ศิษย์วัดภัททันตะอาสภาราม

ศิษย์วัดภัททันตะอาสภาราม วัดภัททันตะอาสภาราม แนวสติปัฏฐาน ๔

26/05/2026

🟪☸️ขอเชิญพุทธบริษัททั้งหลาย☸️🟪
▪︎☸️ร่วมรับฟังธรรมบรรยาย☸️▪︎
โดย...พระอาจารย์มหาสมเกียรติ สีลสํวโร
☸︎พระวิปัสสนาจารย์วัดภัททันตะอาสภาราม☸︎
วัน อังคาร ที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๖๙ พ.ศ. ๒๕๖๙
ตรงกับ ขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือนเจ็ด(๗) ปีมะเมีย
🙏ณ วัดภัททันตะอาสภาราม จ.ชลบุรี🙏

"ทุกฺขํ อนาโถ วิหรติ. คนไม่มีที่พึ่ง อยู่เป็นทุกข์. นัย-องฺ. ทสก. ๒๔/๒๗, ๓๑."-------------------------------------โยคีปฏ...
26/05/2026

"ทุกฺขํ อนาโถ วิหรติ.
คนไม่มีที่พึ่ง อยู่เป็นทุกข์.
นัย-องฺ. ทสก. ๒๔/๒๗, ๓๑."
-------------------------------------
โยคีปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน ตามแนว สติปัฏฐาน๔ และรับฟังพระธรรมเทศนาจาก #พระครูภาวนาวราลังการ วิ #พระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนา และ #เจ้าอาวาสวัดภัททันตะอาสภาราม ในวันอาทิตย์ที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๖๙

#อนุโมทนาสาธุ #วัดภัททันตะอาสภาราม #ปฏิบัติธรรม #ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน #ปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน #สติปัฏฐานสี่ #สติปัฏฐาน4 #สติปัฏฐาน๔

การปฏิบัติ ของทุกคน ก็จะต่างกันบางคนรู้สึกว่าหนัก บางคนรู้สึกว่าเบาหรือบางคนบางช่วงเวลาต่างวันกันเป็นบางวันก็รู้สึกทั้งเ...
25/05/2026

การปฏิบัติ ของทุกคน ก็จะต่างกัน
บางคนรู้สึกว่าหนัก บางคนรู้สึกว่าเบา
หรือบางคนบางช่วงเวลาต่างวันกัน
เป็นบางวันก็รู้สึกทั้งเบาทั้งหนัก

คำว่าเบาหรือหนัก
มันเป็นความรู้สึกที่เรายึดถือเอาไว้
ถ้าทำได้พอใจ บางครั้งรู้สึกว่า
มันเบา มันปลอดโปร่ง
แต่พอทำไม่ค่อยได้กำหนดไม่ค่อยทัน
ก็รู้สึกว่าหนัก แล้วก็อึดอัด
รู้สึกว่ามันยากไปหมด

จริงๆ โยคีต้องสังเกตความรู้สึกพวกนี้
ความรู้สึกพวกนี้มันไม่เที่ยง
มันเปลี่ยนอยู่ตลอด
ถ้ามันเที่ยงอยู่อย่างนั้น มันก็จะคงอยู่

แล้วก็เป็นอัตตาทำให้เราแบกรับไม่ไหว
หรือแบกรับได้เท่าที่จะพอแบกรับไหว
ถ้าใจไม่ยึดถือมากนัก
มันก็จะรู้สึกว่าพออดทนอดกลั้น
แล้วก็ผ่านไปได้

ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็เป็นแบบนี้
ในชีวิตจริง หรือในโลกแห่งความเป็นจริง
มันก็มีทางที่เราได้มันมา
แล้วก็รู้สึกสูญเสียมันไป

ความรู้สึกดีๆที่เราได้มันมา
บางครั้งก็เหมือนกับว่ามันเป็นของเราแล้ว
บางครั้งเราก็รู้สึกว่าเป็นเราได้รับผลแบบนี้
แล้วก็เป็นตัวตนของเรา คือบังคับได้จริง

แต่พระพุทธเจ้าตรัสในสิ่งที่ตรงกันข้าม
คือพระองค์บอกว่านั่นไม่ใช่ของเรา
นั่นไม่ได้เป็นเรา นั่นไม่ใช่อัตตาตัวตนของเรา

ถ้าเราเข้าใจความจริงเหล่านี้
สิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละขณะ
หรือในแต่ละช่วงเวลา ในแต่ละคน
หรือบางความรู้สึกของเราเอง
หรือของเพื่อนผู้ปฏิบัติ
มันล้วนแต่ยากและง่าย
หนักและเบาตามความรู้สึกที่เรายึดถือ

บางช่วงเวลาที่มันผ่านไปด้วยความยากลำบาก
บางช่วงเวลาก็ผ่านไปด้วยความง่ายดาย
ก็เลยทำให้ความรู้สึกเหล่านี้มันไม่ได้คงที่

บางครั้งเราก็อยากให้ความรู้สึกดีๆ
ดำรงอยู่ตลอดไป
แต่ในความเป็นจริงความรู้สึกพวกนี้
มันไม่เที่ยง หรือแม้ความรู้สึกที่ไม่ดี
ไม่อยากรู้สึกอย่างนี้เลย
เราอยากให้มันผ่านไป

แต่บางครั้งเหตุปัจจัยมันยังมี ก็ยังคงอยู่
แต่ในความเป็นจริงแล้ว
มันไม่ได้คงอยู่หรอก มันเกิดแล้วก็ดับ
เหตุปัจจัยมีมันก็เกิดใหม่ได้อีก
ก็เป็นอยู่อย่างนี้

แต่เพราะไม่รู้ไม่เข้าใจตามความเป็นจริง
จึงไปยึดไปถือในความรู้สึกพวกนี้
เพราะมีเราเข้าไปยึดถือ
ความรู้สึกหนักเบาพวกนี้ก็เกิดขึ้นเรื่อยๆบ่อยๆ

บางวันเกิดขึ้นนับได้นับครั้งได้
แต่บางวันก็เกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วนเหมือนกัน
ซึ่งโยคีถ้ายึดมากก็จะรู้สึกว่ามันหนักทั้งวัน
ถ้ายึดน้อยก็จะรู้สึกว่าไม่ค่อยมีอะไรหนัก

สำหรับการกำหนดสำหรับการปฏิบัติ
ไม่ว่าจะยืนเดินนั่งนอน
ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ดำเนินไปตามปกติ

ถ้าคิดออกบอกได้หรือพิจารณาเป็น
บางครั้งก็เห็นธรรมะ เห็นความเป็นจริงเกิดขึ้น
ใจก็เลยสบาย ใจที่ไม่ได้หลงไปยึดถือ
ก็เลยมีความรู้สึกว่าหลุดพ้นจากความรู้สึกพวกนั้น

แต่มันก็ไม่เที่ยงอยู่ดี
เพราะสิ่งที่มันเกิดขึ้นยังไม่เสถียร
ถ้ามันยังไม่สมบูรณ์
มันก็ต้องอาศัยปัจจัยต่างๆมาพยุง
มาสนับสนุนให้มันดำเนินต่อไป
ที่เราเรียกว่าสืบต่อไป

โอวาทธรรม
หลวงพ่อสมศักดิ์ โสรโท
พระครูภาวนาวราลังการ วิ.
ท่านเจ้าอาวาสวัดภัททันตะอาสภาราม
บ้านบึง จังหวัดชลบุรี
ถอดความโดย
คุณอัญญาเรศณ์ อิศเรนศวร์

"โส จ สพฺพทโท โหติ โย ททาติ อุปสฺสยํ อมตนฺทโท จ โส โหติ โย ธมฺมมนุสาสติ. ผู้ใดให้ที่พักอาศัย ผู้นั้นชื่อว่าให้สิ่งทั้งปว...
25/05/2026

"โส จ สพฺพทโท โหติ โย ททาติ อุปสฺสยํ
อมตนฺทโท จ โส โหติ โย ธมฺมมนุสาสติ.
ผู้ใดให้ที่พักอาศัย ผู้นั้นชื่อว่าให้สิ่งทั้งปวง, ผู้ใดสอนธรรม
ผู้นั้นชื่อว่าให้อมตะ.
(พุทฺธ) สํ. ส. ๑๕/๔๔."
—————————————————-
ทางคณะปฏิบัติธรรม คอร์สวิสุทธิมัคคภาวนา ได้รับความเมตตาจาก ดร.พระมหาพิรุหฬ์ พทฺธสีโล เจ้าอาวาสวัดไทยภูริปาโล พุทธคยา และ พระปลัดจรัญ ฐิตธมฺโมเจ้าอาวาสวัดไทยพาราณสีพุทธวิปัสสนา สารนารถ ให้ทางคณะได้พักอาศัย ทางคณะนำโดยหลวงพ่อพระครูภาวนาวราลังการ วิ. ได้ร่วมทอดผ้าป่า ในนามทางคณะผู้ดำเนินงาน ขอกราบขอบพระคุณในความเมตตาเจ้าคะ

บางครั้ง พองยุบ มีแล้วหายไปบางครั้งเดิน บางครั้งนั่งหนอ ถูกหนอก็ไม่ค่อยมีสติ ได้แค่รู้เฉยๆก็ดีแล้วจิตยังรู้ สติยังรู้ ยั...
24/05/2026

บางครั้ง พองยุบ มีแล้วหายไป
บางครั้งเดิน บางครั้งนั่งหนอ ถูกหนอ
ก็ไม่ค่อยมีสติ ได้แค่รู้เฉยๆ
ก็ดีแล้วจิตยังรู้ สติยังรู้ ยังระลึกได้

แต่ความที่เรายึดติดว่า
จะต้องเป็นแบบนั้นเป็นแบบนี้
มันก็เลยทุกข์
ทุกข์เพราะไม่ได้ดั่งใจ

ถ้าได้ดั่งใจก็รู้สึกว่ามันดี
อยากจะปฏิบัติแนวนี้วิธีนี้ต่อไป
พอทำไม่ได้ก็คิดว่าตัวเองไม่มีวาสนา
หรือจริตคงไม่ตรงกับการปฏิบัติวิธีนี้

บางครั้ง ก็หาข้ออ้าง
บางครั้งการหาเหตุหาผล
ในปุถุชนเวลาหาเหตุหาผล
ก็ยังมีตัวตนยึดถืออยู่
ก็ยังเข้าข้างตัวเอง

บางครั้งเหตุผลก็ยิ่งทำให้เราฟุ้งซ่าน
มากยิ่งขึ้น ทำให้เราใกล้จะเป็นบ้าไปเรื่อย
แต่ถ้ามีโยนิโสมนสิการ คิดสักแต่ว่าคิด
ฟุ้งสักแต่ว่าฟุ้ง ไม่มีเราคิดไม่มีเราฟุ้ง
มันเป็นเรื่องของเหตุของปัจจัย
มันเกิดได้มันดับได้

ถ้ามันปรากฏได้แสดงว่ามันมีเหตุ
บางครั้งก็ไม่ต้องไปตามหาเหตุหาผลมันหรอก
เอาที่ปัจจุบันขณะเอาที่มันกำลังมี กำลังเป็น
แล้วไม่ยึดถือสิ่งที่มี ที่เป็นว่า
เป็นสัตว์บุคคล ตัวตน นะ เป็นเรานะ
นี่ความเป็นนั่นเป็นนี่นะ

พอรู้เข้าใจถูกต้องมันก็จะสลายความยึดถือไป
ทำให้เราอยู่กับตัวเองก็ได้
อยู่กับคนอื่นก็ได้ มันก็เลยทำให้ใจเราสบาย
แต่ละคนก็มีจริตนิสัยใจคอที่ถูกอบรมมา
แตกต่างกันไป มากน้อยเป็นธรรมดา

เราก็มีกิเลส เขาก็มีกิเลส

บางครั้งกิเลสของผู้ปฏิบัติก็ไม่น้อย
อย่าไปคิดว่าคนปฏิบัติแล้วไม่มีกิเลสแล้ว
ไม่ใช่...
บางครั้งผู้ปฏิบัติที่กิเลสมันละเอียด
บางคนเผลอๆไปตามมัน

มันคิดได้ละเอียดกว่าคนทั่วๆไปด้วยซ้ำไป
บางครั้งก็ไม่ได้นำกิเลสที่คิดละเอียดถี่ถ้วนไปใช้
มันเกิดแล้วมันก็ดับ
แต่ถ้าเผลอไปมันก็ไปทำอย่างที่มันเป็น

โลภก็ไปทำอย่างโลภ
ก็เป็นที่มาของเรื่องราวต่างๆ
เวลาโกรธมาก็ไม่เหมือนคนธรรมดา
ฆ่าแกงได้เลยเป็นต้น

แต่เวลาที่มันไม่หลุดสติ
เท่าทันก็เกิดก็ดับอยู่ในใจก็หายไป
ถ้าเราเข้าใจความจริง
โอกาสที่มันจะหลุดผิดพลาดก็น้อย
เพราะความจริงมันก็คือความจริง
มันเกิดได้มันดับได้

แต่ที่เรารู้สึกอยู่ทุกวันเวลาเจอความจริง
มันไม่ดับทั้งๆที่ พองเก่าดับไป
พองใหม่ก็เกิดขึ้น
ยุบเก่าดับไปยุบใหม่ก็เกิดขึ้น
ความรู้สึกตัวเก่าดับไป
ความรู้สึกตัวใหม่ก็เกิดขึ้น

มันมีภาวะเกิดดับเป็นปกติ
แต่บางครั้ง เราเองกลับมีความรู้สึกว่า
ทำไมสิ่งที่เราถูกใจมันแป๊บเดียวเอง
แต่สิ่งที่ไม่ถูกใจมันอยู่นานเหลือเกิน

ทนไม่ไหวแล้ว
บางครั้งก็ไปทำตามกิเลส

ถ้าอดทนอดกลั้นต่อไปสักนิด
ก็จะดีขึ้นแต่บางครั้งอดทนไม่ไหว
มันก็เลยกลายเป็นสิ่งที่ไม่ดี
ไปทำไปคิดไปพูดในสิ่งที่ไม่ดี

แทนที่ว่าอกุศลมันจะเสื่อมถอยไป
ตามที่ไม่มีเหตุอื่นที่จะมาสนับสนุน
แต่เผอิญว่าเราหลงอกุศลก็เลยเพิ่ม
ก็เลยกลายเป็นกุศลฉันทะ
พอใจในการเจริญกุศล

โดยเฉพาะเจริญวิปัสสนากรรมฐาน
มันก็เลยไปเป็นโลภะ
แทนที่จะเป็นฉันทะมันก็คนละด้าน
ด้านหนึ่งเป็นโลภะเป็นอกุศลมูล
ฉันทะเป็นกุศลมูล

แต่บางครั้งโลภะกับฉันทะ
มันก็มีสภาพที่ไม่เที่ยงเป็นทุกข์
เป็นอนัตตาเหมือนกัน
ไม่ใช่ว่าโลภะเที่ยงไม่ใช่นะ

หรือว่าเวลาฉันทะเกิดขึ้นที่เป็นกุศล
เราก็อยากให้มันเที่ยง
แต่ทุกอย่างมันยังมีปัจจัยปรุง
มันเกิดได้มันก็ดับได้
เพราะเรายังไม่โอเค

เพราะฉะนั้นกุศลเหล่านี้ก็อาจจะดับไป
แล้วก็มีอกุศลหรืออารมณ์อื่นเข้ามาแทรกได้

หรือทำนองเดียวกันเราคิดว่าอกุศลมันเที่ยง
เราก็ไม่มีทางแก้ไขได้เลย
แล้วเราก็รู้ว่าโลภะมันก็เกิดแล้วมันก็ดับ
มันสามารถแก้ไขได้มันจะสนับสนุนให้เกิดอีก
มันก็ไม่เกิดช่วงนี้แหละ
มีสติมีปัญญาเข้ามาจะจัดการตรงนี้ แล้วกำหนด

แล้วกุศลเจตนานี้หรือกุศลฉันทะมันก็เกิดขึ้น
ฉันทะในการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน
ฉันทะในการมีอิทธิบาท 4
ข้อแรกเลยคือฉันทะ
ความพอใจไม่ใช่โลภะเป็นกุศล

เพราะฉะนั้นเราคิดกุศล
เราฟุ้งเรื่องกุศล
แต่คิดหรือฟุ้งเรื่องกุศล
มันก็เกิดได้ดับได้เหมือนกัน

ฉะนั้นก็ต้องระวังถ้ามันฟุ้งมากๆ
บางคนอกุศลมันก็เข้า

โอวาทธรรม
หลวงพ่อสมศักดิ์ โสรโท
พระครูภาวนาวราลังการ วิ.
ท่านเจ้าอาวาสวัดภัททันตะอาสภาราม
บ้านบึง จังหวัดชลบุรี
ถอดความโดย
คุณอัญญาเรศณ์ อิศเรนศวร์

"อสนฺเต นูปเสเวยฺย สนฺเต เสเวยฺย ปณฺฑิโต อสนฺโต นิรยํ เนนฺติ, สนฺโต ปาเปนฺติ สุคตึ. บัณฑิตไม่พึงคบอสัตบุรุษ พึงคบสัตบุรุ...
24/05/2026

"อสนฺเต นูปเสเวยฺย สนฺเต เสเวยฺย ปณฺฑิโต
อสนฺโต นิรยํ เนนฺติ, สนฺโต ปาเปนฺติ สุคตึ.
บัณฑิตไม่พึงคบอสัตบุรุษ พึงคบสัตบุรุษ เพราะอสัตบุรุษย่อม
นำไปสู่นรก สัตบุรุษย่อมให้ถึงสุคติ.
(โพธิสตฺต) ขุ. ชา. วีส. ๒๗/๔๓๗."
————————————————————
ในวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 หลวงพ่อพระครูภาวนาวราลังการ วิ. นำคณะปฏิบัติธรรม ณ ธัมเมกขสถูป ส่งสอบอารมณ์ พอได้เวลาสมควร นำคณะคืนศีล 8 รับศีล 5 ลา ธัมเมกขสถูป และปล่อยโยคีตามอัธยาศัย ก่อนเช้าที่ 19 จะนำคณะกลับประเทศไทย

“โย โข วิสาเข สตํ อรหนฺตมคฺคสมงฺคีนํ ภิกฺขูนํ ทานํ ทเทยฺยเอกสฺส อรหนฺตผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺนสฺส ทินฺนํ มหปฺผลตรํ”“ดูก่อน...
24/05/2026

“โย โข วิสาเข สตํ อรหนฺตมคฺคสมงฺคีนํ ภิกฺขูนํ ทานํ ทเทยฺย
เอกสฺส อรหนฺตผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺนสฺส ทินฺนํ มหปฺผลตรํ”
“ดูก่อนวิสาขา ผู้ใดถวายทานแก่ภิกษุผู้ปฏิบัติเพื่ออรหัตมรรค ๑๐๐ รูป
ยังมีผลน้อยกว่าถวายแก่ผู้บรรลุอรหัตผล ๑ รูป”
อ้างอิง: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ทักขิณาวิภังคสูตร มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ ข้อ ๗๐๙–๗๒๓
พระไตรปิฎกบาลี “ทกฺขิณาวิภงฺคสุตฺต” (Dakkhiṇāvibhaṅga Sutta)
------------------------------------------------
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง “ #ลำดับแห่งทักขิณาวิสุทธิ” หรือ #ความบริสุทธิ์แห่งทาน แก่ #นางวิสาขา โดยตรัสเปรียบเทียบอานิสงส์ของการถวายทานแก่สัตว์และบุคคลประเภทต่าง ๆ ไล่ตั้งแต่ทานที่มีอานิสงส์น้อย ไปจนถึงสูงสุด จนถึงการถวายสังฆทาน และการสร้างวิหารถวายสงฆ์

พระสูตรนี้ปรากฏใน #ทักขิณาวิภังคสูตร
(มัชฌิมนิกาย เล่ม ๑๔ พระไตรปิฎกไทย ข้อ ๗๐๙–๗๒๓ โดยประมาณ)

ข้อความสำคัญมีดังนี้

#ลำดับอานิสงส์แห่งทาน

#พระพุทธองค์ตรัสว่า

บุคคลให้ทานแก่สัตว์ดิรัจฉาน ๑๐๐ ตัว
มีผลไม่เท่ากับให้แก่ปุถุชนผู้ทุศีล ๑ คน

ให้แก่ปุถุชนผู้ทุศีล ๑๐๐ คน
ไม่เท่ากับให้แก่ปุถุชนผู้มีศีล ๑ คน

ให้แก่ปุถุชนผู้มีศีล ๑๐๐ คน
ไม่เท่ากับให้แก่บรรพชิตภายนอกผู้ได้ฌาน ๑ คน

ให้แก่บรรพชิตผู้ได้ฌาน ๑๐๐ คน
ไม่เท่ากับให้แก่พระโสดาปัตติมรรค ๑ คน

ให้แก่พระโสดาปัตติมรรค ๑๐๐ คน
ไม่เท่ากับให้แก่พระโสดาปัตติผล ๑ คน

ให้แก่พระโสดาปัตติผล ๑๐๐ คน
ไม่เท่ากับให้แก่พระสกทาคามิมรรค ๑ คน

ให้แก่พระสกทาคามิมรรค ๑๐๐ คน
ไม่เท่ากับให้แก่พระสกทาคามิผล ๑ คน

ให้แก่พระสกทาคามิผล ๑๐๐ คน
ไม่เท่ากับให้แก่พระอนาคามิมรรค ๑ คน

ให้แก่พระอนาคามิมรรค ๑๐๐ คน
ไม่เท่ากับให้แก่พระอนาคามิผล ๑ คน

ให้แก่พระอนาคามิผล ๑๐๐ คน
ไม่เท่ากับให้แก่พระอรหัตมรรค ๑ คน

ให้แก่พระอรหัตมรรค ๑๐๐ คน
ไม่เท่ากับให้แก่พระอรหัตผล ๑ คน

ให้แก่พระอรหัตผล ๑๐๐ คน
ไม่เท่ากับให้แก่พระปัจเจกพุทธเจ้า ๑ พระองค์

ให้แก่พระปัจเจกพุทธเจ้า ๑๐๐ พระองค์
ไม่เท่ากับถวายแด่พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ๑ พระองค์

ถวายแด่พระพุทธเจ้า ๑๐๐ พระองค์
ไม่เท่ากับถวายแก่พระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข

จากนั้นพระองค์ตรัสต่อว่า

#การสร้างวิหารทาน
บุคคลสร้างวิหารถวายสงฆ์จากทิศ ๔
อุทิศแก่สงฆ์ทั้งปัจจุบันและอนาคต
มีอานิสงส์ยิ่งใหญ่กว่าการถวายทานเฉพาะบุคคล

แต่พระองค์ยังทรงแสดงต่อไปว่า #แม้ทานนั้นยังไม่สูงสุด เพราะยังมี #ธรรมที่ประณีตกว่า ได้แก่

#ถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นสรณะ
#รักษาศีล ๕
#เจริญเมตตาจิต
#เจริญวิปัสสนาเห็นอนิจจังแม้ชั่วลัดนิ้วมือ

ซึ่งมีอานิสงส์สูงยิ่งกว่าทานทั้งหลาย

----------------------------------------------
#อนุโมทนาสาธุ #วัดภัททันตะอาสภาราม #ปฏิบัติธรรม #ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน #ปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน #สติปัฏฐานสี่ #สติปัฏฐาน4 #สติปัฏฐาน๔ #ลำดับทาน

"สุขา สทฺธา ปติฏฺฐิตา. ศรัทธาตั้งมั่นแล้ว นำสุขมาให้. ขุ. ธ. ๒๕/๕๙."————————————————-วันที่ 17 พฤษภาคม 2569 หลวงพ่อพระคร...
23/05/2026

"สุขา สทฺธา ปติฏฺฐิตา.
ศรัทธาตั้งมั่นแล้ว นำสุขมาให้.
ขุ. ธ. ๒๕/๕๙."
————————————————-
วันที่ 17 พฤษภาคม 2569 หลวงพ่อพระครูภาวนาวราลังการ วิ. นำคณะปฏิบัติต่อ ณ ธัมเมกขสถูป รัฐอุตตรประเทศ อินเดีย จำนวนทั้งสิ้น 30 รูป/คน

วันเดือนปีเปลี่ยนไปชีวิตเราที่ประกอบไปด้วยรูปกับนามก็เปลี่ยนตามไปด้วยบางครั้งถ้าเรามีความเพลิดเพลินก็จะลืมหรือเผลอไม่ได้...
22/05/2026

วันเดือนปีเปลี่ยนไป
ชีวิตเราที่ประกอบไปด้วยรูปกับนาม
ก็เปลี่ยนตามไปด้วย

บางครั้งถ้าเรามีความเพลิดเพลิน
ก็จะลืมหรือเผลอไม่ได้ตระหนักรู้ถึงความเปลี่ยนแปลง
แต่พอไม่ประมาทเลินเล่อในใจ
ใส่ใจจิตใจร่างกายเราก็จะเห็นถึงความเปลี่ยนแปลง

เวลาเปลี่ยนรูปกับนามเปลี่ยน
จริงๆรูปกับนามกายกับใจ
ก็เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดทุกขณะไม่ได้หยุดนิ่ง

มันมีการเคลื่อนไหวผลัดเปลี่ยนกันอยู่ตลอด
ถ้าเหตุปัจจัยมันยังอยู่ มันก็จะยังคงเป็นอย่างนี้อยู่ตลอด
คนที่ไม่เข้าใจความจริงก็ยึดถือว่า
สิ่งที่ปรากฏอยู่เป็นของเราเป็นเรา

คนที่รู้เข้าใจความจริงแล้ว
มันก็ไม่ใช่ถ้ามันใช่มันก็จะยังคงอยู่กับเราตลอดไป
ไม่ว่าจะเป็นสุขเป็นทุกข์
บางคนปรารถนาสุขความสุขก็ต้องอยู่ตลอด
แต่เดี๋ยวก็สุขเดี๋ยวก็ทุกข์เดี๋ยวก็ไม่สุขเดี๋ยวก็ไม่ทุกข์

บางครั้งความรู้สึกต่างๆเดี๋ยวก็ดีเดี๋ยวก็ร้าย
บางครั้งจิตใจเราก็แปรเปลี่ยนไปตามเหตุตามปัจจัย
บางครั้งเจออารมณ์ดีก็เป็นเหตุให้อารมณ์ดีด้วย
หรือบางครั้งถ้ามันไม่ดีแต่มีสติมีปัญญารู้เท่าทัน

มันก็เสวยแค่ความไม่สุขไม่ทุกข์
ความไม่ยินดีไม่ยินร้ายเกิดขึ้น
แต่ถ้าไม่ทันระวังไม่ทันกำหนด
ถ้าเป็นสิ่งที่เราชอบก็จะเผลอไปยินดี
หรือถ้าเป็นสิ่งที่เราไม่ชอบก็จะเผลอไปยินร้ายเข้าให้อีก

หรือถ้าสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับเราเลยเราก็จะเฉยๆ
เราก็จะอยู่ด้วยความไม่รู้อยู่ด้วยโมหะ
บางครั้งจิตใจก็เต็มไปด้วยความไม่รู้
เต็มไปด้วยความยึดถือต่างๆ

ยึดถือว่าชอบ
ยึดถือว่าไม่ชอบ
แล้วก็ยึดถือว่าเฉยๆ
ทุกสิ่งทุกอย่างโดยเฉพาะสภาพของมัน

ถ้ามันเป็นเรา
มันก็จะต้องเที่ยง
ถ้ามันเป็นเราจริงๆมันจะต้องทนอยู่ในสภาพแบบนั้น
ถ้ามันเป็นเราจริงๆมันจะต้องบังคับได้

แต่สภาพเหล่านั้นมันไม่เคยมีให้เราได้ชื่นใจเลย
มันเปลี่ยนตลอดเพียงแต่เราไม่เห็น
แล้วก็หลงคิดไปเองว่ามันเที่ยง
หลงคิดไปเองว่ามันคงทนถาวรอยู่กับเราได้ตลอดไป
แต่แท้ที่จริงมันมีแต่สิ่งชั่วคราวเท่านั้น

บางครั้งเราก็เผลอไปว่ามันบังคับได้
แต่แท้ที่จริงแล้วไปบังคับมันไม่ได้
เลยบังคับไม่ให้มันแก่ก็ไม่ได้
ไม่ให้มันเจ็บก็ไม่ได้ไม่ให้มันตายก็ไม่ได้

ถึงเวลาที่แก่ก็ต้องแก่
ถึงเวลาที่เจ็บไข้ได้ป่วยก็ต้องเจ็บไข้ได้ป่วย
ถึงเวลาตายก็ตายจากไป
เป็นอยู่อย่างนี้ตลอดคนแล้วคนเล่า

ไม่เฉพาะเราเขาก็เป็นด้วย
ตราบใดที่ยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่

ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจ
ถึงแม้เราจะปฏิบัติแต่ไม่รู้สภาวะตามเป็นจริง
ไม่เข้าใจสิ่งที่มีจริง บางครั้งก็ยังหลงอยู่นั่นแหละ

หลงยึดหลงถือว่าทำไม
เรายังต้องพอใจไม่พอใจเวลาถูกกระทบ
เวลาเจอสิ่งที่ถูกใจสิ่งที่ไม่ถูกใจ
ความเป็นเรามันเกิดขึ้นจริงๆ

มันก็เกิดขึ้นตามสัญชาตญาณ
ในการปกป้องอัตตานั่นแหละ
เพื่อให้มันรอด

ถ้าไม่เป็นอย่างนั้นบางครั้งมันก็ไม่รอด
ก็อาจจะถูกบุคคลอื่น
สัตว์อื่นหรือสิ่งอื่นบีบคั้น
หรือทำร้ายให้มีอันต้องล่วงไปก็ได้

มันก็เป็นกลไกของสิ่งที่เรียกว่านั่นคือธรรมชาติ
หรือบางครั้งก็เรียกว่าธรรมมะนิยาม
เป็นธรรมะเป็นความจริง

ถ้าเรายังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่
หรือเป็นความจริงที่ว่าเมื่อเหตุปัจจัยมันยังมี
มันก็จะต้องเป็นอย่างนั้นอยู่ตลอด
ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจอย่างถูกต้อง
ก็จะทุกข์กับสิ่งนั้นแหละเพราะยึดถือ

โอวาทธรรม
หลวงพ่อสมศักดิ์ โสรโท
พระครูภาวนาวราลังการ วิ.
ท่านเจ้าอาวาสวัดภัททันตะอาสภาราม
บ้านบึง จังหวัดชลบุรี
ถอดความโดย
คุณอัญญาเรศณ์ อิศเรนศวร์

"ภทฺโท สปฺปุริเสหิ สงฺคโม. การสมาคมกับคนดี เป็นความเจริญ. ขุ. เถร. ๒๖/๔๐๕."—————————————————-วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 หลวง...
22/05/2026

"ภทฺโท สปฺปุริเสหิ สงฺคโม.
การสมาคมกับคนดี เป็นความเจริญ.
ขุ. เถร. ๒๖/๔๐๕."
—————————————————-
วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 หลวงพ่อพระครูภาวนาวราลังการ วิ.ได้นำคณะขึ้นรถไฟความเร็วสูง จากเมืองคยา จุดหมายคือ สารนารถ และดูความเป็นพาราณสี ช่วงค่ำคืน ได้เวลาพอสมควร นำคณะกลับที่พัก วัดไทยพาราณสีพุทธวิปัสสนา สารนารถ ประเทศอินเดีย เพื่อปฏิบัติธรรม ณ สถานธัมเมกขสถูป

เหมือนการประพฤติ การปฏิบัติถ้าเรายังยึดถืออยู่ อย่างใดอย่างหนึ่งมันก็วนไปวนมา แต่ถ้าเราไม่ได้ยึดไม่ได้ถือ มันก็เหมือนเรา...
21/05/2026

เหมือนการประพฤติ การปฏิบัติ
ถ้าเรายังยึดถืออยู่ อย่างใดอย่างหนึ่ง
มันก็วนไปวนมา แต่ถ้าเราไม่ได้ยึด
ไม่ได้ถือ มันก็เหมือนเราทำความสะอาดใจอยู่เสมอ

มันเกิดมันดับอยู่ตลอด
มันก็เหมือนใจนี้ก็ผ่องใส
ใจนี้ไม่มีอุปทาน ยึดถือในความเป็นสัตว์
เป็นบุคคลเป็นเราเป็นเขามีอิสระจากกิเลส
จากความยึดมั่นถือมั่นทั้งหลาย

แต่บางครั้ง คนเราไปจดไปจำ
ไปยึดถือสิ่งโน้นสิ่งนี้มาเยอะ
ก็เลยคิดว่ามันจะต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้

บางครั้งมันเหมือนว่า
จินตนาการไปไกลเกินไปในบางเรื่อง
มันก็เลยแยกแยะอะไรไม่ถูก
อะไรรูป อะไรนาม
หรือรูปหรือนามมันเกิดมันดับ

บางครั้งก็ไม่ค่อยเข้าใจสภาวะ
หรือความเป็นจริงเหล่านี้
ก็เลยเป็นความรู้สึกที่ไปยึดถือ
ว่าจะต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้

เราไปเข้าใจเอาเอง
ธรรมะก็คือธรรมะ ความจริงก็คือความจริง
ไม่ได้เป็นอื่น แต่ความรู้สึกของเรา
คนที่ยึดถือเรื่องใดเรื่องนั้น ก็เลยเป็นทุกข์

ยึดถือว่าเป็นสัตว์เรียกว่าสัตว์
ถือว่าเป็นคนเป็นบุคคล
ยึดถือว่าเป็นเรา
ก็สำคัญมั่นหมายว่าเป็นเรา
มันก็ไปเรื่อยตามเหตุตามปัจจัย

แต่ถ้าไม่มีความยึดถือ
ว่าเป็นนั่นเป็นนี่สภาวะความจริง
มันก็เป็นอย่างที่เป็น เป็นอย่างที่เห็น
เป็นอย่างที่รู้สึก ทนอยู่ในสภาพเดิมได้ยาก

ก็คงเป็นอยู่อย่างนั้น แล้วทุกสิ่งทุกอย่าง
มันเป็นกลุ่ม เป็นก้อนกันอยู่
เพราะมันอาศัยกันแท้ที่จริง
แล้วมันก็ไม่ใช่เรา มันไม่ใช่อัตตา
มันเป็นเพียงแค่ชั่วคราว

ฉะนั้นบางอย่างมันเหมือนกับว่า
ทำไมบังคับไม่ได้ แต่บางอย่างบังคับได้
แต่ก็เป็นเพียงชั่วคราว
พอนานๆเข้ามันก็เปลี่ยนไปแล้ว

ไม่อยู่ในอำนาจ เราก็เลยทุกข์กับเรื่องนั้นๆ
เวลาได้ก็ดีใจหัวเราะปลื้มใจ
มีความสุขเวลาที่มีความรัก หรือสมหวังในความรัก
ก็จะรู้สึกว่ามันมีแต่เรื่องก็หอมหวาน
ไปหมดทุกเรื่อง

พูดอะไรก็ดูดี แต่พอมันเปลี่ยนไป
มันไม่ได้ดั่งใจ มันผิดหวังมันไม่สมหวัง
มันกลายเป็นรสขมรสเผ็ด
มันเป็นอะไรที่ทุกข์ ที่ทรมาน

ทำอย่างไรที่นำมันออกไปให้เร็วที่สุด
แต่ยิ่งพยายามก็ยิ่งเหมือนกับทุกข์ยิ่งกว่าเดิม
เคยหัวเราะเคยยิ้มเคยร่าเริงเคยเบิกบาน
กลายเป็นซึมเศร้าไม่กระตือรือร้น
ไม่กระปรี้กระเป่า ไม่กระฉับกระเฉง
ไม่ร่าเริงเหมือนเมื่อก่อน

ก็จะเห็นว่านี่แหละเรายึดกับอะไร
ก็เป็นอย่างนั้น
บางครั้งจิตใจหรืออารมณ์พวกนี้
มันก็ส่งผลถึงรูปคือร่างกายเรา

บางครั้งกินไม่ได้นอนไม่หลับ
ไม่อยากออกกำลังกาย
การงานก็ไม่อยากทำ
ความเจ็บไข้ได้ป่วยทางกายก็ตามมา

บางคนโรคที่ไม่เคยเป็นก็เป็น
เพราะความเครียดเรื่องความชอบใจ
เรื่องความเสียใจ
เกิดอภิชชาโทมนัส

ผู้เจริญสติปัฏฐานพระพุทธเจ้าบอกว่า
กำจัดอภิชชาและโทมนัสได้แล้ว
ทุกข์ทางกายมันก็จะบรรเทาไป
ทุกข์ทางใจมันก็จะบรรเทาไป
หรือบางครั้งก็หายไป

ถ้ามันไม่มีสมมติฐานมาจากกิเลส
โรคทางใจมันก็หายส่วนใหญ่
มันมีสมมติฐานมาจากความไม่รู้
เพราะความไม่รู้ก็ยึดถือ

พอกำหนดแล้วมันไม่ยึดถือ
มันก็เลยมีอิสระจากความชอบ
และความไม่ชอบใจ
มันก็เลยอยู่เหนือความรู้สึกที่เป็นสัตว์ บุคคล
ตัวตน เรา เขานั่นแหละ

เมื่อมันเหนืออยู่สิ่งเหล่านี้
สิ่งเหล่านี้มันก็เป็นไปตามสิ่งที่มันเป็น
แต่มันไม่เที่ยง มันก็ไม่เที่ยงปรากฏอยู่
เป็นปกติ มันทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้

มันก็ทนอยู่ในสภาพนี้ไม่ได้ มันเป็นอนัตตา
มันก็ยังคงเป็นอนัตตา เราไม่เข้าใจ
เราจะไปบังคับ จะไปทำให้มันได้ดั่งใจ
ทุกเรื่องทุกอย่างมันก็ลำบากแล้ว

โอวาทธรรม
หลวงพ่อสมศักดิ์ โสรโท
พระครูภาวนาวราลังการ วิ.
ท่านเจ้าอาวาสวัดภัททันตะอาสภาราม
บ้านบึง จังหวัดชลบุรี
ถอดความโดย
คุณอัญญาเรศณ์ อิศเรนศวร์

ที่อยู่

118/1 หมู่. 1 บ้านหนองปรือ ตำบลหนองไผ่แก้ว อำเภอบ้านบึง
Chon Buri
20220

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 17:00
อังคาร 08:00 - 17:00
พุธ 08:00 - 17:00
พฤหัสบดี 08:00 - 17:00
ศุกร์ 08:00 - 17:00
เสาร์ 08:00 - 17:00
อาทิตย์ 08:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

038-160-509

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ศิษย์วัดภัททันตะอาสภารามผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง ศิษย์วัดภัททันตะอาสภาราม:

แชร์