AIC ศูนย์วัฒนธรรมอิสลามมัสยิดอัตตักวา

AIC ศูนย์วัฒนธรรมอิสลามมัสยิดอัตตักวา ศูนย์รวมวัฒนธรรม เลิศล้ำหลักศรัทธา พัฒนาการเรียนรู้

18/08/2026

☝️ แสงของอัลลอฮ์… ไม่มีใครดับได้ 🕊️
อดีตแร็ปเปอร์ชื่อดังชาวอเมริกัน
มุตออ์ บีล (Mutah Beale) หรือที่หลายคนรู้จักในนาม Napoleon จากวง Outlawz ของ 2Pac
ได้ฝากข้อความหนักแน่นถึงบรรดาอินฟลูเอนเซอร์ พอดแคสเตอร์ และผู้ที่ใช้โซเชียลมีเดียสร้างความเกลียดชัง บิดเบือน และโกหกใส่อิสลามว่า:
“พวกคุณอาจจะโจมตีอิสลาม เยาะเย้ย และพยายามปลุกระดมให้ผู้คนเกลียดชังอิสลามได้
แต่จำไว้… แสงสว่างของอัลลอฮ์นั้น ไม่มีใครดับมันได้”
เขาย้ำเตือนด้วยดำรัสของอัลลอฮ์ ตะอาลา:
﴿ يُرِيدُونَ لِيُطْفِئُوا نُورَ اللَّهِ بِأَفْوَاهِهِمْ وَاللَّهُ مُتِمُّ نُورِهِ وَلَوْ كَرِهَ الْكَافِرُونَ ﴾
[อัศ-ศ็อฟฟ์ : 8]
“พวกเขาต้องการจะดับแสงสว่างของอัลลอฮ์ด้วยปากของพวกเขา
แต่อัลลอฮ์จะทรงทำให้แสงสว่างของพระองค์สมบูรณ์
ถึงแม้ว่าบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาจะรังเกียจก็ตาม”
ซุบฮานัลลอฮ์…
ยิ่งพวกเขาพยายามบิดเบือน ยิ่งมีผู้คนมากมายได้เห็นความจริง
และยิ่งทำให้อิสลามเจิดจรัสมากขึ้น
اللهم أظهر الحق واهدِ من يبحث عن الحقيقة بصدق
โอ้อัลลอฮ์ ขอพระองค์ทรงทำให้ความจริงปรากฏ
และทรงนำทางผู้ที่แสวงหาความจริงอย่างบริสุทธิ์ใจด้วยเถิด 🤲🏻
#อิสลาม #แสงแห่งอิสลาม #มุตออ์บีล #อิสลามคือความจริง

18/08/2026

ชาวยิวแห่งมะดีนะฮ์

จากพันธมิตรผู้มั่งคั่ง สู่ความขัดแย้ง และบทเรียนรัฐศาสตร์ในยุคท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ

เมื่อกล่าวถึงประวัติศาสตร์อิสลามในช่วงฮิจเราะฮ์ ภาพที่ปรากฏไม่ได้มีเพียงการอพยพของท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ จากมักกะฮ์สู่มะดีนะฮ์ แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสังคมและรัฐใหม่ที่ประกอบด้วยผู้คนหลากหลายเผ่าพันธุ์ ศาสนา และผลประโยชน์

มะดีนะฮ์ หรือยัษริบในอดีต เป็นเมืองโอเอซิสที่มีความสำคัญทางการเกษตรและการค้า มีชนเผ่าอาหรับและชุมชนชาวยิวอาศัยอยู่ร่วมกันมายาวนาน

ในบรรดาชุมชนเหล่านั้น ชาวยิวมีบทบาทสำคัญทั้งด้านเกษตรกรรม การค้า งานช่าง และเครือข่ายเศรษฐกิจ

สามกลุ่มที่ปรากฏเด่นชัดในประวัติศาสตร์มะดีนะฮ์ ได้แก่

บะนูก็อยนุกออ์
บะนูนเฎียร์
บะนูกุร็อยเซาะฮ์

แต่ละกลุ่มมีฐานที่มั่นและเครือข่ายพันธมิตรของตนเอง ทำให้การเมืองของมะดีนะฮ์ก่อนฮิจเราะฮ์มีลักษณะเป็นสังคมที่ประกอบด้วยหลายศูนย์อำนาจ

ชาวยิวแห่งมะดีนะฮ์ : ศาสนา ความรู้ และเศรษฐกิจ

ชาวยิวเป็น อะฮ์ลุลกิตาบ หรือ “ชาวคัมภีร์” มีคัมภีร์เตารอต มีความรู้ด้านศาสนา การอ่านและการเขียน และมีวัฒนธรรมที่สืบทอดมายาวนาน

ในสังคมโอเอซิส การถือครองที่ดินและสวนอินทผลัมมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะอินทผลัมไม่ได้เป็นเพียงอาหาร แต่เป็นทรัพย์สินและแหล่งรายได้

บะนูนเฎียร์และบะนูกุร็อยเซาะฮ์มีฐานการเกษตรและสวนอินทผลัม ขณะที่บะนูก็อยนุกออ์มีชื่อเสียงด้านการค้าและงานช่าง โดยเฉพาะช่างทองและช่างโลหะ

ระบบเศรษฐกิจในยุคนั้นยังมีการกู้ยืมและการคิดดอกเบี้ย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเงินในสังคมอาหรับก่อนอิสลาม

ดังนั้น หากมองในเชิงรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ จะเห็นว่าชุมชนชาวยิวไม่ได้มีบทบาทเฉพาะด้านศาสนา แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างอำนาจทางเศรษฐกิจของยัษริบ

ฮิจเราะฮ์ : จุดเริ่มต้นของรัฐมะดีนะฮ์

ปี ค.ศ. 622 ท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ เดินทางจากมักกะฮ์มายังยัษริบ

การมาถึงของท่านไม่ได้หมายถึงการสร้างชุมชนมุสลิมเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการสร้างระเบียบสังคมและการเมืองใหม่

ท่านนบี ﷺ ต้องบริหารสังคมที่ประกอบด้วย

- มุฮาญิรีนจากมักกะฮ์
- อันศอรจากชนเผ่าเอาส์และคอซร็อจ
- ชุมชนชาวยิว
- กลุ่มชนเผ่าและพันธมิตรอื่น ๆ

จึงจำเป็นต้องมีกติกากลางสำหรับการอยู่ร่วมกัน

เอกสารสำคัญที่เกิดขึ้นคือ เศาะฮีฟะฮ์แห่งมะดีนะฮ์ (Ṣaḥīfat al-Madīnah) หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า “ธรรมนูญแห่งมะดีนะฮ์”

เอกสารนี้กำหนดสิทธิ หน้าที่ และความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ภายในเมือง

เสรีภาพทางศาสนาและพันธะด้านความมั่นคง

หนึ่งในหลักสำคัญของระบบมะดีนะฮ์ คือการยอมรับว่าชาวยิวยังคงนับถือศาสนาของตนเองได้

พวกเขามีสิทธิในชีวิต ทรัพย์สิน และการดำรงอัตลักษณ์ทางศาสนา ภายใต้กรอบของข้อตกลงร่วมกัน

แต่สิทธิดังกล่าวมาพร้อมกับหน้าที่

หากมะดีนะฮ์ถูกโจมตีจากศัตรูภายนอก กลุ่มต่าง ๆ ที่อยู่ภายใต้ข้อตกลงมีพันธะในการร่วมปกป้องเมือง

และที่สำคัญคือ

ห้ามช่วยเหลือศัตรูของมะดีนะฮ์

หลักการนี้สะท้อนแนวคิดสำคัญของรัฐยุคแรกว่า

«สิทธิในการอยู่ร่วมกันมาพร้อมกับหน้าที่ในการรักษาความมั่นคงร่วมกัน»

การสร้างตลาดมะดีนะฮ์ : เศรษฐกิจที่เป็นอิสระ

นอกจากการสร้างระบบการเมือง ท่านนบี ﷺ ยังให้ความสำคัญกับระบบเศรษฐกิจ

มีการจัดพื้นที่ตลาดสำหรับชาวมุสลิมในมะดีนะฮ์ เพื่อให้ชุมชนสามารถทำการค้าได้อย่างอิสระ และลดการผูกขาดทางเศรษฐกิจ

ตลาดในระบบอิสลามให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมในการซื้อขาย ห้ามการโกง การกักตุน และการเอาเปรียบ

เศรษฐกิจจึงไม่ได้ถูกแยกออกจากการสร้างรัฐ

เพราะตลาดคือแหล่งรายได้ ขณะที่ความมั่นคงทางอาหารและทรัพย์สินคือส่วนหนึ่งของความมั่นคงของเมือง

จุดเปลี่ยน : เมื่อพันธมิตรกลายเป็นความขัดแย้ง

ในช่วงแรก ความสัมพันธ์ระหว่างชาวมุสลิมกับชุมชนชาวยิวอยู่ภายใต้ข้อตกลง

แต่เมื่อมะดีนะฮ์เข้าสู่ภาวะสงครามกับมักกะฮ์ ความสัมพันธ์ทางการเมืองก็เริ่มเปลี่ยนแปลง

ความขัดแย้งเกิดขึ้นเป็นรายกลุ่ม ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันกับชาวยิวทั้งหมด

สามเหตุการณ์สำคัญจึงเกิดขึ้นตามลำดับ

บะนูก็อยนุกออ์ : จุดเริ่มต้นของการขับไล่

หลังชัยชนะของมุสลิมในยุทธการบัดร์ ค.ศ. 624 ความสัมพันธ์ในมะดีนะฮ์ตึงเครียดขึ้น

เกิดเหตุการณ์ในตลาดบะนูก็อยนุกออ์ เมื่อหญิงมุสลิมคนหนึ่งถูกกลั่นแกล้งและเกิดการทะเลาะวิวาทจนมีผู้เสียชีวิต

เหตุการณ์ลุกลามเป็นความขัดแย้งระหว่างชุมชน

ท่านนบี ﷺ นำกำลังเข้าปิดล้อมฐานที่มั่นของบะนูก็อยนุกออ์เป็นเวลาประมาณ 15 วัน

ในที่สุดพวกเขายอมจำนน

ท่านนบี ﷺ มีคำสั่งให้บะนูก็อยนุกออ์ออกจากมะดีนะฮ์ โดยได้รับอนุญาตให้นำครอบครัวและทรัพย์สินไปด้วย แต่ไม่ให้นำอาวุธ

พวกเขาจึงอพยพออกจากมะดีนะฮ์ไปทางตอนเหนือ และต่อมาไปตั้งหลักในดินแดนชาม

นี่เป็นครั้งแรกที่ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐมะดีนะฮ์กับชุมชนยิวกลุ่มหนึ่งเปลี่ยนจากพันธมิตรไปสู่การขับไล่

บะนูนเฎียร์ : แผนลอบสังหารผู้นำรัฐ

ปี ค.ศ. 625 เกิดเหตุการณ์กับบะนูนเฎียร์

ท่านนบี ﷺ เดินทางไปพบพวกเขาเพื่อหารือเกี่ยวกับเรื่องค่าชดเชยตามพันธะที่มีอยู่

ระหว่างการเจรจา มีการวางแผนลอบสังหารท่านนบี ﷺ ด้วยการทิ้งก้อนหินจากด้านบนของอาคาร

เมื่อแผนดังกล่าวถูกเปิดเผย ท่านนบี ﷺ เดินทางกลับมะดีนะฮ์และมีคำสั่งให้บะนูนเฎียร์ออกจากเมือง

เกิดการปิดล้อมฐานที่มั่นของพวกเขาเป็นเวลาหลายวัน

ในที่สุดบะนูนเฎียร์ยอมจำนนและได้รับอนุญาตให้อพยพออกจากมะดีนะฮ์ โดยนำทรัพย์สินติดตัวไปได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด

คนจำนวนมากเดินทางไปยัง ค็อยบัร ซึ่งต่อมากลายเป็นศูนย์กลางสำคัญของชุมชนชาวยิวทางตอนเหนือ

เหตุการณ์นี้ทำให้ค็อยบัรเริ่มมีความสำคัญทางการเมืองมากขึ้น

บะนูกุร็อยเซาะฮ์ : วิกฤตความมั่นคงในสงครามค็อนดัก

ปี ค.ศ. 627 มะดีนะฮ์เผชิญวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุด เมื่อกองกำลังพันธมิตรจากหลายเผ่ายกทัพมาล้อมเมือง

นี่คือสงครามอัลอะห์ซาบ หรือสงครามค็อนดัก

ในช่วงเวลาที่เมืองถูกล้อม ความสัมพันธ์กับบะนูกุร็อยเซาะฮ์กลายเป็นประเด็นด้านความมั่นคงอย่างรุนแรง

ตามประวัติศาสตร์อิสลาม บะนูกุร็อยเซาะฮ์ถูกกล่าวหาว่าละเมิดข้อตกลงและติดต่อกับฝ่ายศัตรู ทำให้มะดีนะฮ์เสี่ยงต่อการถูกโจมตีจากด้านหลัง

เมื่อกองทัพพันธมิตรถอนกำลังออกไป ท่านนบี ﷺ จึงสั่งให้กองทัพมุสลิมดำเนินการกับบะนูกุร็อยเซาะฮ์

พวกเขาถูกปิดล้อมเป็นเวลาหลายวัน ก่อนยอมจำนน

จากนั้นมีการแต่งตั้ง สะอัด อิบนุ มุอ๊าซ ให้เป็นผู้ตัดสิน

สะอัดตัดสินให้ชายที่เป็นนักรบถูกประหารชีวิต และผู้หญิงกับเด็กถูกจับเป็นเชลย

ท่านนบี ﷺ รับรองคำตัดสินดังกล่าว

เหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างมุสลิมกับชุมชนยิวในมะดีนะฮ์ และเกิดขึ้นภายใต้บริบทของสงครามและข้อกล่าวหาการทรยศต่อข้อตกลงในช่วงที่เมืองกำลังเผชิญภัยคุกคามจากกองทัพพันธมิตร

ค็อยบัร : การเผชิญหน้าครั้งสุดท้ายและชัยชนะของมุสลิม

หลังชาวยิวจำนวนหนึ่งจากมะดีนะฮ์อพยพไปยังค็อยบัร เมืองแห่งนี้กลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของชุมชนชาวยิวในแถบฮิญาซ

ค็อยบัรมีทรัพยากรทางการเกษตรจำนวนมาก โดยเฉพาะสวนอินทผลัม และมีป้อมปราการหลายแห่ง

ในปี ค.ศ. 628 ท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ นำกองทัพไปยังค็อยบัร

หลังการสู้รบ ป้อมปราการต่าง ๆ ของค็อยบัรถูกยึดครอง และมุสลิมได้รับชัยชนะ

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังชัยชนะกลับน่าสนใจอย่างมาก

ชาวยิวไม่ได้ถูกกำจัดออกจากพื้นที่ทั้งหมด

พวกเขาขออนุญาตอยู่ทำการเกษตรต่อ เพราะมีความเชี่ยวชาญในการดูแลสวนอินทผลัม

ท่านนบี ﷺ จึงอนุญาตให้พวกเขาอยู่และทำงานต่อ โดยแบ่งผลผลิตทางการเกษตรให้ฝ่ายมุสลิมครึ่งหนึ่ง

นี่คือรูปแบบความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นหลังสงคราม

ผู้แพ้ในสงครามยังสามารถเป็นผู้ผลิตในระบบเศรษฐกิจของรัฐใหม่ได้

บทเรียนจากค็อยบัร : ชัยชนะไม่จำเป็นต้องหมายถึงการทำลาย

เรื่องราวค็อยบัรสะท้อนให้เห็นว่า การเมืองและเศรษฐกิจสามารถแยกออกจากกันได้

ในสนามรบ ทั้งสองฝ่ายอาจเป็นคู่สงคราม

แต่หลังสงคราม ผู้ที่มีความรู้และทักษะทางเศรษฐกิจก็ยังสามารถกลับมาทำงานร่วมกับรัฐได้

ชาวยิวแห่งค็อยบัรมีความรู้ด้านการเกษตรและสวนอินทผลัม

แทนที่จะทำลายระบบการผลิตทั้งหมด จึงเกิดรูปแบบแบ่งผลผลิตขึ้น

นี่เป็นตัวอย่างสำคัญของการบริหารทรัพยากรหลังสงคราม

สิ่งที่ประวัติศาสตร์มะดีนะฮ์บอกเรา

เมื่อมองเหตุการณ์ตั้งแต่ฮิจเราะฮ์จนถึงค็อยบัร จะเห็นลำดับทางการเมืองที่ชัดเจน

เริ่มต้นด้วยการอยู่ร่วมกัน



สร้างพันธสัญญาร่วมกัน



กำหนดสิทธิและหน้าที่



เกิดความขัดแย้งกับบางกลุ่ม



เกิดการละเมิดข้อตกลงและภัยด้านความมั่นคง



รัฐใช้มาตรการทางทหาร



เกิดการขับไล่หรือการลงโทษตามสถานการณ์



หลังชัยชนะมีการจัดระเบียบเศรษฐกิจใหม่

นี่จึงเป็นประวัติศาสตร์ของ การสร้างรัฐและการรักษาความมั่นคง มากกว่าจะเป็นเพียงเรื่องความขัดแย้งทางศาสนา

ไม่ใช่เรื่อง “มุสลิมกับยิว” แต่เป็นเรื่อง “สัญญากับความมั่นคง”

บทเรียนสำคัญที่สุดจากประวัติศาสตร์มะดีนะฮ์ คือ ท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ ไม่ได้ปฏิบัติต่อชาวยิวทุกคนในแบบเดียวกัน

มีทั้งการทำข้อตกลง การอยู่ร่วมกัน การค้าขาย การทำการเกษตร และการเป็นพันธมิตร

ขณะเดียวกัน เมื่อเกิดความขัดแย้งกับกลุ่มใด มาตรการก็เกิดขึ้นกับกลุ่มนั้น

ดังนั้น การนำเหตุการณ์ในมะดีนะฮ์ไปตีความว่าเป็น “ความเกลียดชังต่อชาวยิวเพราะเป็นชาวยิว” จึงไม่สอดคล้องกับภาพรวมของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ในทางกลับกัน ประวัติศาสตร์ชุดนี้สะท้อนหลักการทางการเมืองที่สำคัญว่า

ความแตกต่างทางศาสนาสามารถอยู่ร่วมกันได้ภายใต้พันธสัญญา

แต่

การรักษาพันธสัญญาและความมั่นคงของสังคมเป็นเงื่อนไขสำคัญของการอยู่ร่วมกัน

มะดีนะฮ์ : ห้องเรียนรัฐศาสตร์แห่งโลกอิสลาม

หากมองประวัติศาสตร์มะดีนะฮ์ในภาพใหญ่ จะเห็นว่าท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ ไม่ได้เพียงสร้างชุมชนทางศาสนา แต่ยังสร้างระบบการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคงขึ้นพร้อมกัน

พระองค์สร้างพันธมิตรระหว่างผู้คนที่แตกต่างกัน

สร้างกติกาสำหรับสังคม

รับรองการดำรงอยู่ของชุมชนต่างศาสนา

สร้างระบบตลาด

จัดการกับภัยคุกคามจากภายนอก

และเมื่อเกิดการละเมิดข้อตกลง ก็ใช้มาตรการทางการเมืองและการทหารเพื่อปกป้องรัฐมะดีนะฮ์

เรื่องราวของชาวยิวแห่งมะดีนะฮ์จึงเป็นบทหนึ่งที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจาก สังคมชนเผ่า → สังคมพันธมิตร → รัฐมะดีนะฮ์

และเป็นบทเรียนว่า

«รัฐจะดำรงอยู่ได้เมื่อสิทธิและหน้าที่เดินไปพร้อมกัน การอยู่ร่วมกันต้องมีข้อตกลง และข้อตกลงจะมีความหมายก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายเคารพและรักษามัน»

ประวัติศาสตร์มะดีนะฮ์จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของอดีต หากเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ที่ทำให้เราเข้าใจว่า ในโลกที่เต็มไปด้วยความแตกต่างทางศาสนา ชาติพันธุ์ และผลประโยชน์ การสร้างสังคมที่มั่นคงจำเป็นต้องอาศัยทั้ง ศรัทธา กติกา ความยุติธรรม เศรษฐกิจ และความมั่นคง ไปพร้อมกัน

แหล่งอ้างอิง

1. อัลกุรอาน — โดยเฉพาะ ซูเราะฮ์อัลอันฟาล 8:58 และซูเราะฮ์อัลอะห์ซาบ 33:26–27
2. Ṣaḥīḥ al-Bukhārī — รายงานเหตุการณ์บะนูกุร็อยเซาะฮ์และคำตัดสินของสะอัด อิบนุ มุอ๊าซ
3. Ṣaḥīḥ al-Bukhārī และ Ṣaḥīḥ Muslim — รายงานข้อตกลงเกี่ยวกับการทำเกษตรในค็อยบัร
4. Ibn Hishām, Al-Sīrah al-Nabawiyyah
5. Ibn Isḥāq, Sīrat Rasūl Allāh
6. W. Montgomery Watt, Muhammad at Medina, Oxford University Press, 1956
7. Martin Lings, Muhammad: His Life Based on the Earliest Sources, 1983
8. Muhammad Husayn Haykal, The Life of Muhammad
9. Michael Lecker, The Constitution of Medina: Muhammad's First Legal Document
10. R. B. Serjeant, “The Sunnah Jāmi'ah, Pacts with the Yathrib Jews, and the Tahrīm of Yathrib,” Bulletin of the School of Oriental and African Studies

11/08/2026

"กาลานุกรม" ร้อยเรียงประวัติศาสตร์อิสลามที่สร้างอารยธรรมโลก
สรุปเนื้อหาและข้อมูลสำคัญจาก
Learn more, faith grows, explore Islam ครั้งที่ 11
วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน 2569
_____________________________
รู้หรือไม่ว่าการศึกษาประวัติศาสตร์อิสลามตาม "กาลานุกรม" (การลำดับเวลา) ช่วยให้เราเห็นภาพการขยายตัวของอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่
ของมนุษยชาติได้อย่างชัดเจน! วันนี้เราจะพาย้อนเวลาไปดูพัฒนาการของศาสนา
ที่เริ่มต้นจากดินแดนอาหรับสู่การเป็นอิทธิพลสำคัญ
ที่ขับเคลื่อนอารยธรรมโลก

จุดเริ่มต้นที่พลิกหน้าประวัติศาสตร์ พระผู้เป็นเจ้าได้ส่งศาสดามายังโลกถึง 124,000 คน โดยมีนบีที่เราทราบชื่อจากคัมภีร์อัลกุรอาน 25 ท่าน จนกระทั่งมาเสร็จสิ้นสมบูรณ์ในสมัยของท่านนบีมุฮัมมัด นบีท่านสุดท้าย กับแนวทางที่เรียกว่า "อัลอิสลาม"
ท่านใช้เวลาเพียง 23 ปี ในการพลิกโฉมชาวอาหรับจากสังคมที่ถูกดูถูก ให้กลายเป็นจุดกำเนิดอารยธรรมโลก ท่านได้สถาปนานครมาดีนะฮฺเป็นเมืองหลวงแห่งแรก ที่มีรัฐธรรมนูญจากกฎหมายของพระเจ้า และสามารถรวมสังคมพหุวัฒนธรรม (ชาวยิว, อาหรับพื้นเมือง, ผู้อพยพ) ให้อยู่ร่วมกันได้อย่างสงบร่มเย็น

ยุคคอลีฟะห์ผู้ทรงธรรม (ผู้นำหลังยุคนบี) เป็นยุคแห่งการส่งต่ออำนาจและขยายดินแดน นำโดย 4 คอลีฟะฮฺ
1.ท่านอบูบักร: ปกครองระยะเวลาประมาณ 2 ปี
2.ท่านอุมัร ผู้เปิดยุคทองครั้งแรกและสามารถพิชิตเปอร์เซียได้สำเร็จ
3.ท่านอุสมาน ผู้มีความมั่งคั่งและได้ส่งมุอาวียะฮ์ไปตั้งกองทัพเรือที่แคว้นชาม (ซีเรีย) จนขยายอำนาจไปถึงแอฟริกาเหนือ
4.ท่านอาลี ยุคที่มีความขัดแย้งทางการเมืองกับมุอาวียะฮฺ (เรื่องการนำตัวผู้ลอบสังหารอุสมานมาลงโทษ) จนทำให้อาณาจักรเริ่มแบ่งออกเป็นสองฝ่าย

ราชวงศ์อุมัยยะฮฺ & อับบาสิยะฮฺ (ความรุ่งโรจน์และการล่มสลาย)

อุมัยยะฮฺ (ศูนย์กลางที่ดามัสกัส): โดดเด่นด้านสถาปัตยกรรม รับอิทธิพลจากโรมันมาสร้างมัสยิดกลางและสร้างโดมศิลาอันสวยงาม

อับบาสิยะฮฺ (ศูนย์กลางที่แบกแดด 500-600 ปี): ยุคทองแห่งวิชาการ มีการตั้ง "บ้านแห่งวิทยปัญญา" (บัยตุลฮิกมะฮฺ) ก่อนจะพังทลายลงเมื่อกองทัพมองโกลรุกรานและจับตำรานับแสนเล่มโยนทิ้งแม่น้ำ

อันดาลุส (สเปน): แสงสว่างแห่งทวีปยุโรป เมื่อมีการเปลี่ยนอำนาจ เจ้าชายอับดุลเราะฮฺมานได้หนีไปยังแอฟริกาเหนือและข้ามช่องแคบไปสร้างอาณาจักร "อันดาลุส" บนแผ่นดินสเปน

เมืองหลวงกอร์โดบา กลายเป็นศูนย์กลางความรู้ที่ชาวยุโรปต้องเดินทางมาเรียน
ภาษาอาหรับและแปลตำรา ซึ่งกลายเป็นจุดประกายสำคัญให้เกิด "ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ" (Renaissance) ในยุโรป!
โดดเด่นด้วยพระราชวัง "อัลฮัมบรา" ที่สร้างจากหินสีแดงและมีระบบน้ำพุอันน่าทึ่ง อาณาจักรแห่งนี้เจริญรุ่งเรืองอยู่นานเกือบ 700 ปี

อิทธิพลสู่อินเดียและจีน (ทวีปเอเชีย)
อิสลามเข้ามาในเอเชียผ่านเส้นทางการค้าและการช่วยเหลือเกื้อกูล:
อินเดีย: พ่อค้าอาหรับเดินทางมาซื้อเครื่องเทศและนำกำยานมาขาย เกร็ดสนุกๆ คือคำว่า "มะขาม" ในภาษาอังกฤษ (Tamarind) เพี้ยนมาจากคำว่า "ตมัรฮินดี้" ที่อาหรับใช้เรียกเพราะสีคล้ายอินทผลัมแห่งอินเดีย! และอาหรับยังเคยส่งทัพมาช่วยชาวอินเดียที่ถูกกดขี่ด้วย

จีน: มีการติดต่อค้าขายตั้งแต่ยุคคอลีฟะฮฺอุสมาน และเคยส่งทัพไปช่วยสลายความขัดแย้ง หลักฐานสำคัญคือมัสยิดโบราณในเมืองซีอานที่มีอายุนับพันปี ซึ่งยังคงมีการปฏิบัติศาสนกิจมาจนถึงปัจจุบันแม้จะอยู่ภายใต้
การปกครองแบบคอมมิวนิสต์

การศึกษาประวัติศาสตร์ตามกาลานุกรม
ไม่ใช่แค่การจำอดีต แต่ทำให้เราเข้าใจที่มาที่ไปของโลกปัจจุบัน เพราะไม่ว่ายุคไหน มนุษย์ก็ยังคงวนเวียน
อยู่กับความ รัก โลภ โกรธ หลง การเรียนรู้อดีตจึงเป็นเข็มทิศชั้นดี
ที่ทำให้เราคาดการณ์อนาคตได้อย่างมีสติ

11/08/2026

#การยึดติดกับความเห็นของตนเอง
#และไม่ยอมรับความเห็นของผู้อื่น

ลักษณะความสุดโต่งประการหนึ่ง คือ การยึดติดกับความคิดเห็นของตนเองอย่างแข็งกร้าว จนไม่ยอมรับว่าผู้อื่นอาจมีความเห็นที่ถูกต้องได้

ความดื้อรั้นทางความคิดเช่นนี้ ทำให้เจ้าของความเห็นไม่อาจมองเห็นผลประโยชน์ของผู้คนได้อย่างกว้างไกล ไม่เข้าใจถึงเจตนารมณ์ของบทบัญญัติ ไม่คำนึงถึงบริบทของยุคสมัย

ไม่เปิดพื้นที่สำหรับการสนทนากับผู้อื่น และไม่ยอมชั่งน้ำหนักระหว่างสิ่งที่ตนเองมีอยู่กับสิ่งที่ผู้อื่นเสนอก่อนจะเลือกยึดถือสิ่งที่เห็นว่ามีน้ำหนักของหลักฐานชัดเจนกว่าและเหมาะสมกว่า

สิ่งที่เราตำหนิผู้ที่มีแนวคิดเช่นนี้ ไม่ใช่เพราะเขาเคร่งครัดหรือยึดมั่นในจุดยืนของตน แต่เพราะเขาพยายามผูกขาดความจริงไว้กับตนเอง และปิดกั้นความคิดเห็นของผู้ที่เห็นต่าง

ใช่แล้ว สิ่งที่เราตำหนิเขาอย่างแท้จริง คือการที่เขาปฏิเสธความเห็นที่แตกต่างและมุมมองอีกด้านหนึ่ง อ้างว่ามีเพียงตนเท่านั้นที่อยู่บนสัจธรรม

ส่วนผู้ที่ขัดแย้งกับเขาล้วนอยู่บนความหลงผิด กล่าวหาผู้ที่เห็นต่างว่าโง่เขลา หลงตามอารมณ์ใฝ่ต่ำ ผู้ที่ประพฤติไม่เหมือนเขาก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนชั่ว ราวกับว่าเขาเป็นนบีผู้ได้รับการคุ้มครองจากความผิดพลาด (มะอ์ศูม) และคำพูดของเขาเป็นวะฮีย์จากอัลลอฮ์

ทั้งที่บรรพชนของประชาชาตินี้และผู้ที่มาภายหลัง ต่างเห็นพ้องกันว่า ทุกคนล้วนสามารถรับหรือปฏิเสธคำพูดของเขาได้ เว้นแต่ท่านนบี ﷺ เพียงผู้เดียว

น่าแปลกยิ่งนักที่คนเหล่านี้บางคนกลับอนุญาตให้ตนเองทุ่มเทความพยายามอย่างเต็มที่ในการวิเคราะห์ปัญหาต่าง ๆ และเจาะลึกประเด็นทั้งหลาย พร้อมทั้งออกคำวินิจฉัยตามความคิดเห็นที่ปรากฏแก่ตน ไม่ว่าจะสอดคล้องหรือขัดแย้งกับผู้อื่นก็ตาม

แต่ในขณะเดียวกัน เขากลับไม่ยอมอนุญาตให้นักวิชาการร่วมสมัยคนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นรายบุคคลหรือเป็นกลุ่ม ได้ใช้ความพยายามทางวิชาการเพื่อเสนอทัศนะที่แตกต่างไปจากสิ่งที่เขาเห็น

ในหมู่พวกเขายังมีผู้ที่เสนอความคิดเห็นและการตีความเกี่ยวกับศาสนาของอัลลอฮ์อย่างน่าประหลาดใจอย่างยิ่ง เป็นสิ่งที่แทบจะไม่อาจพบเห็นได้จากบรรดาชนรุ่นก่อน นักวิชาการรุ่นหลัง นักวิชาการยุคก่อนหน้า หรือแม้แต่นักวิชาการร่วมสมัยคนใดเลย

เพราะเขามองว่าตนเองอยู่ในระดับเดียวกับอบูบักร อุมัร อะลี และอิบนุอับบาส เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุม เขาก็เป็น “บุรุษ” และพวกท่านเหล่านั้นก็เป็น “บุรุษ” เช่นกัน

แต่ถึงกระนั้น หลังจากที่เขาได้แสดงความกล้าหาญเช่นนี้แล้ว เขากลับไม่ยอมมอบสิทธิอย่างเดียวกันให้แก่ผู้ร่วมสมัยคนอื่น ๆ

ผู้ใดเห็นต่างจากเขา หรือมิได้ดำเนินตามแนวทางทางวิชาการของเขา ก็แทบไม่มีพื้นที่ให้ก้าวออกไปจากกรอบที่เขาวางไว้ ราวกับว่า #ความรู้และความถูกต้องทั้งมวลได้รวมอยู่ที่ตนแต่เพียงผู้เดียว!

การยึดติดแบบตาบอดที่น่ารังเกียจเช่นนี้ ซึ่งผู้เป็นโรคนี้กลับมองไม่เห็นมันในตัวเอง ขณะที่พร้อมจะกล่าวหานักวิชาการคนอื่นทุกคนว่าเป็นเช่นนั้น นี่เองคือหนึ่งในสัญญาณของ #ความสุดโต่ง อย่างแท้จริง

คนสุดโต่งประหนึ่งกำลังบอกพวกท่านว่า

“เป็นสิทธิของฉันที่จะพูด... ส่วนหน้าที่ของท่านคือฟัง
เป็นสิทธิของฉันที่จะนำ... ส่วนหน้าที่ของท่านคือตาม
ทัศนะของฉันถูกต้อง และไม่อาจมีความผิดพลาด
ส่วนทัศนะของท่านผิด และไม่มีทางเป็นสิ่งที่ถูกต้องได้!”

ด้วยท่าทีเช่นนี้ เขาจึงยากที่จะหาจุดร่วมกับผู้อื่นได้ เพราะการจะมาบรรจบกันได้นั้น ต่างฝ่ายต่างต้องขยับเข้าหากัน ณ จุดกึ่งกลางของหนทาง แต่เขากลับไม่รู้จักความเป็นกลาง และไม่รู้จักจุดกึ่งกลาง เขาจึงเป็นเสมือนทิศตะวันออกกับทิศตะวันตกในความสัมพันธ์กับผู้คน

นั่นหมายความว่า เขาจะเข้าใกล้ฝ่ายหนึ่งได้ก็ต่อเมื่อเขาถอยห่างจากอีกฝ่ายหนึ่งในสัดส่วนเดียวกัน

และเรื่องยิ่งอันตรายมากขึ้น เมื่อเขาต้องการ บังคับความคิดเห็นของตนเหนือผู้อื่นด้วยไม้กระบองอันหยาบกระด้าง และไม้กระบองในที่นี้อาจไม่ได้ทำจากเหล็กหรือไม้เสมอไป

เพราะยังมีการกล่าวหาผู้อื่นว่าเป็น มุบตะดิอ์ (ผู้ทำอุตริกรรมในศาสนา) หรือดูหมิ่นศาสนา กล่าวหาว่าเป็นกาฟิร เป็นผู้ละทิ้งศาสนา หรือถึงขั้นกล่าวหาว่าเป็นผู้บูชารูปเคารพ (ขอความคุ้มครองจากอัลลอฮ์ด้วยเถิด)

ดังนั้นการก่อการร้ายทางความคิดเช่นนี้ รุนแรงและน่าหวาดกลัวยิ่งกว่าการก่อการร้ายทางกายภาพเสียอีก

ที่อยู่

80/21-22 Daruttaqwa Bilding Soi1. Nawatket Road T. Watket
Chiang Mai
50000

เบอร์โทรศัพท์

+66956949207

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ AIC ศูนย์วัฒนธรรมอิสลามมัสยิดอัตตักวาผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์

ประเภท