ประวัติสำนักสงฆ์ถ้ำยายไอ๋(ธ) บ้านบางจาก ต.ชุมโค อ.ปะทิว จ.ชุมพร
หลวงพ่อจิราคม อาภาคโม หลังจากอุปสมบทและเดินธุดงค์ทางแถบอีสานมาหลายปี หลวงพ่อได้มาวิเวกที่วัดสามแก้ว จ.ชุมพร หลวงพ่อได้หาที่วิเวกที่เป็นถ้ำติดทะเล โดยครูวงษ์ คนพื้นที่นี้ สมัยบวชพระที่วัดสามแก้ว ได้พาหลวงพ่อมาที่ถ้ำยายไอ๋ ในปี๒๕๒๘
หลวงพ่อชอบสถานที่นี้มาก เหมาะแก่การปฎิบัติภาวนาจึงสร้างกุฎิไม้เล็กหน้าถ้ำ อยู่และก่อร่างสร้าง สำ
นักมาเรื่อยๆ ศรัทธาญาติโยมชาวบางจากรักและนับถือ หลวงพ่อท่านมาก ชาวบ้านบางจาก จะเรียกท่านว่า พ่อหลวง หมู่บ้าน บางจาก อ.ปะทิวในสมัยนั้นความเจริญ ไฟฟ้า สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆเรียกว่า แทบไม่มี หลวงพ่ออยู่อย่างสมถะ เรียบง่ายมาตลอด
ในปี๒๕๓๒ เกิดพายุเกย์พัดถล่ม สิ่งก่อสร้างในวัด ศาลาไม้ กุฎิ ต้นไม้ล้มราบพนาสูรพังพินาศสันตะโรหมด เพราะสำนักสงฆ์ติดทะเล พายุขึ้นฝั่งที่อ.ปะทิว ก่อนจะไป อ.ท่าแซะ พ่อหลวงได้แต่อาศัยอยู่ในถ้ำหลบพายุ บาตรบริขารต่างๆ ถูกพายุพัดไปหมด แต่น่าแปลกหลังจากพายุสงบลง บาตร ฝาบาตร ขารองบาตร พัดไปคนละทิศละทาง กลับมีคนนำมาคืนให้หลวงพ่อจนครบ บาตร ขาบาตร หลวงพ่อก็อธิฐานใช้มาจนถึงปัจจุบัน
หลังจากพายุสงบ มีแต่กองต้นไม้สิ่งปลูกสร้าง พังพินาศทับถมกัน เกินกว่าที่จะเยียวยา หลวงพ่อจึงตัดสินใจกลับ กทม. ชาวบ้านต่างคิดว่า หลวงพ่อจะทิ้งที่นี่แล้ว
พูดกลับท่านว่า พ่อหลวงพวกชั้นหมดตัวแล้วไม่เหลืออะไรแล้ว หลวงพ่อฟังแล้วสลดใจจะทิ้งญาติโยม ที่เคยใส่บาตร อุปถัมถ์รึ จึงบอกญาติโยมว่า รอก่อนเดียวเรากลับมา หลวงพ่อขึ้นกรุงเทพฯ บอกบุญญาติโยม เพื่อนๆสมัยที่ท่านเป็นตำรวจ นำเสบียงอาหารข้าวสาร ไม้สังกะสี กลับมา 1คันรถสิบล้อ ชาวบ้านดีใจและปลาบปลื้มในเมตตาของท่าน ที่ไม่ทิ้งชาวบ้านและช่วยเหลือชาวบ้าน
หลังจากนั้นมา พ่อหลวงก็ก่อร่างสร้างสำนักสงฆ์ถ้ำยายไอ๋ขึ้นมาเรื่อยๆ ชาวบ้านก็ได้ที่ทำกินเป็นท่าเรือประมง ก็เพราะบารมีหลวงพ่อ จากการที่กลุ่มนายทุนมาซื้อที่ไว้และจะปิดที่ ปิดทางสัญจรลงท่าเรือและเข้าวัดเพื่อจะได้พื้นที่ตรงวัด และท่าเรือควบรวมไปกับที่ดินของตน มีการมาข่มขู่ท่าน และชาวบ้าน แต่ท่านก็ไม่เคยกลัวเกรงเพราะจิตใจที่อาจหาญไปด้วยธรรม และเป็นอดีตนายตำรวจเก่า ชาวบ้านได้รวมตัวกันเสียสละที่ดิน ทำทางเข้าวัดและท่าเรือ นำเรื่องขึ้นสำนักพระราชวัง ให้นายทุนเปิดที่ และให้มีสำนักสงฆ์จนสำเร็จ มาตราบถึงปัจจุบัน
หลวงพ่อจิราคม อาภาคโม เป็นชาว จ.นครสวรรค์ สกุลเดิม ขจัดสรรพโรคเป็นบุตร ขุนขจัดสรรพโรค( นายนวน สาสตรานนท์) อดีตสาธารณสุข จ.นครสวรรค์ จ.สุรินทร์ อดีต ผอ.โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์คนแรก มารดา นางสวิง ขจัดสรรพโรค
การศึกษาของท่าน
- อดีต นร.เก่าวชิราวุธ รุ่น๓๓ เป็น หัวหน้าโรงเรียน หัวหน้าทีมรักบี้วชิราวุธ เพื่อนร่วมห้อง ร่วมรุ่น
ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล, อ.จักรพันธ์ โปษยกฤต ฯลฯ
- อดีต นักเรียน นายร้อยตำรวจรุ่น๑๙ เพื่อนร่วมรุ่น พล.ต.อ. ดำรงศักดิ์ นิลคูหา , พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก ฯลฯ
หลังจากท่านรับราชการจนถึงยศ ร.ต.ท. อยู่โรงพักแรก สน.ชนะสงคราม ขอย้ายมาเป็น ตชด.อยู่ทางแถบอีสาน เป็นผู้บังคับหมวด ผู้บังคับกองร้อย มีโอกาสถวายอารักขา สนองงานสมเด็จย่าฯ อยู่บ่อยครั้ง สมเด็จย่าทรงรักและผูกพันกับ ตำรวจตระเวณชายแดนมาก ท่านรับราชการเรื่อยมามีความเบื่อหน่ายต่อทางโลก และเห็นภัยในสังสารวัฎ จึงลาออก มาอุปสมบทในปี๒๕๒๔ ณ.วัดราชผาติการามฯ สังกัดธรรมยุตินิกาย
*พระอุปัชฌาย์ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วิน ธมฺมสาโร
*พระกรรมวาจาจารย์ พระเทพเมธากร ต่อมาสมณศักดิ์ที่
พระธรรมปัญญาจารย์ อดีตเจ้าอาวาส
*พระอนุสาวนาจารย์ พระครูปลัดสัมพิพัฒน์ฯ ต่อมา
สมณศักดิ์ที่ พระธรรมปาโมกข์เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน
หลวงพ่อได้บุกเบิกสร้างวัดพระพี่นาง โดยพระธรรมปาโมกข์ ท่านเป็นองค์อุปถัมภ์ในการสร้างวัดพระพี่นางฯ ที่จ.นครสวรรค์ และอยากให้ หลวงพ่อจิราคม ไปเป็นเจ้าอาวาสปกครอง ท่านก็บ่ายเบี่ยงเรื่อยมา เพราะอยากมาอยู่ที่สงบที่ ท่านสร้างขึ้นที่ สำนักสงฆ์แห่งนี้
ปัจจุบันมีเสนาสนะ กุฎิบนเขาและพื้นราบ๙หลัง ศาลาไม้หลังดั้งเดิม, ศาลาฉัน ทำสังฆกรรม , ศาลาตึก๓ชั้น สำนักสงฆ์ที่นี่ไม่มีตู้รับบริจาค ใครทำบุญวางปัจจัยไว้ โยมมาก็ให้ช่วยจับเก็บ ใช้สอยก็ให้โยมถือเงินไป ใช้ตามสมณะบริโภค สำนักแห่งนี้ญาติโยมไปมาต่างกล่าวขานเรื่องความสะอาด และเมตตาของหลวงพ่อและพระในวัด เป็นปฏิปทาในอาวาสแห่งนี้