04/04/2026
พระทัพพมัลลบุตรบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ตั้งแต่ 7 ขวบ แม้ท่านเป็นพระอรหันต์แล้วแต่กรรมเก่าที่เคยทำไว้ตามมาส่งผล ทำให้ถูกใส่ร้ายด้วยเรื่องที่ไม่จริงหลายคดี
กรรมในอดีตนั้นพระทัพพมัลลบุตร เล่าว่า "ในกัปที่ 91 จากภัทรกัปนี้ พระวิปัสสีพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้น ครั้งนั้น เราเป็นผู้มีจิตขัดเคืองได้กล่าวตู่สาวกของพระพุทธเจ้าผู้สิ้นอาสวะทั้งปวงแล้ว (พระอรหันต์) ทั้งๆ ที่รู้อยู่ว่าท่านเป็นผู้บริสุทธิ์"
คดีร้ายแรงที่พระทัพพมัลลบุตรถูกใส่ร้าย ได้แก่ "ข่มขืนภรรยาของเจ้าวัฑฒลิจฉวี" โดยเจ้าวัฑฒลิจฉวีนั้น เป็นสหายของพระเมตติยะและพระภุมมชกะ วันหนึ่ง เจ้าวัฑฒลิจฉวี เข้าไปหาพระเมตติยะและพระภุมมชกะแล้วกล่าวว่า ผมไหว้ขอรับ ภิกษุทั้งสองรูปมิได้ทักทายปราศรัย แม้ไหว้ครั้งที่สองและครั้งที่สาม ภิกษุทั้งสองรูปก็มิได้ทักทายปราศรัย
เจ้าวัฑฒลิจฉวี กล่าวว่า ผมผิดอะไรต่อพระคุณเจ้าอย่างไร ทำไม พระคุณเจ้าจึงไม่ทักทายปราศรัยกับผม. ภิกษุทั้งสองตอบว่า ท่านวัฑฒะ พวกอาตมาถูกพวกพระทัพพมัลลบุตรเบียดเบียนอยู่ ท่านยังเพิกเฉยได้ (ครั้งหนึ่ง พระเมตติยะและพระภุมมชกะ ไปกิจนิมนต์ที่พระทัพพมัลลบุตรจัดให้ แต่ท่านเป็นพระบวชใหม่ และทำบุญให้ทานมาน้อย เจ้าภาพจึงไม่ศรัทธาและถวายภัตตาหารไม่ประณีตอย่างที่คาดหวัง พระทั้ง 2 รูปจึงเข้าใจผิดคิดว่าพระทัพพมัลลบุตรยุยงเจ้าภาพ)
เจ้าวัฑฒลิจฉวี กล่าวว่า ผมจะช่วยเหลืออย่างไร ขอรับ. พระเมตติยะและพระภุมมชกะ กล่าวว่า ท่านวัฑฒะ ถ้าท่านเต็มใจช่วย วันนี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องให้พระทัพพมัลลบุตรสึก. เจ้าวัฑฒะลิจฉวี กล่าวว่า ผมสามารถจะช่วยได้ด้วยวิธีไหน
พระเมตติยะและพระภุมมชกะ กล่าวว่า ท่านวัฑฒะ ท่านจงเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วกราบทูลว่า ภรรยาของหม่อมฉัน ถูกพระทัพพมัลลบุตรประทุษร้าย (ข่มขืน) พระพุทธเจ้าข้า
เจ้าวัฑฒลิจฉวี จึงเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากราบทูลอย่างนั้น พระพุทธองค์จึงรับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์แล้วทรงสอบถามท่านพระทัพพมัลลบุตรว่า เธอยังระลึกได้หรือว่า เป็นผู้ทำกรรมตามที่เจ้าวัฑฒลิจฉวีนี้กล่าวหา. ท่านพระทัพพมัลลบุตร กราบทูลว่า พระองค์ย่อมทรงทราบว่า ข้าพระพุทธเจ้าเป็นอย่างไร พระพุทธเจ้าข้า
แม้ครั้งที่สอง... แม้ครั้งที่สาม พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอบถามว่า เธอยังระลึกได้หรือว่า เป็นผู้ทำกรรมตามที่เจ้าวัฑฒลิจฉวีนี้กล่าวหา ท่านพระทัพพมัลลบุตร กราบทูลว่า พระองค์ย่อมทรงทราบว่า ข้าพระพุทธเจ้าเป็นอย่างไร พระพุทธเจ้าข้า
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสว่า ดูก่อนทัพพะ บัณฑิตย่อมไม่กล่าวแก้คำกล่าวหาอย่างนี้ ถ้าเธอทำ จงบอกว่าทำ ถ้าไม่ได้ทำ จงบอกว่าไม่ได้ทำ. ท่านพระทัพพมัลลบุตร กราบทูลว่า ตั้งแต่ข้าพระพุทธเจ้าเกิดมาแล้ว แม้ในความฝันก็ยังไม่รู้จักเสพเมถุน จะกล่าวไยถึงเมื่อตื่นอยู่เล่า พระพุทธเจ้าข้า (พระทัพพมัลบุตร บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ตั้งแต่ 7 ขวบ ท่านจึงกราบทูลว่า พระองค์ย่อมทรงทราบว่า ข้าพระพุทธเจ้าเป็นอย่างไร พระพุทธเจ้าข้า)
จากนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สงฆ์จงคว่ำบาตรเจ้าวัฑฒลิจฉวี คือ อย่าให้คบกับสงฆ์ โดยให้สงฆ์ประชุมกัน เมื่อมีมติเป็นเอกฉันท์แล้ว พระอานนท์ได้เข้าไปยังนิเวศน์ของเจ้าวัฑฒลิจฉวี แล้วกล่าวว่า ท่านวัฑฒะ สงฆ์คว่ำบาตรแก่ท่านแล้ว ท่านคบกับสงฆ์ไม่ได้ พอเจ้าวัฑฒลิจฉวีทราบว่า สงฆ์คว่ำบาตรแก่เราแล้ว เราคบกับสงฆ์ไม่ได้แล้ว ก็สลบล้มลง ณ ที่นั้นเอง
ขณะนั้น ญาติของเจ้าวัฑฒลิจฉวี กล่าวว่า ท่านวัฑฒะ อย่าเศร้าโศกไปนักเลย แล้วพาเจ้าวัฑฒลิจฉวีพร้อมด้วยบุตรภรรยา มิตร อำมาตย์ และญาติๆ เข้าไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซบศีรษะลงแทบพระบาทของพระพุทธองค์แล้วกราบทูลว่า โทษได้มาถึงหม่อมฉันแล้วเพราะความโง่ ที่ได้โจทพระคุณเจ้าทัพพมัลลบุตร ด้วยศีลวิบัติอันไม่มีมูล พระพุทธเจ้าข้า
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสว่า ท่านได้เห็นโทษที่ได้โจททัพพมัลลบุตรด้วยศีลวิบัติอันไม่มีมูลโดยความเป็นโทษแล้วทำคืนตามธรรม เราขอรับโทษนั้นของท่าน การที่ท่านเห็นโทษโดยความเป็นโทษแล้วทำคืนตามธรรม ถึงความสำรวมต่อไปนี้เป็นความเจริญในอริยวินัย ฯ จากนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้ารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สงฆ์จงหงายบาตรแก่เจ้าวัฑฒลิจฉวี คือ ทำให้คบกับสงฆ์ได้
โดยมีพิธีกรรม มีดังนี้ ให้เจ้าวัฑฒลิจฉวีนั้นเข้าไปหาสงฆ์ กราบเท้าภิกษุทั้งหลาย แล้วกล่าวว่า ท่านเจ้าข้า สงฆ์คว่ำบาตรแก่ข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าคบกับสงฆ์ไม่ได้ ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้านั้นประพฤติชอบ หายเย่อหยิ่ง ประพฤติแก้ตัวได้ ขอการหงายบาตรกะสงฆ์ ... แม้ครั้งที่สอง ...แม้ครั้งที่สาม ฯ เมื่อสงฆ์มีมติเป็นเอกฉันท์ไม่มีใครคัดค้าน พระภิกษุตัวแทนสงฆ์ จึงกล่าวว่า บาตรอันสงฆ์หงายแล้วแก่เจ้าวัฑฒลิจฉวี คือ ทำให้คบกับสงฆ์ได้ ชอบแก่สงฆ์เหตุนั้นสงฆ์จึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้ ฯ
ข้อคิด คำอธิบาย และอ้างอิง
1. ผู้ที่ถูกกล่าวหาด้วยเรื่องไม่จริงทั้งๆที่เป็นผู้บริสุทธิ์ ก็ให้รู้ว่าเป็นกรรมเก่าที่ตนเคยทำไว้ ให้อดทน เพราะแม้พระอรหันต์ก็หนีกรรมที่เคยทำไว้ไม่พ้น แต่ก็พอแก้ไขได้ด้วยการทำบุญต่างๆ เช่น ให้ทาน รักษาศีล นั่งสมาธิ แล้วอุทิศให้แก่คู่กรรมคู่เวรบ่อยๆ จะช่วยค่อยๆผ่อนหนักให้เบาได้บ้าง
2. กรณีนี้แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรู้ว่า พระทัพพมัลลบุตรไม่ได้ข่มขืนภรรยาของเจ้าวัฑฒลิจฉวี เพราะท่านบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ตั้งแต่ 7 ขวบ แต่เมื่อมีคดีความเกิดขึ้นก็ต้องประชุมสงฆ์ สอบสวน ตามขั้นตอน เพื่อเป็นตัวอย่างให้พระภิกษุยุคหลังได้ถือเป็นแบบในการปฏิบัติ
3. จะเห็นว่า แม้ในสมัยพุทธกาลก็มีการใส่ร้ายกันรุนแรงถึงขนาดปรับอาบัติปาราชิกและหวังจะให้พระสึก จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ยุคนี้จะมีคนประสงค์ร้ายและกล่าวหาพระภิกษุได้ จึงต้องมีการสอบสวนกันอย่างเป็นธรรม จะด่วนสรุปโดยใช้ศาลเตี้ยไม่ได้ ผู้ที่จะสอบสวนก็ต้องมีความรู้ในเรื่องศีล เรื่องอาบัติของพระภิกษุเป็นอย่างดี จะเอาฆราวาสที่รักษาศีล 5 ยังไม่ได้และไม่รู้เรื่องพระวินัยของพระภิกษุมาสวบสวนไม่ได้เด็ดขาด
4. พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่ม 72 หน้า 255 - 266, เล่ม 9 หน้า 38 - 44