ตั้งอยู่เลขที่ 237 ถนนกลางเมือง (บ้านเมืองเก่า) ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๓๒ โดย พระนครศรีบริรักษ์บรมราชภักดี (เพี้ยเมืองแพน) เจ้าเมืองขอนแก่น เป็นผู้ก่อสร้างขึ้นพร้อมกับการตั้งเมืองขอนแก่น และได้สร้างพระธาตุขึ้นเป็นปูชนียสถานที่เคารพสักการะของชาวเมืองขอนแก่น จึงเรียกชื่อวัดนี้ว่า "วัดธาตุ"
วัดธาตุ เป็นวัดประจำตระกูลของเจ้าเมืองขอนแก่นผู้มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา เจ้าเมืองร่วมกับชาวขอนแก่นได้ช่วยกันทำนุบำรุงพระภิกษุสงฆ์ สร้างและปฏิสังขรณ์เสนาสนะต่างๆ ภายในวัดธาตุมาตามยุคตามโอกาส โดยมีพระเถระผู้ใหญ่ซึ่งเป็นผู้บริหารกิจการคณะสงฆ์ของเมืองขอนแก่น เป็นเจ้าอาวาสวัดนี้มาตามลำดับ
วัดธาตุ ชาวบ้านมักนิยมเรียกว่า วัดธาตุเมืองเก่าบ้าง วัดธาตุนครเดิมบ้าง มีเนื้อที่ ๑๒ ไร่ มีอาณาเขตดังนี้
ทิศเหนือ ติดต่อกับที่ดินเอกชน
ทิศตะวันออก ติดต่อกับซอยสาธารณะและถนนรอบบึงแก่นนคร
ทิศใต้ ติดต่อกับซอยสาธารณะ
ทิศตะวันตก ติดต่อกับถนนกลางเมืองและที่เอกชน
การตั้งวัด
ก่อนที่จะทราบประวัติวัดธาตุเมืองเก่า หรือวัดธาตุนครเดิมนี้ ต้องเล่าถึงประวัติเมืองต่างๆ รวมทั้งประวัติศาสตร์และพงศาวดารในแผ่นดินถิ่นอีสานนี้ไว้เป็นเบื้องต้น
แผ่นดินถิ่นอีสานเป็นอาณาจักรเก่าแก่มาก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งพอจะแบ่งออกได้ดังนี้
๑. อาณาจักรศรีโคตรบูร ซึ่งมีประวัติยืดยาวเก่าแก่มาก เป็นศูนย์กลางการก่อสร้างพระธาตุพนม จังหวัดนครพนม ใน พ.ศ.๘
๒. อาณาจักรหนองหานหลวง (หนองหาน สกลนคร) มีเมืองเก่าๆ ตั้งอยู่มากที่สุด
๓. อาณาจักรหนองหานน้อย (หนองหาน กุมภวาปี อุดรธานี) มีวัตถุโบราณมากที่สุด
๔. อาณาจักรขอน เป็น อาณาจักรที่แผ่ขึ้นไปจากทางทะเล และสามารถเอาชนะเจ้าถิ่นได้
๕. อาณาจักรสิบสองปันนา
อาณาจักรเหล่านี้ได้รบพุ่งทำสงครามแย่งชิงดินแดนติดต่อกันมาเป็นเวลานาน ผลที่สุดอาณาจักรขอมเป็นฝ่ายชนะ ขอมจึงได้แผ่อาณาเขตออกไปกว้างขวาง สร้างปราสาทแบบขอมขึ้นเป็นสัญลักษณ์มากมาย เรียกว่า กู่บ้าง ปรางค์บ้าง โดยขอมพยายามลบล้างลัทธิประเพณีและวัฒนธรรมดั้งเดิมของเจ้าถิ่นทุกวิถีทาง สังเกตได้ว่า วัตถุโบราณของขอมมักปรากฏอยู่บนดิน เช่น ปราสาทหินต่างๆ ปรางค์หรือกู่ต่างๆ ส่วนวัตถุโบราณของเชื้อชาติลาวพื้นเมืองถูกทอดทิ้งให้จมดินไป แผ่นดินอีสานจึงกลายเป็นป่าดงพงไพร มีเมืองเหลือน้อย ป่าดงพงไพรเหล่านั้นจึงกลายเป็นที่ฝั่งวัตถุโบราณอยู่มากที่สุด
เมื่ออาณาจักรขอมเสื่อมลง เมืองต่างๆ กลายเป็นเมืองร้าง จึงได้เกิดอาณาจักรขึ้นมาใหม่ คือ
๑. อาณาจักรหลวงพระบาง
๒. อาณาจักรเวียงจันทน์
๓. อาณาจักรจำปาศักดิ์
พ.ศ. ๒๐๘๙ พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช กษัตริย์หลวงพระบาง ได้ไปครองราชสมบัติที่นครเชียงใหม่เป็นเวลา ๒ ปี
พ.ศ. ๒๐๙๑ ได้กลับไปเป็นกษัตริย์หลวงพระบางอีกครั้งหนึ่ง และได้นำเอาพระแก้วมรกตจากนครเชียงใหม่ไปหลวงพระบางด้วย
พ.ศ. ๒๑๐๓ พระองค์ไปสร้างเมืองหลวงใหม่ เรียกว่า เวียงจันทน์ หรือกรุงศรีสัตนาคนหุต จึงได้นำเอาพระแก้วมรกตจากนครหลวงพระบางไปไว้ที่เวียงจันทน์ ได้สร้างพระธาตุหลวงไว้ที่นครเวียงจันทน์
พ.ศ. ๒๑๐๖ ได้ทรงสร้างพระธาตุศรีสองรัก ที่อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย พระธาตุหรือพระเจดีย์ที่พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชทรงสร้างขึ้นนั้นมีศิลปะเป็นรูปสี่เหลี่ยมทั้งสิ้น โดยทรงถือพระธาตุพนมเป็นแบบอย่าง
พ.ศ. ๒๑๗๑ พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชเสด็จสวรรคต กรุงเวียงจันทน์เกิดยุคเข็ญเพราะมีการแย่งชิงราชสมบัติกัน
พ.ศ. ๒๒๓๑ พระราชครูโพนสะเม็ก สังฆราชกรุงเวียงจันทน์ ได้นำพระราชโอรส พระราชธิดา และข้าราชบริพารของพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชหลบภัยการเมืองไปสร้างเมืองใหม่ในบริเวณเมืองร้าง เดิมเมืองนี้ชื่อว่า เมืองกาลจำปากนาคบุรีศรี แล้วสถาปนากษัตริย์ขึ้นครองบ้านเมือง ขนานพระนามว่า พระเจ้าสร้อยศรีสมุทรพุทธางกูร และตั้งชื่อเมืองใหม่นั้นว่า นครจำปาศักดิ์ จึงกลายเป็นอาณาจักรหนึ่ง เรียกว่า อาณาจักรจำปาศักดิ์ ซึ่งต่อมาอาณาจักรจำปาศักดิ์ได้แผ่ขยายอาณาเขตออกไปมากที่สุดในภาคอีสาน แต่โดยมากมักจะไปสร้างเมืองเก่าที่ร้างไปขึ้นมาเป็นเมืองใหม่ เช่น
พ.ศ. ๒๒๕๖ พระเจ้าสร้อยศรีสมุทรพุทธางกูร ได้ให้เจ้าแก้วมงคลพร้อมด้วยครอบครัวประมาณ ๕๐๐ ครอบครัว ไปสร้างเมืองใหม่ที่บ้านทุ่งเป็นเมืองทุ่ง อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด
พระเจ้าแก้วมงคลมีบุตรกับภรรยาคนใหม่ ๒ คน คือ เจ้ามืด กับ เจ้าธน ต่อมา เจ้ามืดหรือท้าวมืดมีบุตรชาย ๓ คน คือ
๑. ท้าวเซียง
๒. ท้าวสูน
๓. ท้าวสัก
พ.ศ. ๒๓๓๕ ท้าวสัก ตำแหน่ง เพี้ยเมืองแพน อยู่บ้านชีโหล่น เมืองสุวรรณภูมิ ได้ชักชวนครอบครัวได้ประมาณ ๓๓๐ ครอบครัว อพยพมาตั้งบ้านเรือนขึ้นใหม่อีกแห่งหนึ่ง เรียกว่า บ้านบึงบอน ต่อมา พ.ศ. ๒๓๔๐ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มีพระบรมราชโองการยกฐานะให้เป็น "เมืองขอนแก่น" แต่งตั้งให้ "ท้าวสัก" เป็นเจ้าเมืองขอนแก่นคนแรก มีนามว่า "พระนครศรีบริรักษ์"
เนื่องจากชนชั้นปกครองเมืองต่างๆ ในภาคอีสาน ซึ่งมีเชื้อสายเนื่องมาจากนครเวียงจันทน์ เมื่อสร้างแล้วจะต้องมีการสร้างวัดคู่กัน และวัดที่สร้างเป็นคู่บ้านคู่เมืองนั้นจะต้องมีถึง ๔ วัด โดยมีชื่อดังนี้
๑. วัดเหนือ อยู่ทางทิศเหนือของตัวเมืองหรืออยู่ทางต้นน้ำ สำหรับเป็นสถานที่ชุมนุมทำบุญของเจ้าเมือง
๒. วัดกลาง อยู่กึ่งกลางระหว่างวัดเหนือกับวัดใต้ สำหรับเป็นที่ชุมนุมทำบุญของประชาชนทั่วไป
๓. วัดใต้ อยู่ทางทิศใต้ของตัวเมือง หรืออยู่ทางใต้ของสายน้ำ
๔. วัดท่าแขก สำหรับพระภิกษุอาคันตุกะจากถิ่นอื่นมาพักและประกอบพุทธศาสนพิธิ
เมืองต่างๆ ในภาคอีสานจึงมักมีชื่อวัด ๔ วัดดังกล่าวเป็นวัดประจำเมืองทุกเมือง แม้เจดีย์ที่สร้างขึ้นในภาคอีสานก็ต้องมีรูปสี่เหลี่ยมเป็นแบบเดียวกันหมด โดยถือเอาแบบอย่างพระธาตุพนมเป็นหลัก แต่ภายหลังต่อมาผู้ปกบ้านผ่านเมืองถูกส่งไปจากภาคกลาง เจ้าเมืองจึงได้ปฏิรูปเปลี่ยนแปลงเรียกชื่อวัดเป็นแบบภาคกลางไปหมดสิ้น แต่ชาวบ้านก็ยังเรียกชื่อเดิมอยู่ตลอดมาจนถึงปัจจุบันนี้
เมื่อท้าวเมืองแพน หรือพระนครศรีบริรักษ์ บรมราชภักดี ได้ตั้งเมืองขอนแก่นขึ้นที่บ้านบึงบอนแล้วก็ได้เริ่มสร้างวัดขึ้น ๔ วัด ตามแบบประเพณีโบราณ
เนื่องจากวัดเหนือ(วัดธาตุ) เป็นวัดสำหรับเจ้าเมืองดังกล่าวแล้ว มีเจ้าอาวาสผู้ปกครองวัดสืบต่อกันมามากกว่าศตวรรษ เจ้าอาวาสอาจจะมีตำแหน่งเป็นพระครูหลักคำ พระครูสังฆราช พระครูด้าน พระครูฝ่าย พระครูยอดแก้วหรือพระครูลูกแก้ว ตามศักดิ์ที่ใช้เรียกตำแหน่งสมณศักดิ์ในสมัยนั้นมาบ้างแล้วหลายรูป แต่ไม่สามารถจะหาหลักฐานมายืนยันได้
วัดธาตุแม้จะมีปูชนียสถานคือพระธาตุเจดีย์อยู่ก็จริง แต่พระเจดีย์หลายองค์ก็ชำรุดทรุดโทรมพังทะลายไปเกือบหมดสิ้น จนไม่สามารถจะสังเกตได้ว่าองค์ไหนเป็นพระธาตุดั้งเดิม ซึ่งเจ้าเพี้ยเมืองแพนได้สร้างขึ้น หลักฐานใดๆ ก็ไม่มีปรากฏ
เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๓ คณะกรรมการวัดเห็นว่าพระธาตุมีรวมกันหลายองค์ ทุกองค์ล้วนมีลักษณะทรุดโทรม จนไม่สามารถทราบได้ว่าองค์ไหนเป็นพระธาตุองค์เดิม จึงได้ตัดสินใจให้นายช่างออกแบบสร้างพระธาตุองค์ใหม่ขึ้นครอบองค์เดิมไว้ทั้งหมด โดยสร้างให้ใหญ่และสูงกว่าเดิม เพื่อรักษาศรัทธาปสาทะและความศักดิ์สิทธิ์ไว้ และให้ชื่อว่าเจดีย์พระธาตุนครเดิม ตามที่ปรากฏอยู่ทุกวันนี้ มีส่วนสูงวัดจากยอดสุดลงมา ๔๕ เมตร
พ.ศ. ๒๔๓๐ - ๒๔๗๓ พระครูพุทธา พุทธฺสโร เจ้าอาวาส การปกครองในยุคนี้เป็นระเบียบเรียบร้อย มีพระภิกษุสามเณรมาก มีการศึกษาพระธรรมวินัย เรียกในสมัยนั้นว่า เรียนสนธิ เรียนนาม เรียนมูลกัจจายน์ และมีการส่งเสริมการเทศน์เสียงลำมหาชาติทำนองพื้นเมือง พระ ครูพุทธา เจ้าอาวาส เป็นผู้ทรงความรู้ความสามารถในการเทศน์ทำนองเสียงลำมหาชาติพื้นเมืองชั้นหนึ่ง ถึงมรณภาพในปี ๒๔๗๓
พ.ศ. ๒๔๓๐ - ๒๔๘๓ พระครูบับ ปญฺญาวโร ศิษย์ของพระครูพุทธา ได้เป็นเจ้าอาวาส ต่อมาท่านได้ปกครองวัดเจริญรอยตามพระครูบาอาจารย์ทุกอย่าง พระสงฆ์ สามเณร และประชาชนเคารพนับถือมาก เช่น เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ ขุนรักษ์นิกร บุตรคนโตของ คุณพ่อชู ตราชู พร้อมกับน้องๆ มีนายเช้า ,นายโบ ตราชู เป็นต้น ได้มีศรัทธา สร้างกุฎีถวายพระครูบับสำหรับเป็นที่อยู่ของเจ้าอาวาสในสมัยนั้น (ขณะนี้รื้อไปแล้ว) พระครูบับ ปญฺญาวโร เป็นเจ้าอาวาสอยู่ประมาณ ๑๐ ปี ได้ลาสิกขาไปเมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๔๘๓
พ.ศ. ๒๔๘๓ - ๒๔๙๐ พระครูวิเวกธรรมปฏิบัติ (พั้ว พุทฺธโชโต) เจ้าคณะแขวงพระลับ เจ้าอาวาสวัดท่าราชไชยศรี ได้รับความเห็นชอบจากทางคณะสงฆ์และทายกทายิกาให้ย้ายมาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดธาตุ ท่านได้ปรับปรุงการปกครอง การศึกษา การเผยแผ่ และการสาธารณูปการโดยกว้างขวาง ซึ่งนับเป็นรากฐานของวัดธาตุสืบมาจนบัดนี้ ทั้งนี้เพราะท่านเป็นทั้งนักปกครอง นักศึกษา นักเทศน์ และนักก่อสร้าง
พ.ศ. ๒๔๙๐ - ๒๕๕๓ พระธรรมวิสุทธาจารย์ (เหล่ว สุมโน) เป็นเจ้าอาวาส
พ.ศ. ๒๕๕๓ - ๒๕๖๑ พระเทพกิตติรังษี (ทองสา วรลาโภ) เป็นเจ้าอาวาส
พ.ศ. ๒๕๖๒ - ปัจจุบัน พระโสภณพัฒนบัณฑิต (สุกันยา อรุโณ) เป็นเจ้าอาวาส