08/05/2026
ประวัติความเป็นมาของวัดโนนไผ่ล้อม อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์
วัดโนนไผ่ล้อมในอดีต เป็นโนนอยู่กลางทุ่งนา เป็นป่าทึบ ไม่ค่อยมีใครกล้าเข้าไป เพราะมันมืดมากๆ มีงูมีเต่า และสัตย์ป่าหลายชนิด ช่วงเย็นๆจะได้ยินเสียงนกกระปูดร้อง
ชาวบ้านเชื่อกันว่าในอดีตการนานมาแล้วพื้นที่ตรงนี้เคยเป็นวัดมาก่อน มีผู้คนอาศัยอยู่ล้อมรอบ และเคย เจริญรุ่งเรืองเฟื่องฟู เนื่องจากพื้นที่รอบรอบในปัจจุบันเป็นทุ่งนาจึงมีชาวบ้านขุดพบไหโบราณ ด้านในมีสร้อย แหวน เงินสมัยโบราณ ทอง เข็มขัดทอง เข็มขัดนาค เครื่องประดับโบราณ ไหกระดูกคนแปดศอก อยู่หลายครั้ง แต่เมื่อมีการขุดพบไหโบราณ ก็ไม่มีใครเอากลับได้ หากใครเอากลับก็มักมีเหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นจนต้องเอากลับมาคืนที่เดิม จนกระทั่งได้มีชาวบ้านถวายพระประธานองค์ใหญ่ เมื่อมีการค้นพบไหโบราณก็จะเอามาเก็บใต้ฐานพระประธาน แต่ก็จะมีคนบางกลุ่มเข้ามาหาผลประโยชน์จากการหาของดี มาหาเหล็กไหล ก็ไม่มีใครเอากลับไปได้ บางคนถึงกับเสียสติไปเลยก็มี มีพระเคยนิมิตเห็นว่ามีงูใหญ่เฝ้ารักษาอยู่
เวลาต่อมามีพระธุดงค์มาปักกลดจำพรรษาใต้ต้นกระหนวนใหญ่ เป็นเวลาหลายปี พระธุดงค์บิณฑบาต สามหมู่บ้านสลับกันไป ประกอบด้วยบ้านดอนยูง บ้านสะอาดชัยศรี และบ้านโปโล ชาวบ้านทั้งสามหมู่บ้านเลื่อมใสศรัทธาพระรูปนี้ พากันไปทำบุญถวายจังหันทุกเช้า และบวชชีพราหมณ์รักษาศีลในช่วงเข้าพรรษา จากนั้นมีชาวบ้านถวายพระประธานองค์ใหญ่ประดิษฐานไว้ใต้ต้นกระหนวนต้นนั้น และชาวบ้านก็ร่วมแรงร่วมใจบริจาคไม้ สร้างกุฎิไม้ให้พระธุดงค์จำพรรษา
ในเวลาต่อมาพ่อใหญ่จารย์สม ดอนไพร เป็นหัวเรือใหญ่ในการสร้างศาลาการเปรียญหลังแรกขึ้น และบริจากเงินส่วนหนึ่งซื้อที่ดิน และด้วยศรัทธาของญาติโยมก็มีแม่หวัน ดอนกระสินธุ์ แม่ผัด นาชัยเริ่ม แม่รัตน์ พิมลพ่อสน ดอนชัย บริจาคที่ดินเพิ่มเติมคนละเล็กคนละน้อยจนเป็นพื้นที่วัดโนนไผ่ล้อมในปัจจุบัน
เมื่อมีการสร้างศาลาแล้วเสร็จก็พระมาจำพรรษาอยู่ตลอดทุกปีไม่ขาด โดยมีพระรูปแรกคือหลวงปู่บู้ และมีญาติโยมทั้งสามหมู่บ้านมาถวายจังหันและทำบุญรักษาศีลอยู่เป็นประจำ หลังจากนั้นมีการจัดงานบุญตลอดทั้งปี เช่นช่วงออกพรรษาก็มีการกวนเข้าทิพย์ บุญกฐิน ถัดจากนั้นก็มีประเพณีกินข้าวปุ้นบุญพระเวทฟังเทศมหาชาติ บุญผ้าป่า บุญบั้งไฟเล็กๆ จุดเสี่ยงทายบูชาขอฝน และบูชาเจ้าที่โนนไผ่ล้อมเป็นประจำทุกปี
จนเวลาต่อมาพ่อใหญ่จารย์สมถึงแก่กรรม ก็ได้มีพ่อใหญ่จารย์หัส เป็นผู้นำพาชาวบ้านจัดงานบุญต่างๆสืบต่อมา หลังจากพ่อใหญ่จารย์หัสถึงแก่กรรม ก็ไม่มีใครเป็นหลักพาจัดงานบุญต่างๆ ช่วงนั้นคาบเกี่ยวหลวงปู่เพ็งท่านมาจำพรรษาที่วัดโนนไผ่ล้อม ท่านเมตตาเด็กๆ หลวงปู่จัดให้มีการบวชสามเณรภาคฤดูร้อน สอนธรรมะให้กับเด็กๆ ทั้งหญิงและชาย ในหมู่บ้าน พาไปสอบนักธรรม และส่งสามเณรที่ต้องการศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาได้ไปเรียนต่อ ท่านรักสงบ รักธรรมชาติ ปลูกสมุนไพร ดูแลต้นไม้ใบหญ้า ไม่ชอบให้จัดงานที่มีเสียงดัง
จนกระทั่งปีหนึ่งนั้นมีงานบุญกฐิน มีชาวบ้านขี้เหล้าเมายา นำสาโทเข้ามาดื่มกินภายในวัด ทิ้งกากสาโทไว้ที่ใต้ต้นไม้บริเวณรอบวัด ทำให้พระครูสุนทรบุญสาร (บุญเพ็ง) เจ้าอาวาสในขณะนั้นเกิดความสลดสังเวชใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะองค์หลวงปู่มีปฏิปทาเรียบง่าย ทำบุญต้องเป็นบุญ ไม่เอากฐินเน่า กฐินบาป ความหมายคือ ฆ่าไก่ หมู วัว ปลา ขี้เหล้าขี้ยา มาทำบุญ มือหนึ่งถือขวดเหล้า เต้น ท่านไม่เอา ไม่ใช่ปฏิปทา จึงได้งดรับงานผ้าป่า กฐินเป็นเวลา ๑๐ ปี
หลังจากนั้น ก็มีชาวบ้านกลุ่มที่ไม่พอใจต่อองค์หลวงปู่ใส่ร้ายป้ายสีต่างๆ นาๆ คอยกีดกันไม่ให้ใครไปทำบุญ ท่านก็นิ่ง ท่านบอกว่า พวกมารเดี๋ยวมันก็แพ้ตัวเอง เราศิษย์พระพุทธเจ้ามันทำอะไรเราไม่ได้หรอก
ต่อมาศาลาการเปรียญหลังแรกได้ทรุดโทรมลงมาก หลวงปู่จึงพาญาติโยมและสามเณร สร้างศาลาการเปรียญหลังใหม่ขึ้นจนแล้วเสร็จ แล้วจึงทุบศาลาการเปรียญหลังแรกลงและปรับทัศนียภาพใหม่
จนต่อมาหลวงปู่ท่านอาพาธและได้มรณภาพลงได้เกิดเหตุเพลิงไหม้ศาลาการเปรียญเสียหายทั้งหลัง จากนั้นทางผู้นำหมู่บ้านและญาติโยมที่วัดจัดสร้างหอฉันขึ้นมาเพื่อใช้ในการประกอบกิจการต่างๆทางพุทธศาสนา รวมถึงใช้เป็นที่ฉันภัตตาหารและทำบุญต่างๆ ไปก่อนจนกว่าจะมีงบสร้างศาลาการเปรียญหลังใหม่ต่อไป