คริสตจักรเมืองหาดใหญ่

คริสตจักรเมืองหาดใหญ่ คริสตจักรเมืองหาดใหญ่

ปณิธานของคริสตจักรเมืองหาดใหญ่
เสริมสร้างสาวกของพระเยซูคริสต์ โดยการแบ่งปันข่าวประเสริฐ และคำสั่งสอนจากพระวจนะของพระเจ้า เพื่อนำคริสตจักรเมืองหาดใหญ่ให้เติบโต และเป็นศูนย์สำแดงชีวิตคริสเตียนในภาคใต้ และเป็นแหล่งแห่งความรัก และการเอื้ออาทรต่อสังคม

7 สิ่งที่สมาชิกคริสตจักรทุกคนมีสิทธิ์ที่จะคาดหวัง และคริสตจักรต้องรักษาไว้ให้มั่นคง1. การเทศนาและการสอนที่ยึดมั่นในพระวจ...
29/05/2026

7 สิ่งที่สมาชิกคริสตจักรทุกคนมีสิทธิ์ที่จะคาดหวัง และคริสตจักรต้องรักษาไว้ให้มั่นคง

1. การเทศนาและการสอนที่ยึดมั่นในพระวจนะ (Biblical Preaching)
สิ่งแรกและสำคัญที่สุดคือ สมาชิกควรคาดหวังว่าจะได้รับฟังความจริงจากพระคัมภีร์อย่างถูกต้อง ครบถ้วน และไม่ถูกบิดเบือนเพื่อเอาใจผู้ฟัง การศิษยาภิบาลต้องไม่ใช่แค่การพูดสร้างแรงบันดาลใจทั่วไป แต่ต้องเป็นการเปิดเผยพระวจนะของพระเจ้าที่นำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

“จงประกาศพระวจนะ จงทำอย่างขะมักเขม้นทั้งในขณะที่คนสนใจและไม่สนใจ จงชักชวน ตักเตือน และหนุนใจ ด้วยความอดทนและด้วยการสั่งสอนอย่างเต็มที่” 2 ทิโมธี 4:2 THSV11

2. การนมัสการที่มุ่งเน้นพระคริสต์เป็นศูนย์กลาง (Christ-Centered Worship)
รูปแบบดนตรีหรือเทคโนโลยีในห้องประชุมอาจเปลี่ยนไปตามยุคสมัย แต่เป้าหมายของการนมัสการต้องเหมือนเดิม คือการยกย่องพระเจ้าและประกาศพระกิตติคุณ ไม่ใช่การแสดงเพื่อความบันเทิง หรือการสร้างกระแสเพื่อให้คนพึงพอใจ

“พระเจ้าเป็นพระวิญญาณ และคนที่นมัสการพระองค์จะต้องนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง” ยอห์น 4:24 THSV11

3. ความรักและการสามัคคีธรรมที่แท้จริง (Genuine Fellowship)
คริสตจักรไม่ใช่แค่สถานที่สำหรับมานั่งฟังเทศน์แล้วกลับบ้าน แต่เป็น "ครอบครัวฝ่ายวิญญาณ" สมาชิกควรคาดหวังว่าจะได้พบกับชุมชนที่มีความรัก ความจริงใจ มีการหนุนใจ และร่วมแบกภาระหนักของกันและกันตามหลักการของพระคัมภีร์

“เขาทั้งหลายอุทิศตัวเพื่อฟังคำสอนของบรรดาอัครทูตและร่วมสามัคคีธรรม รวมทั้งหักขนมปังและอธิษฐาน” กิจการ 2:42 THSV11

4. ผู้นำที่มีชีวิตที่เป็นแบบอย่าง (Godly Leadership)
สมาชิกควรคาดหวังได้ว่าศิษยาภิบาลและคณะผู้ปกครองจะมีชีวิตที่ดำเนินตามมาตรฐานของพระคัมภีร์ มีความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส (ทั้งเรื่องการดำเนินชีวิตและการเงิน) และมีความถ่อมใจในการเลี้ยงดูฝูงแกะของพระเจ้า ไม่ใช่ออกคำสั่งด้วยอำนาจ

“จงเลี้ยงฝูงแกะของพระเจ้าที่อยู่ท่ามกลางพวกท่าน [โดยเอาใจใส่ดูแล] ไม่ใช่ด้วยความฝืนใจ แต่ด้วยความเต็มใจ [ตามพระประสงค์ของพระเจ้า] ไม่ใช่ด้วยใจโลภในทรัพย์สิ่งของ แต่ด้วยใจกระตือรือร้น และไม่เป็นเหมือนผู้ใช้อำนาจบาตรใหญ่ข่มขี่ผู้ที่อยู่ในความดูแล แต่ให้เป็นแบบอย่างแก่ฝูงแกะนั้น” 1 เปโตร 5:2-3 THSV11

5. การสร้างสาวกและการเติบโตฝ่ายวิญญาณ (Discipleship)
คริสตจักรที่ดีต้องไม่หยุดแค่การพาคนมารับเชื่อ แต่ต้องมีกระบวนการที่ชัดเจนในการดูแล ฟูมฟัก และฝึกฝนสมาชิกให้เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์ สามารถค้นพบของประทานและรับใช้พระเจ้าตามน้ำพระทัยได้

“และพระองค์เองประทานให้บางคนเป็นอัครทูต บางคนเป็นผู้เผยพระวจนะ บางคนเป็นผู้ประกาศข่าวประเสริฐ บางคนเป็นศิษยาภิบาลและอาจารย์ เพื่อเตรียมธรรมิกชนสำหรับการปรนนิบัติและการเสริมสร้างพระกายของพระคริสต์” เอเฟซัส 4:11-12 THSV11

6. การประกาศและพันธกิจโลก (Evangelism and Missions)
คริสตจักรที่แข็งแรงจะไม่มองแค่ความสุขสบายภายในตึกของตัวเอง สมาชิกควรคาดหวังว่าคริสตจักรจะยังคงไฟในการออกไปประกาศพระกิตติคุณ ทั้งในชุมชนรอบข้างและสนับสนุนงานพันธกิจในระดับโลกอย่างไม่เสื่อมคลาย

“เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงออกไปและนำชนทุกชาติมาเป็นสาวกของเรา จงบัพติศมาพวกเขาในพระนามของพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์” มัทธิว 28:19 THSV11

7. การดูแลเอาใจใส่ฝ่ายวิญญาณ (Pastoral Care)
ในยามที่ชีวิตเผชิญมรสุม เจ็บป่วย หรือสูญเสีย สมาชิกควรคาดหวังว่าจะได้รับการเยี่ยมเยียน การอธิษฐานเผื่อ และการให้คำปรึกษาที่เป็นไปตามหลักพระคัมภีร์จากผู้นำหรือพี่น้องในคริสตจักรอย่างทันท่วงที

“มีใครในพวกท่านเจ็บป่วยหรือ? จงให้คนนั้นเชิญบรรดาผู้ปกครองของคริสตจักรมา และให้ท่านเหล่านั้นอธิษฐานเผื่อเขาและชโลมเขาด้วยน้ำมันใน
พระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า” ยากอบ 5:14 THSV11

ข้อคิดชวนคุย: ในบรรดาทั้ง 7 ข้อนี้ คุณคิดว่าข้อไหนที่คริสตจักร กำลังเผชิญกับ ความท้าทาย มากที่สุดครับ? และในมุมมองของคุณ คริสตจักรจะทำอย่างไร?

29/05/2026

⛪Church Planters
Online Coaching 2026

📌 การอบรมเพื่อเสริมสร้างผู้นำคริสตจักรไทย ตลอดปี 2026
โดยวิทยากรที่มีความรู้และประสบการณ์ในการรับใช้ด้านต่างๆ

🎉 ขอเชิญเข้าร่วมอบรม หัวข้อ
"การใช้ AI หรือเทคโนโลยี เพื่อเสริมประสิทธิภาพการบริหารคริสตจักร"
🌟 วิทยากร ดร. กนก ลีฬหเกรียงไกร
กรรมการผู้จัดการบริษัทโกลเด้นโบล์
ศิษยาภิบาลคริสตจักรกิจการพระคริสต์ธนบุรี
อาจารย์พระคริสตธรรมกรุงเทพ (BBS)

🗓️ วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน 2026
เวลา 19.00 - 20.30 น.
จัดโดย ฝ่ายตั้งและพัฒนาคริสตจักร (กปพ.)

👉👉👉👉👉👉👉

ลิงก์เพื่อการเข้าร่วมอบรมฯ

Join Zoom Meeting
https://us06web.zoom.us/j/2662168546?pwd=UlJaK3BlYzZOQTgyUHQ2aFN3WXpVZz09

Meeting ID: 266 216 8546
Passcode: 123456

#การใช้AI #เทคโนโลยี #เสริมประสิทธิภาพการบริหารคริสตจักร
#ตั้งและพัฒนาคริสตจักร #กปพ

23/05/2026

พระธรรม สดุดี บทที่ 64 (Psalm 64) เป็นบทเพลงร้องทูลของกษัตริย์ดาวิดที่เต็มไปด้วยความรู้สึกอัดอั้นและระแวดระวัง ตัวบทไม่ได้ระบุถึงเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์แบบเฉพาะเจาะจง (เช่น ไม่ได้ระบุชื่อศัตรูเหมือนบางบทที่อ้างถึงซาอูลหรืออับซาโลม) แต่เมื่อพิจารณาจากวรรณกรรมและบริบทชีวิตของดาวิด เราสามารถเข้าใจภูมิหลังและสภาพแวดล้อมในขณะที่เขียนได้ดังนี้

1. บริบทชีวิตของกษัตริย์ดาวิด: สงครามข้อมูลและการทรยศ
แม้จะไม่มีป้ายชื่อระบุชัดเจน แต่ภาพรวมของสดุดีบทนี้สะท้อนถึงช่วงชีวิตของดาวิดที่ต้องเผชิญกับ "ศัตรูที่มองไม่เห็น" หรือการโจมตีลับหลัง ซึ่งสอดคล้องกับ 2 ช่วงวิกฤตหลักในชีวิตของท่าน:

ช่วงที่ถูกกษัตริย์ซาอูลไล่ล่า: ดาวิดต้องคอยหลบซ่อนตัวในถ้ำและป่าลึก ขณะเดียวกันก็มีคนสนิทหรือข้าราชสำนักของซาอูลที่คอยลอบทูลยุยงและใส่ร้ายดาวิด เพื่อให้ซาอูลเกลียดชังท่านยิ่งขึ้น

ช่วงการก่อบบถของอับซาโลม (บุตร): ก่อนที่อับซาโลมจะประกาศศึกเปิดเผย ได้ใช้กลยุทธ์ "โฆษณาชวนเชื่อ" ลอบพบปะประชาชนที่ประตูเมืองเพื่อโจมตีการบริหารงานของดาวิด และเบนความจงรักภักดีของประชาชนมาที่ตนเองอย่างลับๆ เป็นเวลานานหลายปี

2. อาวุธในภูมิหลัง: คำพูดและแผนการลับ
จุดเด่นของสดุดี 64 คือ ศัตรูไม่ได้ใช้ดาบหรือหอกเป็นอาวุธหลักในการโจมตีในตอนแรก แต่ใช้อาวุธทางจิตวิทยาและสังคม:

"ผู้ลับลิ้นของเขาเหมือนดาบ ผู้เล็งคำขมขื่นของเขาเหมือนลูกธนู" (สดุดี 64:3)

ในวัฒนธรรมตะวันออกใกล้โบราณ การ "นินทา" "ใส่ร้าย" หรือ "วางแผนลับ" (Secret plots) ถือเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงมาก เพราะมันสามารถทำลายเกียรติยศ ชื่อเสียง และความน่าเชื่อถือของผู้นำให้พังทลายลงได้โดยที่เหยื่อไม่มีโอกาสได้แก้ตัวดาวิดจึงระบายความอึดอัดนี้ออกมาว่า ศัตรูรวมกลุ่มกันอย่างเหนียวแน่นเพื่อวางกับดักอย่างแยบยล

3. จุดเปลี่ยน: ธนูของพระเจ้า
ภูมิหลังทางเทววิทยาของบทนี้แสดงให้เห็นว่า ในขณะที่ศัตรูคิดว่าแผนการของพวกเขา "สมบูรณ์แบบและไม่มีใครเห็น" (สดุดี 64:5) ดาวิดกลับมองเห็นภาพที่ใหญ่กว่านั้น คือการพิพากษาอันเฉียบพลันจากพระเจ้า ซึ่งสดุดีบทนี้ใช้การเปรียบเปรยที่ย้อนเกล็ดได้อย่างน่าทึ่ง:

ศัตรูลอบยิงธนู (คำโกหก) ใส่คนชอบธรรม

แต่ พระเจ้าจะทรงยิงธนูใส่พวกเขาเอง อย่างกะทันหัน จนพวกเขาต้องสะดุดด้วยลิ้น (คำพูด) ของตนเอง

สรุปสั้นๆ สดุดี 64 คือภาพสะท้อนของคนที่กำลังเผชิญกับการถูกแทงข้างหลัง การนินทาสนทนาลับ และสงครามประสาท แต่สุดท้ายเลือกที่จะฝากความยุติธรรมไว้กับพระเจ้าผู้ทรงมองเห็นทุกสิ่งในความมืด

"เรื่องเงินไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่เป็นเรื่องของจิตวิญญาณ ท่าทีของหัวใจ และการเป็นบ้านบ่าวที่สัตย์ซื่อ (Stewardship)...
20/05/2026

"เรื่องเงินไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่เป็นเรื่องของจิตวิญญาณ ท่าทีของหัวใจ และการเป็นบ้านบ่าวที่สัตย์ซื่อ (Stewardship)" เพราะทุกบาททุกสตางค์ที่อยู่ในมือเรา แท้จริงแล้วเป็นของพระเจ้า และเราเป็นเพียงผู้ดูแลจัดการตามน้ำพระทัยของพระองค์

แนวทางปฏิบัติใน 3 หัวข้อเพื่อให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน

1. การบริหารหนี้สินอย่างมีกลยุทธ์ (อิสรภาพจากการเป็นทาส)
พระคัมภีร์ใน สุภาษิต 22:7 เตือนไว้ว่า "คนมั่งคั่งปกครองคนยากจน และคนขอยืมก็เป็นทาสของผู้ให้ยืม" พระคัมภีร์ไม่ได้ห้ามการใช้ “เครื่องมือทางการเงิน” แต่เตือนเรื่องการตกเป็นทาส เป้าหมายสูงสุดของเราจึงไม่ใช่แค่การ "ไม่มีหนี้" แต่คือการมี "อิสรภาพทางการเงิน" เพื่อรับใช้พระเจ้าได้อย่างเต็มที่

เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจน เราสามารถแบ่งหนี้ออกเป็น 3 ประเภท (ระบบสัญญาณไฟจราจร) เพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจ:

🔴 หนี้บริโภค (ควรหลีกเลี่ยง): หนี้ที่เกิดจากบัตรเครดิตที่ใช้เกินตัว การซื้อของฟุ่มเฟือย หรือการผ่อนชำระเพื่อตอบสนอง Lifestyle ที่เกินฐานะ หนี้ประเภทนี้คือการดึงเงินในอนาคตมาใช้อย่างไร้ประโยชน์และสร้างภาระดอกเบี้ยมหาศาล

🟡 หนี้จำเป็น (รับได้ในระดับที่เหมาะสม): หนี้เพื่อสินทรัพย์ระยะยาวที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตและครอบครัว เช่น หนี้บ้านเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย หรือหนี้เพื่อการศึกษา ซึ่งควรควบคุมสัดส่วนการผ่อนชำระไม่ให้กระทบต่อสันติสุขและการถวาย

🟢 หนี้สร้างรายได้ (Strategic Debt / หนี้เชิงกลยุทธ์): หนี้ที่กู้ยืมมาเพื่อลงทุนในสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทน หรือเพื่อขยายธุรกิจอย่างมีระบบ ซึ่งจะช่วยสร้างกระแสเงินสดกลับคืนมาในอนาคต

กฏง่ายๆ
"ถ้าหนี้ไม่สร้างอนาคต = หนี้นั้นกำลังสร้างโซ่ตรวน" ก่อนจะก่อหนี้ทุกครั้ง ต้องแยกแยะให้ชัดเจนว่าเรากำลังสร้างอนาคตหรือกำลังผูกมัดตัวเองเป็นทาส

2. ความซื่อสัตย์ในการทำมาหากิน (การเป็นพยานผ่านการทำงาน)
ใน มัทธิว 22:21 พระเยซูตรัสว่า "ของของซีซาร์จงถวายแก่ซีซาร์ และของของพระเจ้าจงถวายแด่พระเจ้า" ความซื่อสัตย์ในวิชาชีพและการทำธุรกิจเป็นคำพยานที่เสียงดังที่สุดที่คริสเตียนสามารถสำแดงให้โลกเห็นได้

📈 แนวทางปฏิบัติ:
การเสียภาษีและระบบบัญชีที่โปร่งใส: ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือทำธุรกิจ การยื่นภาษีอย่างตรงไปตรงมาคือการเคารพกฎหมายและสัตย์ซื่อต่อพระเจ้า ไม่ใช้ช่องโหว่เพื่อโกงหรือหลบเลี่ยง

ความสัตย์ซื่อต่อเวลาและหน้าที่: หากเป็นพนักงานประจำ การไม่โกงเวลาทำงาน (ไม่ใช้เวลางานทำเรื่องส่วนตัวจนน่าเกลียด) ทำงานเต็มกำลังความสามารถเสมือนว่าทำถวายพระเจ้า (โคโลสี 3:23) จะนำมาซึ่งการอวยพระพรและการเลื่อนขั้นที่มาจากพระองค์

จริยธรรมทางธุรกิจ (Fair Trade): หากเป็นเจ้าของธุรกิจ ต้องตั้งราคาที่เป็นธรรม ไม่เอาเปรียบผู้บริโภค จ่ายค่าจ้างพนักงานอย่างเหมาะสมและตรงเวลา ไม่ค้ากำไรเกินควรบนความทุกข์ยากของผู้อื่น

3. การออมและการวางแผน (ปัญญาในการบริหารจัดการ)
หลายคนเข้าใจผิดว่าการพึ่งพาพระเจ้าหมายถึงการไม่ต้องวางแผนและใช้เงินจนหมดไปวันๆ แต่พระคัมภีร์ยกตัวอย่าง "มด" ใน สุภาษิต 6:6-8 ที่รู้จักสะสมอาหารในฤดูเก็บเกี่ยว และตัวอย่างของ "โยเซฟ" ที่วางแผนเก็บออมเสบียงส่วนเกินในปีกระหายน้ำ เพื่อเลี้ยงดูผู้คนในยามกันดารอาหาร

📈 แนวทางปฏิบัติ:
จัดลำดับความสำคัญของรายได้ (สูตร 10-20-70):

10% แรก: สิบลด (Tithe) คืนส่วนที่เป็นของพระเจ้าด้วยใจยินดี รวมถึงการถวายเพื่องานพันธกิจและการช่วยกู้คนยากจน

20% ต่อมา: เงินออมและการลงทุน (แบ่งเป็นเงินสำรองฉุกเฉิน และเงินเพื่ออนาคต/วัยเกษียณ)

70% ที่เหลือ: ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและการให้รางวัลตัวเองอย่างเหมาะสม

สร้างกองทุนสำรองฉุกเฉิน (Emergency Fund): ควรมีเงินสดสภาพคล่องสูง (เช่น ในบัญชีเงินฝากดอกเบี้ยสูง) เก็บไว้ประมาณ 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน เพื่อรองรับสถานการณ์ไม่คาดฝัน เช่น ตกงาน หรือเจ็บป่วย โดยไม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสิน

การวางแผนเพื่ออนาคตครอบครัว: จัดทำประกันสุขภาพหรือประกันชีวิตที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ลูกหลาน วางแผนการศึกษาบุตรล่วงหน้า และลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงเหมาะสมตามวัย (เช่น กองทุนรวม หุ้น หรืออสังหาริมทรัพย์)

💡 บทสรุปจากมุมมองนักการเงินคริสเตียน:
เป้าหมายสูงสุดของการมีวินัยทางการเงินไม่ใช่เพื่อความร่ำรวยจนลืมพระเจ้า (สุภาษิต 30:8-9) แต่เพื่อที่เราจะมี "สันติสุข" มีเสรีภาพจากการเป็นทาสของเงิน และมี "ส่วนเกิน" มากพอที่จะเป็นท่อน้ำพระพรในการจุนเจือครอบครัว คริสตจักร และสังคมได้อย่างเต็มขนาดที่พระเจ้าทรงมอบหมาย

มุมมองเรื่อง "การเงิน" ในบริบทรอบด้านของคริสตจักร เป็นเรื่องที่มีทั้งหลักการฝ่ายวิญญาณตามพระคัมภีร์ และแนวทางปฏิบัติในชี...
19/05/2026

มุมมองเรื่อง "การเงิน" ในบริบทรอบด้านของคริสตจักร เป็นเรื่องที่มีทั้งหลักการฝ่ายวิญญาณตามพระคัมภีร์ และแนวทางปฏิบัติในชีวิตจริงที่สมาชิกคริสตจักรส่วนใหญ่จะได้รับการสอนและหล่อหลอมร่วมกันมา

โดยทั่วไป สิ่งที่สมาชิกคริสตจักรมักจะรู้ ความเข้าใจ และยึดถือปฏิบัติเกี่ยวกับเรื่องเงิน ทอง มีดังนี้ครับ

1. หลักการพื้นฐาน: "เราเป็นเพียงผู้จัดการ (Steward)" ไม่ใช่เจ้าของ
สิ่งที่คริสเตียนถูกสอนอยู่เสมอคือ พระเจ้าทรงเป็นเจ้าของทุกสิ่ง (สรรพสิ่งในโลก เงินทอง และความสามารถของเรา) เงินที่อยู่ในกระเป๋าของเราไม่ได้เกิดขึ้นจากฝีมือของเรา 100% แต่เป็นพระพรที่พระเจ้าทรงมอบให้

หน้าที่ของเรา: เป็น "ผู้จัดการอารักขา" สิ่งของเหล่านั้นให้ดีที่สุดด้วยความซื่อสัตย์ ไม่ใช่การใช้ชีวิตเพื่อสะสมทรัพย์สมบัติบนโลก แต่ใช้เงินเป็นเครื่องมือในการดูแลครอบครัว ทำประโยชน์ และปรนนิบัติพระเจ้า

2. การถวายทรัพย์ (Giving)
นี่คือสิ่งที่สมาชิกคริสตจักรทุกคนคุ้นเคยดีที่สุด โดยหลักๆ จะแบ่งออกเป็น 3 ประเภท:

สิบลด (Tithing): การนำรายได้ 10% แรก (ก่อนหักค่าใช้จ่าย) กลับคืนสู่คริสตจักรท้องถิ่นที่ตนเองสังเกตเพื่อเป็นหลักฐานความเชื่อและการเชื่อฟัง โดยคริสตจักรจะนำเงินส่วนนี้ไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายส่วนกลาง ค่าน้ำ ค่าไฟ เงินเดือนศิษยาภิบาล และการพันธกิจ

เงินถวายทั่วไป (Offering): เป็นเงินที่ถวายตามกำลังศรัทธาและความเต็มใจในแต่ละอาทิตย์ ไม่ได้จำกัดจำนวน เพื่อสนับสนุนโครงการต่างๆ หรือกิจกรรมพิเศษ

เงินถวายเพื่องานพันธกิจและการสงเคราะห์ (Mission & Charity): การถวายเพื่อช่วยคนยากจน คนตกทุกข์ได้ยาก หรือสนับสนุนนักมิชชันนารีที่ออกไปประกาศตามพื้นที่ต่างๆ

3. ทัศนคติต่อความมั่งคั่งและความยากจน
เงินไม่ใช่สิ่งชั่วร้าย แต่ "การรักเงิน" คือรากเหง้าของความชั่ว: พระคัมภีร์ไม่ได้บอกว่าการมีเงินเยอะเป็นเรื่องผิด แต่เตือนสติว่าหากเราให้ "เงิน" มาเป็นเจ้านายเหนือชีวิต (เป็นพระเจ้าแทนพระองค์) มันจะนำความทุกข์ใจมาให้

ความพอใจในสิ่งที่มี (Contentment): สมาชิกมักได้รับการหนุนใจให้ใช้ชีวิตด้วยความพอเพียง ไม่โลภ ไม่เปรียบเทียบกับผู้อื่น และพึ่งพาการเลี้ยงดูจากพระเจ้าในแต่ละวัน

4. วินัยทางการเงินในชีวิตประจำวัน
ในภาคปฏิบัติ คริสตจักรมักจะมีการสอนหรือสัมมนาภายในเกี่ยวกับการจัดการเงินด้วย เช่น:

การไม่เป็นหนี้ (ยกเว้นหนี้ที่จำเป็น): พระคัมภีร์เตือนว่า "คนที่เป็นหนี้ก็เป็นทาสของผู้ให้ยืม" คริสเตียนจึงมักถูกสอนให้หลีกเลี่ยงหนี้บริโภค (เช่น หนี้บัตรเครดิตที่เกิดจากการฟุ่มเฟือย)

ความซื่อสัตย์ในการทำมาหากิน: การเสียภาษีอย่างถูกต้อง การไม่โกงเวลาทำงาน และการทำธุรกิจอย่างมีจริยธรรม ไม่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น

การออมและการวางแผน: แม้จะเน้นเรื่องการพึ่งพาพระเจ้า แต่ก็ต้องมีความรับผิดชอบในการจัดสรรและออมเงินเพื่ออนาคตของครอบครัวและลูกหลานด้วย

5. การบริหารจัดการเงินของ "ตัวคริสตจักรเอง"
สมาชิกมักจะรับรู้ระบบการเงินของคริสตจักรว่าต้องเป็นไปอย่างโปร่งใส:

มี คณะกรรมการคุมบัญชี (ไม่ได้ให้ศิษยาภิบาลถือเงินคนเดียว เพื่อป้องกันการสะดุดหรือข้อครหา)

มี การรายงานบัญชีรายรับ-รายจ่าย ให้สมาชิกทราบเป็นประจำ (อาจจะทุกเดือน ทุกไตรมาส หรือปีละครั้งในการประชุมใหญ่)

ประวัติคริสตจักรเมืองหาดใหญ่ (Hat Yai City Church)จากก้าวแรกแห่งความเชื่อ สู่พระพรที่หลั่งไหลตลอด 5 ทศวรรษคริสตจักรเมือง...
06/05/2026

ประวัติคริสตจักรเมืองหาดใหญ่ (Hat Yai City Church)

จากก้าวแรกแห่งความเชื่อ สู่พระพรที่หลั่งไหลตลอด 5 ทศวรรษ

คริสตจักรเมืองหาดใหญ่ เดิมมีชื่อว่า “คริสตจักรพระกิตติคุณสมบูรณ์หาดใหญ่” ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา ประวัติศาสตร์ของคริสตจักรแห่งนี้คือประจักษ์พยานถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าที่ทรงสำแดงผ่านผู้รับใช้พระเจ้า ทั้งมิชชันนารีชาวต่างชาติ ผู้รับใช้เต็มเวลาชาวไทย และเหล่าฆราวาสที่ร่วมแรงร่วมใจกันบุกเบิกและสถาปนาพระนิเวศของพระองค์ขึ้นในใจกลางเมืองหาดใหญ่

1. ยุคบุกเบิกและการเริ่มต้นพันธกิจ (ค.ศ. 1974 - 1983)

ปี 1974: ศจ.อาร์เนอร์ บิสเตอร์ (Arner Bister) และครอบครัว มิชชันนารีชาวสวีเดนจากองค์การสวีดิชฟรีมิชชั่น (Swedish Free Mission) ได้เข้ามาเริ่มต้นประกาศข่าวประเสริฐใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

ปี 1983: ภายใต้องค์การมิชชันนารีเพนเทคอสสแกนดิเนเวีย (SPM) ได้เปิดห้องประกาศครั้งแรกที่ถนนราษฎร์อุทิศ (ย่านหาดใหญ่ใน) โดยมีคุณครูปราโมทย์ เทพประจักษ์ เป็นผู้ประกาศชาวไทยคนแรกที่เข้ามาช่วยงาน รวมถึงคุณประเสริฐ เทพประจักษ์ และคุณจรูญ พรมสวัสดิ์ ในระยะสั้นๆ โดยมีสมาชิกเริ่มต้นประมาณ 30 คน

2. ยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านและงานสังคมสงเคราะห์ (ค.ศ. 1983 - 1985)

เมื่อ ศจ.แพ แฮนสัน และครอบครัว จากองค์การเออร์โรบรูมิชชั่น (Orebro Mission) มารับช่วงต่อ งานพันธกิจได้ขยายตัวไปพร้อมกับงานสังคม:

ย้ายสถานนมัสการ: พล.ต.ต.ชวน ศรีประสิทธิ์ และคุณนายพวงจันทร์ ได้อุทิศบ้านแถวบนถนนราษฎร์ยินดี (30 เมตร) ให้เป็นที่นมัสการ ก่อนที่จะย้ายไปเช่าอาคารพาณิชย์ 4 ชั้นในบริเวณใกล้เคียงในเวลาต่อมา

พันธกิจเด็กเล็ก: แหม่มอิงมารี ภรรยาของ ศจ.แฮนสัน ซึ่งเป็นพยาบาล ได้ร่วมกับ ทพ.กรัสไนย หวังรังสิมากุล จัดตั้งสถานดูแลเด็กเล็กเพื่อช่วยเหลือผู้ปกครองที่ทำงานในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ซึ่งต่อมาได้พัฒนาเป็นสถานพัฒนาเด็กเล็ก ม.อ. ในปัจจุบัน

3. พลังของผู้นำฆราวาสและการขยายตัวสู่คนเมือง (ค.ศ. 1984 - 1986)

ในช่วงกลางทศวรรษที่ 80 คริสตจักรเริ่มมีสมาชิกที่เป็นคนวัยทำงานและนักศึกษามากขึ้น นำโดยกลุ่มฆราวาสที่มีความร้อนรน เช่น คุณวรยา ยงวิศุทธ์ (ปัจจุบันเป็นศิษยาภิบาลคริสตจักรเปี่ยมพระพร) และคุณสุภมาส น้อยเสงี่ยม รวมถึงครอบครัว ทพ.กรัสไนย หวังรังสิมากุล

การสร้างสาวก: เริ่มมีการศึกษาพระคัมภีร์อย่างเข้มข้นในคืนวันพุธ โดย ทพ.กรัสไนย เป็นผู้สอนอย่างต่อเนื่อง

ปี 1986: คริสตจักรย้ายไปอยู่ที่ถนนนิยมรัฐ (ย่านสาย 1 และ สาย 2) ร่วมกับร้านหนังสือคริสเตียน "ประเสริฐบรรณาคาร" ภายใต้การดูแลของ ศจ.เชลล์ โบเนอร์แฟลท์ มิชชันนารีที่ปรึกษาในขณะนั้น

4. นิมิตสู่สถานนมัสการถาวร และมูลนิธิพันธสัญญา

ปัญหาการย้ายสถานที่บ่อยครั้งนำมาซึ่งการอธิษฐานขอ "ที่ดิน" เพื่อสร้างอาคารถาวร แม้ราคาที่ดินในหาดใหญ่จะสูงมาก แต่โดยการอัศจรรย์ ทพ.กรัสไนย ได้พบที่ดิน 1 ไร่ บนถนนธรรมนูญวิถี ซึ่งเจ้าของยินดีขายให้ในราคา 3 ล้านบาท

ด้วยความเชื่อของสมาชิกที่ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาและคนวัยทำงานเพียงน้อยนิด คริสตจักรได้ร่วมใจกันถวายทรัพย์ พร้อมกับการสนับสนุนจากพี่น้องในประเทศสวีเดนผ่าน Orebro Mission จนสามารถซื้อที่ดินได้สำเร็จในเดือนพฤศจิกายน 1986

ลำดับโครงการก่อสร้าง:

ก.พ. 1986 - พ.ย. 1986: ซื้อที่ดิน (3 ล้านบาท)

มี.ค. 1987 - มิ.ย. 1987: ก่อสร้างกำแพงและถมที่

เม.ย. 1988 - ธ.ค. 1988: สร้างบ้านพักศิษยาภิบาล

พ.ย. 1989 - ส.ค. 1991: สร้างอาคารเอนกประสงค์

เพื่อความเป็นนิติบุคคล คริสตจักรได้จดทะเบียนในชื่อ "มูลนิธิพันธสัญญา" เมื่อวันที่ 18 กันยายน 1987

5. ยุคแห่งความเป็นหนึ่งเดียวและชื่อใหม่ (ค.ศ. 1987 - 1991)

พันธมิตรทางพันธกิจ: ระหว่างปี 1984-1989 คริสตจักรใจสมาน (กรุงเทพฯ) นำโดย ศจ.นิรุทธิ์ จันทร์ก้อน ได้เข้ามาสนับสนุนการอบรมและค่ายคริสตจักร

ศิษยาภิบาลไทยคนแรก: ศจ.มนูญศักดิ์ กมลมาตยากุล ได้เข้ามาทุ่มเทรับใช้ในปี 1988 โดยเน้นการสร้างสาวกและจัดตั้งทีมนมัสการที่เข้มแข็ง

ปี 1991: คริสตจักรย้ายเข้าสู่ที่ดินของตนเองบนถนนธรรมนูญวิถี และเปลี่ยนชื่อเป็น “คริสตจักรเมืองหาดใหญ่” อย่างเป็นทางการ โดยมี อ.ชัยยศ วันสอง เข้ามารับหน้าที่ศิษยาภิบาลในช่วงการเปลี่ยนผ่านนั้น

6. ยุคฟื้นฟูและสร้างระบบการบริหาร (ค.ศ. 2019 – ปัจจุบัน)

หลังจากว่างเว้นจากการมีศิษยาภิบาลเต็มเวลามาเป็นเวลานาน คริสตจักรได้ก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการจัดระเบียบใหม่:

ปี 2019: คริสตจักรมีมติแต่งตั้งศิษยาภิบาลคนใหม่ผ่านการลงคะแนนแบบเปิดเผยของสมาชิก 45 ท่าน (เห็นด้วย 28 ท่าน) ส่งผลให้ นายพงค์อมร ธรรมศิริ เข้ารับหน้าที่ศิษยาภิบาลตั้งแต่นั้นจนถึงปัจจุบัน

ปี 2023: มีการแต่งตั้ง "คณะมัคนายก" เพื่อเสริมสร้างระบบบริหารจัดการ ช่วยดูแลสมาชิกและสนับสนุนพันธกิจร่วมกับศิษยาภิบาลให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ปี 2026: นางอามัสยาห์ ชุมทอง ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ผู้ช่วยศิษยาภิบาลและดูแลงานธุรการสำนักงาน ได้ลาออกจากการปฏิบัติหน้าที่

บทสรุป

ประวัติของคริสตจักรเมืองหาดใหญ่คือประจักษ์พยานแห่งความสัตย์ซื่อของพระเจ้า จากก้าวแรกในปี 1974 ผ่านร้อนผ่านหนาวและการเปลี่ยนแปลงมากมาย แต่ด้วยการบริหารจัดการที่เป็นระบบและการร่วมแรงร่วมใจของทั้งผู้นำและฆราวาส คริสตจักรยังคงมุ่งมั่นที่จะเป็นแสงสว่างและสร้างสาวกของพระเยซูคริสต์ตามพระประสงค์ของพระองค์สืบไป

29/03/2026

Klang.io เปิดตัว AI แกะโน้ตเพลงได้ทั้งวง!
Klang.io เปิดตัว Transcription Studio เครื่องมือ AI สำหรับถอดเสียงเพลงเป็นโน้ต โดยมีจุดเด่นคือสามารถ วิเคราะห์และถอดโน้ตจากหลายเครื่องดนตรีพร้อมกันได้ จากไฟล์เพลงเดียว
Transcription Studio ทำงานโดยนำไฟล์เสียงหรือวิดีโอมาให้ระบบ AI วิเคราะห์ เพื่อตรวจจับองค์ประกอบของเพลง เช่น เมโลดี้ คอร์ด และไลน์เครื่องดนตรี ก่อนแยกออกมาเป็นโน้ตของแต่ละพาร์ต ช่วยให้นักดนตรีเห็นโครงสร้างของเพลงได้ชัดเจนขึ้น แม้จะเป็นเพลงที่มีเครื่องดนตรีหลายชิ้น
ผู้ใช้สามารถนำไฟล์เสียงมาให้ระบบวิเคราะห์ได้หลายรูปแบบ เช่น อัปโหลดไฟล์เสียง อัดเสียงเข้าไปในระบบ หรือใช้ลิงก์จากวิดีโอออนไลน์ เพื่อให้ AI ประมวลผลและสร้างโน้ตเพลง
หลังจากระบบสร้างโน้ตแล้ว ผู้ใช้ยังสามารถแก้ไขรายละเอียดเพิ่มเติมก่อนส่งออกไฟล์ โดยรองรับหลายฟอร์แมต เช่น PDF สำหรับโน้ตเพลง, MIDI, MusicXML และไฟล์ Guitar Pro เพื่อนำไปใช้ต่อในโปรแกรมทำเพลงหรือซอฟต์แวร์เขียนโน้ต
นอกจากนี้ยังมีเวอร์ชัน Plugin (VST3 / AU) สำหรับใช้งานภายใน DAW โดยระบบสามารถตรวจจับเครื่องดนตรีได้สูงสุดประมาณ 8 เครื่องดนตรี พร้อมโหมดการวิเคราะห์หลายรูปแบบ เช่น Universal, Classic และ Rock
Transcription Studio เปิดให้ทดลองใช้งานบางส่วนได้ฟรี ก่อนสมัครสมาชิกเต็มรูปแบบ ถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือ AI ที่ช่วยให้การถอดโน้ตและวิเคราะห์เพลงจากไฟล์เสียงทำได้สะดวกมากขึ้น

09/11/2025
08/11/2025

ที่อยู่

343 Thanon Thumnoonvithi
Hat Yai
90110

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00
เสาร์ 09:00 - 17:00
อาทิตย์ 08:00 - 16:00

เบอร์โทรศัพท์

+6674235775

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ คริสตจักรเมืองหาดใหญ่ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์