พระทรงชัยรัตนพลังแผ่นดิน ดอยจอมขวัญ แม่สลองใน แม่ฟ้าหลวง เชียงราย

พระทรงชัยรัตนพลังแผ่นดิน ดอยจอมขวัญ  แม่สลองใน  แม่ฟ้าหลวง  เชียงราย พระทรงชัยรัตนพลังแผ่นดิน วัดเวียงคำกาขาว ต.แม่สลองใน อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย

วัดเวียงคำกาขาว ตั้งอยู่บ้านเทอดไทย ต.แม่สลองใน อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย มีองค์พระทรงชัยรัตนพลังแผ่นดิน ขนาดหน้าตักกว้าง 8 เมตร สูง 10 เมตร อยู่บนอาคาร 3 ชั้น

https://www.facebook.com/share/p/1TUbBuZXsV/
19/04/2026

https://www.facebook.com/share/p/1TUbBuZXsV/

ยอดธรรมคาถา”ยะโขธัมมัง”หรือบทเต็ม
"ยโขธมฺมํ วรํตสฺส เยชนาเต ชนาวรํ โกจิตฺตํสํ ขตํมุตโต เอโสปารโม ทุกฺขํขโย"

ยโขธมฺมํ ธรรมใดแล, เป็นธรรมไม่มีที่ภายในและที่ภายนอก, ไม่มีที่ล่วงมาแล้วและที่ยังไม่มาถึง, ไม่มีทั้งที่กำลังเป็นอยู่, เป็นธรรมกวมทั่ว (คงที่), ผ่องใสปราศจากอารมณ์ต่าง ๆ อันจักพึงติดต้อง, เป็นธรรมว่างเปล่าจากปวงสังขตะที่เกิดดับ ฯ

วรํตสฺส ธรรมนั้นแล, เป็นธรรมพึงประจักษ์เฉพาะตน, อันบุคคลจักพึงเห็นเอง, คือพระนิพพาน เป็นที่หลุดรอด, ที่เรียกว่าฝั่ง, ล่วงวังวนเป็นที่ตั้งอยู่แห่งความตาย, อันบุคคลข้ามได้แสนยาก. เป็นธรรมธรรมประเสริฐ, อันพระตถาคตเจ้าตรัสแสดงไว้ดีแล้ว ฯ

เยชนาเต บรรดามนุษย์ทั้งหลาย, ชนเหล่าใดที่เป็นผู้พ้นทุกข์เข้าถึงฝั่ง, ล่วงวังวนเป็นที่ตั้งอยู่แห่งความตาย, อันบุคคลข้ามได้แสนยาก ชนเหล่านั้นมีประมาณน้อย, ส่วนหมู่สัตว์คือ ชนนอกจากนี้ , ยอมเลาะเลียบไปตามชายฝั่ง, คือไปแล้วในอารมณ์ต่าง ๆ, ตามเห็นรูป รส โผฎฐัพพะ เสียง กลิ่นอยู่นั่นแหละเหมือนหลับอยู่, ก็ชนทั้งหลายเหล่าใดประพฤติตามธรรม, ในธรรมที่พระตถาคตเจ้าตรัสแสดงไว้ดีแล้ว, ชนทั้งหลายเหล่านั้นจักเป็นผู้พ้นทุกข์เข้าถึงฝั่ง, ล่วงวังวนเป็นที่ตั้งอยู่แห่งความตาย, อันบคคลข้ามได้ยากแสนยากนั้น ฯ

ชนาวรํ ก็ชนใดทำจิตของตน, ไม่ให้มีที่ภายในและที่ภายนอก, ไม่ให้มีที่ล่วงมาแล้วและที่ยังไม่มาถึง, ไม่ให้มีทั้งที่กำลังเป็นอยู่, ไม่ให้ตามเห็นอารมณ์ต่าง ๆ, ให้ผ่องใสปราศจากอารมณ์ต่าง ๆ อันมาติดต้อง, ให้ว่างเปล่าจากปวงสังขตะที่เกิดดับ, ชนนั้นจักเป็นผู้พ้นทุกข์เข้าถึงฝั่ง, ล่วงวังวนเป็นที่ตั้งอยู่แห่งความตาย, อันบุคคลข้ามได้แสนยากนั้น ฯ หรือมิฉะนั้นชนใด, เป็นผู้กำหนดรู้อารมณ์อันใดอันหนึ่งเป็นที่ตั้ง, (มีรูปารมณ์ เป็นต้น) โดยความแยบคายแห่งจิตอยู่เฉพาะ, ชนนั้นก็จักประจักษ์แจ้งอารมณ์ต่าง ๆ, ตามความเป็นจริงที่มันไม่จริง, คือว่างเปล่า, แล้วระอาท้อถอย, เหนื่อยหน่ายคลายวาง, เป็นผู้พ้นทุกข์เข้าถึงฝั่ง, ล่วงวังวนเป็นที่ตั้งอยู่แห่งความตาย, อันบุคคลข้ามได้แสนยากนั้น ฯ

โกจิตฺตํสํ ก็จิตของเรานี้เล่า, มันเพลินเที่ยวไปแล้วในอารมณ์ต่าง ๆ, ตามเห็นรูป รส โผฎฐัพพะ เสียง กลิ่นอยู่เหมือนหลับอยู่,

ขตํมตฺโต ไฉนเล่า เราจักเป็นผู้พ้นทุกข์, จิตของเราจักเข้าถึงฝั่ง, ล่วงวังวนเป็นที่ตั้งอยู่แห่งความตาย, อันบุคคลข้ามได้แสนยากนั้นได้ ฯ

เอโสปารโม เหตุนั้นกาลบัดนี้, เราจักทำจิตของเราไม่ให้มีที่ภายในและที่ภายนอก, ไม่ให้มีที่ล่วงมาแล้วและที่ยังไม่มาถึง, ไม่ให้มีทั้งที่กำลังเป็นอยู่, ไม่ให้ตามเห็นอารมณ์ต่าง ๆ, ให้ผ่องใสปราศจากอารมณ์ต่าง ๆ อันมาติดต้อง, ให้ว่างเปล่าจากปวงสังขตะที่เกิดดับ ฯ

ทุกขํขโย เป็นผู้พ้นทุกข์เข้าถึงฝั่ง, ล่วงวังวนเป็นที่ตั้งอยู่แห่งความตาย, อันบุคคลข้ามได้แสนยากนั้น ฯ หรือมิฉะนั้น, เราจักกำหนดรู้อารมณ์อันใดอันหนึ่งเป็นที่ตั้ง, (มีรูปารมณ์ เป็นต้น) โดยความแยบคายแห่งจิตอยู่เฉพาะ, เพื่อประจักษ์แจ้งอารมณ์ต่าง ๆ, ตามความเป็นจริงที่มันไม่จริง, คือว่างเปล่า, แล้วระอาท้อถอย, เหนื่อยหน่ายคลายวาง, เป็นผู้พ้นทุกข์เข้าถึงฝั่ง, ล่วงวังวนเป็นที่ตั้งอยู่แห่งความตาย, อันบุคคลข้ามได้แสนยากนั้น, ซึ่งเป็นธรรมประเสริฐ, คือพระนิพพานเป็นที่หลุดรอด, ตามที่พระตถาคตเจ้าตรัสแสดงไว้ดีแล้ว...นั้น นั่นแล. ฯ

"บุคคลใดแม้มาเจริญ คือ สาธยายยอดธรรมยอดคาถานี้อยู่เนือง ๆ บุคคลนั้นจักสบประโยชน์ใหญ่หลวง เป็นผู้มีโชคใหญ่จักไม่เข้าถึงความตาย ความตายจักไม่แลเห็นผู้นั้น จักบรรลุคุณวิเศษอันหาค่ามิได้"

https://www.facebook.com/share/p/1AgSSngh3x/
21/03/2026

https://www.facebook.com/share/p/1AgSSngh3x/

ประวัติพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ ที่ตรัสรู้ในภัทรกัปปัจจุบันนี้
ในสมัยต้นปฐมกัป มีพญากาเผือก 2 ตัวผัวเมียทำรังอยู่ที่ต้นมะเดื่อริมฝั่งแม่น้ำคงคา อันเป็นธรรมชาติสถานที่รื่นรมย์ ในเวลาต่อมาพระโพธิสัตว์ได้ทรงปฏิสนธิเกิดในครรภ์ แม่พญากาเผือกพร้อมกันถึง 5 พระองค์ เมื่อครบทศมาสแม่กาเผือกก็เกิดออกไข่ ณ ที่รัง ต้นมะเดื่อจำนวน 5 ฟอง (สถานที่นี่ในกาลต่อมาเรียกชื่อว่า วัดพระเกิด ) แม่กาเผือก

คอยเฝ้าฟักดูแลรักษาไข่ด้วยความทะนุถนอมเป็นอย่างดี ครั้นอยู่มาวันหนึ่งพญากาเผือก ได้ออกไปหากิน ถิ่นแดนไกล ได้ไปถึงสถานที่ หนึ่งอันอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพรรณธรรมชาติ พืชพรรณธัญญาหาร แม่กาเผือกได้เพลิดหากินอาหาร ชื่นชม ธรรมชาติอันรื่นรมย์จนมืดค่ำ พอดีฝนตกฟ้าคะนองพายุใหญ่พัดกระหน่ำทำให้มืดครึ้มทั่วไปหมด ทำให้พญากาเผือก
หาหนทางออกไม่ถูกจึงหลงในบริเวณสถานที่นั้นๆ ( สถานที่นั้นต่อมา จึงได้ชื่อว่า เวียงกาหลง ) แม่กาเผือกได้พักอยู่ที่เวียงกาหลงคืนหนึ่ง รุ่งอรุณเบิกฟ้า แม่กาเผือกจึงรีบถลาบินกลับสถาน ที่พัก ณ ที่รังต้นมะเดื่อริมฝั่งแม่น้ำ แต่ปรากฏว่ากิ่งไม้มะเดื่อ ที่ทำรังอยู่ได้ถูกลมพายุใหญ่ พัดหักล้มลงไปในแม่น้ำ แม่กาเผือกตกใจรีบบินถลาหาลูกไข่ทั้ง ๕ ในแม่น้ำ แต่ อนิจจาหาเท่าไหร่ก็ไม่พบ แม่กาเผือกพยามหาไข่ลูกของตนไปในทุกสถานที่ ตามลำน้ำจนเหนื่อยอ่อนเมื่อยล้า ด้วยความ
โศกเศร้าเสียใจในความรักลูกอย่างสุดซึ้ง จึงไม่สามารถระงับความอาลัยทุกข์ได้ในที่สุดก็สิ้นใจ ไปอย่างน่าสงสาร ด้วยอานิสงส์ที่มีความเมตตารักลูกอันบริสุทธิ์ กับทั้งทิ่ลูกของแม่กาเผือก เป็นโพธิ์สัตว์ถึง ๕ พระองค์ จึงเป็นบุญกุศลหนุนส่งให้แม่กาเผือกตายไปเกิดอยู่แดนพรหมโลก ชั้นสุธาวาสมีวิมานทองคำสดใสบริสุทธิ์ งดงามตระการตา ได้พระนามชื่อว่า “ ฆติกามหาพรหม” จักได้เป็นผู้ถวายอัฏฐะบริขารบวชแก่ลูกทั้ง ๕ พระองค์ เมื่อได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ส่วนไข่ทั้ง ๕ ได้ถูกลมพัดตกน้ำไหลไปในสถานที่ต่างๆ
ไข่ฟองที่ ๑ มีไก่เก็บไปดูแลรักษา
ไข่ฟองที่ ๒ แม่นาคราชเก็บไปดูแลรักษา
ไข่ฟองที่ ๓ แม่เต่าเก็บไปดูแลรักษา
ไข่ฟองที่ ๔ แม่โคเก็บไปดูแลรักษา
ไข่ฟองที่ ๕ แม่ราชสีห์เก็บไว้

ไปดูแลรักษา
ครั้งในกาลเวลาต่อมา พระโพธิสัตว์ ทั้ง ๕ ก็ประสูติออก

จากไข่ทั้ง ๕ ปรากฏเป็นมนุษย์ รูปร่างสวยสดงดงาม ทั้ง ๕ พระองค์ ในเวลาเดียวกันตามลำดับของแม่เลี้ยงทั้ง ๕ ที่นำไข่ไปเก็บ ดูแลรักษา พระโพธิสัตว์ทั้ง ๕ ได้เจริญเติบโตอยู่กับแม่เลี้ยงดัวยความกตัญญู จึงรู้ทำหน้าที่ ทุกอย่างทดแทนบุญคุณแม่เลี้ยงเป็นอย่างดีจนถึงอายุได้ ๑๒ ปี ด้วยบุญกุศลเก่าหนุนส่ง ก็มีจิตคิด ที่จะออกบวชเนกขัมบารมี เป็นฤาษีอยู่ในป่าจึงได้อำลาแม่เลี้ยงของตนเหมือนกันทั่ง ๕ พระองค์
ฝ่ายแม่เลี้ยงถึงจะมีความรักความอาลัยในลูกสักเพียง

ใด แต่ก็ไม่ขัดความประสงค์์เจตนาที่เป็น บุญกุศลอันยิ่งใหญ่ของลูกจึงได้ อนุญาตให้ลูกไปบวชเป็นฤาษีบำเพ็ญบารมีอยู่ในป่าด้วยความ อนุโมทนา ด้วยปณิธานอันแน่วแน่ของพระโพธิ สัตว์ทั้ง ๕ พระองค์ ที่มุ่งมั่นจะบำเพ็ญบานมี พระโพธิญาณ เพื่อเป็นพระพุทธเจ้าโปรดสัตว์โลก ให้พ้นจากกองทุกข์ภัยในวัฏฏะสงสาร แม่เลี้ยง ทั้ง ๕ เห็นปณิธาน อย่างนั้นจึงฝากนามของแม่เลี้ยง ไว้กับลูกเพื่อเป็นอนุสรณ์ ตำนานไว้แก่โลกต่อไปในภาคหน้าเมื่อลูกได้ตรัสรู้เป็นพุทธเจ้าโปรดโลกแล้วตามลำดับ พระนามดังนี้
1. องค์ที่ ๑ มีพระนามว่า พระกกุสันโธ เพราะตามนามแม่เลี้ยงที่เป็นไก่
2. องค์ที่ ๒ มีพระนามว่า พระโกนาคมโน เพราะตามนามแม่เลี้ยงเป็นนาค
3. องค์ที่ ๓ มีพระนามว่า พระกัสสโป เพราะตามนามแม่เลี้ยงเป็นเต่า
4. องค์ที่ ๔ มีพระนามว่า พระโคตโม เพราะตามนามแม่เลี้ยงเป็นโค
5. องค์ที่ ๕ มีพระนามว่า พระศรีอริยเมตไตรโย เพราะตามนามแม่เลี้ยงที่ เป็นราชสีห์
ในกัปป์นี้ได้ชื่อว่าภัทรกัปเป็นกัปที่เจริญที่สุดเพราะมีพระพุทธเจ้า

เกิดขึ้นในโลกนี้ถึง๕ พระองค์
มีพระนามตามที่กล่าวมาแล้วนั้นทั้ง ๕ พระองค์ จึงเป็นที่มาของคำว่า “ นโมพุทธายะ”

นะ คือ พระกกุสันโธ โม คือ พระโกนาคมโน พุทธ คือ พระกัสสะโป
ธา คือ พระโคตโม ยะ คือ พระศรีอริยเมตไตยโย

จนเป็นคาถาสืบต่อกันมาเป็นพุทธบูชาแก่พระพุทธเจ้าทั้ง ๕ พระองค์

ฝ่ายพระโพธิสัตว์ทั้ง ๕ พระองค์ เมื่อออกบวชเป็นฤาษีได้บำเพ็ญเพียรพระกัมมัฏฐาน จนสำเร็จญาณ อภิญญาสมบัติ จึงสามารถเหาะไปหาอาหาร ผลไม้ด้วยฤทธิ์ทุกพระองค์ อยู่มาวันหนึ่งได้เหาะไปหาอาหารผลไม้ และ บำเพ็ญเพียรธรรมที่ป่าดอยสิงกุตตระ ณ ใต้ต้นนิโครธอันร่มเย็นด้วยกิ่งไม้สาขาใหญ่ด้วยเหตุปัจจัยในกุศลบารมีธรรม ฤาทั้ง ๕
ได้มาพบกัน ณ ที่ นี้ โดยไม่ได้นัดหมาย รู้จักกันมาก่อน จึงสอบถามความเป็นมาของกันและกัน จึงได้รู้แต่ว่า แต่ละองค์มีแต่แม่เลี้ยง แม่ที่แท้จริวอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ฤาษีทั้ง ๕ จึงได้ร่วมกันตั้ง สัจจะอธิฐาน ขอให้ได้พบแม่บังเกิดเกล้าที่แท้จริง ด้วยอำนาจสัจจะอธิฐาน ธรรมอันบริสุทธิ์ของ ฤาษีทั้ง ๕ จึงดังก้องไปถึงพรหมโลกเป็นเหตุให้ท้าวฆติกามหาพรหมซึ่งเป็นแม่กาเผือกตาย และได้มาเกิดเป็นพรหม ทราบเหตุการณ์ทั้งหมด จึงจำแลงเพศเป็นแม่กาเผือกขนสวยงาม ยิ่งนัก มาปรากฏอยู่ข้างหน้าฤาษีทั้ง ๕ ฝ่าย ฤาษีทั้ง

๕ ก็รู้ด้วยญาณ ทัศนะทันทีว่า นี่แหละ เป็นแม่บังเกิดเกล้าที่แท้จริง จึงสอบถามแม่กาเผือกถึงความเป็นมาตั้งแต่ต้นว่า เรื่องเป็นมาอย่างไร แม่กาเผือกจึงเล่าความเป็นมาแต่หนหลังครั้งทำรังอยู่ต้นมะเดื่อฝั่งแม่น้ำคงคา อยู่มาวันหนึ่ง ได้ออกมาหาอาหารกินถิ่นแดนไกลถึงสถานที่ที่หนึ่ง ซึ่งอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธ์ธัญญาหาร
เป็นธรรมชาติอันสวยงามสงบร่มเย็น บังเกิดพายุใหญ่ ได้พัดกิ่งไม้ฝนตกฟ้าคะนอง จนมือค่ำจึงหลงทางอยู่หาทางออกไม่ถูก จนกระทั่งอรุณรุ่งวันใหม่ฝนฟ้าพายุสงบลง จึงรีบบินกลับมาที่พักมาหาลูกที่รังด้วยความเป็นห่วง แต่ปรากฎว่าคืนที่ผ่านมาฝนตกหนัก พายุใหญ่ได้พัดกิ่งไม้มะเดื่อหักทำให้รังไข่ทั้ง ๕ ลูกแม่กาเผือกตกลงไปในน้ำและได้ถูกน้ำพัด ไหลไปในที่ต่างๆ หาเท่าไหร่ก็ไม่พบจนหมดความสามารถ ในที่สุดด้วยความรักความอาลัย อันบริสุทธิ์ที่มีต่อลูกก็สิ้นใจตาย ได้เกิดเป็นพระพรหมแดนพรหมโลก

ชั้นสุธาวาส มีวิมารทองคำเป็นที่อยู่ ด้วยอานิสงส์ความรักอันเมตตาอันบริสุทธิ์กับทั้งลูกเป็นพระโพธิญาณ มีบุญญาธิมาก จึงได้เกิดมาเป็นพรหมและได้จำแลงเพศเป็นแม่กาเผือกให้ลูกฤาษีทั้ง ๕ ได้ทราบถึงความเป็นมาทั้งหมด

เมื่อลูกฤาษีได้ทราบเหตุ เช่นนั้นแล้้วก็รู้สึกสลดสังเวชใจเป็นอย่างยิ่งและสำนึก ในบุญสร้างคุณอันใหญ่หลวง ของแม่กาเผือก จึงน้อมกราบนมัสการ ฆติกามหาพรหม ผู้เป็นแม่ที่ให้กำเนิดชีวิตลูกได้สร้างบุญบาร

มีพระโพธิญาณ จึงกราบขอสัญลักษณ์อนุสรณ์ ของแม่กาเผือกผู้บังเกิดเกล้าอาไว้บูชา พระแม่กาเผือกจึงประทานผ้าฝ้ายเป็นด้ายฟั่น เป็นตีนกา
สัญญาลักษณ์อนุสรณ์ของแม่กาเผือก ประทานให้ลูกฤาษีทั้ง 5 ไว้ใช้เป็นไส้ประทีปจุดบูชาทุก วันพระ และต่อมาเป็นประเพณีจุดประทีปตีนกาบูชาแม่กาเผือก ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ลอยกระทง เป็นตำนานสืบไว้ในโลกาตลอดกาลนาน เมื่อแม่กาเผือกฆติกามหาพรหมประทาน สัญลักษณ์ ไว้ให้ลูกฤาษีโพธิสัตว์ทั้ง 5 แล้วก็อาลูกกลับเทวสถาน วิมานของตนบนพรหมโลก ตามเดิม

ฤาษีโพธิสัตว์ทั้ง 5 ต่างก็พากันตั้งหน้าบำเพ็ญเพียรรักษาศีลธรรมภาวนามิได้ขาด ทุกวันพระก็จุดประทีบตีนกาบูชา พระแม่กาเผือกฆติกามหาพรหมผู้เป็นแม่อยู่เสมอ เป็นเวลา นานหลายปีชีวีฤาษีทั้ง 5 ก็ดับขันธ์ได้ไปเกิดบนเทวโลกชั้นดุสิตพิภพอันเป็นที่อยู่ขององค์เทพ พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ได้เสวยทิพยสมบัติอยู่ในที่นั้น และในกาลต่อมาก็วนเวียนบำเพ็ญบารมี ทุกภพชาติที่กำเนิดเกิดในสังสารวัฏฏ์นี้ จนบารมีเต็มเปี่ยมสมบูรณ์ทั้ง 30 ทัศแล้ว ก็จะได้ตรัสรู้ เป็นพระพุทธเจ้า เมื่อพระองค์ไหนจะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ฆติกามหาพรหมผู้เป็นแม่ต้นกัปโลกาก็จะนำเอาบริขารคือ บาตรไตรจีวร มาถวายลูกโพธิสัตว์ทั้ง 5 พระองค์ในชาติสุดท้าย ที่จะได้เป็น พระพุทธเจ้าโปรดโลกทุกพระองค์ กาลเวลาอันยาวนานผ่านไปจนถึงปัจจุบันนี้ พระโพธิสัตว์ลูกแม่กาเผือกต้นปฐมกัปป์ก็ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า โปรดโลกไปแล้วถึง 5 พระองค์
ตามลำดับดังนี้คือ

1. พระกกุสันโธพุทธเจ้าเมื่อสมัย เป็นพระโพธิสัตว์หลังจากนั้น 8 อสังไขยแสนกัป ได้สร้างบารมีกับพระพุทธเจ้าอีกประมาณ 37,024 พระองค์ เป็นศรัทธาพุทธเจ้า อายุไขย 40,000 พรรษา มีเขมวตีนคร ของพระเจ้าเขมะเป็นราชธานี
พระสรีระสูง 40 ศอก หรือ 20 เมตร บำเพ็ญทุกกิริยาชาติสุดท้าย 10 เดือน พุทธรังสีสร้านไปไกล 10 โยชน์ (160 กิโลเมตร)

2. พระโกนาคมโนพุทธเจ้า หลังจากได้รับพุทธพยากรณ์เป็นครั้งแรกจากพระพุทธเจ้า เมื่อสมัยเป็นพระโพธิสัตว์หลังจากนั้น 8 อสงไขยแสนกัป ได้สร้างบารมีกับพระพุทธเจ้าอีกประมาณ 37,024 พระองค์ เป็นศรัทธาพุทธเจ้า อายุไขย 30,000 พรรษา มีโสภวตีนครของพระเจ้าโสภะเป็นราชธานี พระสรีระสูง 30 ศอก หรือ 15 เมตร บำเพ็ญทุกกิริยาชาติสุดท้าย 1 เดือน พุทธรังสีสร้านไปไกล ตามแต่พระประสงค์

3. พระกัสสโปพุทธเจ้า หลังจากได้รับพุทธพยากรณ์เป็นครั้งแรกจากพระพุทธเจ้า เมื่อสมัยเป็นพระโพธิสัตว์หลังจากนั้น 8 อสงไขยแสนกัป ได้สร้างบารมีกับพระพุทธเจ้าอีกประมาณ 37,024 พระองค์ เป็นศรัทธาพุทธเจ้า อายุไขย 20,000 พรรษา มีพาราณสีนครของพระเจ้ากิงกิเป็นราชธานี พระสรีระสูง 20 ศอก หรือ 10 เมตร บำเพ็ญทุกกิริยาชาติสุดท้าย 7 วัน พุทธรังสีสร้านไปไกล ตามแต่พระประสงค์

4. พระศากยมุนีโคดโมพุทธเจ้า(องค์ปัจจุบัน) เมื่อสมัยเป็นพระโพธิสัตว์หลังจากนั้น 4 อสงไขยแสนกัป
ได้สร้างบารมีกับพระพุทธเจ้าอีก 24 พระองค์ ซึ่งน้อยมาก เป็นปัญญาพุทธเจ้า อายุไขย 80 พรรษา มีกบิลพัสดุ์นครของพระเจ้า สุทโธทนะเป็น ราชธานี พระสรีระสูง 4 ศอก หรือ 2 เมตร บำเพ็ญทุกกิริยาชาติสุดท้าย 6 ปี
พุทธรังสีสร้านไปข้างละ 1 วา เป็นปกติ

5. พระอริยเมตตรัยโยพุทธเจ้าหลังจากได้รับพุทธพยากรณ์เป็นครั้งแรกจากพระพุทธเจ้า เมื่อสมัยเป็นพระโพธิสัตว์หลังจากนั้น 16 อสงไขยแสนกัป ได้สร้างบารมีกับพระพุทธเจ้าอีกประมาณ 477,029 พระองค์
เป็นวิริยะพุทธเจ้า อายุไขย 80,000 พรรษา พระสรีระสูง 80 ศอก หรือ 40 เมตร
บำเพ็ญทุกกิริยาชาติสุดท้าย 7 วัน พุทธรังสีสร้านไปไกล ยังกำหนดไม่ได้

ส่วนพระโพธิสัตว์องค์ที่ 5 อันเป็นลูกองค์สุดท้ายของแม่กาเผือกคือ พระศรีอริยเมตไตรย จักเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ 5 ในภัททกัปนี้จะมีอายุถึง 8 หมื่นปี ในยุคของพระศรีอริยเมตไตรย์นั้น สภาพสังคมมนุษย์โลกจะอุดมสมบูรณ์พูนสุขมาก เพราะผู้คนมีศีลธรรมอยู่ด้วยกันได้เมตตาธรรม มีศีล 5 บริสุทธิ์ ทุกคน จึงมีทรัพย์สมบัติมาก มีอายุ ยืนยาว ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ มีรูปร่างสวยสดงดงาม หน้าตาผ่องใสเบิกบานด้วยกันหมด เพราะผู้คนในยุคนั้นได้สร้างบุญบารมี ให้ทาน รักษาศีล ภาวนา กันมาสมบูรณ์ดีหมดและเพราะพระบารมีของพระพุทธเจ้าศรีอริยเมตไตรยที่สั่งสมบารมี เพื่อ ความ สันติสุขของโลกซึ่งมีพระเจ้าสังขจักรพรรดิทรงปกครองบ้านเมืองโดยชอบธรรมในเมืองเกตุมวดีนคร แผ่ธรรมจักรพรรดิให้คนรักษาศีล 5 ทั้งโลก เมื่อพระศรีอริยเมตไตรยได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ผู้คนจึงได้ฟังพระธรรมจักรได้ดื่มรส อมตธรรมแห่งพระศรีอริยเมตไตรย์ ได้บรรลุเข้าถึงสวรรค์นิพพานโดยแท้ ผู้คนในยุคนั้นจึงโชคดีที่สุดที่เกิดมาเพื่อสันติสุข เข้าถึง ศีลธรรมอันดีงามทั้งหมด

ขอให้ทุกคนจงพากเพียร ให้ทาน รักษาศีล ภาวนา จะได้ไปเกิดในพระศาสนาพระศรีอาริย์ หากเข้าสู่นิพพานยุคนี้ยังไม่ได้ ท่านก็ยังมีโอกาสได้พบพระพุทธเจ้าอีกพระองค์หนึ่งอย่างแน่นอน คือพระศรีอริยเมตไตรย์ลูกแม่กาเผือกองค์สุดท้าย การเกิดมาพบพระพุทธศาสนาเป็นของหายาก การเกิดมาพบพระพุทธเจ้าก็แสนยาก บางครั้งโลกนี้ว่าง จากพระพุทธเจ้าเป็นล้านปีสัตว์โลกไม่มีโอกาสเห็น หนทางพระนิพพานเลย ขอให้พวกเราอย่าได้ประมาท จงหมั่นขยันสร้างบุญบารมี ด้วยการให้ทาน รักษาศีล ภาวนา ทำนุบำรุง รักษาพระพุทธศาสนา ก็จะเข้าถึงศีลธรรม สันติสุข ได้ทุกคนและได้ร่วมสายบุญบารมีพระพุทธเจ้า

เพจ พระสุทธิพงษ์ อภิปุญฺโญ
ขออนุญาตเจ้าของภาพ เพื่อทำคติธรรม
ถวายเป็นธรรมทาน🙏🙏🙏

https://www.facebook.com/share/p/18SdZDUbgf/
18/03/2026

https://www.facebook.com/share/p/18SdZDUbgf/

🅰️คาถามหาจินดามณีมนต์ พระคาถานี้ใช้ได้ 108 ประการ ของ หลวงพ่อปลอด วัดในปากทะเล วิเศษนักแล เป็นรองหาได้ยาก ถ้าผู้ใดพบจงเอาไปใช้เถิด สุดแท้แต่เราจะปราถนา สิ่งอันใดทำเอาได้ทุกประการ
(พระคาถานี้ ถ้าท่านใดที่เก่งบาลี ตรวจสอบแล้วมีคำไหนผิดอักขระ ความหมาย ชอบแนะนำด้วยนะครับ)

ตั้ง นะโม 3 จบ

ฉะมัญญา สะพุทธคุณนัง คุณพระพุทธเจ้า 56
ธัมมะคุณนัง อัฏฐะติงสะติ คุณพระธรรมเจ้า 38
สังฆะคุณโน จาตุธะโสเจวะ คุณพระสงฆเจ้า 14
ตรีนิคุณา มะทาคุณนัง คุณแก้วสามประการ
นัตธิปะมาโสนา หาที่เสมอมิได้
สิเนรุจะ ปิตาคุณนัง คุณพระบิดาหนักกว่าเขาพระสุเมรุ
เมหะปิตะลัง มาตาคุณนัง คุณพระมารดาหนักกว่าแม่พระธรณี
สัตถาคุณนัง สมุทฐามิ คุณครูอุปัชฌาย์อาจารย์หนักกว่าท้องพระมหาสมุทร
หิมะวันตัง ญาติคุณนัง คุณพระญาติทั้งหลายหนักกว่าป่าหิมพานต์
จักกะวาสัง ราชาคุณนัง คุณพระมหากษัตริย์หนักกว่าอนันตจักรวาล
อัฎฐะระคุณนัง สมุทฐามิ คุณท่านทั้งหลายแปดประการ
โลกะเชษโฐ ในโลกนี้
อะหังวันทามิ สัพพะทา ขอเดชเดชะกุศลของข้าพเจ้า
ที่ข้าพเจ้าได้ระลึกถึงคุณของท่านทั้งหลายแปดประการ
ขอคุณท่านทั้งหลายแปดประการนี้ จงมาช่วยอุปถัมภ์ค้ำชูข้าพเจ้า
เมื่อข้าพเจ้าทำการสิ่งใดก็ขอให้การสิ่งนั้นจงสำเร็จ สมความมุ่งมาดปรารถนา
ทุกสิ่งทุกประการด้วยเถิดพระเจ้าข้าฯ

พุทธังเมตตา ธัมมังเมตตา สังฆังเมตตา
นะเมตตา โมกรุณา พุทธปราณี ธายินดี ยะเอ็นดู
พระบิดาค้ำชู พระมารดาป้องกัน
พระอุปัชฌายะ พระกรรมวาจาจารย์ พระอนุสาวนาจารย์ จงมาเป็นกำแพงเพชรเจ็ดชั้น
กางกั้นโพยภัยอุปัทวะศัตรูทั้งหลายอย่าได้เข้ามากล้ำกราย
สัพพะรัตติง หิวัง การิยะเมตตัง กรุณาไมตรีอินทะโมกขัง
พิสสะวา มะนามัง ปิยังมะมะ
พุทธังเมตตา ธัมมังเมตตา สังฆังเมตตา
พุทธังกรุณา ธัมมังกรุณา สังฆังกรุณา
พุทธังละลวย ธัมมังละลวย สังฆังละลวย
สังฆังละลวย มะละลวย อะละลวย อุละลวย
อุละลวย อะละลวย มะละลวย
นะเมตตา โมกรุณา พุทธปราณี ธายินดี ยะเอ็นดู
พระบิดาอุปถัมภ์ พระมารดาค้ำชู ประสิทธิแก่กู สวาโหม ฯ
สิทธิราชา มหามันตัง จินดาทิโส ภูมิยาโรรัง ทาตัสมิ๊ง
ทิกะทะจักขุ อะทิสะเร จันทะเก เอวะสะมุขขี
วัตถุติยา มะนีมิหัง มันทะนะ ปัสสะทัง
มาตาปุตตังวะโอระสัง มาตาโหนติ มะนุสสะเทวานัง
อะมะนุสสะเทวานัง สะมะยะจิตตัง อะสะมะยะจิตตัง
เอหิ เอหิ อาคัจฉันติ
จินดามะณี ปิยันมันจะทะนัง ยะสะ ทาสาทาสีโกมัง ปัสสันติสิเนหัง
มาตาปุตตังวะโอระสัง นะเวเทวะ นะชาลีติ
สิทธิลาภาสะทาโหนติ มาตาปุตตังวะโอระสัง
พุทธังเมตตา ธัมมังเมตตา สังฆังเมตตา
เทวาเมตตา อินทราเมตตา พรหมมาเมตตา
มะเมตตา อะเมตตา อุเมตตา
อุเมตตา อะเมตตา มะเมตตา
สะมะณะราชา อิตถีโยเสนาชะนา สัพพะสะเนจะปูชิโต
สัพพะโกธาวินาสสันติ มะณีจินดาปิยะปุตตัง อะหังสุตตะวา
เอกังอันยะมันยัง อิตถีมะมังทิสสะวา ปิยังทัตตะวา สะมาตะโตโม

https://www.facebook.com/share/p/14Ug73Ybq2n/
05/03/2026

https://www.facebook.com/share/p/14Ug73Ybq2n/

~บันทึกคำพูดของพระพุทธเจ้าที่เล่าเรื่องตั้งแต่เกิดจนถึงคืนที่รู้แจ้ง ~ (4)

เราพยายามทำตัวให้บริสุทธิ์พ้นจากกิเลสและทุกข์ด้วยการอดทนทรมานตน (บำเพ็ญตบะ)
เปลือยกาย เลียมือ เลือกรับอาหาร ไม่กินปลา ไม่กินเนื้อ ไม่ดื่มน้ำเมายาดอง รับข้าวคำเดียวจากบ้านหนึ่งหลังบ้าง
กินอาหารค้างเจ็ดวัน กินผักดอง ผลไม้ ลูกเดือย กากข้าว รำ สาหร่าย หญ้า หรือมูลวัวบ้าง
ห่มผ้าจากเปลือกไม้ ผ้าห่อศพ ขนสัตว์ หนังเสือทั้งเล็บบ้าง
โกนผมและหนวด เดินโหย่งๆ ยืนโหย่งๆ ไม่ยอมนั่ง นอนบนหนาม ลงน้ำวันละสามครั้ง
ทำตัวสกปรกคลุกฝุ่น ไม่อาบน้ำ ปล่อยให้ฝุ่นและคราบละอองเกาะร่างกายเป็นปีๆ
จนเป็นสะเก็ดเหมือนตอตะโกฝุ่นจับ ไม่คิดจะลูบปัดออก
ระมัดระวังไม่เผลอเหยียบหรือทำลายสัตว์เล็กๆ อย่างเคร่งครัด
เดินหน้าถอยหลังอย่างมีสติไม่ให้เหยียบสัตว์เล็กๆ ในที่ต่างๆ แม้กระทั่งในหยดน้ำ และ
หลีกหนีไปอยู่ในที่เงียบๆ คนเดียว เมื่อมีคนมาก็จะรีบหนีไปให้ไกล ไม่ยอมเห็นใครและไม่ให้ใครเห็น
เรานั้นคลานเข้าไปในคอกของวัว กินมูลวัวของลูกวัวอ่อนที่ยังไม่ทิ้งแม่
กินอุจจาระปัสสาวะของตัวเองเป็นอาหาร นี่เป็นการปฏิบัติด้วยการกินอาหารสกปรกของเรา
เรานั้นเข้าไปอยู่คนเดียวในป่าที่น่ากลัว ตอนฤดูหนาวระหว่างเดือนสามต่อเดือนสี่
หิมะตกกลางคืนเราก็ออกมาอยู่กลางแจ้ง พอถึงฤดูร้อนกลางวันเราก็ออกมาอยู่กลางแจ้ง
เรานอนอยู่ข้างกระดูกในป่าช้า พวกเด็กเลี้ยงวัวเดินเข้ามาถ่มน้ำลายรดใส่บ้าง ปัสสาวะใส่บ้าง โปรยฝุ่นใส่บ้าง เอาไม้แยงหูบ้าง
เราเองก็ไม่รู้สึกโกรธเด็กเหล่านั้นเลย นี้เป็นการปฏิบัติด้วยใจที่วางเฉยของเรา

เราเกิดความคิดขึ้นมาว่าถ้าเรากดฟันด้วยฟัน กดเพดานด้วยลิ้น ใช้จิตข่มจิต จะทำให้กายสงบได้
แต่ถึงเพียรทำขนาดนั้นจนเหงื่อออกจนเหมือนถูกชายกำลังมากบีบศีรษะบีบคอแน่น กายก็ยังคงกระวนกระวาย ทำให้สงบไม่ได้
เพราะสิ่งที่เพียรทำอยู่นั้นทำให้เกิดทุกข์ที่เสียดแทงจนจิตไม่ตั้งมั่น
จากนั้นก็เกิดความคิดว่าถ้าเราลองทำจิตให้เป็นสมาธิโดยไม่ต้องหายใจ กลั้นลมหายใจทั้งทางปากและจมูก อาจจะทำให้กายสงบได้
แต่ถึงเพียรทำขนาดนั้นจนลมออกทางหูทั้งสองข้าง มีเสียงดังอู้ๆ เหมือนเสียงลมในลำสูบที่ช่างทองสูบไปมา กายก็ยังคงกระวนกระวาย ทำให้สงบไม่ได้ เพราะสิ่งที่เพียรทำอยู่นั้นทำให้เกิดทุกข์ที่เสียดแทงจนจิตไม่ตั้งมั่น
จากนั้นก็เกิดความคิดว่าถ้าเราลองทำสมาธิจดจ่อโดยไม่ต้องหายใจ
กลั้นลมหายใจเข้าออกทั้งทางปาก ทางจมูก และทางหู อาจจะทำให้กายสงบได้
แต่ถึงเพียรทำขนาดนั้นจนลมแรงเสียดแทงศีรษะอยู่ข้างในเหมือนถูกชายกำลังมากเอาเหล็กแหลมคมทิ่มแทงศีรษะ
บางครั้งก็เหมือนถูกชายกำลังมากใช้เชือกหนังเหนียวมารัดศีรษะจนแน่น
บางครั้งก็รู้สึกว่ามีลมแรงบาดในช่องท้องเหมือนเจ้าของวัวเชือดท้องด้วยมีดคมเชือดวัว
บางครั้งก็ร้อนข้างในกายมากเหมือนถูกชายกำลังมากสองคนจับแขนคนละข้างเอามาลนไฟใกล้หลุมถ่านเพลิง
สุดท้ายแม้จะเจียนตาย กายก็ยังคงกระวนกระวาย ทำให้สงบไม่ได้ เพราะสิ่งที่เพียรทำอยู่นั้นทำให้เกิดทุกข์ที่เสียดแทงจนจิตไม่ตั้งมั่น
จากนั้นก็เกิดความคิดว่าถ้าเราลองกินอาหารให้น้อยลงทีละนิดเท่าเยื่อในเมล็ดถั่วเขียวหรือเมล็ดบัวบ้าง
พุทราลูกเดียวบ้าง ข้าวสารเมล็ดเดียวบ้าง ข้าวสารป่นบ้าง น้ำข้าวบ้าง อาจจะทำให้กายสงบได้
แต่ในที่สุดร่างกายเราก็ซูบผอมลงมาก อวัยวะน้อยใหญ่เหมือนเถาวัลย์ที่มีข้อมากและดำ สะโพกเหมือนรอยเท้าอูฐ
กระดูกสันหลังนูนเป็นปุ่มๆ เหมือนเถาสะบ้า ซี่โครงเหลื่อมขึ้นเหลื่อมลงเหมือนกลอนศาลาเก่าเหลื่อมกัน ดวงตาลึกเข้าไปในเบ้าตาเหมือนเงาดาวในบ่อลึก หนังศีรษะแห้งเหมือนน้ำเต้าขมที่ถูกตัดขั้วแต่ยังอ่อนแล้วโดนลมแดดจนเหี่ยวแห้ง คลำผิวหนังท้องก็ถึงกระดูกสันหลัง
จะถ่ายอุจจาระปัสสาวะก็จะล้มเสียที่นั้น พอเอามือลูบตัว ขนที่มีรากเน่าก็หลุดติดมาด้วย
คนที่เห็นเราก็ว่าเราดำคล้ำ ผิวพรรณที่ผุดผ่องแต่เดิมก็เสียไป ทั้งหมดนี้เป็นเพราะกินอาหารน้อยนั่นเอง

เมื่อนั้นเราเกิดความคิดขึ้นมาว่าสมณะหรือพราหมณ์ไม่ว่าจะพวกใดทั้งในอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต
ไม่มีใครที่จะทุกข์ทรมานจากการบำเพ็ญเพียรทุกรกิริยาไปมากกว่าที่เราทำอยู่นี้แน่นอน
แต่ถึงเราจะทรมานขนาดนี้ก็ยังไม่ได้พ้นจากทุกข์เลย จะมีทางอื่นอีกหรือไม่

ก็พอดีเรานึกขึ้นมาได้ว่าสมัยที่เราอยู่ในงานพิธีหนึ่งของพ่อ
เรานั่งอยู่ใต้เงาต้นหว้า เป็นที่ร่มเย็น สงบจากรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และสิ่งที่ทำให้เกิดกิเลส (อกุศล) ทั้งหลาย รู้สึกอิ่มใจและเบาสบาย
หรือว่าทางนี้จะเป็นทางสู่การรู้แจ้ง
ความสุขอันเกิดจากความสงบจากรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และสิ่งอกุศลเป็นเรื่องที่ดี ไม่ใช่เรื่องที่ต้องปฏิเสธ

ต่อมาเราก็คิดว่าการที่ร่างกายผ่ายผอมขนาดนี้ ยากที่จะมีความสุขสงบได้
ถ้าอย่างนั้นเราควรกินอาหารให้มากขึ้นอย่างข้าวสุกและขนมกุมมาส
พอภิกษุ 5 รูป ที่ดูแลเราอยู่เห็นเรากินดังนี้ก็ไปจากเรา
เพราะเข้าใจว่าเรามักมาก หมดความเพียรที่จะฝึกฝนให้พ้นทุกข์เสียแล้ว

ที่มา: พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 18 (พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ มหาสีหนาทสูตร ข้อ 159), 2559, น.35-59 และเล่มที่ 19 (พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ มหาสัจจกสูตร ข้อ 405), 2559, น.113-134

https://www.facebook.com/share/p/1GPNKBqQqz/
28/01/2026

https://www.facebook.com/share/p/1GPNKBqQqz/

ทำไมต้อง "31 ภพภูมิ" สัจธรรมที่ไม่มีขาดไม่มีเกิน

การที่พระพุทธศาสนากล่าวถึง "31 ภพภูมิ" ไม่ใช่การตั้งตัวเลขขึ้นมาลอยๆ เพื่อความสวยงาม แต่เป็นการจำแนก "สภาวะจิต" ที่สะท้อนออกมาเป็น "พื้นที่ทางกายภาพ" (หรือกึ่งกายภาพ) อย่างละเอียดที่สุดตามหลักของ พระอภิธรรม ซึ่งถือเป็นแผนที่ของวัฏสงสารที่ครอบคลุมทุกมิติของพลังงานและการอุบัติครับ

เหตุผลที่ต้องเป็น 31 และคำว่า "ไม่ขาดไม่เกิน" สามารถอธิบายได้ผ่านโครงสร้างความสัมพันธ์ของ ระดับจิต และ วิบากกรรม ดังนี้ครับ

1. โครงสร้างฐานราก: การแบ่งตาม "กาม-รูป-อรูป"
จักรวาลวิทยาในพุทธศาสตร์แบ่งภาคของจิตออกเป็น 3 ระดับใหญ่ตามความละเอียดของ "ตัณหา" ซึ่งรวมกันได้ 31 พอดี

1.) กามภพ (11 ภพภูมิ): คือระดับที่จิตยังเกาะเกี่ยวอยู่กับ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส

• อบายภูมิ 4: (นรก, เปรต, อสุรกาย, สัตว์เดรัจฉาน) — จิตที่เต็มด้วยอกุศล

• มนุสสภูมิ 1: — จุดสมดุลของสุขและทุกข์

• เทวภูมิ 6: — จิตที่เสวยผลของมหากุศลแบบเสพกาม

2.) รูปภพ (16 ภพภูมิ): คือระดับของจิตที่ฝึกฝนจนได้ "รูปฌาน" มีความสุขจากสมาธิที่ประณีตกว่ากาม

3.) อรูปภพ (4 ภพภูมิ): คือระดับของจิตที่ละวางความพอใจในรูปภาพ/วัตถุ เข้าสู่มิติของความว่างหรือนามธรรมล้วนๆ (อรูปฌาน)

11 + 16 + 4 =31

2. ทำไม "รูปภพ" ต้องมี 16? (ตรรกะของความละเอียดฌาน)
นี่คือจุดที่แสดงความ "ไม่ขาดไม่เกิน" ได้ชัดเจนที่สุด เพราะมันสัมพันธ์กับระดับการบรรลุฌานสมาบัติครับ

• ปฐมฌาน (ฌาน 1): มี 3 ภูมิ (ตามกำลังของสมาธิ: อย่างอ่อน, กลาง, แก่)

• ทุติยฌาน (ฌาน 2): มี 3 ภูมิ

• ตติยฌาน (ฌาน 3): มี 3 ภูมิ

• จตุตถฌาน (ฌาน 4): มี 7 ภูมิ แบ่งเป็น:
• 2 ภูมิสำหรับผู้ฝึกทั่วไป (เวหัปผลา และ อสัญญีสัตตา)
• 5 ภูมิชั้นสุทธาวาส: เป็น "ที่พัก" เฉพาะของพระอนาคามีเท่านั้น

หากตัดชั้นสุทธาวาสออกไป ภูมิเหล่านี้ก็จะไม่รองรับสภาวะจิตของผู้ที่ละ "สังโยชน์" เบื้องต่ำได้แล้วแต่ยังไม่ถึงนิพพาน ดังนั้น 16 จึงเป็นตัวเลขที่รองรับทุก "เฉด" ของผู้ได้รูปฌานอย่างครบถ้วน

3. สัจธรรมที่ "ไม่ขาดไม่เกิน"
คำว่าไม่ขาดไม่เกินในที่นี้ หมายถึง มิติของพลังงาน ครับ

• ไม่ขาด: เพราะถ้าไม่มี "สุทธาวาส 5" พระอนาคามีที่ยังไม่บรรลุอรหันต์ก่อนตายจะไม่มีที่ไป (เพราะท่านจะไม่กลับมาเกิดในกามภพอีก) หรือถ้าไม่มี "อรูปภูมิ 4" สภาวะจิตที่ละเอียดถึงขั้นไร้รูปก็จะมีที่รองรับไม่ได้

• ไม่เกิน: เพราะสภาวะของ "จิต" ในสังสารวัฏมีขีดจำกัดสูงสุดแค่ความว่าง (อรูป) และต่ำสุดคือความทุกข์บีบคั้น (นรก) ไม่มีสภาวะจิตแบบที่ 32 ที่นอกเหนือไปจาก กาม, รูป และ อรูป อีกแล้ว

4. มุมมองเชิงวิปัสสนา: 31 ภพภูมิในตัวเรา
สำหรับการจัดการเนื้อหาในแนวทางที่ลึกซึ้ง 31 ภพภูมินี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ "สถานที่" ในอวกาศ แต่คือ "ระดับความถี่ของจิต" ที่เราสามารถเปลี่ยนไปมาได้ในวันเดียวครับ

• โกรธ = ตกนรก

• หลง/ไม่รู้ผิดชอบ = สัตว์เดรัจฉาน

• มีสติ/รู้ผิดชอบ = มนุษย์

• อิ่มเอิบในสมาธิ = พรหม

สรุปสั้นๆ: 31 ภพภูมิ คือ "ตารางธาตุของชีวิต" ที่พระพุทธเจ้าทรงจำแนกไว้เพื่อให้เราเห็นว่า ไม่ว่าเราจะส่งจิตไปอยู่ในมิติที่ละเอียดแค่ไหน (แม้แต่ชั้นที่สูงสุดคือ อรูปพรหม) ก็ยังไม่พ้นจากกฎไตรลักษณ์ เพราะทุกภูมิยังถูกปรุงแต่งด้วย "สังขาร"

ด้วยเหตุนี้ สัจธรรมที่แท้จริงจึงไม่ใช่การพยายามไต่เต้าไปให้ครบ 31 ภูมิ แต่คือการเข้าใจโครงสร้างนี้เพื่อ "ออกจากระบบ" ไปสู่ โลกุตตรธรรม ที่อยู่เหนือการนับลำดับภพภูมิครับ

• #31ภพภูมิ
• #วัฏสงสาร
• #สัจธรรม
• #พระอภิธรรม
• #จักรวาลวิทยาพุทธ

• #กามภูมิ
• #รูปภูมิ
• #อรูปภูมิ
• #ฌานสมาบัติ
• #สุทธาวาส
• #จิตและเจตสิก

31/12/2025

ที่อยู่

บ้านเทอดไทย ต. แม่สลองใน อ. แม่ฟ้าหลวง จ. เชียงราย
Chang Rai
57240

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ พระทรงชัยรัตนพลังแผ่นดิน ดอยจอมขวัญ แม่สลองใน แม่ฟ้าหลวง เชียงรายผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์