีลอบหนีไปครองรักกับคนใช้จนมีบุตรชายสองคนในระหว่างทาง หลังจากเด็กทั้งสองเติบโตขึ้นในความดูแลของตา มหาปันถก ผู้พี่มีโอกาสติดตามตาไปฟังธรรมจนเกิดศรัทธาและออกบวชเป็นพระอรหันต์ในที่สุด เมื่อพระมหาปันถกปรารถนาจะหยิบยื่นความสุขทางธรรมให้แก่ จุลปันถก ผู้น้อง จึงได้พามาบวชเป็นสามเณรภายใต้การดูแลของตนเอง

✨ ความสุขที่แท้จริง ไม่ได้เกิดจากการ 'ได้รับ' แต่เกิดจากการ 'รู้จักให้' ✨หากเราลองสังเกตชีวิตของคนในยุคปัจจุบัน หลายคนต่...
24/06/2026

✨ ความสุขที่แท้จริง ไม่ได้เกิดจากการ 'ได้รับ' แต่เกิดจากการ 'รู้จักให้' ✨

หากเราลองสังเกตชีวิตของคนในยุคปัจจุบัน หลายคนต่างดิ้นรน แสวงหา และพยายามครอบครองสิ่งต่างๆ ให้ได้มากที่สุด เพราะเชื่อว่านั่นคือ “หนทางแห่งความสุข” แต่ทำไมยิ่งมีมาก กลับยิ่งรู้สึกขาด? ยิ่งยึดติด กลับยิ่งเป็นทุกข์?

วันนี้เพจพระไตรปิฎกและนิทานชาดก ขอพาทุกท่านไปย้อนอ่านเรื่องราวอันยิ่งใหญ่จาก “พระเวสสันธรชาดก” ชาดกประวัติที่ว่าด้วยมหาทานบารมีอันยิ่งใหญ่ของพระโพธิสัตว์ ที่จะเปลี่ยนมุมมองเรื่องการใช้ชีวิตของเราไปตลอดกาล...

📖 อุทาหรณ์สอนใจจาก มหาทานบารมี

พระเวสสันธรทรงเป็นกษัตริย์ผู้มีพระทัยเปี่ยมล้นด้วยความเมตตา ทรงสละได้แม้กระทั่ง "ช้างปัจจัยนาเคนทร์" ช้างเผือกคู่บ้านคู่เมืองที่ประชาชนเชื่อว่าเป็นสิ่งนำความอุดมสมบูรณ์มาให้ เพียงเพราะมีพราหมณ์จากเมืองอื่นที่กำลังประสบภัยแล้งมาทูลขอ

การสละสิ่งที่เป็นที่รักและเป็นที่หวงแหนของส่วนรวมในครั้งนั้น ทำให้พระองค์ถูกชาวเมืองติเตียน จนต้องถูกเนรเทศออกไปจำศีลในป่าเขาวงกตพร้อมด้วยพระนางมัทรี และพระโอรสพระธิดา (ชาลี-กัณหา)

แต่ถึงกระนั้น... แม้ในยามที่ไม่มีทรัพย์สมบัติใดๆ เหลืออยู่ เมื่อมีผู้มาทูลขอสิ่งที่หวงแหนที่สุดในชีวิตอย่างพระกุมารทั้งสอง พระองค์ก็ยังทรงสละให้ด้วยใจที่นิ่งสงบ เพราะทรงตระหนักดีว่า "การให้ทาน" คือหนทางเดียวที่จะขัดเกลาจิตใจให้หลุดพ้นจากความตระหนี่ ความเห็นแก่ตัว และความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งสมมุติทั้งปวง

💡 3 ข้อคิดธรรมะเตือนใจ นำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน

1. การสละออกคือการเติมเต็ม
ในวันที่เรารู้สึกทุกข์ใจ ลองเปลี่ยนจากการ "อยากได้" เป็นการ "อยากให้" เช่น การแบ่งปันสิ่งของ รอยยิ้ม หรือคำพูดดีๆ แล้วคุณจะพบว่า จิตใจพองโตอย่างประหลาด
2. ฝึกใจไม่ให้ยึดติด
สิ่งของ ทรัพย์สิน หรือแม้กระทั่งหัวโขนที่เราสวมอยู่ วันหนึ่งก็ต้องจากเราไป การฝึกใจให้รู้จักปล่อยวางและแบ่งปัน จะช่วยให้เราไม่เป็นทุกข์ยามที่ต้องสูญเสีย
3. ปัญญาแห่งการให้ การให้ที่แท้จริงต้องประกอบด้วยปัญญา คือให้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่หวังสิ่งตอบแทน และไม่ทำให้ตนเองหรือผู้อื่นเดือดร้อนจนเกินไป

ทุกท่านล่ะครับ เคยมีประสบการณ์ "ยิ่งให้ยิ่งได้ความสุขใจ" ในชีวิตอย่างไรบ้าง? มาร่วมคอมเมนต์แชร์เรื่องราวดีๆ และพิมพ์ "สาธุ" เพื่อเป็นธรรมทานร่วมกันใต้โพสต์นี้ได้เลยนะครับ
--------------------------------------------
📌 หากชอบบทความธรรมะ คติคิดสะกิดใจ และนิทานชาดกแบบนี้
ฝากกดไลก์ กดแชร์ และกด "ติดตาม" เพจ 【 #พระไตรปิฎกและนิทานชาดก 】 ของเราไว้ด้วยนะครับ เพื่อที่คุณจะได้ไม่พลาดข้อคิดดีๆ ในวันถัดไป 🙏✨
#ธรรม #ชาดก #พระ #โพธิสัตว์ #พระพุทธเจ้า

30/05/2026

ที่อยู่

Khon Kaen District
40002

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ พระไตรปิฎกและนิทานชาดกผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์