19/05/2026
๕๔. ดั่งสายน้ำไหล
ยามไร้ ได้แม่พระธรณีช่วย เมื่อดาวรุ่งส่องสว่าง (๒)
เราเป็นคนธรรมดา ทุกคนเป็นคนธรรมดาสามัญ พระพุทธเจ้าก็เป็นคนธรรมดาสามัญ พูดอย่างนี้บางคนอาจบอกไม่เชื่อ หรือคิดว่าเอ, นี่คิดลบหลู่พระพุทธเจ้าเสียแล้ว พระพุทธเจ้านี่คนธรรมดา ท่านธรรมดาที่สุด คนธรรมดาทั่วไปมักผิดธรรมดาอยู่เรื่อง ผิดปรกติ
วันที่พระพุทธเจ้าเร่ร่อนไปที่แม่น้ำเนรัญชรา ท่านไปนั่งอยู่ หลังจากที่ท่านเรียนรู้ถึงการปฏิบัติแบบสวิงสุดขั้วแล้ว เมื่อออกจากวังนั้น ท่านเอือมระอากามคุณห้า ความสุขหลายรูปแบบที่พระบิดาของท่านพยายามจะผูกมัดใจท่านเพื่อให้ครองบ้านครองเมือง
ทีนี้ท่านเป็นคนฉลาดมีไหวพริบ พักเดียวท่านเสด็จออก ออกจากวัง ฐานะเจ้าชายกลายเป็นยาจก ท่านเร่ร่อนไปเรียนจากครูสองคนชื่อ อุททกะ และ อาฬาระ ซึ่งเป็นครูที่ดีที่สุดของสมัยนั้น ครูทั้งสองสอนฌานในระดับสูง องค์หนึ่งสอนอากาสานัญจายตนะ อีกองค์สอนวิญญาณัญจายตนะ การเพ่งเอานิมิตที่ละเอียดอ่อนเป็นอารมณ์ และก็เข้าถึงหยุดนิ่งอยู่ ควบคุมบรรยากาศของความสงบด้วยพลังของฌาน ประณีต สงบ เจ้าชายก็เพียรจนกระทั่งว่า บรรลุถึงสิ่งที่ครูสอน จนครูยอมรับชักชวนให้มาเป็นครูด้วยกัน เพื่อสอนประชาชนหรือศิษย์
แต่พระพุทธเจ้าท่านเป็นคนช่างสังเกต ท่านจับได้ว่า แม้สิ่งนี้จะสงบประณีตเพียงใด แต่มันยังอาพาธอยู่ ท่านว่าอย่างนั้น อาพาธแปลว่ามันยังป่วยได้อีก คือมันยังเปลี่ยนแปลงได้ มันต้องไม่ใช่ทางหลุดพ้นแน่ เลยลาครู
ออกจากความสุขในพระราชวัง สวิงไปสู่การปฏิบัติฌาน จากนั้นความคิดก็เริ่มเกิดขึ้นกับเจ้าชายว่า เมื่อเพียรเข้าฌานถึงขนาดนี้ยังไม่หลุดพ้น เพียรเข้าไปตามนิมิตที่จิตสร้างขึ้น ถ้าเช่นนั้นลองทำลายอายตนะ คือทรมานตน คือทำลายมันให้ย่อยยับ เพื่อมันจะได้ไม่สร้างกิเลสตัณหาอุปาทานอีก เริ่มทรมานตน ความคิดสวิงไปอีกข้างหนึ่ง เมื่อทางนี้ไม่ได้ผล เลยคิดสวิงไปสุดขั้ว พระพุทธเจ้าทดลองต่าง ๆ นานา ในที่สุดก็ไม่ได้เรื่อง จวนเจียนจะสิ้นพระชนม์
ขณะหนึ่งนั้นท่านนึกขึ้นมาถึงตอนเป็นเด็ก ขณะที่พระราชบิดาทำพิธีแรกนา ว่าท่านเคยเจริญอานาปานสติตามธรรมชาติ และบรรลุถึงปฐมฌานที่ใต้ร่มหว้า อานาปานสติ คือมีสติอยู่ตามธรรมชาติในขณะที่ลมหายใจเข้าออก ปฐมฌาน มีวิตก วิจาร ปีติ สุข และจิตที่เป็นเอก ท่านแจ้งในใจว่าต้องทางนี้แน่แล้วทางอื่นไม่มี ดังนั้นท่านก็เริ่มกินข้าว
ซึ่งตอนนั้นพวกปัญจวัคคีย์ก็เริ่มเบื่อหน่ายคลายศรัทธาจากท่าน ทรมานตนได้ดีถึงขนาดนั้น ตกต่ำถึงขนาดมากินข้าว เขาคิดอย่างนั้น เขาเลยทิ้งท่านหนีไป ถือว่าเจ้าชายคนนี้ไม่มีหวังแล้ว มักมากเสียแล้ว แต่เจ้าชายดำริว่า การที่ร่างกายเรากะปลกกะเปลี้ย จิตใจย่อมหวั่นไหวสติไม่ตั้งมั่น จะรู้ธรรมวิเศษนั้นไม่ได้
นางสุชาดาเอาข้าวหุงด้วยน้ำนมโคมาถวาย เข้าใจว่าพระพุทธเจ้าเป็นเทวดา คนอินเดียเชื่อว่าเทพอาจจำแลงแปลงกายมาเป็นมนุษย์ได้ (เรื่องนางสุชาดานั้นไม่มีในชั้นไตรปิฎกบาลี ชั้นอรรถกถามี ที่เนรัญชราที่พระพุทธคยา มีซากเนินสูงกว่าอาคารนี้สักสามเท่า เชื่อกันว่าเป็นซากบ้านของนางสุชาดา) เมื่อเจ้าชายฉันข้าวเสร็จแล้วก็เอาถาดทองไปลอย เนื่องจากมันไม่เหมาะกับท่านที่จะเก็บไว้ ท่านอธิษฐานเสี่ยงบารมี ซึ่งเขาแต่งให้เป็นสัญลักษณ์
อธิษฐานว่า ถ้าท่านได้ตรัสรู้ขอให้ถาดนี้ลอยทวนกระแสน้ำ ทันใดนั้นถาดก็ลอยทวนกระแสน้ำ นี้เป็นปริศนาว่า เราต้องทวนกระแสความคิด อย่าตามความคิดไป เจ้าชายนึกถึงอุปมานี้ได้ ตลอดเวลาแปดปีที่ท่านออกแสวงหาความจริงของชีวิตนี้ ท่านตามความคิดอยู่เรื่อยคือไม่เห็นความคิดนี่เอง ตอนนั้นสติท่านเริ่มดีขึ้น บัดนี้เองเป็นนิมิตหมายว่า การปฏิบัติของท่านจะต้องเริ่มขึ้นแล้ว คือการทวนต้น ความคิดออกมาจากไหน แทนที่จะคล้อยตามอำนาจของความคิด, ของอารมณ์แห่งจิต
“ดั่งสายน้ำไหล” รวบรวมจากคำแนะนำต่อกลุ่มธรรมจาริณี ในรายการภาวนาประจำปี ๒๕๒๙ ณ อาศรมสันติไมตรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี หนังสือเล่มนี้ พิมพ์เนื่องในวาระการจากไปของหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ คำว่าดั่งสายน้ำไหล เป็นถ้อยคำที่หลวงพ่อเทียนใช้อยู่เป็นประจำ ในการแนะนำกิจภาวนา พิมพ์ครั้งแรก มี.ค. ๒๕๓๒