วัดยางทองตั้งอยู่ที่ เลขที่ 100 ม.4 ต้นปูเลย อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่
วัดยางทองแต่ก่อน ชื่อวัดสิงห์แก้ว(วัดพระสิงห์่แก้ว)บ้างตามแต่จะเรียกในสมัยนั้น ก่อสร้างเมื่อในปีไหนไม่ปรากฎ หลักฐานแน่ชัดเท่าที่ค้นคว้าสืบถามจากผู้เฒ่าผู้แก่ภายในหมู่บ้าน ว่าวัดยางทองหรือวัดพระสิงห์นั้นเป็นวัดร้าง สร้างในสมัยกษัตริในราชวงค์มังราย แต่มาเป็นวัดร้างในสมัยพระเจ้าแม่ฎุวิสุธิวงค์อดีตเจ้าผู้ครองล้านนาองค์สุดท้าย องค์ที่
๑๘ ผู้คนแถวนี้จึงถูกต้อนไปพม่าทำให้วัดพระสิงห์แก้วถูกทิ้งให้เป็นวัดร้าง ร่วม ๒๐๐ ปีจึงทำให้ถาวรวัตถุต่างๆ ล่มสลาย(สันนิฐานจากโบราณสถานที่มีในหมู่บ้านมีวัดร้างอยู่หลายวัดในสมัยนั้น)ไปตามกาลเวลาบ้างก็โดนระเบิด พม่าเอาไปเมืองพม่าบ้าง กุฎิ วิหาร ธาตุ ต่างล้มสลายไป พอถึง พ.ศ. ๒๓๒๐-๒๓๒๕ ซึ่งตรงกับยุคของพระเจ้ากาวิละ เชื่อเจ้า ๗ ตน(ยุคพื้นม่าน) ซึ้งทางล้านนา ได้ขับไล่ พม่าออกเมืองไป ประชาชนเลยมาตั้งถิ่นฐานกระจัดกระจาย อยู่กันไป และในปีพ.ศ.๒๓๒๕นี้เองมีพระรูปหนึ่ง ชื่อพระครูบาอินตา เป็นคนบ้านยางทอง โดยกำเนิดจึงได้รวมชาวบ้านมาทำการบูรณะยังวัดร้างพระสิงห์แก้วนี้ คือได้ทำการ ก่อสร้าง วิหาร อุโบสถ โฮงหลวง(กุฎิ) พร้อมกันได้ปั้นพระประธานด้วยมือท่านเองและได้พระมหากรุณาธิคุณ จากสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก(รัชกาลที่๑) กับเจ้าหลวงเมืองเชียงใหม่ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา
เมื่อปีพ.ศ.๒๓๓๕ และได้ผูกพัธสีมาในปีนั้น และยังใช้อุโบสถหลังนี้เป็นประจำตลอดมา ข้างในอุโบสถเป็นทรงล้านามีพระประธานปางไสยาณ์(พระนอน)มีพระพักต์ อิ่มเอิบ น่ากราบไหว้บูชา เป็นอย่างยิ่ง ไม่น้อยว่าพระประธานในวิหารหลวงเลย สาเหตุที่ต้องเปลี่ยนชื่อวัดพระสิงห์แก้วมีอยู่ ๒ ประการ
ประการที่๑ เพราะหลังจากครูบาอินตาได้มาบูรณะแล้วได้มีต้นยาง น้อยใหญ่ ขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก จึงอาศัยจะได้เรียกให้คล้องกับที่มีต้นยาง จึงไห้ชื่อว่าวัดป่ายางไก่ดำ แต่พออีกไม่นาน เห็นชื่อวัดยาวไปเกรงจะเรียกกันไม่ถนัด จึงมาเป็นวัดป่ายางทอง และได้ให้ชื่อกับกรมศาสนาว่าวัดยางทองจนทุกถึงวันนี้